วัดชูจิตธรรมาราม



วัดชูจิตธรรมาราม ตั้งอยู่ในมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถานที่ศึกษาของพระภิกษุสามเณรซึ่งมาจากทุกภาคของประเทศ เริ่มเปิดรับพระภิกษุสามเณรเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา นักธรรมตรี โท เอก และศึกษาภาษาบาลี มาตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นต้นมา มีพระภิกษุสามเณรเข้ามาศึกษา ณ สถานที่แห่งนี้ ระยะเวลา ๓๒ ปี มีจำนวนมากกว่า ๑๐,๐๐๐ รูป พระภิกษุสามเณรเหล่านี้ ได้สำเร็จการศึกษา เป็นจำนวนมากได้บำเพ็ญประโยชน์แก่พระศาสนาและประเทศชาติเป็นเอนกอนันต์ จนเป็นที่รู้จักดีในวงการพระศาสนาตลอดถึงต่างประเทศ วัดชูจิตธรรมารามนี้ นายฉบับ นางสงวน ชูจิตารมย์ ได้ถวายที่ดินจำนวน ๕ แปลง ๆ ละ ๓๖ ไร่เศษ รวม ๑๘๕ ไร่ ตั้งอยู่ ๒ ตำบล คือตำบลชะแมบและตำบลสนับทึบ แด่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปรินายก (อุฎฺฐายีมหาเถร)วัดมกุฏกษัตริยาราม ในปี ๒๕๑๓

ต่อมาวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร (สมณศักดิ์ขณะนี้) ทรงวางเสาเอก เริ่มก่อสร้างสถานศึกษาก่อนตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนา จัดตั้งเป็นวิทยาลัยสงฆ์ เรียกว่าวิทยาลัยสงฆ์วังน้อย เปิดรับพระภิกษุสามเณรมาเข้ามาศึกษา เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นเวลา ๓๒ ปีมาแล้วปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้ก่อสร้างหอสวดมนต์ อาคารเรียน หอพัก และโรงครัวด้วยไม้เบญจพรรณ ฝากั้นด้วยหญ้าแฝก หลังคามุงด้วยหญ้าแฝก ได้ใช้มาเป็นระยะเวลา ๓ ปีก็หมดสภาพ
วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสร็จพระราชดำเนิน ไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนถาวร ๓ ชั้น กว้าง ๙ เมตร ยาว ๖๘ เมตร ซึ่งคุณชิน โสภณพนิช คุณชัยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศบริจาคทรัพย์และดำเนินการก่อสร้างซึ่งก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ และเริ่มก่อสร้างที่พักกุฏิอาจารย์ และโรงครัวเป็นการถาวรตามลำดับ

วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯไปทรงเปิดอาคารเรียน โสภณพานิช-เหลืองอมรเลิศ และในศกเดียวกันนี้ สมเด็จพระบรมโอรสิราชฯสยามบรมราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระนามาภิไธยเป็นนามวิทยาลัยสงฆ์วังน้อยว่า มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย กับพระราชทานอักษรพระนามาภิไธยย่อว่า มวก. และ พุทธสุภาษิตว่า วชิรูปมจิตฺโตสิยา (พึงเป็นผู้มีจิตแกร่งประดุจเพชร)
พ.ศ. ๒๕๒๐ เริ่มสร้างหอฉัน พร้อมโรงครัว เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว กว้าง ๑๒.๐๐ เมตร ยาว ๖๐.๐๐ เมตร โดยได้ทุนจากการให้บูชาพระสมเด็จนางพระยา สก.๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษ

พระภิกษุสามเณรเพิ่มขึ้นตามลำดับ ผู้บริหารหาทุนมาปรับปรุงสถานที่ และสิ่งก่อสร้างเป็นอาคารถาวร เพิ่มขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๔๘ มีทั้งสิ้นกว่า ๔๐รายการ เพื่อรองรับพระภิกษุสามเณรมาจากทุกภาคของประเทศ ซึ่งมียอดสูงสุด ๑,๑๐๐ รูป ทั้งหอพัก ทั้งโรงอาหาร กุฏิพักอาจารย์ ต้องสร้างเพิ่มขึ้นตามลำดับ และค่าอาหารเช้า-เพล ก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ข้าวสารวันละ ครึ่งกระสอบถึงวันละ ๕ กระสอบ
งบประมาณค่าก่อสร้าง ได้จากการบริจาคของพุทธศาสนิกชนทั่วไป การก่อสร้างอาคารสถานที่ต่าง ๆ ทั้งหมดตลอดถึงปรับปรุงสถานที่ และวัสดุครุภัณฑ์ได้จากศรัทธาประชาชนทั้งสิ้น มีมูลค่ากว่า ๑๕๐ ล้านบาท
ส่วนค่าใช้จ่าย ครู อาจาย์ และเจ้าหน้าที่ได้รับงบประมาณจากสภาการศึกษาฯ บ้าง จากมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งจากมูลนิธิมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (กรมการศาสนาเดิม) และต่อมาทางราชการตราพระราชบัญญัติมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ อยู่ในกำกับของรัฐ ประกาศใช้วันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ดังนั้น มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย เป็นวิทยาเขตแห่งที่ ๑ ใน ๗ แห่งของมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนระดับปรัญญาตรีมาแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ จึงได้รับงบประมาณเป็นเงินเดือนครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ จากทางราชการ ส่วนค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้จากศรัทธาประชาชน
เมื่อพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาเป็นจำนวนมาก คณะผู้บริหาร พิจารณาเห็นว่า ควรที่จะดำเนินขออนุญาตสร้างวัด และตั้งวัดในพระพุทธศาสนา และได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐ มีชื่อว่า วัดชูจิตธรรมาราม เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ถวายที่ดิน โดยใช้นามสกุล ๒ ท่านต่อกันว่า ชูจิตธรรมาราม และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแต่ปี ๒๕๒๕ ทางคณะสงฆ์จึงตั้งสมเด็จพระญาณวโรดมวัดเทพศิรินราวาส รักษาการเจ้าอาวาส
คุณนายสงวน ชูจิตารมย์ ได้นำเงินขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อพระราชทานให้สร้างอุโบสถ จึงกราบทูลท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก วัดราชบพิธ เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์อุโบสถ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ต่อจากนั้น จึงทำการก่อสร้างอุโบสถ ขนาดกว้าง ๓๖.๐๐ เมตร ยาว ๖๔.๐๐ เมตร ๒ ชั้นๆบนเป็นองค์อุโบสถ ขนาดกว้าง ๑๙.๐๐ เมตร ยาว ๔๔.๐๐ เมตร เป็นอาคารศิลปะประยุกต์ ชั้นล่างเป็นห้องสมุด สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๓๐ ล้านบาทเสด็จฯทรงวางศิลาฤกษ์ และถวายผ้าพระกฐิน
พ.ศ. ๒๕๑๘ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯทรงวางศิลาฤกษ์อาคารเรียน
พ.ศ. ๒๕๑๙ สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรัตนสิริโสภาพรรณวดี เสด็จถวายผ้าพระกฐิน
พ.ศ. ๒๕๒๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯทรงเปิดอาคารเรียน
ทรงวางศิลาฤกษ์ตึกอำนวยการ มวก.
พ.ศ. ๒๕๒๐ สมเด็จเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา กิติวัฒนาดุลยโสภาคย์
เสด็จถวายผ้าพระกฐิน
พ.ศ. ๒๕๒๑ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี
เสด็จฯถวายผ้าพระกฐิน และทรงเปิดสถานพยาบาลมูลนิธิสิรินธร
พ.ศ. ๒๕๒๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามบรมราชกุมาร เสด็จฯเยี่ยมและทรงอัญเชิญพระรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราช ประดิษฐานภายในซุ้ม
พ.ศ.๒๕๒๗ ถึง ๒๕๔๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี
เสด็จฯถวายผ้าพระกฐินทุกปีตลอดมาและปี๒๕๔๘ เสด็จฯวันที่ ๓ พฤศจิกายน
- วัดชูจิตธรรมาราม เป็นวัดที่มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษามากที่สุด ระยะ ๕ ปี ที่ผ่านมามีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษามากถึงปีละ ๑,๐๐๐ รูป

 

ประวัติเจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมราม
พระกิตติสารมุนี

สถานะเดิม
ชื่อ สมพงษ์ นามสกุล นิลาภรณ์กุล เกิดวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๑ จังหวัดสมุทรสาคร

วิทยฐานะ
ป.ธ.๔, น.ธ.เอก, พ.ม., ศษ.บ.(ม.สุโขทัยธรรมาธิราช), ศน.ม. (ม. มหามกุฏราชวิทยาลัย)

ด้วยพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อุฏฺฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม ขณะทรงดำรงตำแหน่งนายกสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ที่ว่า ความสำคัญของการศึกษาของคณะสงฆ์ในปัจจุบันนี้ จะต้องอนุวัติให้ทันกับความเจริญของโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พระองค์จึงทรงมีพระประสงค์ที่จะขยายการศึกษาของคณะสงฆ์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในปี พ.ศ. 2513 - 2514 ได้ทรงจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ร่างหลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และประกาศใช้เป็นหลักสูตรหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ

ในปี พ.ศ. 2514 สมัย ฯพณฯ สุกิจ นิมมานเหมินทร์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อกระทรวงประกาศใช้หลักสูตรแล้ว พระองค์ท่านได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแห่งแรกขึ้น ชื่อว่า โรงเรียนวชิรมกุฎ ที่บริเวณหลังวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพ ฯ เป็นสาขาแห่งหนึ่งของสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย โดยใช้หลักสูตร พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2514

