วิหารเทพวิทยาคม

วิหารเทพวิทยาคม การมรณภาพของพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ด้วยวัย 92 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งการสูญเสียครั้งสำคัญของบ้านเรา

สำหรับหลวงพ่อคูณ ท่านคือหนึ่งในเกจิชื่อดังของเมืองไทย เป็นพระผู้ใหญ่ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย มีผู้คนให้เคารพนับถือมากมายเต็มบ้านเต็มเมือง ซึ่งถึงแม้ท่านจะละสังขารไปแล้วท่ามกลางความโศกเศร้าของคนไทย แต่หลักธรรมคำสอนของท่านยังดำรงคงอยู่เป็นมรดกตกทอดให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ

นอกจากนี้ท่านยังมีมีมรดกทางธรรม มรดกทางภูมิปัญญาตกทอดสู่คนรุ่นหลัง โดยนอกจากวัดบ้านไร่ และ “พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ที่วัดบ้านไร่แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่มรดกสำคัญของหลวงพ่อคูณที่สร้างจากปณิธานของท่าน ซึ่งถือเป็นดังมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า นั่นก็คือ “วิหารเทพวิทยาคม”

วิหารเทพวิทยาคม ตั้งอยู่ที่ “วัดบ้านไร่” ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ถือเป็นอุทยานธรรมกลางบึงน้ำขนาดใหญ่ ก่อสร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อคูณ ที่ต้องการจะให้เป็นมหาวิหารแห่งพระไตรปิฎก หรืออีกนัยหนึ่งคือดินแดนที่รวบรวมพุทธประวัติ พระวินัย และพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้ทั้งหมด

วิหารเทพแห่งนี้สร้างบนพื้นที่กลางบึงน้ำขนาด 30 ไร่ ส่วนบริเวณวิหารมีขนาดกว้าง 60 เมตร ยาว 60 เมตร องค์วิหารเป็นอาคารลักษณะทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เมตร สูงประมาณ 42 เมตร มีทั้งหมด 4 ชั้น ประกอบด้วยสิ่งน่าสนใจ ได้แก่

-“สะพานพญานาค” ที่ทอดกายเป็นสะพานแห่งศรัทธาเดินข้ามผ่านโลกมนุษย์สู่โลกแห่งธรรม

-“ซุ้มประตูบารมีทั้ง 4 ทิศ” ได้แก่ ซุ้มพระอินทร์ ซุ้มพระยม ซุ้มพระพิรุณ และซุ้มพระกุเวร (ท้าวเวสสุวรรณ)

“เสารอบอาคาร” เป็นเสาที่บรรจุภพชาติที่พระพุทธเจ้าถือกำเนิดทั้ง 523 ชาติไว้รอบๆ ด้านผนังรอบนอกนำเสนอจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “ทศชาติชาดก” เป็นจิตรกรรมเขียนสีแผ่นเซรามิก

ขณะที่ภายในวิหารยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกมากมาย อาทิ เรื่องราวพุทธประวัติ ตั้งแต่สมัยกำเนิดพระพุทธเจ้า เรื่องราวของพระวินัยปิฎกและวิวัฒนาการของพระพุทธศาสนาหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน เรื่องราวของพระธรรมปิฎก เป็นต้น

และด้วยความสวยงามวิจิตรอลังการ ทำให้ที่นี่มีคนหลั่งไหลมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก โดยเพียงแค่เปิดได้ 1 ปีกว่าๆ ก็มีคนมาเที่ยวชมมากเกินกว่า 1 ล้านคน นอกจากนี้วิหารเทพวิทยาคม ยังได้รับการยกย่องจากหลายๆคนว่าเป็น 1 ใน 10

งานสถาปัตยกรรมแห่งพระพุทธศาสนาที่สวยงามที่สุดในเมืองไทย ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งมรดกจากปณิธานของหลวงพ่อคูณที่ตกทอดเป็นมรดกของชาติ ให้สู่อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ชื่นชมในความงามกัน

