ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

 
ทศชาติชาดก ชาติที่๔ พระเจ้าเนมิราช

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    109wat.com : ถามตอบ -> กระดานชมรม109วัด
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Fri Mar 20, 2009 5:32 pm    เรื่อง: ทศชาติชาดก ชาติที่๔ พระเจ้าเนมิราช ตอบโดยอ้างข้อความ


อรรถกถา เนมิราชชาดก
พระเจ้าเนมิราชทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระราชอุทยานอัมพวันของพระเจ้ามฆเทวราช ทรงอาศัยกรุงมิถิลา เป็นที่ภิกษาจาร. ทรงปรารภการทำความแย้มพระพระโอษฐ์ ให้ปรากฏ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อจฺเฉรํ วต โลกสฺมึ ดังนี้เป็นต้น.
เรื่องย่อมีว่า วันหนึ่ง พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จจาริกไปในอัมพวันนั้น. ในเวลาเย็น ทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศแห่งหนึ่งเป็นรมณียสถาน ทรงใคร่จะตรัสบุรพจริยาของพระองค์ จึงทรงแย้มพระโอษฐ์. ท่านพระอานนทเถระกราบทูลถาม เหตุที่ทรงแย้มพระโอฐ จึงมีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ภูมิประเทศนี้ เราเคยอาศัยอยู่ เจริญฌาน ในกาลที่เราเสวยชาติเป็นมฆเทวราชา. ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงดุษณีภาพนิ่งอยู่. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลวิงวอนเพื่อให้ทรงแสดง. จึงประทับนั่ง ณ บวรพุทธาสนะที่ปูลาดไว้ ทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ณ กรุงมิถิลา แคว้นวิเทหรัฐ ได้มีพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า มฆเทวราช. พระองค์ทรงเล่นอย่างราชกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ครองไอศวรรย์ ๘๔,๐๐๐ ปี. เมื่อเสวยราชย์เป็นพระราชาธิราชได้ ๘๔,๐๐๐ ปี มีพระราชดำรัสกะเจ้าพนักงานภูษามาลาว่า เมื่อใดเจ้าเห็นผมหงอกในศีรษะเรา เจ้าจงบอกข้าเมื่อนั้น. ครั้นกาลต่อมา เจ้าพนักงานภูษามาลาได้เห็นเส้นพระศกหงอก จึงกราบทูลแด่พระราชา พระองค์ตรัสสั่งให้ถอนด้วยแหนบทองคำ ให้วางไว้ในพระหัตถ์ ทอดพระเนตรพระศกหงอก ทรงพิจารณาเห็น มรณะเป็นประหนึ่งว่ามาข้องอยู่ที่พระนลาต มีพระดำริว่า บัดนี้เป็นกาลที่จะผนวช จึงพระราชทานบ้านส่วยแก่เจ้าพนักงานภูษามาลา แล้วตรัสเรียกพระเชษฐโอรสมา มีพระดำรัสว่า พ่อจงรับครองราชสมบัติ พ่อจักบวช. พระราชโอรสทูลถามถึงเหตุที่จะทรงผนวช เมื่อจะตรัสบอกเหตุแก่พระราชโอรส จึงตรัสคาถานี้ว่า
ผมหงอกที่งอกบนศีรษะของพ่อนี้ นำความหนุ่มไปเสีย เป็นเทวทูตปรากฏแล้ว คราวนี้จึงเป็นคราวที่พ่อจะบวช.
ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ก็อภิเษกพระราชโอรสในราชสมบัติ แล้วพระราชทานพระโอวาทว่า แม้ตัวเธอเห็นผมหงอกอย่างนี้แล้ว ก็พึงบวช. ตรัสฉะนี้แล้ว เสด็จออกจากพระนคร ทรงผนวชเป็นฤาษี เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี บังเกิดในพรหมโลก. แม้พระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวราช ก็ทรงผนวชโดยอุบายนั้นแหละ ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. กษัตริย์ผู้เป็นพระราชโอรสของพระราชาเป็นลำดับมานับได้ ๘๔,๐๐๐ องค์ หย่อน ๒ องค์ ทอดพระเนตรเห็นเส้นพระศกหงอกบนพระเศียร แล้วทรงผนวชในพระราชอุทยานอัมพวันนี้ เจริญพรหมวิหาร ๔ บังเกิดในพรหมโลก. บรรดากษัตริย์เหล่านั้น กษัตริย์มีพระนามว่า มฆเทวะ บังเกิดในพรหมโลกก่อนกว่ากษัตริย์ทั้งปวง สถิตอยู่ในพรหมโลกนั่นแหละ ตรวจดูพระวงศ์ของพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ หย่อน ๒ องค์ ผู้บวชแล้ว ก็มีพระมนัสยินดี ทรงพิจารณาว่า เบื้องหน้าแต่นี้ วงศ์ของเราจักเป็นไป หรือจักไม่เป็นไปหนอ. ก็ทรงทราบว่าจักไม่เป็นไป จึงทรงคิดว่า เรานี่แหละจักสืบต่อวงศ์ของเรา ก็จุติจากพรหมโลกนั้น ลงมาถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระราชาในกรุงมิถิลา.
กาลล่วงไป ๑๐ เดือน ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา. พระราชาตรัสเรียกพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้ทำนาย มาถามเหตุการณ์ ในวันขนานพระนามพระราชกุมาร พราหมณ์ทั้งหลายตรวจดูพระลักษณะแล้ว กราบทูลว่า พระราชกุมารนี้สืบต่อวงศ์ของพระองค์เกิดแล้ว. ด้วยว่าวงศ์ของพระองค์เป็นวงศ์บรรพชิต ต่อแต่พระกุมารนี้ไปเบื้องหน้า จักไม่มี. พระราชาทรงสดับดังนั้น มีพระดำริว่า พระราชโอรสนี้สืบต่อวงศ์ของเรามาเกิด ดุจวงล้อรถ ฉะนั้น. เราจักขนานนามพระโอรสนั้นว่า เนมิกุมาร ทรงดำริฉะนี้แล้ว จึงพระราชทานพระนามพระโอรสว่า เนมิกุมาร. พระเนมิกุมารนั้นเป็นผู้ทรงยินดีในการบำเพ็ญรักษาศีลและอุโบสถกรรม จำเดิมแต่ยังทรงพระเยาว์. ลำดับนั้น พระราชาผู้พระชนกของเนมิราชกุมารนั้น ทอดพระเนตรเห็นเส้นพระศกบนพระเศียรหงอก ก็พระราชทานบ้านส่วยแก่เจ้าพนักงานภูษามาลา แล้วมอบราชสมบัติแก่พระราชโอรส ทรงผนวชในพระราชอุทยานอัมพวันนั่นเอง เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า โดยนัยหนหลังนั่นแล.
ฝ่ายพระเจ้าเนมิราชโปรดให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ยังมหาทานให้เป็นไปด้วยความเป็นผู้มีพระอัธยาศัยในทาน พระราชทานทรัพย์ที่โรงทานแห่งละ ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ทรงบริจาคทรัพย์วันละ ๕๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ทุกๆ วัน ทรงเบญจศีลเป็นนิจ. ทรงสมาทานอุโบสถทุกวันปักษ์ ทรงชักชวนมหาชนในการบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น. ทรงแสดงธรรมสอนให้ทราบทางสวรรค์ คุกคามประชุมชนให้กลัวนรก. ประชุมชนตั้งอยู่ในพระโอวาทของพระองค์ บำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น. จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก เทวโลกเต็ม นรกเป็นดุจว่างเปล่า. กาลนั้นหมู่เทวดาในดาวดึงสพิภพ ประชุมกัน ณ เทวสถานชื่อ สุธรรมา กล่าวสรรเสริญคุณของพระมหาสัตว์ว่า โอ พระเจ้าเนมิราช เป็นพระอาจารย์ของพวกเรา ชาวเราทั้งหลายอาศัยพระองค์ จึงได้เสวยทิพยสมบัตินี้. แม้พระพุทธญาณก็มิได้กำหนด แม้ในมนุษยโลก มหาชนก็สรรเสริญคุณของพระมหาสัตว์ คุณกถาแผ่ทั่วไป ราวกะน้ำมันที่เทราดลงบนหลังมหาสมุทร ฉะนั้น.

พระศาสดา เมื่อตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ ทรงทำเนื้อความนั้นให้แจ้งชัด จึงตรัสว่า
เมื่อใด พระเจ้าเนมิราชผู้เป็นบัณฑิต มีพระประสงค์ด้วยกุศล เป็นพระราชาผู้ปราบข้าศึก ทรงบริจาคทานแก่ชาววิเทหะทั้งปวง.
เมื่อนั้น บุคคลผู้ฉลาดก็ย่อมเกิดขึ้นในโลก ความเกิดขึ้นของท่านเหล่านั้น น่าอัศจรรย์หนอ.
เมื่อพระเจ้าเนมิราชทรงบำเพ็ญทานนั้นอยู่ ก็เกิดพระราชดำริขึ้นว่า ทาน หรือพรหมจรรย์ อย่างไหนมีผลานิสงส์มาก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา อหุ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด พระเจ้าเนมิราชผู้เป็นบัณฑิต มีพระประสงค์ด้วยกุศลเพื่อพระองค์ด้วย เพื่อชนเหล่าอื่นด้วย. เมื่อนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้กล่าวคุณกถาของพระเจ้าเนมิราชนั้นอย่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์หนอ ที่พุทธญาณยังไม่เกิดขึ้น ก็มีคนฉลาดสามารถยัง พุทธกิจให้สำเร็จแก่มหาชนเห็นปานนี้เกิดขึ้นในโลก. ปาฐะว่า ยถา อหุ ดังนี้ก็มี ปาฐะนั้นมีความว่า พระเจ้าเนมิราชเป็นบัณฑิต มีพระประสงค์ด้วยกุศลเท่านั้น ฉันใด คนฉลาดทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมเกิดขึ้นยังพุทธกิจให้สำเร็จแก่มหาชน การเกิดขึ้นของคนฉลาดเหล่านั้น นั้นน่าอัศจรรย์ในโลกหนอ. พระศาสดาทรงเป็นอัจฉริยะเองทีเดียว จึงตรัสอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สพฺพวิเทหานํ ได้แก่ ชาววิเทหรัฐทั้งปวง. บทว่า กตมํ สุ ความว่า บรรดาทานและพรหมจรรย์สองอย่างนี้ อย่างไหนหนอมีผลมาก.

ได้ยินว่า พระเจ้าเนมิราชนั้นทรงสมาทานอุโบสถศีล ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ทรงเปลื้องราชาภรณ์ทั้งปวง บรรทมบนพระยี่ภู่มีสิริ. หยั่งลงสู่นิทรารมณ์ตลอดสองยาม. ตื่นบรรทมในปัจฉิมยาม ทรงคู้บัลลังก์ขัดสมาธิ ทรงดำริว่า เราให้ทานไม่มีปริมาณแก่ประชุมชนและรักษาศีล ผลแห่งทานบริจาคมีมาก หรือแห่งพรหมจริยาวาสมีผลมากหนอ ทรงดำริฉะนี้ ก็ไม่ทรงสามารถตัดความสงสัยของพระองค์ได้.
ขณะนั้น พิภพแห่งท้าวสักกเทวราชก็แสดงอาการเร่าร้อน. ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการเหตุนั้น ก็ทรงเห็นพระเจ้าเนมิราชกำลังทรงปริวิตกอยู่อย่างนั้น จึงคิดว่า เราจักตัดความสงสัยของเธอ จึงเสด็จมาโดยพลันแต่พระองค์เดียว ทำสกลราชนิเวศน์ให้มีรังสิโยภาสเป็นอันเดียวกัน เข้าสู่ห้องบรรทมอันมีสิริ แผ่รัศมีสถิตอยู่ในอากาศ ทรงพยากรณ์ปัญหาที่พระเจ้าเนมิราชตรัสถาม.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวมฆวานเทพกุญชรสหัสสเนตรทรงทราบพระดำริของพระเจ้าเนมิราช ทรงกำจัดความมืดด้วยรัศมีปรากฏขึ้น. พระเจ้าเนมิราชจอมมนุษย์มีพระโลมชาติชูชัน ได้ตรัสกะท้าววาสวะว่า ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้ให้ทานในก่อน. รัศมีของท่านเช่นนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็น หรือไม่ได้ยินมาเลย ขอท่านจงแจ้งตัวท่าน แก่ข้าพเจ้า ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.
ท้าววาสวะทรงทราบว่าพระเจ้าเนมิราชมีพระโลมชาติชูชัน ได้ตรัสตอบว่า
หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพ มาสู่สำนักพระองค์ท่าน ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ พระองค์อย่าทรงสยดสยองเลย. เชิญตรัสถามปัญหาที่ต้องพระประสงค์เถิด.
พระเจ้าเนมิราชทรงได้โอกาสฉะนั้นแล้ว จึงตรัสถามท้าววาสวะว่า
ข้าแต่เทวราชผู้เป็นอิสระแห่งปวงภูต หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ท่าน ทานหรือพรหมจรรย์อย่างไหนมีผลานิสงส์มาก.
อมรินทรเทพเจ้าอันนรเทพเนมิราชตรัสถามดังนี้ พระองค์ทรงทราบวิบากแห่งพรหมจรรย์ จึงตรัสบอกแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ยังไม่ทรงทราบว่า
บุคคลย่อมบังเกิดในขัตติยสกุล เพราะประพฤติพรหมจรรย์อย่างต่ำ. บุคคลได้เป็นเทพเจ้า เพราะประพฤติพรหมจรรย์ปานกลาง. บุคคลย่อมหมดจดวิเศษ เพราะประพฤติพรหมจรรย์สูงสุด. หมู่พรหมเหล่านั้น อันใครๆ จะพึงได้เป็น ด้วยการประพฤติวิงวอน ก็หาไม่. ต้องเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือนบำเพ็ญตบธรรม จึงจะได้บังเกิดในหมู่พรหม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สโลมหฏฺโฐ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าเนมิราชนั้นทอดพระเนตรเห็นแสงสว่าง จึงทรงแลไปในอากาศ ก็ทอดพระเนตรเห็นท้าวสักกเทวราชนั้นประดับด้วยทิพยาภรณ์ มีพระโลมชาติชูชันเพราะความกลัว จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นเทวดาหรือ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อโลมหฏฺโฐ ความว่า พระองค์อย่าทรงกลัว อย่าทรงมีพระโลมชาติชูชันเลย จงถามเถิด มหาราช. บทว่า วาสวํ อวจ ความว่า ทรงมีพระทัยยินดีได้ตรัสแล้ว. บทว่า ชานํ อกฺขาสิชานโต ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกเทวราชนั้น ทรงทราบวิบากแห่งพรหมจรรย์ ซึ่งเคยทรงเห็นประจักษ์ด้วยพระองค์เองในอดีตภพ จึงได้ตรัสบอกแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ยังไม่ทรงทราบ.
ในบทว่า หีเนน เป็นต้นมีวินิจฉัยว่า ในลัทธิเดียรถีย์โดยมากศีลเพียงเมถุนวิรัติ ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างต่ำ. ผู้บำเพ็ญย่อมเกิดในขัตติยสกุล ด้วยพรหมจรรย์อย่างต่ำนั้น. การได้อุปจารฌาน ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างกลาง. ผู้บำเพ็ญย่อมเกิดเป็นเทวดา ด้วยพรหมจรรย์อย่างกลางนั้น. ก็การให้สมาบัติแปดเกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างสูงสุด. ผู้บำเพ็ญย่อมบังเกิดในพรหมโลก ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูงสุดนั้น. ชนภายนอกพระพุทธศาสนากล่าว พรหมจรรย์อย่างสูงสุดนั้นว่านิพพาน ผู้บำเพ็ญย่อมบริสุทธิ์ด้วยนิพพานนั้น.
แต่ในพระพุทธศาสนานี้ ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ปรารถนาเทพนิกายอย่างใดอย่างหนึ่ง พรหมจรรย์ของเธอชื่อว่าต่ำ เพราะเจตนาต่ำ. เธอย่อมบังเกิดในเทวโลกตามผลที่เธอปรารถนานั้น. ก็การที่ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ยังสมาบัติแปดให้บังเกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างกลาง. เธอย่อมบังเกิดในพรหมโลก ด้วยพรหมจรรย์อย่างกลางนั้น. การที่ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ เจริญวิปัสสนา ยังอรหัตมรรคให้บังเกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างสูงสุด. เธอย่อมบริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูงสุดนั้น.
บทว่า กายา ได้แก่ หมู่พรหม. บทว่า ยาจโยเคน ได้แก่ ด้วยประกอบการขอร้อง หรือด้วยประกอบการวิงวอน อธิบายว่า ด้วยประกอบการบูชายัญ. บทนี้เป็นชื่อของผู้ให้นั่นเอง แม้ด้วยประการทั้งสอง. บทว่า ตปสฺสิโน ได้แก่ ผู้อาศัยตบะ.