ในปีเดียวกันนี้ นายฉบับ คุณนายสงวน ชูจิตารมย์ ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดิน จำนวน 186 ไร่ ที่ตำบลสนับทึบ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ต่อมาได้มีผู้บริจาคซื้อถวายเพิ่มเติมเป็น 736 ไร่) ให้เป็นที่ตั้งสถานศึกษาของคณะสงฆ์ขยายการศึกษาออกไปสู่ชนบทเปิดทำการสอนพระภิกษุสามเณรขึ้น ได้ทรงวางวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสถาบันสงฆ์แห่งนี้ไว้ 6 ประการ คือ :-
1. เพื่อเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์
2. เพื่อเป็นสถานที่พักอาศัยเล่าเรียนของพระภิกษุ - สามเณร
3. เพื่อเป็นสถานที่พักอาศัยเล่าเรียนวิชาการทางพระพุทธศาสนาของชาวต่างประเทศ
4. เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษา ค้นคว้าทางวิชาการชั้นสูงเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
5. เพื่อเป็นสถานที่อบรมในด้านการปฏิบัติธรรม
6. เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาฝึกอบรมพระภิกษุผู้จะปฏิบัติศาสนกิจในระดับสูง เช่น งานด้าน
การปกครอง การเผยแผ่ การสาธารณูปการ เป็นต้น
 

ขณะที่ทรงเตรียมการจะดำเนินงานภายหลังชาวบ้านเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว แต่พระดำริดังกล่าวยังมิทันสัมฤทธิผลพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เสียก่อน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ต่อมาปี พ.ศ. 2516 พระเถรานุเถระ ผู้มีบทบาทในการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์หลายรูป เช่น
1. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ฯ วัดบวรนิเวศวิหาร
2. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (ประจวบ กนฺตาจาโร) วัดมกุฏกษัตริยาราม
3. พระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกโร) วัดเทพศิรินทราวาส
4. พระธรรมวราจารย์ (แบน กิตฺติสาโร) วัดบวรนิเวศวิหาร
5. พระเทพเมธาจารย์ (สุวรรณ กญฺจโน) วัดมกุฏกษัตริยาราม
6. พระเทพปัญญากวี (บรรจง กลฺลิโต) วัดมกุฏกษัตริยาราม
7. พระราชธรรมเจติยาจารย์ (วิริยังค์ สิรินฺธโร) วัดธรรมมงคล
8. พระราชสุทธิมงคล (มนู ฐิตปญฺโญ) วัดมกุฏกษัตริยาราม

ได้ร่วมกันก่อตั้งสถาบันสงฆ์แห่งนี้ขึ้น เริ่มแรกใช้ชื่อว่า สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย สาขาวังน้อย เป็นที่รู้จักกันของประชาชนโดยทั่วไปว่า วิทยาลัยสงฆ์วังน้อย ในปี พ.ศ. 2519 ได้ขอตั้งเป็นวัดชื่อ วัดชูจิตธรรมาราม เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์สกุลชูจิตารมย์ ผู้ถวายที่ดินเพื่อการก่อตั้งครั้งแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2520 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานพระนามาภิไธยในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมารว่า มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย และทรงพระราชทานพระ-นามาภิไธย่อว่า ม.ว.ก. ภายใต้สีมาธรรมจักร พร้อมทั้งพระราชทานสุภาษิตว่า วชิรูปมจิตฺโต สิยา (พึงเป็นผู้มีจิตแกร่งประดุจเพชร) ให้เป็นตราประจำวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2521 วัดชูจิตธรรมาราม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา


พระประวัติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร)

 

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

 

พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

 

 

  



ชาติกาลและชาติภูมิ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร) ประสูติ ณ วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ตรงกับวันอาทิตย์แรม ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา นพศก จุลศักราช ๑๒๕๙ (ร.ศ. ๑๑๖) ที่บ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี.ท่านบิดาชื่อ หงส์ ศิริสม เป็นชาวโพธาราม ท่านปู่สืบเชื้อสายมาจากจีนแซ่ตัน ท่านย่าสืบเชื้อสายมาจากชาวเวียงจันทน์ ส่วนท่านมารดา ชื่อ จีน นามสกุลเดิมว่า ประเสริฐศิลป์ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ บ้านฉาง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ภายหลังท่านบิดาได้อุปสมบทเป็นภิกษุมาอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ถึงมรณภาพ เมื่ออายุ ๘๔ ปี (พ.ศ. ๒๔๙๖) ส่วนท่านมารดาก็ได้บวชเป็นชีมาอยู่ข้างวัดมกุฏกษัตริยาราม ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๘๘ ปี (พ.ศ. ๒๕๐๕) สมเด็จเป็นบุตร หัวปีในจำนวนพี่น้อง ๗ คน

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (ประจวบ กนฺตาจาโร)

ประวัติโดยสังเขป
ชาติภูมิ นามเดิม ประจวบ นามสกุล เนียมหอม นามฉายา กนฺตาจาโร เกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖เวลา ๑๑.๔๐ น. ที่หมู่บ้านโรงจีน ตำบล บางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เป็นบุตรคนที่หนึ่งของคุณพ่อคง - คุณแม่ท้อน เนียมหอม ได้เข้าเรียนระดับประถมเมื่ออายุ ๑๐ ปี
ที่โรงเรียนเฉลียววิทยา วัดเหนือบางแพ



 
   
   
   

สถานที่ตั้ง

เลขที่ ๕๗ หมู่ที่ ๑ ตำบลสนับทึบ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ระหว่าง กม.๗๓ ๗๔ ถนนพหลโยธิน

 

เจ้าอาวาส

1.

 

 
 
   
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |