ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

 
ทศชาติชาดก ชาติที่๙ พระวิธูรบัณฑิต

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    109wat.com : ถามตอบ -> กระดานชมรม109วัด
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Thu Apr 02, 2009 6:27 pm    เรื่อง: ทศชาติชาดก ชาติที่๙ พระวิธูรบัณฑิต ตอบโดยอ้างข้อความ


อรรถกถา วิธุรชาดก
พระวิธูรบัณฑิตทรงบำเพ็ญสัจจะบารมี
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงพระปรารภปัญญาบารมี จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปณฺฑ กีสิยาสิ ทุพฺพลา ดังนี้.
ความพิศดารว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากัน ที่โรงธรรมสภาว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริงหนอ พระศาสดาทรงมีพระปัญญามาก มีพระปัญญากว้างขวาง มีพระปัญญาเร็วไว มีพระปัญญาร่าเริง มีพระปัญญาเฉียบแหลม มีพระปัญญาปรุโปร่ง ทรงย่ำยีถ้อยคำกล่าวร้ายของคนอื่น ทรงทำลายปัญหาอันละเอียด ที่กษัตริย์และบัณฑิตเป็นต้นแต่งขึ้น ได้ด้วยอานุภาพแห่งพระปัญญาของพระองค์ ทรงทรมานให้หมดพยศ แล้วให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีล และให้ดำเนินไปตามหนทางอันจะนำสัตว์ไป สู่อมตมหานิพพาน. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ. เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ. จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เราตถาคตได้บรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณ อันสามารถทำลายเสีย ซึ่งคำที่คนอื่นกล่าวให้ร้าย แนะนำชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น ได้เช่นนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ เพราะว่า ตถาคตแม้เมื่อกำลังแสวงหาพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในภพก่อน ก็เป็นผู้มีปัญญาย่ำยีถ้อยคำที่คนอื่นกล่าวให้ร้ายเช่นนี้ เหมือนกัน. จริงอย่างนั้น ในกาลที่เราเป็นวิธุรบัณฑิต เราทรมานยักษ์เสนาบดีนามว่า ปุณณกะ ได้ด้วยกำลังญาณบนยอดกาฬคิริบรรพตสูงถึง ๖๐ โยชน์ ปราบให้หมดพยศ ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ จนยอมมอบชีวิตให้แก่เรา. ดังนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพ. อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว. จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัส ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า ธนัญชัยโกรพยราช ทรงครองราชย์ในกรุงอินทปัตตะ แคว้นกุรุ. อำมาตย์ชื่อว่า วิธุรบัณฑิต ได้เป็นราชเสวกของพระเจ้าธนัญชัยโกรพยราชนั้น. ในตำแหน่งผู้ถวายอรรถธรรม ท่านเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะ เป็นมหาธรรมกถึก ประเล้าประโลมพระราชาชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น. ด้วยธรรมเทศนา อันไพเราะจับใจของตน ประหนึ่ง กระแสเสียงแห่งพิณ อันยังช้างให้รักใคร่ ฉะนั้น. ไม่ยอมให้พระราชาเหล่านั้นเสด็จ กลับไปยังแว่นแคว้นของพระองค์ แสดงธรรมแก่มหาชน ด้วยพุทธลีลา อาศัยอยู่ในนครนั้นด้วยยศใหญ่. แม้ในกรุงพาราณสีแล ยังมีพราหมณมหาศาล ๔ คน เคยเป็นเพื่อนคฤหัสถ์ด้วยกัน. ในเวลาที่ตนแก่ลง เห็นโทษในกามทั้งหลาย ละทิ้งเหย้าเรือน เข้าไปสู่หิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษีบำเพ็ญอภิญญาและสมาบัติให้เกิดแล้ว. มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ในหิมวันตประเทศนั้น นั่นแลสิ้นกาลนาน. จึงเที่ยวจาริกไป เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว ไปถึงกรุงกาลจัมปากนคร ในแคว้นอังคะ. พากันพักอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้นจึงเข้าไปภิกษาจารยังนคร.
ในกรุงกาลจัมปากะนั้น ยังมีกุฏุมพีอยู่ ๔ สหาย เลื่อมใสในอิริยาบถของฤาษีเหล่านั้น. ต่างก็ไหว้แล้วรับเอาภิกษาภาชนะ นำมาสู่เรือนของตน คนละองค์ๆ อังคาสด้วยอาหารอันประณีต. จึงขอรับปฏิญญาแล้วให้อยู่ในสวน. ดาบสทั้ง ๔ ครั้นฉันอาหารในเรือนกุฏุมพี ๔ สหายเสร็จแล้ว. มีความประสงค์จะพักผ่อนกลางวัน จึงองค์หนึ่งไปสู่ภพชั้นดาวดึงส์ องค์หนึ่งไปสู่ภพพระยานาค องค์หนึ่งไปสู่ภพพระยาครุฑ องค์หนึ่งไปสู่พระราชอุทยานชื่อว่า มิคาชินะ ของพระเจ้าโกรพยราช. บรรดาดาบสทั้ง ๔, องค์ที่ไปพักผ่อนกลางวันยังเทวโลก ได้เห็นพระอิสริยยศแห่งท้าวสักกเทวราช. จึงได้พรรณนาพระอิสริยยศนั้นนั่นแล แก่กุฏุมพีผู้เป็นอุปัฏฐากของตน. องค์ที่ไปพักผ่อนกลางวันยังพิภพนาค ได้เห็นสมบัติของพระยานาค. เมื่อกลับมาถึงแล้ว จึงพรรณนาสมบัติของพระยานาคนั้นนั่นแล แก่กุฏุมพีผู้เป็นอุปัฏฐากของตน. องค์ที่ไปพักผ่อนกลางวัน ยังพิภพพระยาครุฑ ได้เห็นเครื่องประดับของพระยาครุฑ. เมื่อกลับมาแล้ว จึงพรรณนาเครื่องประดับของพระยาครุฑนั้น แก่กุฏุมพีผู้เป็นอุปัฏฐากของตน. องค์ที่ไปพักผ่อนกลางวัน ยังพระราชอุทยานของพระเจ้าโกรพยราชได้เห็นสมบัติ อันเลิศด้วยความงามคือ สิริของพระเจ้าธนัญชัย. ครั้นกลับมาจึงพรรณนาโภคสมบัติของพระเจ้าธนัญชัยนั้น แก่กุฏุมพีผู้เป็นอุปัฏฐากของตน.
กุฏุมพี ๔ สหายนั้น เมื่อปรารถนาฐานะนั้นๆ จึงบำเพ็ญบุญมีทาน เป็นต้น. ในที่สุดแห่งการสิ้นอายุ คนหนึ่งบังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช. คนหนึ่งพร้อมด้วยบุตรและภรรยา เกิดเป็นพระยานาคในนาคพิภพ. คนหนึ่งเกิดเป็นพระยาครุฑในฉิมพลีรุกขพิมาน. คนหนึ่งเกิดในครรภ์ของพระอัครมเหสี ของพระเจ้าธนัญชัย. ดาบสทั้ง ๔ นั้น ก็ไม่เสื่อมจากฌาน ทำกาละแล้วบังเกิดในพรหมโลก. บรรดากุฏุมพี ๔ สหายนั้น กุฏุมพีผู้เป็นพระโกรัพยกุมาร ทรงเจริญวัยขึ้นแล้ว. ครั้นพระราชบิดาสวรรคต ทรงครองราชสมบัติสืบสันติวงศ์ ครองราชย์โดยธรรม โดยถูกต้อง. อันพระเจ้าโกรพยราชนั้นทรงพอพระราชหฤทัยในการทรงสกา. ท้าวเธอทรงตั้งอยู่ในโอวาทของวิธุรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญทาน รักษาเบ็ญจศีล และอุโบสถศีล. วันหนึ่งท้าวเธอทรงสมาทานอุโบสถแล้ว ทรงดำริว่า เราจะพอกพูนวิเวก ดังนี้แล้ว. เสด็จพระราชดำเนินสู่พระราชอุทยานประทับนั่ง ณ มนุญสถาน ทรงเจริญสมณธรรม. ฝ่ายท้าวสักกเทวราชทรงสมาทานอุโบสถแล้ว ทรงพระดำริว่า ในเทวโลก ยังมีความกังวลอยู่ ดังนี้แล้ว. จึงเสด็จไปยังพระอุทยาน นั้นนั่นแลในมนุษย์โลก. ได้ประทับนั่ง เจริญสมณธรรมอยู่ ณ มนุญสถาน. แม้ วรุณนาคราช สมาทานอุโบสถแล้วคิดว่า ในนาคพิภพมีความกังวลอยู่ จึงไปในพระราชอุทยานนั้น. นั่งเจริญสมณธรรม ณ มนุญสถานส่วนหนึ่ง. ฝ่ายพระยาครุฑ สมาทานอุโบสถแล้วก็ดำริว่า ในพิภพครุฑมีความกังวล จึงไปในพระราชอุทยานนั้น แล้วนั่งเจริญสมณธรรม ณ มนุญสถานส่วนหนึ่ง.
พระราชาทั้ง ๔ พระองค์นั้น ในเวลาเย็นออกจากที่อยู่ของตนๆ ไปพบกันที่ฝั่งสระโบกขรณี อันเป็นมงคลพอเห็นกันและกัน ต่างก็มีความพร้อมเพรียงชื่นชมยินดี เข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตมีเมตตาแก่กันและกัน ต้อนรับด้วยถ้อยคำอันไพเราะ ด้วยอำนาจแห่งความรักใคร่ ซึ่งเคยมีแก่กันและกันในปางก่อน. ฝ่ายท้าวสักกเทวราช ประทับนั่งเหนือพื้นศิลาอันเป็นมงคล. ส่วนพระราชาทั้ง ๓ นั้น ทรงทราบโอกาสที่ควรแก่พระองค์ๆ. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกับพระราชาทั้ง ๓ นั้นว่า พวกเราทั้ง ๔ ล้วนเป็นพระราชาสมาทานอุโบสถ. แต่ในบรรดาเราทั้ง ๔ ใครจะมีศีลมากกว่ากัน. ลำดับนั้น วรุณนาคราชได้พูดขึ้นว่า ศีลของข้าพเจ้าเท่านั้น มากกว่าศีลของพวกท่านทั้ง ๓. ท้าวสักกเทวราชตรัสถามเธอว่า เหตุไฉนในเรื่องนี้ท่านจึงพูดอย่างนั้น. วรุณนาคราชกล่าวว่า เหตุว่า พระยาครุฑนี้เป็นข้าศึกแก่พวกข้าพเจ้า ทั้งที่เกิดแล้วและยังไม่เกิด. แม้ข้าพเจ้าเห็นพระยาครุฑ ผู้เป็นข้าศึกที่อาจทำร้ายพวกข้าพเจ้าให้สิ้นชีวิต ได้เช่นนี้. ก็มิได้ทำความโกรธต่อพระยาครุฑนั้นเลย เพราะเหตุนี้ ศีลของข้าพเจ้าจึงมากกว่าๆ ศีลของท่านทั้ง ๓ ดังนี้แล้ว จึงตรัสคาถาที่ ๑ ใน จตุโปสถชาดก ในทสกนิบาตดังนี้ว่า