วิหารเทพวิทยาคม ตั้งอยู่ที่ “วัดบ้านไร่” หรือวัดหลวงพ่อคูณ ใน ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นอุทยานธรรมกลางบึงน้ำขนาดใหญ่ ก่อสร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อคูณ

วิหารเทพวิทยาคม

เที่ยววิหารเทพวิทยาคม แหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ศาสนา และศิลปะ แห่งอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มรดกทางวัฒนธรรมของหลวงพ่อคูณที่ตกทอดสู่เหล่าพุทธศาสนิกชนมาถึงปัจจุบัน

         ภายหลังจากการมรณภาพของพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ เกจิชื่อดังของเมืองไทย ที่มีลูกศิษย์มากมายที่ให้การเคารพนับถือ หลักธรรมคำสอนของท่าน ยังคงเป็นหลักธรรมประจำใจที่ใครต่อใครต่างยึดถือและปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน หากแต่มรดกทางภูมิปัญญาอีกหนึ่งอย่างที่ท่านได้ทิ้งไว้ให้กับพวกเรา

นอกเหนือจากวัดบ้านไร่ และพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แล้ว หากแต่ยังมี “วิหารเทพวิทยาคม” มรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สร้างขึ้นจากปณิธานของตัวท่านเอง

    วิหารเทพวิทยาคม ตั้งอยู่ที่วัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นอุทยานธรรมกลางบึงน้ำขนาดใหญ่ ก่อสร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อคูณ ที่ต้องการจะให้เป็นมหาวิหารแห่งพระไตรปิฎก ทั้งยังเป็นสถานที่รวบรวมพุทธประวัติ พระวินัย และพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้ทั้งหมด

ความสวยงามและโดดเด่นของวิหารเทพวิทยาคม เห็นจะหนีไม่พ้น…การรังสรรค์อันแสนงดงามของศิลปะแทบทุกแขนง มีลักษณะป็นอุทยานธรรมกลางบึงน้ำขนาดใหญ่ อาคารทรงกลม มีทั้งหมด 4 ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดิน)

ซึ่งแต่ละชั้นมีความสวยงามและน่าสนใจแตกต่างกันไป รวมถึงยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกมากมาย เช่น เรื่องราวพุทธประวัติ, เรื่องราวของพระวินัยปิฎกและวิวัฒนาการของพระพุทธศาสนาหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน และเรื่องราวของพระธรรมปิฎก เป็นต้น ทั้งนี้แต่ละชั้นของวิหารเทพวิทยาคมประกอบด้วยสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

         ชั้นใต้ดินของวิหารเทพวิทยาคม

         ชั้นใต้ดินของวิหารเป็นส่วนจัดแสดงและให้ผู้เข้าชมได้เลือกรับของที่ระลึกจากเงินทำบุญของท่านผู้เข้าชมเอง บรรยากาศโดยรอบจัดตกแต่งให้เสมือนท่านได้อยู่ในท้องนทีอันศักดิ์สิทธิ์ หรือโลกใต้บาดาล โดยของที่ระลึกอันเป็นมงคลนั้น ผู้เข้าชมสามารถเลือกได้ตามความหมายอันเป็นสิริมงคลตามที่ท่านต้องการ ซุ้มของที่ระลึกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ

         ส่วนแรก ๆ คือ บริเวณโถงกลาง เรียกว่า ซุ้มของที่ระลึก เพชร 7 สี มณี 7 แสง เป็นการบูชาลูกปัดสีต่าง ๆ โดยเลือกเสี่ยงทายตามสถานะหรืออาชีพการงานของบุคคลนั้น ๆ

         ส่วนที่ 2 รายล้อมโซน เพชร 7 สี มณี 7 แสง ประกอบไปด้วย เจ็ดสิ่งนำโชคในโลกใต้บาดาล อันมีความหมายมงคลตามความเชื่อจากหลากหลากประเทศในโลก ได้แก่