ท้าวสักกเทวราชตรัสสรรเสริญว่า ดูก่อนพระมหาราช การประพฤติพรหมจรรย์เป็นคุณมีผลมากกว่าทาน ร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า ด้วยประการฉะนี้. ครั้นทรงแสดง ความที่การอยู่พรหมจรรย์เป็นคุณมีผลมาก ด้วยคาถาแม้นี้แล้ว. บัดนี้จะทรงแสดงพระราชาทั้งหลายในอดีต ผู้บริจาคมหาทานแล้ว ไม่สามารถจะก้าวล่วงกามาพจรไปได้ จึงตรัสว่า
พระราชาเหล่านี้ คือ พระเจ้าทุทีปราช พระเจ้าสาครราช พระเจ้าเสลราช พระเจ้ามุจลินทราช พระเจ้าภคีรสราช พระเจ้าอุสินนรราช พระเจ้าอัตถกราช พระเจ้าอัสสกราช พระเจ้าปุถุทธนราช และกษัตริย์เหล่าอื่นกับพราหมณ์เป็นอันมาก บูชายัญมากมาย ก็ไม่ล่วงพ้นความละโลกนี้ไป.

คาถานั้นมีความว่า ดูก่อนมหาราช พระราชาพระนามว่า ทุทีปราช ณ กรุงพาราณสีในกาลก่อน ทรงบริจาคทานเป็นอันมาก สวรรคตแล้วบังเกิด ในสวรรค์ชั้นกามาพจรนั่นแล. พระราชาแปดองค์มีพระเจ้าสาครราชเป็นต้น ก็เหมือนกัน ก็พระราชามหากษัตริย์และพราหมณ์อื่นๆ เหล่านี้มากมาย ได้บูชายัญเป็นอันมาก บริจาคทานมีประการไม่น้อย ก็ไม่ล่วงพ้นความละโลกนี้ กล่าวคือกามาวจรภูมิไปได้. จริงอยู่ เหล่าเทพชั้นกามาพจร เรียกกันว่า เปตะ เพราะสำเร็จได้โดยอาศัยผู้อื่น เพราะเหตุกิเลสวัตถุมีรูปเป็นต้น สมด้วยพระพุทธภาษิตว่า
ชนเหล่าใดไม่มีเพื่อนสอง อยู่คนเดียว ย่อมไม่รื่นรมย์ ย่อมไม่ได้ปีติเกิดแต่วิเวก. ชนเหล่านั้น ถึงจะมีโภคสมบัติเสมอด้วยพระอินทร์ ก็ชื่อว่าเป็นคนเข็ญใจ เพราะได้ความสุขที่ต้องอาศัยผู้อื่น.

ท้าวสักกเทวราชทรงแสดงความที่ผลแห่งพรหมจรรย์นั่นแล เป็นของมากกว่าผลแห่งทาน แม้อย่างนี้แล้ว. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงดาบสผู้ก้าวล่วงเปตภพ ด้วยการอยู่พรหมจรรย์ บังเกิดในพรหมโลก จึงตรัสว่า
ฤาษีผู้ไม่มีเหย้าเรือนเหล่านี้บำเพ็ญตบธรรม ได้ก้าวล่วงกามาวจรภพแล้วโดยแท้ คือ ฤาษี ๗ ตน. อันมีนามว่า ยามหนุฤาษี โสมยาคฤาษี มโนชวฤาษี สมุททฤาษี มาฆฤาษี ภรตฤาษี และกาลปุรักขิตฤาษี และฤาษีอีก ๔ ตน คือ อังคีรสฤาษี กัสสปฤาษี กีสวัจฉฤาษี และอกันติฤาษี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติวตฺตึสุ ได้แก่ ก้าวล่วงกามาวจรภพ. บทว่า ตปสฺสิโน ความว่า อาศัยตบะ คือศีล และตบะ คือสมาบัติแปด. บทว่า สตฺติสโย ท่านกล่าวหมายเอาฤาษีพี่น้องกัน ๗ ตน มียามหนุฤาษีเป็นต้น ฤาษีเหล่านี้กับฤาษี ๔ ตน มีอังคีรสฤาษีเป็นต้น รวมเป็นฤาษี ๑๑ ตน.

ท้าวสักกเทวราชตรัสสรรเสริญ พรหมจริยวาสว่ามีผลมาก ตามที่ได้สดับมาอย่างนี้ก่อน. บัดนี้ เมื่อทรงนำเรื่องที่เคยทรงเห็น ด้วยพระองค์เองมาจึงตรัสว่า
แม่น้ำชื่อ สีทา มีอยู่ทางด้านทิศอุดร เป็นแม่น้ำลึกข้ามยาก กาญจนบรรพตมีสีประหนึ่ง ไฟที่ไหม้ไม้อ้อโชติช่วงอยู่ในกาลทุกเมื่อ. ที่ฝั่งแม่น้ำนั้นมีต้นกฤษณางอกงาม มีภูเขาอื่นอีกมีป่าไม้งอกงาม.
แต่ก่อนมามีฤาษีเก่าแก่ประมาณหมื่นตน อาศัยอยู่ในภูมิประเทศนั้น. หม่อมฉันเป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยทาน ด้วยสัญญมะและทมะ. หม่อมฉันอุปัฏฐากดาบสเหล่านั้น ผู้ปฏิบัติวัตรจริยาไม่มีวัตรอื่นยิ่งกว่า ละหมู่คณะไปอยู่ผู้เดียว มีจิตมั่นคง. หม่อมฉันจักนมัสการนรชนผู้ปฏิบัติตรง จะมีชาติก็ตาม ไม่มีชาติก็ตาม เป็นนิตยกาล เพราะสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ วรรณะทั้งปวงที่ตั้งอยู่ในอธรรม ย่อมตกนรกเบื้องต่ำ. วรรณะทั้งปวงย่อมบริสุทธิ์ เพราะประพฤติธรรมสูงสุด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตเรน ความว่า ดูก่อนมหาราช ในอดีตกาล มีแม่น้ำชื่อว่า สีทา ไหลมาระหว่างสุวรรณบรรพตทั้งสอง. ในหิมวันตประเทศด้านทิศอุดร เป็นแม่น้ำลึก ยานมีเรือเป็นต้นข้ามยาก เพราะเหตุไร เพราะแม่น้ำนั้นมีน้ำใสยิ่ง. แม้เพียงแต่แววหางนกยูงตกในแม่น้ำนั้นก็ไม่ลอยอยู่ จมลงถึงพื้นทีเดียวเพราะน้ำใส ด้วยเหตุนั้นแหละ แม่น้ำนี้จึงมีชื่อว่า สีทา. ก็กาญจนบรรพตเหล่านั้นใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำนั้น มีพรรณดุจไฟไหม้ ไม้อ้อโชติช่วง คือ สว่างอยู่ทุกเมื่อ. บทว่า ปรุฬฺหคจฺฉา ตครา ความว่า ริมฝั่งแม่น้ำนั้นมีต้นกฤษณางอกงาม เป็นกฤษณาที่มีกลิ่นหอม. บทว่า ปรุฬฺหคจฺฉา วนา นคา ความว่า ภูผาอื่นๆ ในที่นั้นมีพื้นที่งอกงามไปด้วยหมู่ไม้ อธิบายว่า ปกคลุมไปด้วยพฤษชาติทรงดอกและผล. บทว่า ตตฺราสุ? ความว่า มีฤาษีนับด้วยหมื่นอาศัยอยู่ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์นั้น. ท่านเหล่านั้นทั้งหมดล้วนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘. บรรดาฤาษีเหล่านั้น ถึงเวลาภิกษาจาร บางพวกไปถึงอุตตรกุรุทวีป. บางพวกนำผลชมพู่ใหญ่มา. บางพวกนำผลไม้น้อยใหญ่ที่มีรสหวานในหิมวันตประเทศมาฉัน. บางพวกไปสู่นครนั้นๆ ในพื้นชมพูทวีป. แม้ตนหนึ่งที่ถูกตัณหาในรสครอบงำ ก็ไม่มี. ท่านเหล่านั้นยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในฌานเท่านั้น.

ครั้งนั้น มีดาบสรูปหนึ่งมาสู่กรุงพาราณสีทางอากาศ นุ่งห่มเรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาตถึงประตูเรือนแห่งปุโรหิต. ปุโรหิตนั้นเลื่อมใสในความสงบของท่าน นำท่านมาสู่ที่อยู่ของตนให้ฉันแล้ว ปฏิบัติอยู่สองสามวัน. เมื่อเกิดความคุ้นเคยกันจึงถามว่า ผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน. ท่านตอบว่าอยู่ในที่โน้น. ปุโรหิตจึงถามต่อไปว่า ผู้เป็นเจ้าอยู่ในที่นั้นรูปเดียว หรือรูปอื่นๆ ก็มีอยู่. ท่านตอบว่า พูดอะไร ฤาษีนับด้วยหมื่นอยู่ในที่นั้น ล้วนแต่ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ กันทั้งนั้น. ปุโรหิตได้ฟังคุณสมบัติของฤาษีเหล่านั้นจากดาบสรูปนั้น จิตก็น้อมไปในบรรพชา. จึงกล่าวกะดาบสนั้นว่า ขอผู้เป็นเจ้าโปรดพาข้าพเจ้าไปบวช ในที่นั้นเถิด. ท่านกล่าวว่า เธอเป็นราชบุรุษ อาตมาไม่อาจให้บวชได้. ปุโรหิตจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น วันนี้ข้าพเจ้าจะทูลลาพระราชา พรุ่งนี้ผู้เป็นเจ้าโปรดมาที่นี้ ดาบสนั้นรับคำ. ฝ่ายปุโรหิตบริโภคอาหารเช้าแล้ว เข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าพระบาทปรารถนาจะบวช. พระราชาตรัสถามว่า ท่านอาจารย์จะบวชด้วยเหตุไร. ปุโรหิตกราบทูลว่า ด้วยเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นอานิสงส์ในเนกขัมม์. พระราชาทรงอนุญาตว่า ถ้าเช่นนั้น จงบวชเถิด. แม้บวชแล้วจงมาเยี่ยมเราบ้าง. ปุโรหิตรับพระโองการแล้วถวายบังคมพระราชา กลับไปสู่เรือนของตน พร่ำสอนบุตรภรรยา มอบสมบัติทั้งปวง ถือบรรพชิตบริขารเพื่อตนนั่งคอยดาบสมา. ฝ่ายดาบสมาทางอากาศเข้าภายในพระนคร เข้าสู่เรือนของปุโรหิต. ปุโรหิตนั้นอังคาสดาบสนั้น โดยเคารพแล้วแจ้งว่า ข้าพเจ้าจะพึงปฏิบัติอย่างไร ดาบสนั้นนำปุโรหิตไปนอกเมือง ใช้มือจับนำไปที่อยู่ของตนด้วยอานุภาพของตน ให้บวชแล้ว. วันรุ่งขึ้นให้พราหมณ์ผู้บวชแล้วยับยั้งอยู่ในที่นั้น นำภัตตาหารมาให้บริโภค แล้วบอกกสิณบริกรรม. ดาบสที่บวชใหม่นั้นทำอภิญญาและสมาบัติ ๘ ให้เกิดโดยวันล่วงไปเล็กน้อย ก็เที่ยวบิณฑบาตมาฉันได้เอง.
กาลต่อมา ดาบสนั้นคิดว่า เราได้ถวายปฏิญญาเพื่อไปเฝ้าพระราชา. เราจะไปเฝ้าตามปฏิญญาไว้ จึงไหว้ดาบสทั้งหลายไปสู่กรุงพาราณสีทางอากาศ เที่ยวบิณฑบาตลุถึงพระราชทวาร. พระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นฤาษีนั้น ทรงจำได้ นิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ ทรงทำสักการะแล้วตรัสถามว่า ผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน ฤาษีนั้นทูลตอบว่า อาตมาอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสีทา อันอยู่ในระหว่างกาญจนบรรพตในหิมวันตประเทศ ด้านทิศอุดร. พระราชาตรัสถามว่า ท่านอยู่ในที่นั้นรูปเดียว หรือมีดาบสอื่นๆ ในที่นั้นด้วย. ฤาษีนั้นทูลตอบว่า พระองค์ตรัสอะไร ดาบสนับด้วยหมื่นรูปอยู่ในที่นั้น และท่านเหล่านั้นทั้งหมด ล้วนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ทั้งนั้น. พระราชาทรงสดับคุณสมบัติแห่งดาบสเหล่านั้น ทรงประสงค์จะถวายภิกษาหารแก่ดาบสทั้งหมด. จึงตรัสกะดาบสนั้นว่า ข้าพเจ้าใคร่จะถวายภิกษาหารแก่ฤาษีเหล่านั้น ผู้เป็นเจ้าจงนำท่านเหล่านั้นมาในที่นี้. ดาบสนั้นทูลว่า ฤาษีเหล่านั้นไม่ยินดีในรสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น. อาตมาไม่อาจจะนำมาในที่นี้ได้. พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า ข้าพเจ้าจักอาศัยผู้เป็นเจ้าให้ฤาษีเหล่านั้นบริโภค ขอผู้เป็นเจ้าจงบอกอุบายแก่ข้าพเจ้า. ดาบสทูลว่า ถ้าพระองค์ประสงค์จะถวายทานแก่ฤาษีเหล่านั้น จงเสด็จออกจากเมืองนี้ ไปประทับแรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสีทา. แล้วทรงถวายทานแก่ท่านเหล่านั้น พระราชาทรงรับคำ. โปรดให้ถืออุปกรณ์ทั้งปวง เสด็จออกจากพระนครกับด้วยจตุรงคินีเสนา. เสด็จลุถึงสุดแดนราชอาณาเขตของพระองค์. ลำดับนั้น ดาบสจึงนำพระราชาไปที่ฝั่งสีทานที พร้อมด้วยเสนาด้วยอานุภาพของตน. ให้ตั้งค่ายริมฝั่งแม่น้ำ ทูลเตือนพระราชามิให้ทรงประมาท. แล้วเหาะไปยังที่อยู่ของตน กลับมาในวันรุ่งขึ้น.
ลำดับนั้น พระราชาให้ดาบสนั้นฉัน โดยเคารพแล้วตรัสว่า พรุ่งนี้ผู้เป็นเจ้าจงพาฤาษีหมื่นรูปมาในที่นี้. ดาบสนั้นรับพระราชดำรัสแล้วกลับไป. วันรุ่งขึ้นในเวลาภิกษาจาร แจ้งแก่ฤาษีทั้งหลายว่า พระเจ้าพาราณสีมีพระราชประสงค์ จะถวายภิกษาหารแก่ท่านทั้งหลาย เสด็จมาประทับอยู่แถบฝั่งสีทานที. พระองค์อาราธนาท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงไปยังค่ายหลวง รับภิกษาเพื่ออนุเคราะห์พระองค์. ฤาษีเหล่านั้นรับคำ จึงเหาะลงมาที่ใกล้ค่ายหลวง. ลำดับนั้น พระราชาเสด็จต้อนรับฤาษีเหล่านั้น แล้วอาราธนาให้เข้าในค่ายหลวง ให้นั่ง ณ อาสนะที่แต่งไว้. เลี้ยงดูหมู่ฤาษีให้อิ่มหนำ ด้วยอาหารประณีต ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของฤาษีเหล่านั้น จึงนิมนต์ให้ฉันในวันพรุ่งนี้อีก ได้ทรงถวายทานแก่ดาบสหมื่นรูป โดยอุบายนี้ ตลอดหมื่นปี. ก็แลเมื่อทรงถวายโปรดให้สร้างนครในประเทศนั้นทีเดียว ให้ทำกสิกรรม.
ดูก่อนมหาราช ก็พระเจ้าพาราณสีในกาลนั้น มิใช่ผู้อื่น คือหม่อมฉันนี่เอง. หม่อมฉันเป็นผู้ประเสริฐด้วยทานในครั้งนั้นโดยแท้ เพราะว่า ครั้งนั้นหม่อมฉันนี่แหละเป็นผู้ประเสริฐด้วยทาน ได้บริจาคมหาทานนั้น ก็หาสามารถจะก้าวล่วงเปตโลกนี้ บังเกิดในพรหมโลกไม่. แต่ฤาษีเหล่านั้นทั้งหมดนั่นแล บริโภคทานที่หม่อมฉันบริจาค ก้าวล่วงกามาวจรภพบังเกิดในพรหมโลก. ก็พรหมจริยวาสเป็นคุณธรรม มีผลานิสงส์มากอย่างใด ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนั้น ด้วยอุทาหรณ์ที่แสดงมาแล้วนี้. ท้าวสักกเทวราชประกาศความที่ พระองค์เป็นผู้ประเสริฐด้วยทานอย่างนี้แล้ว ประกาศคุณธรรมแห่งฤาษีเหล่านั้น ด้วยบทสามบทนอกนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สญฺญเมน ได้แก่ ด้วยศีล. บทว่า ทเมน ได้แก่ ด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า อนุตฺตรํ ความว่า ประพฤติวัตรสมาทานอันอุดมเนืองนิจด้วยคุณธรรมเหล่านี้. บทว่า ปกีรจารี ความว่า กระจัดกระจาย คือซัดไป คือละหมู่คณะ เที่ยวไปผู้เดียว คือถึงความเป็นผู้ผู้เดียว. บทว่า สมาหิเต ได้แก่ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ. ท้าวสักกเทวราชทรงแสดงว่า หม่อมฉันบำรุงดาบสผู้มีตบะเห็นปานนี้. บทว่า อหมุชุคตํ ความว่า ดูก่อนมหาราช ฤาษีทั้งหมื่นรูปเหล่านั้น หม่อมฉันมิได้เลือกแม้สักรูปหนึ่ง ซึ่งดำเนินตรง เพราะไม่มีคดกายเป็นต้น. โดยชาติ คือมีชาติต่ำ หรือสมบูรณ์ด้วยชาติเป็นต้น. มีใจเลื่อมใสในคุณสมบัติของท่านเหล่านั้น นมัสการท่านเหล่านี้ทั้งหมดเกินเวลา คือนมัสการตลอดกาล เป็นนิจทีเดียว. ท้าวสักกเทวราชตรัสดังนี้. เพราะเหตุไร. เพราะสัตว์มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ อธิบายว่า เพราะเหตุว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย. บทว่า สพฺเพ วณฺณา พึงทราบด้วยเหตุนั้นนั่นแล.
ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราชทรงโอวาทพระเจ้าเนมิราชนั้นว่า ดูก่อนมหาราช พรหมจริยวาสเป็นธรรมมีผลมากกว่าทานโดยแท้. ถึงอย่างนั้น ธรรมทั้งสองนั้นก็เป็นมหาปุริสวิตก เพราะฉะนั้น พระองค์จงอย่าประมาทในธรรมทั้งสอง จงทรงบริจาคทานด้วย จงทรงรักษาศีลด้วย. ตรัสฉะนี้แล้ว เสด็จไปสู่ทิพยสถานวิมานของพระองค์นั่นแล.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
องค์มฆวาสุชัมบดีเทวราชตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงอนุศาสน์พระเจ้าวิเทหรัฐ แล้วเสด็จหลีกไปสู่หมู่เทพในสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปกฺกมิ แปลว่า หลีกไปแล้ว อธิบายว่า ท้าวสักกเทวราชแสดงพระองค์แก่หมู่เทพสองหมู่ผู้นั่งอยู่ในเทวสภาชื่อ สุธรรมา.

ลำดับนั้น หมู่เทพยดาได้ทูลถามท้าวสักกะว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ไม่ปรากฏเสด็จไปไหนหนอ. ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ความกังขาอันหนึ่งเกิดขึ้นแก่พระเจ้าเนมิราช กรุงมิถิลา. ข้าจึงไปกล่าวปัญหาทำให้เธอหายกังขาแล้วกลับมา.
ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราชเพื่อตรัสเหตุนั้นอีกด้วยคาถา จึงตรัสว่า
ดูก่อนผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายที่มาประชุม ในที่นี้มีประมาณเพียงไร. จงตั้งใจสดับคุณที่ควรพรรณนา ทั้งสูงทั้งต่ำเป็นอันมากนี้ของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยธรรม อย่างพระเจ้าเนมิราชนี้เป็นบัณฑิต มีพระราชประสงค์ด้วยกุศล. พระองค์เป็นราชาของชาววิเทหรัฐทั้งปวง ทรงปราบข้าศึก พระราชทานไทยธรรม. เมื่อพระองค์ทรงบริจาคทานอยู่นั้น เกิดพระดำริขึ้นว่า ทานหรือพรหมจรรย์อย่างไหนมีผลมากหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับ คือจงฟังซึ่งคุณที่ควรพรรณนาสูงด้วยอำนาจศีล. ต่ำด้วยอำนาจทานเป็นอันมากนี้ ของมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยธรรม คือผู้มีกัลยาณธรรม อันเรากล่าวอยู่. บทว่า ยถา อยํ ความว่า อย่างพระเจ้าเนมิราชนี้ เป็นบัณฑิต คือเป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง.

ท้าวสักกเทวราชตรัส คุณที่ควรพรรณนาของพระเจ้าเนมิราช อย่างไม่บกพร่องด้วยประการฉะนี้.
หมู่เทวดาได้ฟังท้าวเธอตรัสดังนี้ ก็ใคร่จะเห็นพระเจ้าเนมิราช จึงทูลว่า ข้าแต่มหาเทวราช พระเจ้าเนมิราชเป็นพระอาจารย์ของพวกข้าพระเจ้า. พวกข้าพระเจ้าตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ อาศัยพระองค์จึงได้ทิพยสมบัตินี้. ข้าพระเจ้าทั้งหลายใคร่จะเห็นพระองค์ ขอองค์มหาเทวราชเชิญเสด็จพระองค์มา. ท้าวสักกเทวราชทรงรับคำ จึงมีเทวบัญชามาตลีเทพสารถีว่า ท่านจงเทียมเวชยันตรถไปกรุงมิถิลา. เชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราชขึ้นทิพยาน นำเสด็จมาเทวสถานนี้. มาตลีเทพบุตรรับเทพโองการแล้วเทียมเทพรถขับไป ก็เมื่อท้าวสักกะมีเทพดำรัสอยู่กับเทวดาทั้งหลาย ตรัสเรียกมาตลีเทพสารถีมาตรัสสั่ง และเมื่อมาตลีเทพสารถีเทียมเวชยันตราชรถ ล่วงไปหนึ่งเดือน โดยกำหนดนับวันในมนุษย์.
เมื่อพระเจ้าเนมิราชทรงรักษาอุโบสถศีลในวันเพ็ญ เปิดสีหบัญชรด้านทิศตะวัน ออกประทับนั่งอยู่ในพระตำหนัก คณะอมาตย์แวดล้อมทรงพิจารณาศีลอยู่. เวชยันตราชรถนั้นปรากฏ พร้อมกับจันทรมณฑล อันขึ้นแต่ปราจีนโลกธาตุ. ชนทั้งหลายกินอาหารเย็นแล้ว นั่งที่ประตูเรือนของตนๆ พูดกันถึงถ้อยคำอันให้เกิดความสุข ก็พูดกันว่า วันนี้พระจันทร์ขึ้นสองดวง. ลำดับนั้น เทพรถนั้นก็ได้ปรากฏแก่ประชุมชนผู้สนทนากันอยู่. มหาชนกล่าวว่า นั่นไม่ใช่พระจันทร์ รถนะ. ในเมื่อเวชยันตรถเทียมสินธพ นับด้วยพันมีมาตลีเทพบุตรขับ ปรากฏแล้วในขณะนั้น. จึงคิดกันว่า ทิพยานนี้มาเพื่อใครหนอ. ลงความเห็นว่า ไม่ใช่มาเพื่อใครอื่น พระราชาของพวกเราเป็นธรรมิกราช องค์สักกเทวราชจะส่งมาเพื่อพระราชานั้นนั่นเอง. เทพรถนี้สมควรแก่พระราชาของพวกเราแท้ เห็นฉะนี้แล้ว ก็ร่าเริงยินดี กล่าวคาถาว่า
เกิดพิศวงขนพองขึ้นในโลกแล้วหนอ รถทิพย์ปรากฏแก่พระเจ้าวิเทหรัฐ ผู้มียศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อพฺภูโต ได้แก่ ไม่เคยมีแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ อัศจรรย์ ประชาชนกล่าวอย่างนี้ด้วยความพิศวง.

ก็เมื่อประชาชนกล่าวกันอย่างนี้ มาตลีเทพบุตรมาโดยเร็ว กลับรถจอดท้ายรถที่พระสีหบัญชร ทำการจัดแจงให้เสด็จขึ้นแล้ว. ได้เชิญพระเจ้าเนมิราชเสด็จขึ้นทรง.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
เทพบุตรมาตลีผู้เป็นเทพสารถีมีฤทธิ์มาก อัญเชิญเสด็จพระเจ้าวิเทหรัฐ ผู้ทรงสงเคราะห์ชาวเมืองมิถิลาว่า ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ในทิศ ขอเชิญเสด็จมาทรงรถนี้ เทพเจ้าชาวดาวดึงส์ พร้อมด้วยพระอินทร์ใคร่จะเห็นพระองค์ ประชุมคอยเฝ้าอยู่ ณ เทพสภา ชื่อสุธรรมา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิถิลคฺคหํ ความว่า ผู้มีปราสาทประดิษฐานอยู่ในกรุงมิถิลา ทรงสงเคราะห์ชาวมิถิลา ด้วยสังคหวัตถุ ๔. บทว่า สมจฺฉเร ความว่า นั่งกล่าวสรรเสริญคุณของพระองค์.

พระเจ้าเนมิราชได้ทรงสดับคำนั้น มีพระดำริว่า เราจักได้เห็นเทวโลก ซึ่งยังไม่เคยเห็น. มาตลีเทพบุตรจักสงเคราะห์เรา เราจักไป. ตรัสเรียกนางใน และมหาชนมาตรัสว่า เราจักไปไม่นานนัก ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท จงกระทำบุญทั้งหลาย มีการให้ทานเป็นต้น. ตรัสฉะนี้แล้ว เสด็จขึ้นทิพยรถ.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหรัฐผู้สงเคราะห์ชาวมิถิลา ผู้เป็นประมุข รีบเสด็จลุกจากอาสน์ขึ้นสู่รถ. มาตลีเทพสารถีได้ทูลถามพระเจ้าวิเทหราช ผู้เสด็จขึ้นทรงทิพยรถแล้วว่า ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ในทิศ ทางไปสถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้ทำบาปทางหนึ่ง ทางไปสถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญทางหนึ่ง จะโปรดให้ข้าพระองค์นำเสด็จไปทางไหน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปมุโข ความว่า เป็นผู้สูงสุด หรือเป็นหัวหน้า ทรงหันพระปฤษฎางค์ต่อมหาชนแล้วเสด็จขึ้น. บทว่า เยน วา ความว่า บรรดาทางเหล่านี้คือ ทางที่บุคคลไปแล้วสามารถเห็น สถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้ทำบาปหนึ่ง. ทางที่บุคคลไปแล้วสามารถเห็น สถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญหนึ่ง. จะโปรดให้ข้าพระองค์นำเสด็จทางไหนก่อน. มาตลีเทพสารถีนั้น แม้ท้าวสักกะมิได้สั่งถึงข้อนี้ ก็ทูลเพื่อแสดงถึงความวิเศษแห่งทูตของตน.

ลำดับนั้น พระราชามีพระดำริว่า สถานที่ทั้งสองเรายังไม่เคยเห็น เราจักดูทั้งสองแห่ง จึงตรัสว่า
ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ท่านจงนำเราไปโดยทางทั้งสอง คือทางไปที่อยู่ของผู้ทำบาป และทางไปที่อยู่ของผู้ทำบุญ.

ลำดับนั้น มาตลีเทพบุตรทูลว่า ข้าพระองค์ไม่อาจจะแสดง สถานที่ทั้งสองในขณะเดียวกัน. จึงได้ทูลถามพระองค์ เมื่อจะทูลถาม จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ในทิศทางหนึ่งไปที่อยู่ของผู้ทำบาป ทางหนึ่งไปที่อยู่ของผู้ทำบุญ จะโปรดให้ข้าพระองค์นำเสด็จไปทางไหนก่อน.

ว่าด้วย พระเจ้าเนมิราชเสด็จไปทอดพระเนตรนรก

ลำดับนั้น พระราชาดำริว่า เราจักไปเทวโลกแน่ แต่จักดูนรกก่อน จึงตรัสคาถาติดต่อกันไปว่า
เราจะดูนรกอันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้ทำบาป สถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า และคติของเหล่าชนผู้ทุศีลก่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุสฺสีลานํ ได้แก่ ของคฤหัสถ์ทุศีล ของสมณะทุศีล ผู้ทำบาปด้วยอำนาจอกุศลกรรมบถสิบ. บทว่า ยา คติ ความว่า เราจักดูที่เกิดของคนทุศีลเหล่านั้น.

ลำดับนั้น มาตลีเทพสารถีได้แสดงแม่น้ำชื่อเวตรณี แด่พระเจ้าเนมิราชก่อน.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
มาตลีเทพสารถีได้แสดงแม่น้ำเวตรณี ซึ่งข้ามยาก ประกอบด้วยน้ำแสบ เผ็ดร้อน เดือดพล่าน เปรียบดังเปลวเพลิง แด่พระเจ้าเนมิราช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวตรณึ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตลีเทพสารถีได้ฟังพระราชดำรัสแห่งพระเจ้าเนมิราช. จึงขับรถตรงไปนรก แสดงแม่น้ำเวตรณีที่ตั้งขึ้น ด้วยฤดูโดยกรรมปัจจัยก่อน. นายนิรยบาลทั้งหลายในนรกนั้นถือศัสตราวุธ มีดาบ มีด โตมร หอก และไม้ค้อนเป็นต้น อันลุกโพลง ประหารแทงโบยตีสัตว์นรกทั้งหลาย สัตว์นรกเหล่านั้นทนต่อทุกข์นั้นไม่ได้ ก็ตกลงในเวตรณีนที.

เวตรณีนทีนั้นดาดาษไปด้วยเครือเลื้อย อันมีหนามประมาณเท่าหอก มีเพลิงลุกโพลงข้างบน. สัตว์นรกเหล่านั้นต้องอยู่ในเวตรณีนทีนั้นหลายพันปี เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ในเพราะเถาวัลย์มีหนามแหลมมีคมอันคมกริบ มีเพลิงลุกโชติช่วง มีหลาวเหล็กลุกโพลงประมาณเท่าลำตาล ตั้งขึ้นภายใต้เถาวัลย์เหล่านั้น. สัตว์นรกทั้งหลายยังกาลให้ล่วงไปนานมาก พลาดจากเถาวัลย์ตกลงที่ปลายหลาว มีร่างกายถูกหลาวแทงไหม้อยู่ในหลาวนาน ดุจปลาที่เสียบไว้ในไม้แหลมย่างไฟ หลาวทั้งหลายลุกเป็นไฟ. สัตว์นรกทั้งหลายก็ลุกเป็นไฟ ก็ภายใต้หลาวทั้งหลาย มีใบบัวเหล็กแหลมคม ดุจมีดโกนลุกเป็นไฟอยู่หลังน้ำ. สัตว์นรกเหล่านั้นพลาดจากหลาวทั้งหลายตกลงในใบบัวเหล็ก เสวยทุกขเวทนานาน. แต่นั้นสัตว์นรกเหล่านั้นก็ตกในน้ำแสบ แม้น้ำก็ลุกเป็นไฟ. แม้สัตว์นรกทั้งหลายก็ลุกเป็นไฟ. แม้ควันก็ตั้งขึ้น ก็พื้นแม่น้ำภายใต้น้ำดาดาษไป ด้วยเครื่องประหารอันคมกริบ. สัตว์นรกเหล่านั้นจมลงในน้ำ ด้วยคิดว่าใต้น้ำจะเป็นเช่นไรหนอ. ก็เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เพราะเครื่องประหารอันคมกริบ. สัตว์นรกเหล่านั้นไม่สามารถจะอดกลั้นทุกข์ใหญ่นั้น ก็ร่ำร้องน่ากลัวมาก. กระแสน้ำบางครั้งก็ไหลลอยไปตามกระแส บางครั้งก็ทวนกระแส. ลำดับนั้น นายนิรยบาลผู้อยู่ที่ฝั่งก็ซัดลูกศร มีด โตมร หอก แทงสัตว์นรกเหล่านั้นดุจปลา. สัตว์นรกเหล่านั้นถึงทุกขเวทนาก็ร้องกันลั่น. ลำดับนั้น นายนิรยบาลก็เอาเบ็ดเหล็กที่ลุกเป็นไฟ เกี่ยวสัตว์นรกเหล่านั้นขึ้น คร่ามาให้นอนบนแผ่นดินเหล็ก ที่ลุกเป็นไฟโชติช่วง ยัดก้อนเหล็กที่ลุกแดงเข้าปาก.
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็น เหล่าสัตว์ถูกทุกข์ใหญ่เบียดเบียนในเวตรณีนที ก็สะดุ้งกลัว. ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้. มาตลีเทพสารถีได้ทูลถวายพยากรณ์ให้ทรงทราบ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นชน ซึ่งตกอยู่ในเวตรณีนทีภาค ซึ่งยากจะข้ามได้ จึงตรัสกะมาตลีเทพสารถีว่า แนะนายสารถี ความกลัวมากปรากฏแก่เรา เพราะเห็นสัตว์ตกอยู่ในแม่น้ำเวตรณี. แน่ะมาตลี เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงได้ตกในเวตรณีนที.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกเป็นผู้มีกำลัง มีบาปธรรมเบียดเบียน ด่ากระทบผู้ที่หากำลังมิได้. สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้ากระทำบาป จึงตกลงในเวตรณีนที.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินฺทติ ความว่า เราไม่มีอิสระแก่ตัวเป็นเหมือนมีความกลัว. บทว่า ทิสฺวา ความว่า เห็นเหล่าสัตว์ตกไปอยู่ คือเห็นสัตว์นรกเหล่านั้นตกแม่น้ำเวตรณี. บทว่า ชานํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตลีเทพสารถีนั้นรู้อยู่เอง จึงได้ทูลบอกแด่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบ. บทว่า ทุพฺพเล ได้แก่ เว้นจากกำลังร่างกาย กำลังโภคะ และกำลังอำนาจ. บทว่า พลวนฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยกำลังเหล่านั้น. บทว่า หึเสนฺติ ได้แก่ ทำให้ลำบากด้วยประหารด้วยฝ่ามือเป็นต้น. บทว่า โรเสนฺติ ได้แก่ ด่ากระทบโดยประการต่างๆ. บทว่า ปสเวตฺวา ความว่า ให้เกิดคือกระทำ.

มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์ ปัญหาแด่พระเจ้าเนมิราชอย่างนี้แล้ว. เมื่อพระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นเวตรณีนรกแล้ว ก็ทำประเทศนั้นให้ อันตรธานไปแล้ว ขับรถไปข้างหน้า แสดงที่เป็นที่สัตว์ มีสุนัขเป็นต้นเคี้ยวกิน. อันพระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็น สถานที่นั้นแล้วก็ทรงกลัว. ตรัสถามปัญหาได้ทูลพยากรณ์แล้ว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
พระราชาตรัสว่า สุนัขแดง สุนัขด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกา น่ากลัว เคี้ยวกินสัตว์นรก ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะเห็นสัตว์เหล่านั้นเคี้ยวกินสัตว์นรก. เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ที่ฝูงกาเคี้ยวกิน ได้ทำบาปอะไรไว้.
มาตลีเทพสารถีอันพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้ว ได้ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ ผู้ทำบาปตามที่ได้ทราบ แด่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่น มีบาปธรรม มักบริภาษ เบียดเบียน ด่ากระทบสมณพราหมณ์. สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้ากระทำบาป จึงถูกฝูงกาเคี้ยวกิน.
ปัญหาอื่นจากนี้ และการพยากรณ์ก็มีนัยนี้แล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามา ได้แก่ มีสีแดง. บทว่า โสณา แปลว่า สุนัข. บทว่า สวลา ความว่า มีสีด่าง และมีสีขาว ดำ เหลือง. ท่านแสดงสุนัขไว้ ๕ สีอย่างนี้. ได้ยินว่า สุนัขเหล่านั้นตัวโตเท่าช้าง ไล่ติดตามสัตว์นรกที่แผ่นดินเหล็กอันลุกโพลง ดุจไล่เนื้อ กัดเนื้อเป็นชิ้นแล้วยังสรีระ ๓ คาวุตแห่งสัตว์นรก ให้ล้มลงบนแผ่นดินเหล็กอันลุกโพลง เอาขาหน้าทั้งสองเหยียบอกของสัตว์นรกผู้ร้องลั่นอยู่ ทึ้งเนื้อกินให้เหลือแต่เยื่อในกระดูก แห่งสัตว์ผู้มีบาปธรรม. บทว่า คิชฺฌา ได้แก่ ฝูงแร้งมีจะงอยปากเป็นโลหะ ตัวใหญ่เท่าเกวียนสินค้า. แร้งเหล่านั้นทำลายกระดูก ด้วยจะงอยปากเช่นกับปลายทวน เคี้ยวกินเยื่อในกระดูก. บทว่า โกกาลุสงฺฆา ได้แก่ ฝูงกามีจะงอยปากเป็นโลหะ น่ากลัวยิ่ง เคี้ยวกินสัตว์นรกที่มันเห็นแล้วๆ. บทว่า เยเม ชเน ความว่า ถามว่า สัตว์นรกเหล่านี้ที่ถูกฝูงกาเคี้ยวกินได้ทำบาปกรรมอะไรไว้. บทว่า มจฺฉริโน ได้แก่ ผู้ไม่ให้อะไรแก่ผู้อื่น ชื่อว่าตระหนี่. บทว่า กทริยา ได้แก่ กระด้างและตระหนี่ ห้ามผู้อื่นแม้กำลังบริจาคทาน. บทว่า สมณพฺราหฺมณานํ ได้แก่ ผู้ระงับบาปลอยบาปแล้ว.

แต่นั้น มาตลีเทพสารถียังประเทศนั้นให้อันตรธาน ขับรถไปข้างหน้า. สัตว์นรกทั้งหลาย เหยียบแผ่นดินเหล็ก ๙ โยชน์ ลุกโชติช่วง. นายนิรยบาลติดตามไป ประหารแข้งด้วยท่อนเหล็ก อันลุกโพลง ประมาณเท่าลำตาลล้มลง โบยด้วยท่อนเหล็กนั้น ให้เรี่ยรายเป็นจุรณวิจุรณ. พระราชาเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงสะดุ้งกลัว เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
สัตว์นรกเหล่านี้มีร่างกายลุกโพลง เดินเหยียบแผ่นดินเหล็ก และนายนิรยบาลโบยด้วยท่อนเหล็กแดง ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ทำบาปอะไรไว้ จึงถูกเบียดเบียนด้วยท่อนเหล็กนอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีบาปธรรม เบียดเบียน ด่ากระทบ ชายหญิงผู้มีกุศลธรรม. สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้า กระทำบาปกรรมแล้ว จึงถูกเบียดเบียนด้วยท่อนเหล็กนอนอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สญฺโชติภูตา ได้แก่ มีสรีระลุกโพลง. บทว่า ปฐวึ ความว่า ก้าว คือเหยียบแผ่นดินเหล็ก ๙ โยชน์ที่ลุกโพลง. บทว่า ขนฺเธหิ จ โปถยนฺติ ความว่า เหล่าสัตว์นรกมีร่างกายลุกโพลง ถูกนายนิรยบาลติดตามประหารที่แข้งทั้งสอง ด้วยท่อนเหล็กลุกโพลงเท่าลำตาล ให้ล้มแล้วล้อมโบยด้วยท่อนเหล็กเหล่านั้นแหละให้เรี่ยรายเป็นจฺรณวิจุรณ เหมือนต้อนตีโคไม่เข้าคอกฉะนั้น. บทว่า สุปาปธมฺมิโน ได้แก่ เป็นผู้ธรรมอันลามกด้วยดีสำหรับตน. บทว่า อปาปธมฺมํ ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลและอาจาระเป็นต้น หรือปราศจากความผิด.

มาตลีเทพสารถีขับรถไปข้างหน้า นายนิรยบาลทั้งหลายทิ่มแทง สัตว์นรกด้วยอาวุธอันลุกโพลง. สัตว์นรกเหล่านั้นก็ตกลงในหลุมถ่านเพลิง. เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้นจมอยู่ในหลุมถ่านเพลิงเพียงเอว. นายนิรยบาลก็เอากระเช้าเหล็กใหญ่ ตักถ่านเพลิงโปรยลงบนศีรษะสัตว์นรกเหล่านั้น. สัตว์นรกเหล่านั้นไม่อาจรับถ่านเพลิงก็ร้องไห้ มีกายไฟไหม้ทั่วดิ้นรนอยู่. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
สัตว์เหล่าอื่นร้องไห้ มีกายไฟไหม้ทั่ว ดิ้นรนอยู่ในหลุมถ่านเพลิง ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะเห็นกิริยานี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงมาร้องไห้ ดิ้นรนอยู่ในหลุมถ่านเพลิงนี้.
มาตลีเทพสารถีอันพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้ว ได้ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบาป ตามที่ได้ทราบ แด่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่านี้ยังหนี้ให้เกิด เพราะสร้างพยานโกงเหตุแห่งทรัพย์ของประชุมชน ยังหนี้ให้เกิดแก่ประชุมชน มีกรรมหยาบช้าทำความชั่ว จึงมาร้องไห้ดิ้นรนอยู่ในหลุมถ่านเพลิง พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคารกาสุ? ความว่า แน่ะสหายมาตลี ไฉนสัตว์บางพวกนี้จึงถูกนายนิรยบาลล้อมทิ่มแทง ด้วยอาวุธอันลุกโพลง เหมือนต้อนโคที่ไม่เข้าคอก ตกลงในหลุมถ่านเพลิง และนายนิรยบาลทั้งหลายถือเอากระเช้าเหล็กใหญ่ โปรยถ่านเพลิงลงบนสัตว์เหล่านั้น ที่จมอยู่ในหลุมถ่านเพลิงแค่เอว คราวนั้นเหล่าสัตว์ไม่อาจรับถ่านเพลิงทั้งหลายได้ จึงร้องไห้มีกายไฟไหม้ทั่วคร่ำครวญดิ้นรนอยู่ อธิบายว่า โปรย คือโรยถ่านเพลิงลงบนศีรษะของตน ด้วยกำลังแห่งกรรมบ้าง ด้วยตนเองบ้าง. บทว่า ปูคาย ธนสฺส ความว่า เหตุแห่งทรัพย์ ซึ่งเป็นของประชุมชนที่ตนเรี่ยไร เมื่อมีโอกาสว่า พวกเราจักถวายทานบ้าง จักทำการบูชาบ้าง จักสร้างวิหารบ้าง. บทว่า ชาปยนฺติ ความว่า ใช้จ่ายทรัพย์นั้นตามชอบใจ ตัดสินพวกหัวหน้าคณะสร้างพยานโกงว่า พวกเราทำการขวนขวายในที่โน้นไปเท่านี้ ให้ในที่โน้นไปเท่านี้ ทำทรัพย์นั้นให้เสื่อม คือให้พินาศไป.

มาตลีเทพสารถีขับรถไปข้างหน้า เหล่าสัตว์ถูกนายนิรยบาลที่น่ากลัว จับเอาเท้าขึ้นบนเอาศีรษะลงล่าง โยนไปตกในหม้อโลหะอันร้อนแรง. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสว่า
หม้อโลหะใหญ่ไฟติดทั่วลุกโพลงโชติช่วงย่อมปรากฏ ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. แน่ะมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ทำบาปอะไรไว้ จึงตกในโลหกุมภี.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเป็นผู้มีบาปธรรม เบียดเบียน ด่ากระทบสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีศีล. สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้า กระทำบาปกรรมแล้ว จึงตกในโลหกุมภี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทิตฺตา แปลว่า อันไฟติดทั่วแล้ว. บทว่า มหตี ความว่า ประมาณเท่าภูเขาตั้งอยู่เป็นกัป เต็มไปด้วยแร่โลหะ. บทว่า อวํสิรา ความว่า เหล่าสัตว์ถูกนายนิรยบาลจับเอาเท้าขึ้นบนเอาศีรษะลงล่างโยนไปตกลงในโลหกุมภีนั้นๆ. บทว่า สีลวํ แปลว่า ผู้มีศีล คือถึงพร้อมด้วยคุณ คืออาจาระ.

มาตลีเทพสารถีขับรถไปข้างหน้า นายนิรยบาลเอาเชือกเหล็กลุกโพลง ผูกคอสัตว์นรก ให้ก้มหน้า ดึงขึ้นมาตัดคอให้ชุ่มในน้ำร้อนแล้วโบยตี. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
นายนิรยบาลผูกคอสัตว์นรกด้วยเชือกเหล็กลุกโพลง แล้วตัดศีรษะโยนลงไปในน้ำร้อน ความกลัวเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงมีศีรษะขาดนอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก มีบาปธรรม จับนกมาฆ่า สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้ากระทำบาป จึงมีศีรษะขาดนอนอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุญฺจนฺติ ได้แก่ เพิกขึ้น. บทว่า อถ เวฐยิตฺวา ความว่า เอาเชือกโลหะอันลุกโพลงผูกคอให้ก้มหน้า. บทว่า อุโณฺหทกสฺมึ ได้แก่ ในน้ำโลหะที่ตั้งมาเป็นกัป. บทว่า ปกิเลทยิตฺวา ได้แก่ ให้ชุ่ม คือโยนลงไป มีคำอธิบายว่า แน่ะสหายมาตลี นายนิรยบาลเหล่านี้เอาเชือกเหล็กลุกโพลงผูกคอของสัตว์เหล่าใด แล้วโน้มสรีระซึ่งมีประมาณสามคาวุตลง ควั่นคอต้อนไปด้วยท่อนเหล็กลุกโพลง ใส่เข้าในน้ำโลหะที่ลุกโพลงแห่งหนึ่ง แล้วยินดีร่าเริง และเมื่อคอนั้นขาดแล้ว มีคออื่นพร้อมกับศีรษะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นอีกทีเดียว. สัตว์เหล่านั้นได้กระทำกรรมอะไรไว้ ความกลัวเกิดแก่ข้าพเจ้า เพราะเห็นสัตว์เหล่านั้น. บทว่า ปกฺขี คเหตฺวาน วิเหฐยนฺติ ความว่า ข้าแต่มหาราช สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก จับนกมาตัดปีกผูกคอฆ่ากินบ้าง ขายบ้าง. สัตว์เหล่านี้นั้นมีศีรษะขาดอยู่ในที่นี้.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป ได้ยินว่า ในประเทศนั้นมีแม่น้ำมีน้ำเจิ่ง น่ารื่นรมย์ไหลอยู่โดยปกติ. สัตว์นรกไม่อาจทนความกระหาย เพราะเร่าร้อนด้วยเพลิง จึงเดินย่ำแผ่นดินโลหะลุกโพลงลงสู่แม่น้ำนั้น. ทันใดนั้นเองฝั่งน้ำทั้งสอง ก็ลุกโพลงทั่ว น้ำควรดื่มก็กลายเป็นแกลบ และใบไม้ลุกโพลง. สัตว์นรกไม่อาจจะทนความกระหาย ก็เคี้ยวแกลบ และใบไม้อันลุกโพลงกินแทนดื่มน้ำ แกลบและใบไม้นั้น ก็เผาสรีระทั้งสิ้นออกทางส่วนเบื้องต่ำ. สัตว์นรกไม่สามารถจะอดกลั้นทุกข์นั้น ก็ประคองแขนทั้งสองร้องไห้. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
แม่น้ำนี้มีน้ำมาก มีตลิ่งไม่สูง มีท่าอันดี ไหลอยู่เสมอ. สัตว์นรกเหล่านั้นเร่าร้อนเพราะความร้อนแห่งไฟ จะดื่มน้ำ ก็แต่เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้นจะดื่ม น้ำก็กลายเป็นแกลบไป ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. แน่ะมาตลีเทพสารถี ข้าพเจ้าขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ เมื่อจะดื่มน้ำ น้ำจึงกลายเป็นแกลบไป.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดมีการงานไม่บริสุทธิ์ ขายข้าวเปลือกแท้ เจือด้วยข้าวลีบแกลบแก่ผู้ซื้อ. เมื่อสัตว์เหล่านั้นมีความร้อนยิ่ง เพราะความร้อนแห่งไฟ กระหายน้ำ จะดื่มน้ำจึงกลายเป็นแกลบไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิขาตกูลา ได้แก่ มีฝั่งไม่ลึก. บทว่า สุปติตฺถา ได้แก่ ประกอบด้วยท่าน้ำงามๆ. บทว่า ถุสํ โหติ ความว่า ข้าวเปลือกกลายเป็นแกลบ. บทว่า ปานิ ได้แก่ น้ำดื่ม ได้ยินว่า ในประเทศนั้น มีแม่น้ำมีน้ำเจิ่ง น่ารื่นรมย์ไหลอยู่เป็นปกติ. สัตว์นรกเร่าร้อนเพราะความร้อนแห่งไฟ ไม่อาจจะทนความกระหายได้ จึงเดินย่ำแผ่นดินโลหะที่ลุกโพลงลงสู่แม่น้ำนั้น. ทันใดนั้นเองฝั่งน้ำทั้งสองก็ลุกโพลงทั่ว น้ำควรดื่มก็กลายเป็นแกลบและใบไม้ลุกโพลง. สัตว์นรกไม่อาจทนความกระหาย ก็เคี้ยวกินแกลบและใบไม้อันลุกโพลงนั้น แกลบและใบไม้นั้น ก็เผาสรีระทั้งสิ้นของสัตว์เหล่านั้น ลุกโพลงทั่วออกทางส่วนเบื้องต่ำ. สัตว์นรกเหล่านั้นไม่สามารถจะอดกลั้นทุกข์นั้น ก็ประคองแขนทั้งสองร้องไห้. บทว่า สุทฺธธญฺญํ ในคาถานั้น ได้แก่ ธัญชาติบริสุทธิ์ ๗ อย่าง มีข้าวเปลือกเป็นต้น. บทว่า ปลาเสน มิสฺสํ ความว่า เอาใบไม้บ้าง แกลบบ้าง ทรายและดินเป็นต้นบ้าง ผสมกัน. บทว่า อสุทฺธกมฺมา ได้แก่ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เศร้าหมอง. บทว่า กยิโน ความว่า พูดว่าเราจักให้ข้าวเปลือกที่ดีๆ แก่ท่าน รับเงินแต่มือของผู้ซื้อแล้ว ให้ข้าวเปลือกที่ไม่ดีเห็นปานนั้น.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป นายนิรยบาลทั้งหลายล้อมเหล่าสัตว์นรกในนิรยาบายนั้น เหมือนนายพรานล้อมฝูงมฤคในป่าไว้ แล้วทิ่มแทงข้างทั้ง ๒ แห่งสัตว์นรกเหล่านั้นด้วยอาวุธต่างๆ มีเครื่องประหาร คือลูกศรเป็นต้น ร่างกายของสัตว์นรกเหล่านั้น ปรากฏเป็นช่องปรุไปหมดเหมือนใบไม้แก่ ฉะนั้น. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
นายนิรยบาลแทงข้างทั้ง ๒ แห่งสัตว์นรกผู้ร้องไห้อยู่ ด้วยลูกศร หอก โตมร ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงถูกฆ่าด้วยหอกนอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใด เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกเป็นผู้มีกรรม ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้ คือ ธัญชาติ ทรัพย์ เงิน ทอง แพะ แกะ ปศุสัตว์ และกระบือ มาเลี้ยงชีวิต. สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้มีกรรมหยาบช้าทำบาป จึงถูกฆ่าด้วยหอก นอนอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภยานิ ได้แก่ข้างทั้งสอง. บทว่า ตุทนฺติ แปลว่า ย่อมแทง. บทว่า กนฺทตํ แปลว่า ร้องไห้อยู่. นายนิรยบาลผู้หยาบช้าล้อมแทงข้างทั้ง ๒ ด้วยอาวุธต่างๆ มีลูกศรเป็นต้น เหมือนนายพรานล้อมหมู่มฤคในป่า สรีระปรากฏเป็นช่องปรุเหมือนใบไม้เก่า. บทว่า อทินฺนมาทาย ได้แก่ สวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นของผู้อื่น สัตว์นรกเหล่านั้นถือเอาทรัพย์นั้น ด้วยการตัดที่ต่อเป็นต้น และด้วยการลวงด้วยประการต่างๆ เลี้ยงชีวิต.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป แสดงนิรยาบายอื่นอีก นายนิรยบาลผูกคอสัตว์นรกในนรกนั้น ด้วยเชือกเหล็กลุกโพรงใหญ่ คร่าตัวมาให้ล้มลงบนแผ่นดินเหล็กลุกโพลง เที่ยวทุบตีด้วยอาวุธต่างๆ พระเจ้าเนมิราช เมื่อจะตรัสถาม มาตลีเทพสารถีถึงเหตุนั้น จึงตรัสคาถาว่า
สัตว์นรกเหล่านี้นายนิรยบาลผูกคอไว้ เพราะเหตุอะไร ยังพวกอื่นอีกพวกหนึ่ง อันนายนิรยบาลตัดทำให้เป็นชิ้นๆ นอนอยู่. ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ทำบาปอะไรไว้ จึงถูกทำให้เป็นชิ้นๆ นอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่านี้เคยเป็นผู้ฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลา ครั้นฆ่าสัตว์ของเลี้ยง กระบือ แพะ แกะ แล้ววางไว้ในร้านที่ฆ่าสัตว์ขายเนื้อ เป็นผู้มีกรรมหยาบช้าทำบาปจึงถูกตัดเป็นชิ้นๆ นอนอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คีวาย พนฺธา ความว่า เหล่าสัตว์นรกถูกนายนิรยบาลผูกคอด้วยเชือกเหล็กลุกโพลงใหญ่ คร่าตัวมาให้ล้มลงบนแผ่นดินเหล็ก ทุบตีด้วยอาวุธต่างๆ อันลุกโพลง. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตร เห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงตรัสถาม. บทว่า อญฺเญ วิกนฺตา ความว่า สัตว์นรกเหล่าอื่นถูกตัดเป็นชิ้นๆ. บทว่า วิลกตา ความว่า สัตว์นรกเหล่าอื่นถูกนายนิรยบาลวางไว้บนแผ่นเหล็กลุกโพลง เอามีดเชือดเนื้อสับเหมือนสับเนื้อทำเป็นก้อนๆ นอนอยู่. บทว่า มจฺฉิกา แปลว่า ฆ่าปลา. บทว่า ปสุ? ได้แก่ แม่โค. บทว่า สูเณสุ ปสารยึสุ ความว่า วางไว้ในร้านฆ่าสัตว์ขายเนื้อ เพื่อประโยชน์แก่การขายเนื้อเลี้ยงชีพ.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป แสดงนิรยาบายอื่นอีก พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตร เห็นสัตว์นรกเหล่านี้กินมูตรและคูถ. เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
ห้วงน้ำนี้เต็มด้วยมูตรและคูถ มีกลิ่นเหม็น ไม่สะอาด เน่า ฟุ้งไป สัตว์นรกมีความหิวครอบงำ ก็กินมูตรและคูถนั้น. ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงมีมูตรและคูถเป็นอาหาร.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่าใดก่อทุกข์ เบียดเบียนมิตรสหายเป็นต้น ตั้งมั่นอยู่ในความเบียดเบียนผู้อื่นทุกเมื่อ. สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้าเป็นพาล ประทุษร้ายมิตร จึงต้องกินมูตรและคูถ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขุทาปเรตา มนุชา อเทนฺติ ความว่า สัตว์นรกเหล่านี้อันความหิวถูกต้อง ไม่อาจอดกลั้นความหิวได้ จึงทำคูถเก่าซึ่งตั้งอยู่เป็นกัป เดือดพล่าน ควันอบ ลุกโพลง เป็นก้อนๆ เคี้ยวกิน. บทว่า การณิกา แปลว่า ก่อทุกข์. บทว่า วิโรสิกา ได้แก่ ผู้เบียดเบียนแม้มิตรสหายเป็นต้น. บทว่า มิตฺตทฺทโน ความว่า สัตว์เหล่าใดเป็นพาลเคี้ยวกิน คือบริโภคข้าวปลาอาหารในบ้านของคนนั้นๆ นั่งนอนบนอาสน์ที่เขาปูลาดไว้ ยังรับจ้างขโมยมาสกและกหาปณะอีก. สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นพาล จึงเคี้ยวกินก้อนคูถเห็นปานนี้ พระเจ้าข้า.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป ในนรกอื่นๆ สัตว์นรกเหล่านี้อันความหิวถูกต้อง ไม่อาจอดกลั้นความหิวได้ จึงทำเลือดและหนองเป็นก้อนๆ เคี้ยวกิน. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ห้วงน้ำนี้เต็มด้วยเลือดและหนอง มีกลิ่นเหม็นไม่สะอาด เน่า ฟุ้งไป. สัตว์นรกถูกความร้อนแผดเผาแล้ว ย่อมดื่มเลือดและหนองกิน. ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงมีเลือดและหนองเป็นอาหาร.
มาตลีเทพสารถีทูลถวายพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่าใด เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกฆ่ามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ ชื่อว่าต้องปาราชิกในเพศคฤหัสถ์. สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้าทำบาป จึงมีเลือดและหนองเป็นอาหาร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆมฺมาภิตตฺตา ได้แก่ ถูกความร้อนเบียดเบียน. บทว่า ปาราชิกา ความว่า เป็นผู้พ่าย คือ ฆ่าบิดามารดาต้องปาราชิกในความเป็นคฤหัสถ์นั่นแล. บทว่า อรหนฺเต ได้แก่ ผู้สมควรแก่บูชาพิเศษ. บทว่า หนนฺติ ความว่า ฆ่าบิดามารดาผู้ทำกรรมที่ทำได้ด้วยยาก อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า อรหนฺเต ท่านสงเคราะห์ แม้พุทธสาวกทั้งหลายเข้าด้วย.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป นายนิรยบาลที่อุสสุทนรกอื่นอีก เอาเบ็ดเหล็กลุกโพลง โตเท่าลำตาลเกี่ยวลิ้นสัตว์นรก คร่ามาให้สัตว์นรกเหล่านั้น ล้มลงบนแผ่นดินโลหะที่ลุกโพลง ให้นอนแผ่ เอาขอเหล็กสับดุจสับหนังโคฉะนั้น. สัตว์นรกเหล่านั้นดิ้นรนเหมือนปลาดิ้นอยู่บนบก ไม่อาจทนทุกข์นั้นร้องไห้เขฬะไหล. พระเจ้าเนมิราช เมื่อจะแสดงแก่มาตลีเทพสารถีนั้น ได้ตรัสว่า
ท่านจงดูลิ้นของสัตว์นรกที่เกี่ยวด้วยเบ็ด และหนังที่แผ่ไปด้วยขอ สัตว์นรกย่อมดิ้นรน เหมือนปลาที่โยนไปบนบกย่อมดิ้นรนฉะนั้น ร้องไห้ น้ำลายไหล เพราะกรรมอะไร ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงกลืนเบ็ดนอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นมนุษย์อยู่ในตำแหน่งผู้ตีราคา ยังราคาซื้อให้เสื่อมไปด้วยราคา ทำกรรมอันโกงด้วยความโกง เหตุโลภทรัพย์ปกปิดไว้ ดุจคนเข้าไปใกล้ปลาเพื่อจะฆ่า เอาเหยื่อเกี่ยวเบ็ดปิดเบ็ดไว้ฉะนั้น. บุคคลจะป้องกันช่วยคนทำความโกง ผู้อันกรรมของตนหุ้มห่อไว้ ไม่มีเลย. สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้าทำบาป จึงมากลืนเบ็ดนอนอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิเมเต ความว่า เพราะเหตุไร สัตว์นรกเหล่านั้น. บทว่า วงฺกฆสฺตา แปลว่า กลืนเบ็ด. บทว่า สณฺฐานคตา ความว่า ผู้ถึงตำแหน่งคือขอบเขต คือดำรงอยู่ในตำแหน่งตีราคาสินค้า. บทว่า อคฺเฆน อคฺฆํ ความว่า รับราคาสินค้านั้นๆ เป็นสินบนแล้วลดราคา วิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์นั้นๆ มีช้างม้าเป็นต้น หรือเงินทองเป็นต้น. บทว่า กยํ ความว่า เมื่อลดราคานั้นๆ ย่อมลดราคาซื้อจากราคานั้นแก่ผู้ซื้อทั้งหลาย เมื่อควรจะให้ ๑๐๐ ก็ให้แค่ ๕๐ เมื่อควรจะให้ ๕๐ บาทก็ให้แค่ ๒๕. ฝ่ายผู้ซื้อนอกนี้ก็แบ่งกับผู้ตีราคาเหล่านั้น ถือเอาราคานั้น. บทว่า กูเฏน กูฏํ ได้แก่ การโกงนั้นๆ มีโกงด้วยตาชั่งเป็นต้น. บทว่า ธนโลภเหตุ ความว่า กระทำการโกงนั้นๆ เพราะเหตุโลภทรัพย์. บทว่า ฉนฺนํ ยถา วาริจรํ วธาย ความว่า ก็สัตว์เหล่านั้น แม้เมื่อทำการงานนั้น ก็ปกปิดการโกงที่ตนทำไว้อย่างนั้น ด้วยวาจาอ่อนหวาน คนเข้าไปใกล้ปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ เพื่อจะฆ่า ก็เอาเหยื่อหุ้มเบ็ดฆ่าปลานั้น ฉันใด การปกปิดทำการงานนั้น ฉันนั้น. บทว่า น หิ กูฏการิสฺส ความว่า ด้วยว่า ชื่อว่าการป้องกันย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ทำการโกง แม้สำคัญอยู่ว่า กรรมของเราที่ปกปิดไว้นั้นไม่มีใครรู้. บทว่า สเกหิ กมฺเมหิ ปุรกฺขิตสฺส ความว่า ผู้นั้นอันกรรมของตนหุ้มห่อไว้ ก็ไม่ได้ที่พึ่ง.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป สัตว์นรกในนรกนั้น ตั้งอยู่ในหลุมใหญ่เต็มด้วยถ่านเพลิงที่ลุกโพลง. ได้ยินว่า สัตว์นรกเหล่านั้นถูกนายนิรยบาลถืออาวุธต่างๆ แทงเข้าถึงนรกนั้น เหมือนนายโคบาลแทงฝูงโคที่ไม่เข้าคอก ฉะนั้น. นายนิรยบาลจับสัตว์นรกเหล่านั้นเอาเท้าขึ้นบนโยนไปในนรกนั้น. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกตกนรกอย่างนั้น เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
หญิงนรกเหล่านี้มีร่างกายแตกทั่ว มีชาติทราม มีแมลงวันตอม เปรอะเปื้อนด้วยเลือดและหนอง มีศีรษะขาด เหมือนฝูงโคที่ศีรษะขาดบนที่ฆ่า ประคองแขนทั้งสองร้องไห้ หญิงนรกเหล่านั้นจมอยู่ในภูมิภาคเพียงเอวทุกเมื่อ. ภูเขาไฟตั้งมาแต่สี่ทิศ ลุกโพลงกลิ้งมาบดหญิงนรกเหล่านั้นให้ละเอียด. ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน หญิงนรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงต้องมาจมอยู่ในภูมิภาคเพียงเอวทุกเมื่อ ภูเขาไฟลุกโพลงตั้งมาแต่สี่ทิศบดให้ละเอียด.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า หญิงนรกเหล่านั้นเป็นกุลธิดา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก มีการงานไม่บริสุทธิ์ ได้ประพฤติไม่น่ายินดี เป็นหญิงนักเลง ละสามีเสียได้ คบหาชายอื่นเพราะเหตุยินดีและเล่น หญิงเหล่านั้นเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก ยังจิตของตนให้ยินดีในชายอื่น จึงถูกภูเขาไฟอันลุกโพลงตั้งมาแต่สี่ทิศ บดให้ละเอียด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นารี ได้แก่ หญิงทั้งหลาย. บทว่า สมฺปริภินฺนคตฺตา ความว่า มีตัวแตก คือมีสรีระขาดโดยรอบด้วยดี. บทว่า รุชจฺจา แปลว่า มีชาติทราม คือมีรูปแปลก อธิบายว่า น่าเกลียด. บทว่า วิกนฺตา ความว่า มีตัวเปรอะเปื้อนหนองและเลือด เหมือนโคทั้งหลายที่หัวขาด. บทว่า สทา นิขาตา ความว่า จมลงในแผ่นดินเหล็กที่ลุกโพลงเป็นนิจเข้าไปแค่เอว ตั้งอยู่เหมือนใครวางไว้. บทว่า ขนฺธาติวตฺตนฺติ ความว่า แน่ะสหายมาตลี ภูเขาเหล่านี้กลิ้งทับหญิงเหล่านั้น ได้ยินว่า ในเวลาที่หญิงเหล่านั้นจมเข้าไปแค่เอวอย่างนี้ ภูเขาเหล็กลุกโพลงตั้งขึ้นทางทิศตะวันออก คำรามดุจสายฟ้ามา เป็นราวกะว่าบดสรีระให้แหลกละเอียดไป เมื่อภูเขาลูกนั้นกลิ้งไปตั้งอยู่ทางข้างทิศตะวันตก สรีระของหญิงเหล่านั้นก็ปรากฏขึ้นอีก หญิงเหล่านั้นไม่อาจอดกลั้นทุกข์นั้นได้ จึงประคองแขนทั้งสองร้องไห้ แม้ภูเขาที่ตั้งขึ้นในทิศที่เหลือทั้งหลายก็มีนัยอย่างนี้แล. ภูเขาสองลูกตั้งขึ้นบดสรีระของหญิงเหล่านั้น เหมือนหีบอ้อย เลือดหลั่งไหลไป บางครั้งภูเขาสามลูก บางคราวสี่ลูก ตั้งขึ้นบดสรีระของหญิงเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ขนฺธาติวตฺตนฺติ.
บทว่า โกลิตฺถิยาโย ได้แก่ เป็นกุลธิดาดำรงอยู่ในตระกูล. บทว่า อยุตฺตํ อจารํ ความว่า ได้กระทำกรรมที่ไม่สำรวม. บทว่า ธุตฺตรูปา ความว่า เป็นหญิงมีรูปไม่งาม คือมีรูปชั่ว มีชาติเป็นนักเลง. บทว่า ปติ วิปฺปหาย ความว่า ละสามีของตนเสีย. บทว่า อจารุ? ความว่า ได้ถึงชายอื่น. บทว่า รติขิฑฺฑเหตุ ความว่า เหตุกามคุณห้า และเหตุเล่น. บทว่า รมาปยิตฺวา ความว่า ยังจิตของตนให้รื่นรมย์กับเหล่าชายอื่น เกิดขึ้นในที่นี้ อธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นภูเขามีไฟลุกโชติช่วงเหล่านี้ จึงบดสรีระของหญิงเหล่านั้นด้วยอาการอย่างนี้.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป สัตว์นรกในนรกนั้นตั้งอยู่ในบ่อใหญ่ เต็มด้วยถ่านเพลิงลุกโพลง ได้ยินว่า สัตว์นรกเหล่านั้นถูกนายนิรยบาลถืออาวุธต่างๆ แทง เหมือนนายโคบาลแทงฝูงโคที่ไม่เข้าคอก เข้าถึงนรกนั้นด้วยประการนั้น. ลำดับนั้น นายนิรยบาลจับสัตว์นรกเหล่านั้นให้มีเท้าขึ้นข้างบนโยนลงในบ่อใหญ่นั้น. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตร เห็นสัตว์นรกตกลงในนรกอย่างนั้น เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
เพราะเหตุไร นายนิรยบาลทั้งหลายจึงจับสัตว์นรกเหล่านี้ อีกพวกหนึ่งที่เท้าเอาหัวลงโยนลงไปในนรก ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่านสัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงถูกโยนให้ตกไปในนรก.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีกรรมไม่ดี ล่วงเกินภรรยาทั้งหลายของชายอื่น. สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ลักภัณฑะอันอุดมเช่นนั้น จึงมาตกนรก เสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นสิ้นปีเป็นอันมาก. บุคคลผู้ช่วยป้องกันบุคคลผู้มักทำบาป ผู้อันกรรมของตนหุ้มห่อไว้ ไม่มีเลย. สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้าทำบาป จึงมาตกอยู่ในนรก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรเก ได้แก่ ในบ่อใหญ่เต็มด้วยถ่านเพลิงอันลุกโพลง. ได้ยินว่า สัตว์นรกเหล่านั้นถูกนายนิรยบาลถืออาวุธต่างๆ ทิ่มแทงโบยตี ราวกะนายโคบาลแทงโคทั้งหลายที่ไม่เข้าคอกฉะนั้น เข้าถึงนรกนั้นเห็นปานนั้น. ลำดับนั้น นายนิรยบาลทั้งหลายทำสัตว์นรกเหล่านั้น ให้มีเท้าขึ้นข้างบนมีศีรษะลงข้างล่าง แล้วโยนลงในบ่อใหญ่นั้น. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็น เหล่าสัตว์นรกกำลังตกลงไปอย่างนั้น เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า อุตฺตมภณฺฑเถนา ได้แก่ ผู้ขโมยภัณฑะอันประเสริฐที่มนุษย์ทั้งหลายพึงรัก.

ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีผู้สังคาหกะได้ยังนรกนั้นให้อันตรธานไป ขับรถต่อไป แสดงนรกเป็นที่หมกไหม้แห่งพวกมิจฉาทิฏฐิ ได้พยากรณ์ข้อที่พระเจ้าเนมิราชตรัสถามว่า
สัตว์นรกเหล่านี้ ทั้งน้อยใหญ่ต่างพวกประกอบเหตุการณ์ มีรูปร่างพิลึก ปรากฏอยู่ในนรก ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อนมีประมาณยิ่ง.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีความเห็นเป็นบาป หลงทำกรรมอันทำด้วยความคุ้นเคย และชักชวนผู้อื่นในทิฏฐิเช่นนั้น สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้มีทิฏฐิอันลามกทำบาป จึงต้องเสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อนมีประมาณยิ่ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจาวจาเม ได้แก่ สัตว์นรกเหล่านี้ทั้งสูงและต่ำ อธิบายว่า ทั้งน้อยและใหญ่. บทว่า อุปกฺกมา ได้แก่ ผู้ประกอบเหตุการณ์. บทว่า สุปาปทิฏฺฐิโน ความว่า เป็นผู้มีธรรมลามกด้วยดี ด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ทานที่ให้ไม่มีผล การบูชาไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สมณพราหมณ์ไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี. บทว่า วิสฺสาสกมฺมานิ ความว่า เป็นผู้อาศัยกรรมที่ทำด้วยความคุ้นเคยกระทำกรรมลามกมีอย่างต่างๆ ด้วยมิจฉาทิฏฐินั้น. บทว่า เตเม ความว่า ชนเหล่านี้นั้น ย่อมเสวยทุกข์เห็นปานนี้.

มาตลีเทพสารถีทูลบอก นรกเป็นที่หมกไหม้ของพวกมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย แด่พระเจ้าเนมิราช ด้วยประการฉะนี้.
แม้หมู่เทวดาในเทวโลก ก็ได้นั่งประชุมกันในเทวสภาชื่อ สุธรรมา นั่นแล คอยพระเจ้าเนมิราชเสด็จมา. ฝ่ายท้าวสักกเทวราชทรงใคร่ครวญดูว่า ทำไม มาตลีจึงไปช้านัก. ก็ทราบเหตุนั้น จึงทรงจินตนาการว่า มาตลีเทพบุตรเที่ยวแสดงนรกทั้งหลายว่า สัตว์เกิดในนรกโน้น เพราะทำกรรมโน้น ดังนี้. เพื่อแสดงความเป็นทูตพิเศษของตน แต่ชนมายุของพระเจ้าเนมิราช ซึ่งมีอยู่น้อยจะพึงสิ้นไป. ชนมายุนั้นจะไม่พึงถึงที่สุดแห่งการแสดงนรก ทรงดำริฉะนี้แล้ว. จึงส่งเทพบุตรองค์หนึ่งซึ่งมีความเร็วมาก ด้วยเทพบัญชาว่า ท่านจงไปแจ้งแก่มาตลีว่า จงเชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราชมาโดยเร็ว เทพบุตรนั้นมาแจ้งโดยเร็ว. มาตลีเทพสารถีได้สดับคำเทพบุตรนั้นแล้ว จึงทูลพระเจ้าเนมิราชว่า ช้าไม่ได้แล้ว พระเจ้าข้า. แล้วแสดงนรกเป็นอันมากใน ๔ ทิศพร้อมกันทีเดียว แด่พระเจ้าเนมิราช กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงทราบสถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า และทรงทราบคติของเหล่าสัตว์ผู้ทุศีลแล้ว เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นนิรยาบายอันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรก ผู้มีกรรมอันลามก. ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่. บัดนี้ ขอพระองค์เสด็จขึ้นไป ในสำนักของท้าวสักกเทวราชเถิด.

คาถานั้นมีเนื้อความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงทราบสถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ ผู้มีกรรมหยาบช้า เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นนิรยาบาย อันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรกผู้มีกรรมอันลามกนี้. บทว่า ทุสฺสีลานญฺจ ยา คติ ความว่า ความสำเร็จแม้นั้นพระองค์ก็ทรงทราบแล้ว. บัดนี้ ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นไปชมทิพยสมบัติ ในสำนักของท้าวสักกเทวราชเถิด พระเจ้าข้า.
จบ กัณฑ์นรก

ว่าด้วย พระเจ้าเนมิราชเสด็จไปทอดพระเนตรสวรรค์
ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถมุ่งไปเทวโลก. พระเจ้าเนมิราช เมื่อเสด็จไปเทวโลก ทอดพระเนตรเห็น วิมานอันประดิษฐานอยู่ในอากาศของเทพธิดา นามว่าวรุณี มียอด ๕ ยอด แล้วไปด้วยแก้วมณี ใหญ่ ๑๒ โยชน์ ประดับด้วยอลังการทั้งปวง สมบูรณ์ด้วยอุทยานและสระโบกขรณี มีต้นกัลปพฤกษ์แวดล้อม และทอดพระเนตรเห็นเทพธิดานั้น นั่งอยู่เหนือหลังที่ไสยาสน์ภายในกูฏาคาร หมู่อัปสรพันหนึ่งแวดล้อม เปิดมณีสีหบัญชรแลดูภายนอก. จึงตรัสคาถาถามมาตลีเทพสารถี แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้พยากรณ์แด่พระองค์
วิมาน ๕ ยอดนี้ปรากฏอยู่ เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ประดับดอกไม้ นั่งอยู่กลางที่ไสยาสน์ แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ สถิตอยู่ในวิมานนั้น ความปลื้มใจปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน เทพธิดานี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงได้ถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า ก็เทพธิดาที่พระองค์ทรงหมายถึงนั้น ชื่อวรุณี. เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นทาสี เกิดแต่ทาสีในเรือนของพราหมณ์. นางรู้แจ้งซึ่งแขก คือภิกษุผู้มีกาลอันถึงแล้ว นิมนต์ให้นั่งในเรือนของพราหมณ์ ยินดีต่อภิกษุนั้นเป็นนิตย์ ดังมารดายินดีต่อบุตร ผู้จากไปนานกลับมาถึงฉะนั้น. นางอังคาสภิกษุนั้นโดยเคารพ ได้ถวายสิ่งของของตนเล็กน้อย เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจ ถูปํ ความว่า ประกอบด้วยกูฏาคาร ๕. บทว่า มาลาปิลนฺธา ความว่า ประดับด้วยสรรพาภรณ์ มีเครื่องประดับและดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ตตฺถจฺฉติ ความว่า อยู่ในวิมานนั้น. บทว่า อุจฺจาวจํ อิทฺธิวิกุพฺพมานา ความว่า แสดงเทพฤทธิ์มีประการต่างๆ. บทว่า ทิสฺวา ความว่า เราผู้เห็นความเป็นไปนั้นดำรงอยู่. บทว่า วิตฺตี แปลว่า ความยินดี. บทว่า วินฺทติ ได้แก่ ย่อมได้เฉพาะ อธิบายว่า เรามีความปลื้มใจราวกะว่าของมีอยู่ คืออันความยินดีครอบงำแล้ว. บทว่า อามายทาสี ความว่า เป็นทาสีเกิดในครรภ์ของทาสีในเรือน.
บทว่า อหุ พฺราหฺมณสฺส ความว่า เทพธิดานั้นได้เป็น ทาสีของพราหมณ์คนหนึ่ง. ในกาลแห่งพระกัสสปทศพล. บทว่า สา ปตฺตกาลํ ความว่า พราหมณ์นั้นได้บริจาคสลากภัตแปดแด่พระสงฆ์ พราหมณ์นั้นไปเรือนเรียกภริยามาสั่งว่า แน่ะนางผู้เจริญ พรุ่งนี้ เธอจงลุกขึ้นแต่เช้า จัดสลากภัตแปดทำให้มีราคากหาปณะหนึ่งสำหรับภิกษุรูปหนึ่งๆ พราหมณีปฏิเสธว่า ข้าแต่นาย ขึ้นชื่อว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นนักเลง ดิฉันไม่อาจ ธิดาทั้งหลายของพราหมณ์นั้นก็ปฏิเสธอย่างนั้นเหมือนกัน. พราหมณ์กล่าวกะทาสีว่า เจ้าอาจไหม แม่หนู. ทาสีนั้นรับคำว่า อาจ เจ้าค่ะ. แล้วจัดยาคูของเคี้ยวและภัตตาหารเป็นต้น โดยเคารพได้สลากแล้วรู้แจ้งแขกผู้ได้เวลาซึ่งมาแล้ว นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ซึ่งไล้ทาด้วยโคมัยสดทำดอกไม้ยื่นไว้ข้างหน้าในเรือน. บทว่า มาตาว ปุตฺตํ ความว่า ทาสีนั้นเพลิดเพลินยิ่งตลอดกาลเป็นนิตย์ อังคาสโดยเคารพ ได้ถวายอะไรๆ ซึ่งเป็นของของตน เหมือนมารดาเพลิดเพลินยิ่ง ครั้งเดียวต่อบุตรผู้จากไปนาน กลับมาแล้ว ฉะนั้น. บทว่า สญฺ?มา สํวิภาคา จ ความว่า ทาสีนั้นได้เป็นผู้มีศีลและมีจาคะ เพราะเหตุนั้น จึงบันเทิงอยู่ในวิมานนี้ ด้วยศีลและจาคะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สญฺ?มา ความว่า ประกอบด้วยการฝึกอินทรีย์.

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีได้ขับรถต่อไป แสดงวิมานทอง ๗ ของเทพบุตรชื่อ โสณทินนะ. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานเหล่านั้น และสิริสมบัติของโสณทินนเทพบุตรนั้น จึงตรัสถามถึงกรรมที่เทพบุตรนั้นได้ทำไว้. แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานทั้ง ๗ โชติช่วง อันบุญญานุภาพตกแต่งส่องแสงสว่างดั่งดวงอาทิตย์อ่อนๆ. เทพบุตรในวิมานนั้นมีฤทธิ์มาก ประดับด้วยสรรพาภรณ์ อันหมู่เทพธิดาแวดล้อม ผลัดเปลี่ยนเวียนวนอยู่โดยรอบ ทั้ง ๗ วิมาน ความปลื้มใจปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่านเทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงได้ถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีชื่อ โสณทินนะ. เป็นทานบดี ให้สร้างวิหาร ๗ หลัง อุทิศต่อบรรพชิต. ได้ปฏิบัติบำรุง ภิกษุผู้อยู่ในวิหาร ๗ หลังนั้นโดยเคารพ ได้บริจาคผ้านุ่งผ้าห่ม ภัตตาหาร เสนาสนะ เครื่องประทีป ในท่านผู้ซื่อตรงด้วยจิตเลื่อมใส รักษาอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์ และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททฺทฬฺหมานา แปลว่า โชติช่วงอยู่. บทว่า อาเภนฺติ ความว่า ส่องแสงสว่างดั่งดวงอาทิตย์อ่อนๆ. บทว่า ตตฺถ ความว่า ในวิมาน ๗ หลังที่ตั้งเรียงรายอยู่นั้น มีเทพบุตรองค์หนึ่ง ชื่อโสณทินนะ. ข้าแต่มหาราชเจ้า เทพบุตรองค์นี้ เมื่อก่อน ในกาลแห่งพระกัสสปทศพล เป็นคฤหบดีมีนามว่า โสณทินนะ เป็นทานบดี ในนิคมแห่งหนึ่งในกาสิกรัฐ. เขาให้สร้างกุฎีที่อยู่ อุทิศบรรพชิตทั้งหลาย ปฏิบัติบำรุงภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ในวิหารกุฎีนั้นๆ ด้วยปัจจัย ๔ โดยเคารพ และเข้าจำอุโบสถ สำรวมในศีลทั้งหลายเป็นนิตย์. ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว จึงอุบัติในวิมานนี้บันเทิงอยู่.
อนึ่ง บทว่า ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ นี้ ในคาถานั้น ท่านกล่าวหมายเอาดิถีที่ ๗ และดิถีที่ ๙ อันเป็นดิถีรับและส่งแห่งอัฏฐมีอุโบสถ และดิถีที่ ๑๓ และปาฏิบทอันเป็นดิถีรับและส่งแห่งจาตุททสีอุโบสถและปัณณรสีอุโบสถ.

ครั้นกล่าวกรรมของโสณทินนเทพบุตรอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วผลึก วิมานแก้วผลึกนั้นสูง ๒๕ โยชน์ ประกอบด้วยเสาซึ่งแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการหลายร้อยต้น ประดับด้วยยอดหลายร้อยยอด ห้อยกระดิ่งเป็นแถวกรอบ มีธงที่แล้วด้วยทองและเงินปักไสว ประดับด้วยอุทยานและวนะวิจิตรด้วยบุปผชาตินานาชนิด ประกอบด้วยสระโบกขรณีน่ายินดี มีไพทีที่น่ารื่นรมย์ เกลื่อนไปด้วยอัปสร ผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องและประโคม. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วผลึกนั้น มีพระหฤทัยยินดี. ตรัสถามถึงกุศลกรรมแห่งอัปสรเหล่านั้น. แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้วนี้ เกลื่อนไปด้วยหมู่อัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยยอด บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง เปล่งแสงสว่างจากฝาแก้วผลึก ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน อัปสรเหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า อัปสรเหล่านั้นเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นอุบาสิกาผู้มีศีล ยินดีในทาน มีจิตเลื่อมใสเป็นนิตย์ ตั้งอยู่ในสัจจะ ไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยมฺหํ แปลว่า วิมาน มีคำอธิบายว่า ปราสาท. บทว่า ผลิกาสุ ได้แก่ ฝาแก้วผลึก คือฝาที่แล้วด้วยแก้วมณีขาว. บทว่า นารีวรคณากิณฺณํ ได้แก่ เกลื่อนไปด้วยหมู่อัปสรผู้ประเสริฐ. บทว่า กูฏาคารวิโรจิตํ ความว่า สะสม คือรวบรวม คือเจริญด้วยเรือนยอดอันประเสริฐทั้งหลาย. บทว่า อุภยํ ความว่า งดงามด้วยการฟ้อนรำและการขับร้องทั้งสองอย่าง. บทว่า ยา กาจิ นี้ ท่านกล่าวโดยไม่กำหนดก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็พึงทราบอัปสรเหล่านั้นว่า เป็นอุบาสิกาในกรุงพาราณสี ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า ได้รวมกันเป็นคณะกระทำบุญทั้งหลาย ซึ่งมีประการดังกล่าว แล้วในหนหลังเหล่านั้น จึงถึงสมบัตินั้น.