คนใดย่อมไม่ทำความโกรธ ในบุคคลควรโกรธ. อนึ่งคนใดเป็นสัปบุรุษ ย่อมไม่โกรธในกาลไหนๆ. ถึงเขาโกรธแล้ว ก็หาทำความโกรธให้ปรากฏไม่. บัณฑิตทั้งหลายเรียกคนนั้นแลว่า ผู้สงบในโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย ได้แก่. ในบรรดาชนทั้งหลาย มีกษัตริย์เป็นต้น คนใดคนหนึ่ง. บทว่า โกปเนยฺเย ความว่า ไม่กระทำความโกรธ ในบุคคลที่ควรโกรธ เหมือนขันติวาทีดาบส ฉะนั้น. บทว่า กทาจิ ความว่า ก็บุคคลใดไม่กระทำความโกรธ ในกาลไหนๆ. บทว่า กุทฺโธปิ ความว่า ก็ถ้าบุคคลนั้นเป็นสัปบุรุษ ย่อมโกรธไซร้ หรือแม้โกรธแล้ว ก็ไม่ทำความโกรธนั้นให้ปรากฏ เหมือนจูฬโพธิดาบส ฉะนั้น. บทว่า ตํ เว นรํ ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียกบุคคลผู้นั้น ผู้เป็นสัปบุรุษ ว่าเป็นผู้สงบในโลก. เพราะสงบความชั่วเสียได้ ก็คุณธรรมเหล่านี้มีอยู่ในข้าพเจ้า. เพราะฉะนั้น ศีลของข้าพเจ้าเท่านั้น จึงมากกว่าศีลของท่านทั้งสาม.
พระยาครุฑได้สดับดังนั้น จึงกล่าวว่า นาคนี้เป็นอาหารอย่างดีของข้าพเจ้า. แต่ข้าพเจ้าแม้เห็นนาค ผู้เป็นอาหารอย่างดีเช่นนี้แล้ว ก็อดกลั้นความอยากไว้เสีย ไม่ทำความชั่ว เพราะเหตุแห่งอาหาร. เพราะฉะนั้นศีลของ ข้าพเจ้าจึงมากกว่า ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาว่า
คนใดมีท้องพร่อง แต่ทนความอยากไว้ได้. เป็นผู้ฝึกฝน มีความเพียรเผาผลาญกิเลส. บริโภคข้าวและน้ำพอประมาณ ไม่ทำความชั่ว เพราะเหตุแห่งอาหาร. ปราชญ์เรียกคนนั้นแลว่า ผู้สงบในโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทนฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า ตปสฺสี แปลว่า ผู้อาศัยความเพียร เครื่องเผาผลาญกิเลส. บทว่า อาหารเหตุ น กโรติ ปาปํ ความว่า บุคคล แม้ถูกความหิวเบียดเบียน ก็ไม่ทำกรรมอันลามก เหมือนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร. แต่ข้าพเจ้าในวันนี้ไม่กระทำความชั่ว เพราะเหตุแห่งอาหาร. เพราะฉะนั้น ศีลของข้าพเจ้าจึงมากกว่า.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสว่า ข้าพเจ้าละสมบัติในเทวโลก อันมีความสุขเป็นเหตุใกล้มีประการต่างๆ มาสู่มนุษยโลกเพื่อต้องการจะรักษาศีล. เพราะฉะนั้นศีลของข้าพเจ้าจึงมากกว่าศีลของท่าน ดังนี้แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า
บุคคลใดละขาดการเล่น การยินดีในกามได้ทั้งหมด ไม่พูดเหลาะแหละแม้น้อยหนึ่งในโลก เว้นจากเมถุน เว้นจากตกแต่งร่างกาย. นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกคนนั้น นั่นแลว่า เป็นผู้สงบในโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขิฑฺฑํ ได้แก่ การเล่นทางกาย และการพูดเล่นทางวาจา. บทว่า รตึ ได้แก่ ความยินดีในกามคุณอันเป็นทิพย์. บทว่า กิญฺจิ แปลว่า แม้มีประมาณน้อย. บทว่า วิภูสนฏฺฐานา ความว่า การตกแต่งมี ๒ อย่างคือ การตกแต่งเนื้อ ๑ การตกแต่งผิวหนัง ๑. ในการตกแต่ง ๒ อย่างนั้น อาหารที่กลืนกินเข้าไปชื่อว่า การตกแต่งเนื้อ. การตกแต่งด้วยมาลา และเครื่องหอมเป็นต้น ชื่อว่า การตกแต่งผิวหนังอันเป็นเหตุ เป็นที่ตั้งแห่งอกุศลจิตที่เกิดความยินดี เว้นขาดจากความยินดีนั้น. บทว่า เมถุนสฺมา ความว่า เว้นขาดจากการซ่องเสพเมถุน. บทว่า ตํ เว นรํ สมณมาหุ โลเก ความว่า ก็วันนี้ เราละนางเทพอัปสรทั้งหลาย มาในมนุษยโลกนี้ทำสมณธรรม เพราะฉะนั้น ศีลของเราจึงมากกว่า.
แม้ท้าวสักกเทวราชก็ย่อมทรงสรรเสริญศีลของพระองค์เท่านั้น.
พระเจ้าธนัญชัยได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า วันนี้ ข้าพเจ้าละราชสมบัติที่หวงแหนเป็นอันมาก. และพระราชวังที่พรั่งพร้อมด้วยเหล่าหญิงนักฟ้อนหกหมื่น มาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในพระราชอุทยานนี้ ฉะนั้น ศีลของข้าพเจ้าจึงมากกว่า ดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
นรชนใดแล กำหนดรู้วัตถุกาม และกิเลสกามด้วยปริญญาแล้ว. สละวัตถุกามและกิเลสกามทั้งปวงได้เด็ดขาด. นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกนรชนนั้นแล ผู้ฝึกตนแล้วมีตนอันมั่นคง ปราศจากตัณหาเป็นเหตุยึดถือว่าของเรา หมดความหวังว่า เป็นผู้สงบในโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริคฺคหํ ได้แก่ วัตถุกามมีประการต่างๆ. บทว่า โลภธมฺมํ ได้แก่ ตัณหาที่เกิดขึ้นในเพราะวัตถุกามนั้น. บทว่า ปริญฺ?าย ความว่า กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ เหล่านี้คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา. ความรู้สภาวะแห่งขันธ์เป็นต้น ชื่อ ญาตปริญญา. ในบรรดาปริญญา ๓ อย่างนั้น กิริยาที่ใคร่ครวญ พิจารณาเห็นโทษในขันธ์ทั้งหลาย ชื่อว่า ตีรณปริญญา. กิริยาที่เห็นโทษในขันธ์เหล่านั้น แล้วพรากความติดอยู่ด้วยอำนาจความพอใจ ชื่อว่า ปหานปริญญา. ชนเหล่าใดกำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ เหล่านี้แล้ว สละละทิ้งวัตถุกาม และกิเลสกามไปอยู่. บทว่า ทนฺตํ ได้แก่ ผู้หมดพยศแล้ว. บทว่า €ิตตฺตํ ได้แก่ มีสภาวะตั้งอยู่ โดยความไม่มีแห่งมิจฉาวิตก. บทว่า อมมํ ได้แก่ ไม่มีตัณหาเป็นเหตุยึดถือว่าของเรา. บทว่า นิราสํ ได้แก่ มีจิตหมดห่วงใย ด้วยบุตรและภรรยาเป็นต้น. บทว่า ตํ เว นรํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียกบุคคล เห็นปานนั้นว่า ผู้สงบดังนี้.
ดังนั้น พระราชาทั้ง ๔ พระองค์นั้น ต่างสรรเสริญศีลของตนๆ เท่านั้นว่า มีมากกว่าดังนี้แล้ว. จึงตรัสถามพระเจ้าธนัญชัยว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ก็ใครๆ เป็นบัณฑิตในสำนักของพระองค์ ที่จะพึงบรรเทาความสงสัยของพวกเรามีอยู่หรือ. พระเจ้าธนัญชัยตรัสตอบว่า มีอยู่มหาราชเจ้า คือวิธุรบัณฑิต ผู้ดำรงตำแหน่งอรรถธรรมานุสาสน์. เป็นผู้ทรงปัญญา หาผู้เสมอเหมือนมิได้. จักบรรเทาความสงสัยของพวกเราได้. พวกเราจงพากันไปยังสำนักของวิธุรบัณฑิตนั้นเถิด. พระราชาทั้ง ๓ พระองค์นั้น ทรงรับคำพร้อมกันแล้ว. ลำดับนั้น พระราชาเหล่านั้นทั้งหมดพากันเสด็จออกจากพระราชอุทยาน ไปสู่โรงธรรมสภา. รับสั่งให้ประดับธรรมาสน์ เชิญพระโพธิสัตว์ให้นั่ง ณ ท่ามกลางบัลลังก์อันประเสริฐ. ทำปฏิสันถารแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. แล้วได้ตรัสกะบัณฑิตว่า ความสงสัยเกิดขึ้นแก่พวกเรา ขอท่านจงทรงบรรเทาความสงสัยนั้นเถิด ดังนี้แล้ว. ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอถามบัณฑิต ผู้มีปัญญาไม่ต่ำทราม สามารถรู้เหตุและมิใช่เหตุ ควรทำและไม่ควรทำ. ด้วยการโต้เถียงกันในเรื่องศีล ได้เกิดมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย. ขอท่านได้โปรดตัดความสงสัย คือวิจิกิจฉาทั้งหลายให้ในวันนี้. จงช่วยพวกข้าพเจ้าทั้งปวงให้ข้ามพ้นความสงสัย ในวันนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตฺตารํ ได้แก่ ท่านผู้สามารถทราบเหตุและมิใช่เหตุ อันได้แก่เหตุที่ควรทำและไม่ควรทำ. บทว่า วิคฺคโห อตฺถิ ชาโต ความว่า การกล่าวขัดแย้งกันในเรื่องศีล คือการโต้เถียงกันในเรื่องศีลเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นอยู่. บทว่า ฉินฺทชฺช ความว่า วันนี้ท่านจงตัดความสงสัย คือความลังเลใจนั้นของข้าพเจ้าทั้งหลาย. เหมือนท้าวสักกเทวราชตัดยอดเขาสิเนรุด้วยเพชร ฉะนั้น. บทว่า วิตเรมุ แปลว่า ให้พวกข้าพเจ้าข้ามไป.