           1. มังกร+ลูกแก้ว : ขอพรและคำทำนาย เรื่องความมีโชคลาภ วาสนา

           2. พญานาค : ขอพรและคำทำนาย เรื่องร่ำรวยเงินทอง

           3. ปลาอานนท์ : ขอพรและคำทำนาย เรื่องสุขภาพ ความแข็งแรง มีกำลัง

           4. จระเข้ : ขอพรและคำทำนาย เรื่องการสะสมบุญ ความเมตตา เพื่อจะได้รับเมตตาจากเจ้านายและเป็นที่รัก

           5. พญาเต่า : ขอพรและคำทำนาย เรื่องอายุยืน

           6. ปลาม้าน้ำ : ขอพรและคำทำนาย เรื่องชีวิตคู่ยาวนาน สันติภาพ มิตรภาพ

           7. ปะการังแดง : ขอพรและคำทำนาย เรื่องเดินทางปลอดภัย

    ชั้น 1 วิหารเทพวิทยาคม

           “ภาพพุทธประวัติและต้นโพธิ์อธิษฐาน” ความงามสุดแล้วแต่ปัจเจกมอง แต่ความหมายยิ่งใหญ่แห่งพุทธประวัติ…คงอยู่ชั่วกาลนาน

           ภาพที่ 1 พุทธอนุโมทนา (ประสูติ)

           ภาพที่ 2 พุทธปัญญา (ตรัสรู้)

           ภาพที่ 3 พุทธปาฏิหาริย์ (เผยแผ่พระพุทธศาสนาแด่เหล่าเทวดา)

           ภาพที่ 4 พุทธบารมี (เผยแผ่พระพุทธศาสนาแด่เหล่ากษัตริย์และนักบวช)

           ภาพที่ 5 พุทธปีติ (เผยแผ่พระพุทธศาสนาแด่ชาวบ้าน หมู่มาร และนักบวช)

           ภาพที่ 6 ปฐมพุทธศาสน์ (ปรินิพพาน)

           ทั้งนี้ เพดาน ภายในห้องจัดแสดงภาพพระพุทธประวัติและต้นโพธิ์อธิษฐาน แสดงถึงบารมีแห่งพระพุทธองค์ เมื่อทรงตรัสรู้แล้วแผ่ไพศาลไปทั่วจักรวาลบรรยากาศ ค่อย ๆ สูงขึ้น จนเหนือชั้นฟ้า เหนือเมฆ ไปจนอสงไขย ไม่มีที่สิ้นสุด

  ชั้น 2 วิหารเทพวิทยาคม

           “พระวินัยปิฎก นิทรรศการ พระราชาผู้ทรงธรรม และห้องโถงแห่งธรรม”

           โดยรอบนำเสนอเรื่องราวของพระวินัยปิฎก และวิวัฒนาการพระพุทธศาสนา หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน อาทิ ศีล 227 ข้อ และเรื่องราวของนิกายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการตีความพระวินัยและพระธรรมคำสอนในหลากหลายแง่มุม ส่วนพื้นที่สงบเงียบตรงกลางนั้นเป็นพื้นที่โล่งให้สาธุชนได้อธิษฐานจิต เพื่อเป็นกุศลแก่ตนเอง

           ส่วนห้องบริเวณเศียรช้าง เป็นห้องพระราชาผู้ทรงธรรม อันจะเนรมิตให้เป็นนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา ซึ่งท่านคือผู้นำแนวทางแห่งอริยสัจ 4 มาดำเนินเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้พ้นทุกข์ อันจะได้เห็นจากโครงการในพระราชดำริที่เกิดขึ้นมากมาย เพื่อให้ปวงชนได้พ้นจาก “ความจน” มาเป็น “ความพอ”

           ชั้น 3 วิหารเทพวิทยาคม

           “เรื่องราวของพระธรรมปิฎก พระธรรมขันธ์”

           จิตรกรรมวิจิตรบนเพดานชั้น 3 เป็นใบโพธิ์มากกว่า 84,000 ใบ เพื่อสอดแทรกคำสอนเรื่องของความเพียร เรียนรู้พระธรรม และยังเป็นเครื่องเตือนใจพุทธศาสนิกชนว่า พระองค์มิได้มุ่งแต่ถ่ายทอดแก่นพระธรรมตามที่พระองค์ทรงตรัสรู้ หากแต่สั่งสอนพระธรรมตามจริตของผู้สดับธรรมนั้น ๆ ด้วย ดังนั้น พระธรรมของพระพุทธเจ้าทั้ง 84,000

พระธรรมขันธ์นั้นเพื่อสั่งสอนผู้คนตามจริต ซึ่งจริตของแต่ละปัจเจกนั้นมิได้เหมือนกันเป็นแบบแผนเดียวกัน การเผยแพร่พระธรรมจึงมิได้มุ่งแต่เพียงเผยแพร่แก่นด้วยวิธีเดียว แต่วิธีในการเผยแพร่ต่อ แต่ละบุคคลก็มีความสำคัญในการที่จะทำให้บุคคลนั้น ๆ เข้าใจซึ่งพระธรรมด้วย

           ชั้นดาดฟ้า วิหารเทพวิทยาคม

           “ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ และรูปหล่อปิดทองคำหลวงพ่อคูณ”

           ณ ชั้นบนสุดของหอเทพวิทยาคม ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปหล่อหลวงพ่อคูณปิดทองคำ มองสู่เบื้องล่างเพื่อประสาทพรแก่สาธุชนชั่วกาลนาน

           นอกจากนี้ บริเวณรอบ ๆ วิหารเทพวิทยาคมยังมีเทพพญาสัตว์ต่าง ๆ ให้ได้ชมกัน เพื่อเป็นปริศนาธรรมให้ค้นหา เช่น พญานาค เปรียบเสมือนโอบอุ้มธรรมะของพระพุทธเจ้า สะพานพญานาคคือ ทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกธรรมะ, เทพจำแลง สุนัข 3 หัวเฝ้าประตูนรก แต่ละตัวมีชื่อว่า อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา ซึ่งมีความหมายแห่งการปล่อยวาง, พญาแร้ง สะท้อนให้ระลึกถึงกิเลสที่ชอบซุกอยู่ในใจคนมากที่สุดคือ โลภะ โทสะ และช้างเอราวัณ เป็นต้น

  ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องมาสัมผัส

          วิหารเทพวิทยาคมประกอบขึ้นด้วยโมเสกมากกว่า 20 ล้านชิ้น และใช้แรงงานชาวบ้านเป็นผู้ติดอย่างละเอียดด้วยจิตศรัทธาและสมาธิ เพราะ 1 วัน 1 คน สามารถติดเซรามิกโมเสกชิ้นเล็กที่สุดเท่าเม็ดถั่วเขียวได้เพียงไม่เกิน 1 ตารางเมตร

           อย่างไรก็ตามสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่สนใจขอเข้าชม ให้ส่งหนังสือแจ้งความจำนงพร้อมจุดประสงค์ในการเข้าชมล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่และทีมงานมัคคุเทศก์น้อย จัดสรรเวลาและเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกด้าน

ส่วนกิจกรรมบุญอิเล็กทรอนิกส์ตามจุดต่าง ๆ ภายในวิหาร กำหนดให้ใช้บัตรเติมบุญ เริ่มต้นความศรัทธาราคา 30 บาท โดยจะเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

การเดินทาง

        วิหารเทพวิทยาคมตั้งอยู๋ภายในวัดบ้านไร่ สามารถเดินทางจากกรุงเทพฯมาตามถนนมิตรภาพ ก่อนเข้าตัวเมืองนครราชสีมา ที่หลักกิโลเมตร 237 แยกซ้ายเข้าอำเภอขามทะเลสอ บ้านหนองสรวง ตรงสู่อำเภอด่านขุนทด ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร ถึงโรงพยาบาลด่านขุนทดให้เส้นทางหลวงหมายเลข 2217 เป็นระยะทางอีก 11 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดบ้านไร่

ขอบคุณรูปภาพจาก : Google

สื่อที่เกี่ยวข้อง : วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

Author: admin