ลำดับนั้น มาตลีเทพสารถีนั้นขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วมณีวิมานหนึ่งแด่พระเจ้าเนมิราช วิมานแก้วมณีนั้นประดิษฐานอยู่ในภูมิภาคที่ราบเรียบ สมบูรณ์ด้วยส่วนสูง เปล่งรัศมีดุจมณีบรรพต กึกก้องด้วยการฟ้อนรำขับร้องและประโคม เกลื่อนไปด้วยเทพบุตรเป็นอันมาก. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสถามถึงกุศลกรรมของเทพบุตรเหล่านั้น แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งแล้วนี้ ประกอบด้วยภูมิภาคน่ารื่นรมย์ จัดสรรไว้เป็นส่วนๆ เปล่งแสงสว่างออกจากฝาแก้วไพฑูรย์. เสียงทิพย์ คือเสียงเปิงมาง เสียงตะโพน การฟ้อนรำขับร้อง และเสียงประโคมดนตรี ย่อมเปล่งออก น่าฟัง เป็นที่รื่นรมย์ใจ. เราไม่รู้สึกว่าได้เห็น หรือได้ฟังเสียงอันเป็นไปอย่างนี้ อันไพเราะอย่างนี้ ในกาลก่อนเลย ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน เทพบุตรเหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถามตามที่ ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรเหล่านี้ เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นอุบาสกผู้มีศีล ได้ก่อสร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำและสะพาน ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้เยือกเย็นโดยเคารพ ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย และเสนาสนะ ในท่านผู้ซื่อตรง ด้วยใจเลื่อมใส ได้รักษาอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬฺริยาสุ ได้แก่ ฝาแก้วไพฑูรย์. บทว่า อุเปตํ ภูมิภาเคหิ ความว่า ประกอบด้วยภูมิภาคน่ารื่นรมย์. บทว่า อาลมฺพรา มุทิงฺคา จ ความว่า เครื่องดนตรีเหล่านี้ ย่อมเปล่งเสียงในวิมานนี้. บทว่า นจฺจคีตา สุวาทิตา ความว่า การฟ้อนรำและการขับร้องมีประการต่างๆ และการประโคมดนตรีแม้อื่นๆ ย่อมเป็นไปในวิมานนี้. บทว่า เอวํ คตํ ได้แก่ ถึงภาวะที่รื่นรมย์ใจอย่างนี้. บทว่า เย เกจิ แม้นี้ ท่านกล่าวโดยไม่กำหนดก็จริง. ถึงอย่างนั้น ก็พึงทราบเทพบุตรเหล่านั้นว่า เป็นอุบาสกชาวพาราณสี ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รวมกันเป็นคณะทำบุญเหล่านี้ จึงถึงทิพยสมบัตินั้น. บทว่า ปฏิปาทยุ? ในคาถานั้น ความว่า ให้ถึง คือได้ถวายแด่พระอรหันต์เหล่านั้น. บทว่า ปจฺจยํ ได้แก่ คิลานปัจจัย. บทว่า อทํสุ ความว่า ได้ถวายทานมีประการต่างๆ อย่างนี้.

มาตลีเทพสารถีนั้นทูลบอกกรรมของเทพบุตรเหล่านั้น แด่พระเจ้าเนมิราช ด้วยประการฉะนี้แล้ว ขับรถต่อไปแสดงวิมานแก้วผลึกอีกวิมานหนึ่ง วิมานแก้วผลึกนั้น ประดับด้วยยอดมิใช่น้อย ประดับด้วย วนะรุ่น ซึ่งปกคลุมไปด้วยนานาบุปผชาติ แวดล้อมไปด้วยแม่น้ำมีน้ำใสสะอาด กึกก้องไปด้วยฝูงวิหคต่างๆ ส่งเสียงร้อง มีหมู่อัปสรแวดล้อม เป็นสถานที่อยู่ของเทพบุตร ผู้มีบุญองค์หนึ่งนั้นนั่นเอง. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานนั้น มีพระหฤทัยยินดี จึงตรัสถามถึงกุศลกรรมของเทพบุตรนั้น แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้วนี้ เกลื่อนไปด้วยหมู่อัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยเรือนยอดบริบูรณ์ ด้วยข้าวและน้ำ งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ส่องแสงสว่างจากฝาแก้วผลึก มีแม่น้ำอันประกอบด้วย ไม้ดอกต่างๆ ล้อมรอบ ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีในกรุงมิถิลา เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพาน ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้เยือกเย็นโดยธรรม ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัยและเสนาสนะในท่านผู้ซื่อตรง ด้วยใจเลื่อมใส ได้รักษาอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์ และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงบันเทิงอยู่ในวิมาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นชฺโช เป็นวจนะวิปลาส ความว่า แม่น้ำสายหนึ่งไหลล้อมรอบวิมาน. บทว่า ทุมายุตา แม่น้ำนั้นประกอบด้วยต้นไม้มีดอกต่างๆ. บทว่า มิถิลายํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีคนหนึ่งในมิถิลานคร ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า ได้เป็นทานบดี เขากระทำกุศลกรรม มีปลูกอารามเป็นต้นเหล่านี้ จึงถึงทิพยสมบัตินี้.

ครั้นทูลบอกกรรมที่เทพบุตรนั้นกระทำ แด่พระเจ้าเนมิราชอย่างนี้ แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วผลึก แม้อีกวิมานหนึ่งวิมานนั้นประกอบด้วยกอ วนะรุ่น ซึ่งปกคลุมไปด้วยไม้ดอก ไม้ผลนานาชนิดยิ่งกว่าวิมานก่อน. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานนั้น จึงตรัสถามบุพกรรมของเทพบุตรผู้ประกอบด้วยสมบัตินั้น แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้วนี้ เกลื่อนไปด้วยอัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยยอด บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ส่องแสงสว่างออกจากฝาแก้วผลึก มีแม่น้ำอันประกอบด้วยไม้ดอกต่างๆ ล้อมรอบ และมีไม้เกด ไม้มะขวิด ไม้มะม่วง ไม้สาละ ไม้ชมพู่ ไม้มะพลับ ไม้มะหาด เป็นอันมาก มีผลเป็นนิตย์ ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีในกรุงมิถิลา เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพาน ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้เยือกเย็นโดยเคารพ ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย และเสนาสนะในท่านผู้ซื่อตรงด้วยใจเลื่อมใส ได้รักษาอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงบันเทิงอยู่ในวิมาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นชฺโช ความว่า แม่น้ำสายหนึ่งไหลล้อมรอบวิมานนั้น. บทว่า ทุมายุตา ความว่า แม่น้ำนั้นประกอบด้วยต้นไม้มีดอกต่างๆ. บทว่า มิถิลายํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีคนหนึ่งในมิถิลานคร วิเทหรัฐ ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า ได้เป็นทานบดี เขาทำบุญกรรมเหล่านี้ จึงถึงทิพยสมบัตินี้.

ครั้นทูลบอกกรรมที่เทพบุตรแม้นั้นกระทำ แด่พระเจ้าเนมิราชอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วไพฑูรย์อีกวิมานหนึ่ง เช่นกับวิมานก่อนนั่นแหละ พระเจ้าเนมิราชตรัสถามถึง กรรมที่เทพบุตรผู้เสวยทิพยสมบัติในวิมานนั้นกระทำ แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งแล้วนี้ ประกอบด้วยภูมิภาคน่ารื่นรมย์ จัดสรรไว้เป็นส่วนๆ เปล่งแสงสว่างออกจากฝาแก้วไพฑูรย์ เสียงทิพย์ คือเสียงเปิงมาง เสียงตะโพน การฟ้อนรำขับร้อง และเสียงประโคมดนตรี ย่อมเปล่งออก น่าฟัง เป็นที่รื่นรมย์ใจ. เราไม่รู้สึกว่าได้เห็น หรือได้ฟังเสียงอันเป็นไปอย่างนี้ อันไพเราะอย่างนี้ ในกาลก่อนเลย ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีในกรุงพาราณสี เป็นทานบดี ได้ก่อสร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพาน ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้เยือกเย็นโดยเคารพ ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย และเสนาสนะ ในท่านผู้ซื่อตรง ด้วยใจเลื่อมใส ได้รักษาอุโบสถศีลอันประกอบ

มาตลีเทพสารถีนั้นทูลบอกกุศลกรรมแด่พระเจ้าเนมิราชอย่างนี้ แล้วขับรถต่อไป แสดงวิมานทองซึ่งมีรัศมีเหมือนดวงอาทิตย์อ่อนๆ พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตร เห็นสมบัติของเทพบุตรผู้อยู่ในวิมานทองนั้น มีพระหฤทัยยินดี จึงตรัสถามถึงกรรมที่เทพบุตรนั้นกระทำ แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานทองอันบุญญานุภาพตกแต่งดีนี้ สุกใส ดุจดวงอาทิตย์แรกอุทัย ดวงใหญ่สีแดงฉะนั้น ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นวิมานทองนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีอยู่ในกรุงสาวัตถี เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำและสะพาน ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้เยือกเย็นโดยเคารพ ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย และเสนาสนะ ในท่านผู้ซื่อตรง ด้วยใจเลื่อมใส ได้รักษาอุโบสถศีล ประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์ และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงบันเทิงอยู่ในวิมาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทยมาทิจฺโจ ได้แก่ ดวงอาทิตย์แรกขึ้น. บทว่า สาวตฺถิยํ ความว่า เทพบุตรนั้นได้เป็นทานบดี ในกรุงสาวัตถี ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า.

ในเวลาที่มาตลีเทพสารถีทูลวิมาน ๘ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า มาตลีประพฤติช้าเกิน จึงส่งเทพบุตรผู้ว่องไว แม้อื่นอีกไปด้วยเทวบัญชาว่า ท่านจงไปบอกแก่มาตลีว่า ท้าวสักกเทวราชเรียกหาท่าน. เทพบุตรนั้นไปโดยเร็ว แจ้งแก่มาตลีเทพให้ทราบ มาตลีเทพสารถีได้สดับคำแห่งเทพบุตรนั้น ดำริว่า บัดนี้เราไม่อาจจะชักช้า จึงแสดงวิมานเป็นอันมากพร้อมกันทีเดียว. พระเจ้าเนมิราชตรัสถามถึง กรรมของเหล่าเทพบุตรผู้เสวยทิพยสมบัติในวิมานนั้นๆ. มาตลีเทพสารถีได้ทูลบอกแล้ว
วิมานทองเป็นอันมากเหล่านี้ อันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้ว ลอยอยู่ในนภากาศ ไพโรจน์โชติช่วง ดังสายฟ้าในระหว่างก้อนเมฆฉะนั้น. เทพบุตรทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มาก ประดับสรรพากรณ์ อันหมู่อัปสรห้อมล้อม ผลัดเปลี่ยนเวียนอยู่ในวิมานนั้นๆ โดยรอบ ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่านเทพบุตรเหล่านี้ได้ทำความดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรเหล่านี้เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีศรัทธาตั้งมั่นในพระสัทธรรม ที่พระพุทธเจ้าให้รู้แจ้งแล้ว. ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระศาสดา. ข้าแต่พระราชา ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตร สถานที่สถิตของเทพบุตรเหล่านั้นเถิด.
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Mon Mar 30, 2009 12:59 pm    เรื่อง: พระเจ้าเนมิราช ตอบโดยอ้างข้อความ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวหายสาเม ความว่า วิมานเหล่านี้ลอยอยู่ในนภากาศ. พระเจ้าเนมิราชตรัสว่า วิมานที่ตั้งอยู่ในอากาศเหล่านี้ ตั้งอยู่ด้วยดีในอากาศนั่นเอง. บทว่า วิชฺชุวพฺภฆนนฺตเร ความว่า ราวกะว่าสายฟ้าที่เดินอยู่ในระหว่างก้อนเมฆ. บทว่า สุวินิฏฺฐาย ความว่า ตั้งมั่นด้วยดีเพราะมาด้วยมรรค. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช เทพบุตรเหล่านี้บวช ในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า ซึ่งเป็นนิยยานิกธรรม ในกาลก่อน. เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ กระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ไม่อาจที่จะยังพระอรหัตให้บังเกิด จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในวิมานทองเหล่านี้. ข้าแต่พระราชา สถานที่เหล่านี้เป็นที่สถิตของสาวกของพระกัสสปพุทธเจ้าเหล่านั้น ซึ่งพระองค์จะทอดพระเนตร ดังนั้น ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า.
มาตลีเทพสารถีนั้นแสดงวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ แด่พระเจ้าเนมิราชอย่างนี้แล้ว เมื่อจะกระทำอุตสาหะเพื่อเสด็จไป สำนักของท้าวสักกเทวราชจึงทูลว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า สถานที่อยู่ของผู้มีกรรมลามกพระองค์ก็ทรงทราบแล้ว. อนึ่ง สถานที่สถิตของผู้มีกรรมอันงาม พระองค์ก็ทรงทราบแล้ว. ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นไปในสำนักของท้าวสักกเทวราช ในบัดนี้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาวาสํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทอดพระเนตรที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรกก่อนแล้ว ทรงทราบสถานที่อยู่ของผู้มีกรรมลามกทั้งหลาย. อนึ่ง เมื่อพระองค์ทอดพระเนตร วิมานที่ลอยอยู่ในอากาศเหล่านี้ ก็ทรงทราบสถานที่อยู่ของผู้มีกรรมอันงามแล้ว. ขอเชิญพระองค์ เสด็จขึ้นทอดพระเนตรทิพยสมบัติ ในสำนักของท้าวสักกเทวราชในบัดนี้เถิด.

ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป แสดงสัตตปริภัณฑบรรพต ซึ่งตั้งล้อมสิเนรุราชบรรพต. พระศาสดาเมื่อจะตรัสการที่พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นบรรพตเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามมาตลีเทพสารถีให้แจ้งชัด จึงตรัสว่า
พระเจ้าเนมิมหาราชประทับอยู่บนทิพยาน อันเทียมม้าสินธพหนึ่งพันเสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นภูเขาทั้งหลาย ในระหว่างนทีสีทันดร. ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว ได้ตรัสถามเทพทูตมาตลีว่า ภูเขาเหล่านี้ชื่ออะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสยุตฺตํ ความว่า เทียมด้วยม้าสินธพพันหนึ่ง. บทว่า หยวาหึ ความว่า อันม้าทั้งหลายนำไป. บทว่า ทิพฺพยานมธิฏฺฐิโต ความว่า เป็นผู้ประทับอยู่บนทิพยานเสด็จไป. บทว่า อทฺทา แปลว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว. บทว่า สีทนฺตเร ได้แก่ ในระหว่างมหาสมุทรสีทันดร เล่ากันว่า น้ำในมหาสมุทรนั้นละเอียด โดยที่สุดเพียงแววหางนกยูงที่โยนลงไป ก็ไม่อาจลอยอยู่ได้ ย่อมจมลงทีเดียว ฉะนั้น. มหาสมุทรนั้น จึงเรียกกันว่า มหาสมุทรสีทันดร ในระหว่างแห่งมหาสมุทรสีทันดรนั้น. บทว่า นเค ได้แก่ ภูเขา. บทว่า เก นาม ความว่า ภูเขาเหล่านี้ชื่ออะไร.

มาตลีเทพบุตรถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามอย่างนี้แล้ว จึงทูลตอบว่า
ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ คือ ภูเขาสุทัสสนะ ภูเขากรวีกะ ภูเขาอิสินธระ ภูเขายุคันธระ ภูเขาเนมินธระ ภูเขาวินตกะ และภูเขาอัสสกัณณะ. ภูเขาเหล่านี้สูงขึ้นไปโดยลำดับ อยู่ในมหาสมุทรสีทันดร เป็นที่อยู่ของท้าวจาตุมหาราช. ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทสฺสโน ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ภูเขานี้ชื่อ สุทัสสนบรรพต อยู่ภายนอกภูเขาเหล่านั้นทั้งหมด ถัดภูเขาสุทัสสนะนั้น ชื่อภูเขากรวีกะ ภูเขากรวีกะนั้นสูงกว่าภูเขาสุทัสสนะ. อนึ่ง ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขานั้น ถัดภูเขากรวีกะ ชื่อภูเขาอิสินธระ ภูเขาอิสินธระนั้นสูงกว่าภูเขากรวีกะ. อนึ่ง ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขานั้น ถัดภูเขาอิสินธระ ชื่อภูเขายุคันธระ ภูเขายุคันธระนั้นสูงกว่าภูเขาอิสินธระ. ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขาแม้นั้น ถัดภูเขายุคันธระ ชื่อภูเขาเนมินธระ ภูเขาเนมินธระนั้นสูงกว่าภูเขายุคันธระ. ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขาแม้นั้น ถัดภูเขาเนมินธระ ชื่อภูเขาวินตกะ ภูเขาวินตกะนั้นสูงกว่าภูเขาเนมินธระ. ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขาแม้นั้น ถัดภูเขาวินตกะ ชื่อภูเขาอัสสกัณณะ ภูเขาอัสสกัณณะนั้นสูงกว่าภูเขาวินตกะ. ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขาแม้นั้น.
บทว่า อนุปุพฺพสมุคฺคตา ความว่า ภูเขาทั้ง ๗ เหล่านี้ สูงขึ้นไปโดยลำดับ ในทะเลสีทันดร ดุจคั่นบันไดตั้งอยู่. บทว่า ยานิ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรภูเขาเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของท้าวจาตุมหาราช (เทวดาผู้รักษาโลกประจำทิศทั้ง ๔ บางทีเรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล ได้แก่ ท้าวธตรฐ ประจำทิศบูรพา. ท้าววิรุฬหก ประจำทิศทักษิณ. ท้าววิรูปักษ์ ประจำทิศประจิม. ท้าวกุเวร ประจำทิศอุดร.).