ลำดับนั้น วิธุรบัณฑิตได้สดับพระกระแสรับสั่งของพระราชาทั้ง ๔ พระองค์นั้น. จึงทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เรื่องโต้เถียงกันที่อาศัยศีลของพระองค์ทั้งหลายเกิดแล้วนั้น. ข้าพระองค์จะทราบได้อย่างไรว่า พระกระแสรับสั่งนั้น เช่นไรผิด เช่นไรถูก. ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า
บัณฑิตทั้งหลาย ผู้ที่เห็นข้อความแต่จะตัดสินความ ด้วยอุบายอันแยบคายได้. ในเมื่อโจทก์และจำเลยบอกข้อที่พิพาทกันให้ตลอด. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งทวยราษฎร์ ข้าพระองค์ขอพระวโรกาส บัณฑิตผู้ฉลาดทั้งหลาย เมื่อโจทก์และจำเลย ไม่บอกข้อความให้แจ้ง จะพึงตัดสินพิจารณาข้อความนั้น ได้อย่างไร. เหตุนั้น ขอพระองค์ตรัสเล่าข้อความให้ข้าพระองค์ทราบก่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถทสฺส ความว่า ผู้สามารถเพื่อเห็นข้อความ. บทว่า ตตฺถ กาเล ความว่า ในกาลที่โจทก์และจำเลยบอก ข้อความที่ทะเลาะกันนั้น กาลที่ควรและไม่ควร. บัณฑิตทั้งหลาย เมื่อบอกข้อความนั้น ย่อมกล่าวโดยแยบคาย. บทว่า อตฺถํ เนยฺยํ กุสลา ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งทวยราษฎร์ บัณฑิตทั้งหลาย แม้เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม เมื่อโจทก์และจำเลยไม่บอกข้อความให้แจ้งชัด จะพึงพิจารณาข้อความนั้นได้อย่างไร. วิธุรบัณฑิต เรียกพระราชาทั้งหลายว่า ผู้เป็นจอมแห่งทวยราษฎร์. เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงตรัสข้อความนี้ให้ ข้าพเจ้าทราบก่อน.
พระมหาสัตว์ ทูลต่อไปว่า
พระยานาคราชตรัสว่าอย่างไร พระยาครุฑตรัสว่าอย่างไร ท้าวสักกเทวราชตรัสว่าอย่างไร ส่วนมหาราชเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งชาวกุรุรัฐตรัสว่าอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺธพฺพราชา วิธุรบัณฑิตกล่าวหมายเอาท้าวสักกเทวราช.
ลำดับนั้น พระราชาทั้ง ๔ พระองค์นั้นตรัสพระคาถาตอบพระมหาสัตว์นั้นว่า
พระยานาค ย่อมทรงสรรเสริญอธิวาสนขันติ กล่าวคือ ความไม่โกรธในบุคคล แม้ผู้ควรโกรธ. พระยาครุฑ ย่อมทรงสรรเสริญการไม่ทำความชั่ว เพราะเหตุแห่งอาหาร กล่าวคือ บริโภคอาหารแต่น้อย. ท้าวสักกเทวราชทรงสรรเสริญการละความยินดีในกามคุณ ๕. พระเจ้ากุรุรัฐทรงสรรเสริญความไม่มีความกังวล.
พึงทราบคำอันเป็นคาถานั้นดังต่อไปนี้ว่า ดูก่อนบัณฑิต พระยานาคราชสรรเสริญอธิวาสนขันติ กล่าวการไม่โกรธในบุคคล แม้ผู้ควรโกรธ. พระยาครุฑย่อมสรรเสริญการไม่ทำความชั่ว เพราะเหตุแห่งอาหาร กล่าวคือการบริโภคอาหารน้อย. ท้าวสักกเทวราช ทรงสรรเสริญการละความยินดีในกามคุณ ๕. พระเจ้ากุรุรัฐ ทรงสรรเสริญความไม่มีความกังกล.
พระมหาสัตว์ได้สดับพระกระแสรับสั่งของพระราชาทั้ง ๔ พระองค์แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า
พระกระแสรับสั่งทั้งปวงนี้ เป็นสุภาษิตทั้งหมด แท้จริงพระกระแสรับสั่งเหล่านี้ จะเป็นทุพภาษิตเพียงเล็กน้อยหามิได้. คุณธรรม ๔ ประการนี้ตั้งมั่นอยู่ในนรชนใด เป็นดังกำเกวียนที่รวมกันอยู่ ที่ดุมเกวียน. บัณฑิตเรียกนรชนผู้ประกอบพร้อมด้วยธรรม ๔ ประการนั้นแลว่า เป็นผู้สงบในโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตานิ ความว่า คุณชาติทั้ง ๔ ประการนี้ ตั้งมั่นด้วยดีในบุคคลใด เป็นดังกำเกวียนตั้งรวมกันอยู่ด้วยดีที่คุมเกวียน. ฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลนั้น ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ว่าผู้สงบในโลกฉะนั้น.
พระมหาสัตว์ได้ทำศีลของพระราชาทั้ง ๔ พระองค์ให้มีคุณสม่ำเสมอกันทีเดียว อย่างนี้.
ท้าวเธอทั้ง ๔ ครั้นได้ทรงสดับดังนั้น ต่างมีพระหฤทัยร่าเริงยินดี. เมื่อจะทรงชมเชยพระมหาสัตว์ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ท่านเป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีใครเทียมถึง มีปัญญาดี รักษาธรรม และรู้แจ้งธรรม วิเคราะห์ปัญหาของพวกข้าพเจ้าได้ด้วยดี ด้วยปัญญาของตน. พวกข้าพเจ้าอ้อนวอนท่านว่า ขอท่านผู้เป็นปราชญ์ จงตัดความสงสัยลังเลใจของพวกข้าพเจ้า ให้ขาดไปในวันนี้เหมือนช่างทำงาช้าง ตัดงาช้างให้ขาดไปด้วยเลื่อยอันคม ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวมนุตฺตโรสิ ความว่า ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมไม่มีผู้เทียมถึง ชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีผู้ยอดเยี่ยมเท่าท่าน. บทว่า ธมฺมคู ความว่า ทั้งเป็นผู้รักษาธรรมและรู้ธรรม. บทว่า ธมฺมวิทู ความว่า ผู้มีธรรมเป็นที่ปรากฏ. บทว่า สุเมโธ ความว่า ผู้มีปัญญาดี. บทว่า ปญฺ?าย ความว่า ศึกษาปัญหาของพวกเราเป็นอย่างดีด้วยปัญญาแล้ว ก็ทราบความจริงว่า ในเรื่องนี้มีเหตุอย่างนี้. บทว่า อจฺเฉจฺฉ ความว่า ขอท่านผู้ทรงเป็นปราชญ์ โปรดตัดสินข้อสงสัยของพวกข้าพเจ้า และเมื่อตัดสินอย่างนี้ โปรดให้คำขอร้องของพวกข้าพเจ้านี้จบสิ้นว่า ท่านได้ตัดสินข้อสงสัย คือวิจิกิจฉาแล้วดังนี้. บาทคาถาว่า จุนฺโท ยถา นาคทนฺตํ ขเรน ความว่า ขอท่านช่วยตัดข้อสงสัย เหมือนนายช่างทำงาช้าง ตัดงาช้างด้วยเลื่อยเล่มคม ฉะนั้น.
พระราชาแม้ทั้ง ๔ พระองค์นั้น ครั้นตรัสชมเชยพระมหาสัตว์อย่างนั้นแล้ว ต่างทรงพอพระหฤทัย ด้วยพยากรณ์ปัญหาของพระมหาสัตว์. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงทรงบูชาพระมหาสัตว์ ด้วยผ้าทุกุลพัสตร์อันเป็นทิพย์. พระยาครุฑบูชาด้วยมาลัยทอง วรุณนาคราชบูชาด้วยแก้วมณี พระเจ้าธนัญชัยบูชาด้วยวัตถุต่างๆ มีโคนมนับจำนวนพันเป็นต้น. พระราชาทั้ง ๔ พระองค์นั้นได้ตรัสอย่างนี้ว่า
ดูก่อนท่านผู้เป็นนักปราชญ์ ข้าพเจ้ายินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา นี้ผ้าทิพย์สีดอกบัวเขียว ปราศจากมลทิน เนื้อละเอียดดังควันเพลิง หาค่ามิได้. ข้าพเจ้าให้แก่ท่านเพื่อบูชาธรรม. พระยาครุฑบูชาด้วยดอกไม้ทองตรัสว่า ดูก่อนท่านผู้เป็นนักปราชญ์ ข้าพเจ้ายินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหานี้. ดอกไม้ทอง มีกลีบร้อยกลีบแย้มออกแล้ว มีเกสรแล้วด้วยแก้วนับด้วยพัน. ข้าพเจ้าให้แก่ท่านเพื่อบูชาธรรม. พระยาวรุณนาคราชบูชาด้วยแก้วมณีตรัสว่า ดูก่อนท่านผู้เป็นนักปราชญ์ ข้าพเจ้ายินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหานี้. แก้วมณีอันเป็นเครื่องประดับของข้าพเจ้า มีสีงดงามผุดผ่อง หาค่ามิได้. ข้าพเจ้าให้แก่ท่านเพื่อบูชาธรรม. พระเจ้าธนัญชัยทรงบูชาด้วยวัตถุต่างๆ มีโคนมพันหนึ่ง เป็นต้น. แล้วมีพระราชดำรัสว่า ข้าพเจ้ายินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา โคนมพันหนึ่งและโคอุสุภราชนายฝูง รถ ๑๐ คัน เทียมด้วยอาชาไนย บ้านส่วย ๑๖ บ้านเหล่านี้. ข้าพเจ้าให้แก่ท่านเพื่อบูชาธรรม.
พระราชาทั้ง ๔ พระองค์ มีท้าวสักกเทวราชเป็นต้น ครั้นทรงบูชาพระมหาสัตว์แล้ว ได้เสด็จไปยังที่ประทับของพระองค์ตามเดิม ด้วยประการฉะนี้.
จบจตุโปสถกัณฑ์

บรรดาพระราชา ๔ พระองค์นั้น พระยานาคมีพระชายานามว่า พระนางวิมลาเทวี. พระนางนั้น เมื่อไม่เห็นเครื่องประดับแก้วมณีที่พระศอของพระยานาค. จึงทูลถามว่า แก้วมณีของพระองค์หายไปไหนเล่า พระเจ้าข้า. ท้าวเธอจึงตรัสว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราได้สดับธรรมกถาของวิธุรบัณฑิต บุตรแห่งจันทพราหมณ์ มีจิตเลื่อมใส. จึงเอาแก้วมณีนั้นบูชาเธอ จะบูชาแต่เราคนเดียว ก็หามิได้. แม้ท้าวสักกเทวราชก็ยังทรงบูชาเธอ ด้วยผ้าทุกุลพัสตร์อันเป็นทิพย์. พระยาครุฑบูชาเธอด้วยดอกไม้ทอง. พระเจ้าธนัญชัยทรงบูชาเธอด้วยวัตถุต่างๆ มีโคนมพันหนึ่ง เป็นต้น. พระนางทูลถามว่า พระวิธุรบัณฑิตนั้นเป็นพระธรรมกถึกหรือ พระเจ้าข้า. ดูก่อนนางผู้เจริญแล้วจะพูดไปไยเล่า พระราชา ๑๐๑ พระองค์ในชมพูทวีปทั้งสิ้น. ล้วนพอพระหฤทัยในธรรมกถา อันไพเราะของเธอ เหมือนกับกาลอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้ายังเป็นไปอยู่ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น. จนจะเสด็จกลับไปยังแว่นแคว้นของตนๆ ไม่ได้ เป็นดังกระแสเสียงพิณ ชื่อหัตถีกันต์. ประโลมฝูงช้างตกมันให้ใคร่ เธอเป็นธรรมกถึกเอก แสดงธรรมไพเราะจับใจยิ่งนัก. พระยาวรุณนาคราชทรงสรรเสริญคุณของพระมหาสัตว์ ด้วยประการฉะนี้.
พระนางได้สดับคุณกถาของพระวิธุรบัณฑิต ใคร่จะสดับธรรมกถาของท่าน. จึงทรงดำริว่า หากเราจะทูลว่า หม่อมฉันใคร่จะฟังธรรมกถาของพระวิธุรบัณฑิต ขอพระองค์โปรดให้เชิญมาในนาคพิภพนี้เถิด พระเจ้าข้า ดังนี้. ท้าวเธอจักไม่โปรดให้เชิญมาให้แก่เรา อย่ากระนั้นเลย เราควรจะแสดงอาการดังเป็นไข้ ด้วยปรารถนาดวงหฤทัยวิธุรบัณฑิตนั้น. พระนางครั้นกระทำอย่างนั้นแล้ว ให้สัญญาแก่เหล่านักสนม. จึงเสด็จเข้าบรรทมอยู่ ณ พระแท่นอันประกอบด้วยสิริ. พระยานาคราช เมื่อไม่ทรงเห็นพระนางวิมลาเทวีในเวลาเข้าเฝ้า จึงตรัสถามว่า พระนางวิมลาไปไหน? เมื่อเหล่านางนักสนมทูลว่า พระนางทรงประชวร พระเจ้าข้า. ท้าวเธอจึงเสด็จลุกจากพระราชอาสน์ เสด็จไปยังสำนักแห่งพระนางวิมลานั้น ประทับนั่งข้างพระแท่น ทรงลูบคลำพระสรีระกายของพระนางอยู่ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
เธอเป็นไรไป มีผิวพรรณเหลืองซูบผอม ถดถอยกำลัง ในปางก่อน รูปโฉมของเธอไม่ได้เป็นเช่นนี้เลย. ดูก่อนพระน้องวิมลา พี่ถามแล้ว จงบอกเวทนาในร่างกายของเธอ เป็นเช่นไร?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑุ แปลว่า มีผิวพรรณดังใบไม้เหลือง. บทว่า กีสิยา แปลว่า ซูบผอม. บทว่า ทุพฺพลา แปลว่า มีกำลังน้อย. บทว่า วณฺณรูเป น ตเวทิสํ ปุเร ความว่า รูปกล่าวคือวรรณะของเจ้า มิได้เป็นเหมือนในก่อนเลย คือในก่อนไม่มีโทษไม่เศร้าหมอง. แต่บัดนี้รูปนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป มีภาวะไม่เป็นที่ชื่นใจเลย. พระยานาคตรัสเรียกพระนางวิมลาเทวีว่า วิมลา. ดูก่อนพระน้องวิมลา ดังนี้.

ลำดับนั้น พระนางวิมลาเทวี เมื่อจะทูลบอกความนั้นแก่ท้าวเธอ จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมหมู่นาค ชื่อว่า ความอยากได้โน่นอยากได้นี่. เขาเรียกกันว่า เป็นธรรมดาของหญิงทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสุด ในหมู่นาค. หม่อมฉันอยากได้ดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต ที่บุคคลนำมาได้โดยชอบ เพคะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาวะ. บทว่า มาตีนํ ได้แก่ หญิงทั้งหลาย. บทว่า ชนินฺท แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่นาค. สองบาทคาถาว่า ธมฺมาหฏํ นาคกุญฺชร วิธุรสฺส หทยาภิปตฺถเย ความว่า ข้าแต่นาคผู้ประเสริฐสุด เมื่อดิฉันอยากได้ดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตที่พระองค์นำมาได้ โดยชอบธรรม ไม่ใช่โดยกรรมที่สาหัส. ชีวิตของหม่อมฉันจะยังทรงอยู่ได้. ถ้าเมื่อดิฉันไม่ได้ไซร้ หม่อมฉันเห็นจะมรณะอยู่ในที่นี้แล. พระนางตรัสอย่างนั้น หมายถึงปัญญาของวิธุรบัณฑิตนั้น.

ดูก่อนพระน้องวิมลา เธอปรารถนาดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตนั้น ดังจะปรารถนา พระจันทร์ พระอาทิตย์ หรือลม เพราะว่าวิธุรบัณฑิตยากที่บุคคลจะเห็นได้ ใครจะนำวิธุรบัณฑิตมาในนาคพิภพนี้ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุลฺลเภ หิ วิธุรสฺส ทสฺสเน ความว่า การเห็นวิธุรบัณฑิต ผู้มีเสียงอันไพเราะ หาผู้เสมือนมิได้นั้น หาได้ยาก. ด้วยว่า พระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น ทรงจัดการพิทักษ์ รักษา ป้องกันวิธุรบัณฑิต อย่างกวดขันประกอบโดยธรรม. แม้ใครๆ จะเห็นก็เห็นไม่ได้ ใครเล่าจะนำวิธุรบัณฑิตนั้นมาในนาคพิภพนี้ได้.

พระนางวิมลาเทวีได้สดับพระสวามีตรัสดังนั้นจึงทูลว่า เมื่อหม่อมฉันไม่ได้ จักตายในที่นี้แล. แล้วเบือนพระพักตร์ผันพระปฤษฎางค์ ให้แก่พระสวามี เอาชายพระภูษาปิดพระพักตร์บรรทมนิ่งอยู่ พระยานาคเสด็จไปสู่ห้องที่ประกอบด้วยสิริของพระองค์ ประทับนั่งลงเหนือพระแท่นบรรทม ทรงเข้าพระทัยว่า พระนางวิมลาเทวีจะให้เอาเนื้อหทัยของวิธุรบัณฑิตมาให้ จึงทรงพระดำริว่า เมื่อพระนางวิมลาไม่ได้ดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต ชีวิตของเธอจักหาไม่ ทำอย่างไรหนอ เราจึงจักได้เนื้อหทัยของวิธุรบัณฑิตนั้น. ลำดับนั้น นางนาคกัญญานามว่า อิรันทตี นางเป็นธิดาของพระยานาคนั้น ประดับด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพ มาสู่ที่เฝ้าพระบิดาด้วยสิริวิลาสอันใหญ่ ถวายบังคมพระบิดาแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เห็นพระอินทรีย์ของพระบิดาผิดปกติ จึงทูลว่า ข้าแต่สมเด็จพ่อ ดูเหมือนสมเด็จพ่อได้รับความน้อยพระทัย เป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นเพราะเหตุไรหนอ พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาว่า
ข้าแต่สมเด็จพระบิดา เหตุไรหนอ สมเด็จพระบิดาจึงทรงซบเซา พระพักตร์ของสมเด็จพระบิดา เป็นเหมือนดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ ข้าแต่สมเด็จพระบิดาผู้เป็นใหญ่ เป็นที่เกรงขามของศัตรู เหตุไรหนอ สมเด็จพระบิดาจึงทรงเป็นทุกข์พระทัย อย่าทรงโศร้าโศกไปเลย เพคะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปชฺฌายสิ ได้แก่ คิดบ่อยๆ. บทว่า หตฺถคตํ ความว่า พระพักตร์ของพระองค์ เป็นเหมือนดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ. บทว่า อิสฺสร ความว่า ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นเจ้าของมณฑลนาคพิภพ ซึ่งมีประมาณห้าร้อยโยชน์.

พระยานาคราชทรงสดับคำของธิดา เมื่อจะทรงบอกเรื่องนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
อิรันทตีลูกรัก ก็พระมารดาของเจ้าปรารถนาดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต เพราะวิธุรบัณฑิต ยากที่บุคคลจะเห็นได้. ใครจะนำวิธุรบัณฑิต มาในนาคพิภพนี้ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนิยฺยติ แปลว่า ย่อมปรารถนา. ลำดับนั้นพระยานาคราชจึงตรัสกะเธอว่า ดูก่อนลูกหญิง บุคคลผู้สามารถเพื่อจะนำ วิธุรบัณฑิตมาในสำนักของเราได้ก็ไม่มี. เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาเถิด จงไปแสวงหาภัสดาผู้สามารถนำ ดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตมาให้ได้.

เมื่อจะส่งธิดาไป จึงตรัสกึ่งคาถาว่า
เจ้าจงไปเที่ยวแสวงหาภัสดา ซึ่งสามารถนำวิธุรบัณฑิตมาในนาคพิภพนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จร แปลว่า จงเที่ยวไป.

พระยานาคนั้นได้ตรัสถ้อยคำ แม้ที่ไม่สมควรแก่ธิดา เพราะถูกกิเลสครอบงำด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า
ก็นางนาคมาณวิกานั้น ได้สดับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว เป็นผู้มีจิตชุ่มด้วยกิเลส ออกเที่ยวแสวงหาสามีในเวลากลางคืน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวสฺสตี จริ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางนาคมาณวิกานั้น ได้สดับคำพระบิดาแล้ว. จึงปลอบโยนพระบิดาให้เบาพระทัย แล้วไปสู่สำนักพระมารดาแล้ว. ไปยังห้องอันประกอบด้วยสิริของตน ประดับพร้อมสรรพนุ่งผ้าสีดอกคำผืนหนึ่ง ทำเฉวียงบ่าผืนหนึ่ง. แหวกน้ำเป็นสองส่วน ออกจากนาคพิภพไปในคืนนั้นเอง. เหาะไปสู่กาฬคิรีบรรพต มีแท่งทึบเป็นอันเดียว มีสีดังดอกอัญชันสูงได้ ๖๐ โยชน์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ฝั่งสมุทร ณ หิมวันตประเทศ. เป็นผู้มีจิตชุ่มด้วยอำนาจกิเลส ได้เที่ยวแสวงหาภัสดาแล้ว.

นางอิรันทตีนาคกัญญานั้น เก็บดอกไม้ในหิมวันตประเทศนั้น ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่น มาประดับยอดบรรพตทั้งสิ้น ให้เป็นดุจพนมแก้วมณี ลาดดอกไม้ที่พื้นเบื้องบนแห่งบรรพตนั้น ฟ้อนรำด้วยท่าทางอันงามเพริศพริ้ง ขับร้องเพลงขับไพเราะจับใจ ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า
คนธรรพ์ รากษส นาค กินนร หรือมนุษย์คนไหนเป็น ผู้ฉลาดสามารถจะให้สิ่งทั้งปวงได้ คนนั้นจักได้เป็นสามีของเรา ตลอดกาลนาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เก คนฺธพฺเพ จ รกฺขเส นาเค ความว่า คนธรรพ์ รากษส หรือนาคก็ตาม. บทว่า เก ปณฺฑิเต สพฺพกามทเท ในบรรดาคนธรรพ์เป็นต้นนั้น คนไหนเป็นผู้ฉลาดสามารถ เพื่อจะให้สมบัติอันน่าใคร่ทุกอย่าง เมื่อนำมโนรถของมารดาของเรา ผู้ปรารถนาดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตมา ผู้นั้นจักได้เป็นภัสดาของเราตลอดกาลนาน.