มาตลีเทพสารถีแสดง เทวโลกชั้นจาตุมหาราชแด่พระเจ้าเนมิราช อย่างนี้แล้ว ขับรถต่อไป แสดงรูปเปรียบพระอินทร์ ซึ่งประดิษฐานล้อมซุ้มประตูจิตตกูฏ แห่งดาวดึงสพิภพ. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นทวารนั้น แล้วตรัสถาม แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
ประตูมีรูปต่างๆ รุ่งเรืองวิจิตรต่างๆ อันรูป เช่นรูปสักรินทรเทวราชแวดล้อมรักษาดีแล้ว ดุจป่าอันเสือโคร่งทั้งหลายรักษาดีแล้วฉะนั้น. ย่อมปรากฏความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นประตูนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน ประตูนี้เขาเรียกชื่อว่าอะไร เป็นประตูที่น่ารื่นรมย์ใจ เห็นได้แต่ไกลทีเดียว.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า ประตูนี้เขาเรียกว่า จิตตกูฏ เป็นที่เสด็จเข้าออกของท้าวสักกเทวราช เพราะประตูนี้เป็นประตูแห่งเทพนคร ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสิเนรุราช อันงามน่าดูปรากฎอยู่ มีรูปต่างๆ รุ่งเรืองวิจิตรต่างๆ อันรูปเช่นรูปสักรินทรเทวราชแวดล้อมรักษาดีแล้ว ดุจป่าอันเสือโคร่งทั้งหลาย รักษาดีแล้วฉะนั้น ย่อมปรากฏ ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่. ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปทางประตูนี้ จงทรงเหยียบภูมิภาคอันราบรื่นเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกรูปํ ได้แก่ มีชาติไม่น้อย. บทว่า นานาจิตฺตํ ได้แก่ วิจิตรด้วยรัตนะต่างๆ. บทว่า ปกาสติ ความว่า ประตูนี้ปรากฏว่าชื่ออะไร. บทว่า อากิณฺณํ ความว่า แวดล้อมแล้ว. บทว่า พฺยคฺเฆเหว สุรกฺขิตํ ความว่า ป่าใหญ่อันเสือโคร่งหรือราชสีห์ทั้งหลายรักษาดีแล้ว ฉันใด ประตูนี้อันรูปเช่นรูปพระอินทร์นั่นแลรักษาดีแล้ว ฉันนั้น. ก็ความที่รูปเปรียบพระอินทร์เหล่านั้นเข้าตั้งไว้เพื่อประโยชน์ในการอารักขา. พึงกล่าวในกุลาวกชาดกในเอกนิบาต. บทว่า กิมภญฺญมาหุ ความว่า เขาเรียกประตูนี้ว่าชื่ออะไร. บทว่า ปเวสนํ ความว่า สร้างไว้อย่างดีเพื่อประโยชน์เสด็จเข้าออก. บทว่า สุทสฺสนสฺส ความว่า เขาสิเนรุซึ่งงามน่าดู. บทว่า ทฺวารํ เหตํ ความว่า ประตูนี้เป็นประตูของเทพนคร กว้างยาวหมื่นโยชน์ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเขาสิเนรุ. บทว่า ปกาสติ ความว่า ซุ้มประตูย่อมปรากฏ. บทว่า ปวิเสเตน ความว่า ขอเชิญเสด็จเข้านครทางประตูนี้. บทว่า อรุชํ ภูมิ ปกฺกม ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์ทรงเหยียบ ทิพยภูมิภาคอันราบรื่นล้วนแล้วไป ด้วยทองเงินและแก้วมณี มีบุปผชาตินานาชนิดเกลื่อนกลาด ด้วยยานทิพย์

ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีได้เชิญพระเจ้าเนมิราช เสด็จเข้าเทพนคร เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
พระเจ้าเนมิมหาราชประทับอยู่บนทิพยาน อันเทียมม้าสินธพหนึ่งพัน เสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภานี้.

พระเจ้าเนมิราชนั้นประทับอยู่บนทิพยานเสด็จไป ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภาชื่อ สุธรรมา จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถี. มาตลีเทพสารถีแม้นั้น ก็ได้ทูลบอก
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งแล้วนี้ ส่องแสงสว่างจากฝาแก้วไพฑูรย์ ราวกะอากาศส่องแสงเขียวสด ปรากฏในสรทกาล ฉะนั้น. ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นวิมานนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน วิมานนี้เขาเรียกชื่อว่าอะไร.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า วิมานนี้นั้นเป็นเทวสภา มีนามปรากฏว่า สุธรรมา ตามที่เรียกกัน รุ่งเรืองด้วยแก้วไพฑูรย์งามวิจิตร อันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้ว มีเสาทั้งหลาย ๘ เหลี่ยมทำไว้ดีแล้ว ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ทุกๆ เสา รองรับไว้ เป็นที่ซึ่งเทพเจ้าเหล่าดาวดึงส์ทั้งหมด มีพระอินทร์เป็นประมุข ประชุมกัน คิดประโยชน์ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ข้าแต่พระราชา ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปสู่ ที่เป็นที่อนุโมทนาของเทวดาทั้งหลาย โดยทางนี้.

ฝ่ายเทวดาทั้งหลายนั่งคอยพระเจ้าเนมิราชเสด็จมา. เทวดาเหล่านั้นได้ฟังว่า พระเจ้าเนมิราชเสด็จมาแล้ว ต่างก็ถือของหอม ธูป เครื่องอบ และดอกไม้ทิพย์ ไปคอยอยู่ที่ทางจะเสด็จมา ตั้งแต่ซุ้มประตูจิตตกูฏ บูชาพระมหาสัตว์ด้วยของหอม และบุปผชาติเป็นต้น นำเสด็จสู่เทวสภาชื่อ สุธรรมา. พระเจ้าเนมิราชเสด็จลงจากรถเข้าสู่เทวสภา เทวดาทั้งหลายในที่นั้นเชิญเสด็จให้ประทับนั่งบนทิพยอาสน์. ท้าวสักกเทวราชเชิญเสด็จให้ประทับนั่งบนทิพยอาสน์ และเสวยทิพยกามสุข.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
เทวดาทั้งหลายเห็น พระเจ้าเนมิราชเสด็จมาถึง ก็พากันยินดีต้อนรับว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว. อนึ่ง เสด็จมาแต่ไกลก็เหมือนใกล้ ข้าแต่พระราชา ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอเชิญประทับนั่ง ในที่ใกล้ท้าวสักกเทวราช ณ บัดนี้เถิด.
ท้าวสักกเทวราช ทรงยินดีต้อนรับพระองค์ผู้เป็นพระราชาแห่งชาววิเทหรัฐ ผู้ทรงสงเคราะห์ชาวกรุงมิถิลา ท้าววาสวเทวราชทรงเชื้อเชิญให้เสวยทิพยกามารมณ์ และประทับบนทิพยอาสน์ เป็นความดีแล้วที่พระองค์ เสด็จมาถึงทิพยสถาน อันเป็นที่อยู่ของเทวดาทั้งหลาย ผู้ยังสิ่งที่ตนประสงค์ให้เป็นไปได้ตามอำนาจ. ขอเชิญประทับอยู่ในหมู่เทวดา ผู้สำเร็จด้วยทิพยกามทั้งมวล. ขอเชิญเสวยทิพยกามารมณ์ ในหมู่เทพเจ้าชาวดาวดึงส์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏินนฺทึสุ ความว่า ร่วมกันประพฤติเป็นที่รัก คือ ต่างยินดีร่าเริงต้อนรับ. บทว่า สพฺพกามสมิทฺธิสุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความสำเร็จทิพยกามารมณ์ทั้งปวง.

ท้าวสักกเทวราชเชิญเสด็จพระมหาสัตว์ให้เสวยทิพยกามารมณ์ และให้ประทับบนทิพยอาสน์อย่างนี้. พระเจ้าเนมิราชทรงสดับดังนั้น เมื่อจะดำรัสห้าม จึงตรัสว่า
สิ่งใดที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้นเปรียบเหมือนยวดยาน หรือทรัพย์ที่ยืมเขามา ฉะนั้น. หม่อมฉันไม่ปรารถนาสิ่งซึ่งผู้อื่นให้. บุญทั้งหลายที่หม่อมฉันทำเอง ย่อมเป็นทรัพย์ที่จะติดตามหม่อมฉันไป. หม่อมฉันจักกลับไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์ ด้วยการบริจาคทาน การประพฤติสม่ำเสมอ ความสำรวม และการฝึกอินทรีย์ ซึ่งทำไว้แล้วจะได้ความสุข และไม่เดือดร้อนในภายหลัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปรโต ทานปจฺจยา ความว่า สิ่งใดที่ได้มาเพราะการให้แต่ผู้อื่น คือของผู้อื่นนั้นเป็นปัจจัย คือเพราะผู้อื่นนั้นให้ สิ่งนั้นย่อมเป็นเช่นกับของที่ยืมเขามา ฉะนั้น. หม่อมฉันจึงไม่ปรารถนาสิ่งนั้น. บทว่า สยํ กตานิ ความว่า ก็บุญทั้งหลายเหล่าใดที่หม่อมฉันกระทำไว้ด้วยตน การกระทำบุญเหล่านั้นของหม่อมฉันนั้นแหละ ไม่สาธารณะแก่คนเหล่าอื่น. บทว่า อาเวนิยํ ธนํ ได้แก่ ทรัพย์ที่ติดตามไป. บทว่า สมจริยาย ได้แก่ ด้วยความประพฤติสม่ำเสมอทางไตรทวาร. บทว่า สญฺญเมน ได้แก่ ด้วยการรักษาศีล. บทว่า ทเมน ได้แก่ ด้วยการฝึกอินทรีย์.

พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะแก่เทวดาทั้งหลายอย่างนี้. เมื่อทรงแสดงประทับอยู่ ๗ วัน โดยการนับในมนุษย์ ยังหมู่เทพเจ้าให้ยินดี ประทับอยู่ท่ามกลางหมู่เทวดา นั่นเอง.
เมื่อจะทรงพรรณนาคุณแห่งมาตลีเทพสารถี จึงตรัสว่า
มาตลีเทพสารถีผู้เจริญ เป็นผู้มีอุปการะมากแก่หม่อมฉัน ได้แสดงสถานที่อยู่ของผู้มีกรรมอันงาม และของผู้มีกรรมอันลามก แก่หม่อมฉัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย เม กลฺยาณกมฺมานํ ปาปานํ ปฏิทสฺสยิ ความว่า มาตลีเทพสารถีนี้ได้แสดง สถานที่เป็นที่อยู่ของเทวดาทั้งหลาย ผู้มีกรรมอันงาม และสถานที่ของสัตว์นรกทั้งหลาย ผู้มีกรรมอันลามก แก่หม่อมฉัน.

ลำดับนั้น พระเจ้าเนมิราชเชิญท้าวสักกเทวราชมาตรัสว่า ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันปรารถนาเพื่อกลับไปมนุษยโลก. ท้าวสักกเทวราชจึงมีเทวโองการสั่ง มาตลีเทพสารถีว่า ท่านจงนำพระเจ้าเนมิราชเสด็จกลับไปในกรุงมิถิลานั้นอีก. มาตลีเทพสารถีรับเทวบัญชาแล้ว ได้จัดเทียมรถไว้. พระเจ้าเนมิราชทรงบันเทิงกับหมู่เทวดาแล้ว ยังเหล่าเทวดาให้กลับ. ตรัสอำลาแล้วเสด็จทรงรถ. มาตลีเทพสารถีขับรถไปถึงกรุงมิถิลา ทางทิศปราจีน มหาชนเห็นทิพยรถก็มีจิตบันเทิงว่า พระราชาของพวกเราเสด็จกลับแล้ว. มาตลีเทพสารถีทำประทักษิณกรุงมิถิลา ยังพระมหาสัตว์ให้เสด็จลง ที่สีหบัญชรนั้น แล้วทูลลากลับไปยังที่อยู่ของตนทีเดียว.
ฝ่ายมหาชนก็แวดล้อมพระราชาทูลถามว่า เทวโลกเป็นเช่นไร พระเจ้าข้า. พระเจ้าเนมิราชทรงเล่าถึง สมบัติของเหล่าเทวดา และของท้าวสักกเทวราช. แล้วตรัสว่า แม้ท่านทั้งหลายก็จงทำบุญมีทานเป็นต้น ก็จักบังเกิดในเทวโลกนั้นเหมือนกัน. แล้วทรงแสดงธรรมแก่มหาชน.
ครั้นกาลต่อมา พระมหาสัตว์เนมิราชนั้น เมื่อภูษามาลากราบทูล ความที่พระเกศาหงอกเกิดขึ้น จึงทรงให้ถอนพระศกหงอก ด้วยพระแหนบทองคำ วางในพระหัตถ์ ทอดพระเนตรเห็นพระศกหงอกนั้นแล้วสลดพระหฤทัย. พระราชทานบ้านส่วยแก่ภูษามาลา. มีพระราชประสงค์จะทรงผนวช จึงมอบราชสมบัติแก่พระราชโอรส. เมื่อพระราชโอรสทูลถามว่า พระองค์จักทรงผนวช เพราะเหตุไร. เมื่อจะตรัสบอกเหตุแก่พระราชโอรส จึงตรัสคาถาว่า
ผมหงอกที่งอกขึ้นบนเศียรของพ่อเหล่านี้ เกิดแล้วก็นำความหนุ่มไปเสีย เป็นเทวทูตปรากฏแล้ว สมัยนี้จึงเป็นคราวที่พ่อจะบวช.
พระเจ้าเนมิราชตรัสคาถานี้แล้ว เป็นเหมือนพระราชาองค์ก่อนๆ ทรงผนวชแล้วประทับอยู่ ณ อัมพวันนั้นนั่นเอง. เจริญพรหมวิหาร ๔ มีฌานไม่เสื่อม ได้เป็นผู้บังเกิดในพรหมโลก.
พระศาสดา เมื่อจะทรงทำให้แจ้งซึ่งความที่ พระเจ้าเนมิราชนั้นทรงผนวชแล้ว จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า
พระเจ้าเนมิราชราชาแห่งแคว้นวิเทหะ ผู้ทรงอนุเคราะห์ชาวมิถิลา ตรัสคาถานี้แล้ว ทรงบูชายัญเป็นอันมาก ทรงเข้าถึงความเป็นผู้สำรวมแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ วตฺวา ความว่า ตรัสคาถานี้ว่า อุตฺตมงฺครุหา มยฺหํ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ปุถุยญฺญํ ยชิตฺวาน ได้แก่ ถวายทานเป็นอันมาก. บทว่า สญฺญมํ อชฺฌุปาคมิ ความว่า ทรงเข้าถึงความสำรวมในศีล.

ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าเนมิราชนั้น มีพระนามว่า กาลารัชชกะ ตัดวงศ์นั้น (คือเมื่อถึงคราวพระศกหงอกและทราบแล้ว หาทรงผนวชไม่).

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์. แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็ออกมหาภิเนษกรมณ์เหมือนกัน ตรัสฉะนี้แล้ว ทรงประกาศจตุราริยสัจ ประชุมชาดก.
ท้าวสักกราชเทวราช ในครั้งนั้นมาเป็น ภิกษุชื่ออนุรุทธะ ในกาลนี้.
มาตลีเทพสารถี เป็น ภิกษุชื่ออานนท์.
กษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ เป็นพุทธบริษัท.
ก็เนมิราช คือ เราผู้สัมมาพุทธะ นี่เองแล....

ฟัง mp3 พระเจ้าเนมิราช
ชมวิดีโอ การ์ตูน พระเจ้าเนมิราช
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    109wat.com : ถามตอบ -> กระดานชมรม109วัด ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
You cannot attach files in this forum
You can download files in this forum


Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
หน้าแรก | ธรรมะน่ารู้ | วัดไทยทั่วโลก | ไหว้พระ ๙ วัด | ไหว้พระเกจิ | แนะนำวัด | ถาม - ตอบ | ประวัติ | สนับสนุนโดย |