ขณะนั้น ปุณณกยักษ์เสนาบดี หลานของท้าวเวสวัณมหาราช เผ่นขึ้นม้ามโนมัยสินธพสูงประมาณ ๓ คาวุต เหาะไปสู่ยักษ์สมาคมที่พื้นมโนศิลา เหนือยอดกาฬาคิรีบรรพต ได้ยินเสียงแห่งนางอิรันทตีนาคกัญญานั้น เสียงขับร้องของนางอิรันทตี ได้ตัดผิวหนังเป็นต้นของปุณณกยักษ์ เข้าไปกระทั่งถึงเยื่อในกระดูก เพราะเคยอยู่ร่วมกันในอัตภาพถัดมา. ปุณณกยักษ์นั้นมีจิตปฏิพัทธ์ ชักม้ากลับคืน นั่งอยู่บนหลังม้าสินธพนั้นแล เล้าโลมนางให้ยินดีว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ พี่เป็นผู้สามารถนำดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตมาให้ ได้โดยชอบธรรมด้วยปัญญาของพี่ อย่าคิดวิตกไปเลย แล้วกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า

ดูก่อนนางผู้มีนัยน์ตาหาที่ติไม่ได้ เธอจงเบาใจเถิด. เราจักเป็นสามีของเธอ จักเป็นผู้เลี้ยงดูเธอเพราะปัญญาของเรา. อันสามารถจะนำเนื้อหทัยของวิธุรบัณฑิตมาให้ จงเบาใจเถิด เธอจักเป็นภรรยาของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนินฺทโลจเน แปลว่า ผู้มีขนตางามที่จะพึงตำหนิมิได้. บทว่า ตถาวิธาหิ ความว่า อันสามารถนำมาซึ่งเนื้อหทัยของวิธุรบัณฑิตมาได้. บทว่า อสฺสาส ความว่า เจ้าจงได้ความดีใจไว้วางใจเถิด. บทว่า เหสฺสสิ ความว่า เจ้าจักเป็นภรรยาของพี่.

เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า นางอิรันทตีผู้มีใจกำหนัดรักใคร่ เพราะเคยร่วมอภิรมย์กันมาในภพก่อน. ได้กล่าวกะปุณณกยักษ์ว่า มาเถิดท่าน เราจักไปในสำนักพระบิดาของดิฉัน พระบิดาของดิฉันจักตรัสบอกเนื้อความนั้นแก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า ปุพฺพปถานุคเตน เจตสา ความว่า นางมีใจกำหนัดรักใคร่ในปุณณกยักษ์นั้น ผู้เคยเป็นสามีมาในอัตภาพถัดมา เพราะเคยร่วมอภิรมย์กันมา ในกาลก่อนนั่นแล. บทว่า เอหิ คจฺฉาม ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุณณกยักษ์เสนาบดีนั้น ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้วจึงคิดว่า เราจักขึ้นหลังม้านี้ นำไปลงเหนือยอดบรรพต. จึงเหยียดมือออกจับมือนางอิรันทตีนั้น. ฝ่ายนางอิรันทตีนั้นไม่ให้จับมือตน จับมือปุณณกยักษ์ที่เหยียดออกไปเสียเอง. แล้วกล่าวว่า ข้าแต่นาย ดิฉันมิใช่คนไร้ที่พึ่ง. พระยานาคนามว่า วรุณ เป็นบิดาของดิฉัน. พระนางวิมลาเทวีเป็นมารดาของดิฉัน. มาเถิดท่าน ดิฉันจะพาไปสู่สำนักแห่งบิดาของดิฉัน เราทั้งสองจะควรทำมงคลด้วย. ประการใด ท้าวเธอคงตรัสบอกเนื้อความนั้นแก่ท่านด้วยประการนั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
นางอิรันทตีประดับประดานุ่งผ้าเรียบร้อย ทัดทรงดอกไม้ ประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ จูงมือปุณณกยักษ์เข้าไปสู่สำนักแห่งพระบิดา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิตุ สนฺติกมุปาคมิ ความว่า เข้าไปสู่สำนักพระบิดา.

ฝ่ายปุณณกยักษ์ติดตามไปยังสำนักแห่งพระยานาค เมื่อจะทูลขอนางอิรันทตี จึงทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหมู่นาค ขอพระองค์ได้ทรงโปรดสดับถ้อยคำของข้าพระองค์. ขอพระองค์จงทรงรับสินสอดตามสมควร. ข้าพระองค์ปรารถนาพระนางอิรันทตี. ขอพระองค์ได้ทรงโปรดกรุณาให้ ข้าพระองค์ได้ทรงอยู่ร่วมกับพระนางอิรันทตีเถิด. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอได้ทรงพระกรุณารับสินสอดนั้นคือ ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ รถเทียมม้า ๑๐๐ เกวียน บรรทุกของเต็ม ล้วนแก้วต่างๆ ๑๐๐. ขอได้โปรดพระราชทานพระราชธิดาอิรันทตี แก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุงฺกยํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงรับเอาทรัพย์ คือสินสอดเพื่อพระราชา ตามสมควรแก่ตระกูล และประเทศของพระองค์เถิด. บาทพระคาถาว่า ตาย สมงฺคึ กโรหิ มํ ตุวํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงพระกรุณากระทำ ข้าพระองค์ให้เป็นผู้อยู่ร่วมกับ พระนางอิรันทตีราชธิดานั้นเถิด. บทว่า พลภิยฺโย แปลว่า เกวียนอันเต็มไปด้วยสิ่งของ. บทว่า นานารตนสฺส เกวลา ความว่า ล้วนเต็มไปด้วยแก้วนานาชนิด.

ลำดับนั้น พระยานาคราชจึงตรัสกะปุณณกยักษ์นั้น ด้วยพระคาถาว่า
ขอท่านจงรออยู่จนกว่า เราจะได้ปรึกษาหารือกับบรรดาญาติมิตร และเพื่อนสนิทเสียก่อน กรรมที่กระทำด้วยการไม่ปรึกษาหารือ ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว อามนฺตเย ความว่า ดูก่อนยักษ์เสนาบดีผู้เจริญ เราจะให้ธิดาแก่ท่าน หรือจะไม่ให้ ก็หามิได้. แต่ว่าท่านจงรอก่อน เราจะปรึกษาหารือกะพวกญาติมิตร และเพื่อนที่สนิทดูก่อน. บาทพระคาถาว่า ตึ ปจฺฉา อนุตปฺปติ ความว่า พระยาวรุณนาคราชกล่าวว่า เพราะว่าหญิงทั้งหลายบางทีก็ยินดีรักใคร่กัน บางทีก็ไม่ยินดีรักใคร่กัน กรรมที่เราทำลงไปโดยมิได้ปรึกษาหารือใคร. เมื่อเวลาเขาไม่ยินดีรักใคร่ต่อกัน เพราะฉะนั้น พวกญาติมิตรและเพื่อนสนิท ย่อมจะไม่ช่วยกระทำความขวนขวาย. ด้วยเหตุที่กรรมที่เราทำ โดยมิได้ปรึกษาหารือกับเขา จึงเป็นเช่นนี้ กรรมนั้นย่อมจะนำมาซึ่งความเดือดร้อน ในภายหลัง.

ลำดับนั้น ท้าววรุณนาคราชเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ ปรึกษากะพระชายา เป็นพระคาถาความว่า
ปุณณกยักษ์มาขอลูกอิรันทตีกะเรา เราจะให้ลูกอิรันทตี ซึ่งเป็นที่รักของเราแก่ปุณณกยักษ์นั้น เพราะได้ทรัพย์เป็นจำนวนมากหรือ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวิสิตฺวา ความว่า ปล่อยปุณณกยักษ์ไว้ในที่นั้นนั่นเอง. พระองค์ก็เสด็จลุกขึ้น เข้าไปยังพระนิเวศน์ที่ชายาของพระองค์บรรทมอยู่ทันที. บทว่า ปิยํ มมํ ความว่า พระองค์ตรัสถามว่า เราจะให้ธิดาซึ่งเป็นที่รักของเรา โดยได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจเป็นอันมากหรือ?

พระนางวิมลาเทวี ตรัสว่า
ปุณณกยักษ์ไม่พึงได้ลูกอิรันทตีของเราเพราะทรัพย์ เพราะสิ่งที่ปลื้มใจ. ถ้าปุณณกยักษ์ได้หทัยของวิธุรบัณฑิตนำมาในนาคพิภพนี้ โดยชอบธรรม. เพราะความชอบธรรมนั่นแล เขาจะพึงได้ลูกสาวของเรา. หม่อมฉันปรารถนาทรัพย์อื่น ยิ่งกว่าหทัยของวิธุรบัณฑิต หามิได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺหํ อิรนฺทตี ความว่า อิรันทตีธิดาของเรา. บทว่า เอเตน จิตฺเตน ความว่า ด้วยอาการที่ยินดีนั้นนั่นแล.

ลำดับนั้น ท้าววรุณนาคราชเสด็จออกจากนิเวศน์ ตรัสเรียกปุณณกยักษ์มาตรัสว่า ท่านไม่พึงได้ลูกอิรันทตีของเรา เพราะทรัพย์ เพราะสิ่งเครื่องปลื้มใจ. ถ้าท่านได้หทัยของวิธุรบัณฑิตนำมา ในนาคพิภพนี้โดยชอบธรรม. ท่านจะพึงได้ลูกสาวของเรา เราปรารถนาทรัพย์อื่น ยิ่งไปกว่าหทัยของวิธุรบัณฑิต หามิได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า ปุณฺณกามนฺตยิตฺวาน ความว่า เรียกปุณณกยักษ์มา.

ปุณณกยักษ์ ทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ในโลกนี้คนบางพวกย่อมเรียก คนใดว่าเป็นบัณฑิต คนบางพวกกลับเรียกคนนั้น นั่นแลว่าเป็นพาล ในเรื่องนี้ คนทั้งหลายยังกล่าวแย้งกันอยู่ ขอได้ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ พระองค์ทรงเรียกใครว่าเป็นบัณฑิต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปณฺฑิโต ความว่า ได้ยินว่า ปุณณกยักษ์ได้สดับว่า ให้นำหทัยวิธุรบัณฑิตมาดังนี้ คิดว่า คนบางพวกเรียกคนใดว่า เป็นบัณฑิต แต่คนพวกอื่นก็เรียกคนนั้นแหละว่าเป็นพาล ทั้งที่แม่นางอิรันทตีบอกเราว่า วิธุรบัณฑิตแม้โดยแท้ ถึงกระนั้น เราจักทูลถามท้าวเธอให้รู้แน่นอนกว่านั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น จึงได้กล่าวอย่างนั้น.

พระยานาคราชตรัสว่า
บัณฑิตชื่อว่าวิธุระ ผู้ทำการสั่งสอนอรรถธรรมแก่พระเจ้าธนัญชัยโกรพยราช. ถ้าท่านได้ยินได้ฟังมาแล้ว ท่านจงไปนำบัณฑิตนั้นมา. ครั้นท่านได้มาโดยธรรมแล้ว อิรันทตีธิดาของเรา จงเป็นภรรยาของท่านเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมลทฺธา แปลว่า ได้มาแล้วโดยธรรม. บทว่า ปาทจราว แปลว่า เป็นหญิงบำเรอ.

ฝ่ายปุณณกยักษ์ได้สดับพระดำรัสของท้าววรุณนาคราชดังนี้แล้ว ยินดียิ่งนัก ลุกขึ้นแล้ว ไปสั่งบุรุษคนใช้ของตน ผู้อยู่ในที่นั้นว่า เจ้าจงนำม้าอาชาไนยที่ประกอบไว้แล้ว มา ณ ที่นี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสํสิ ได้แก่ สั่งบังคับคนใช้ของตน. บทว่า อาชญฺํ ได้แก่ ม้าสินธพผู้รู้เหตุ และมิใช่เหตุ. บทว่า ยุตฺตํ แปลว่า ประกอบเสร็จแล้ว.

พระโบราณาจารย์กล่าวพรรณนาม้าสินธพนั้น ไว้ว่า
ม้าสินธพอาชาไนยนั้น มีหูทั้งสองประดับด้วยทองคำ กีบหุ้มด้วยแก้วแดง มีเครื่องประดับอก ล้วนแล้วด้วยทองชมพูนุทอันสุกใส.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาตรูปมยา ความว่า เมื่อจะกล่าวพรรณนาม้าสินธพนั้น นั่นแล. จึงได้กล่าวอย่างนั้น. จริงอยู่ม้าสินธพมโนมัยนั้นมีหูทั้งสอง ล้วนแล้วด้วยทองคำ. บทว่า กาจมหิจมยา ขุรา ความว่า ม้าสินธพนั้น มีกีบล้วนแล้วด้วยแก้วมณี. บทว่า ชมฺโพนทสฺส ปากสฺส ความว่า มีเครื่องประดับอก ล้วนแล้วด้วยทองชมพูนุท มีสีแดงสุกปลั่ง.

บุรุษคนใช้นั้น นำม้าสินธพมาในขณะนั้นนั่นเอง ปุณณกยักษ์ ขึ้นขี่ม้าสินธพอาชาไนยนั้น. เหาะไปสู่สำนักของท้าวเวสวัณโดยทางอากาศ แล้วพรรณนาภพแห่งนาค แล้วบอกเรื่องนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงได้ตรัสว่า
ปุณณยักษ์ผู้ประดับประดาแล้ว แต่งผมและหนวดดีแล้ว ขึ้นม้าอันเป็นพาหนะของเทวดา เหาะไปในอากาศกลางหาว ปุณณกยักษ์นั้นกำหนัดแล้วด้วยกามราคะ ปรารถนานางอิรันทตีนาคกัญญา ไปทูลท้าวกุเวรเวสวัณผู้เรืองยศ ซึ่งเป็นใหญ่แห่งหมู่ยักษ์ว่า
ภพนาคนั้นเขาเรียกชื่อว่าโภควดีนครบ้าง วาสนครบ้าง หิรัญญวดีนครบ้าง เป็นเมืองที่บุญกรรมนิรมิต ล้วนแต่ทองคำ สำเร็จแก่พระยานาค ผู้บริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ทุกอย่าง ป้อมและเชิงเทิน สร้างโดยสัณฐานคออูฐ ล้วนแล้วด้วยแก้วแดงและแก้วลาย ในนาคพิภพนั้น มีปราสาทล้วนแล้วด้วยหิน มุงด้วยกระเบื้องทองในนาคพิภพนั้น. มีไม้มะม่วง ไม้หมากเม่า ไม้หว้า ไม้ตีนเป็ด ไม้จิก ไม้การะเกด ไม้ประยงค์ ไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะม่วงหอม ไม้ชะบา. ไม้ยางทราย ไม้จำปา ไม้กากะทิง มะลิซ้อน มะลิลา และไม้กะเบา ต้นไม้ในนาคพิภพเหล่านี้ มีกิ่งต่อกันและกัน งามยิ่งนัก. ในนาคพิภพนั้น มีต้นอินทผาลัม อันสำเร็จด้วยแก้วอินทนิล มีดอกและผลล้วนไปด้วยทอง เนืองนิตย์.
ท้าววรุณนาคราชผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้ผุดขึ้นเกิดอยู่ในนาคพิภพนั้น. มเหสีของพระยานาคราชนั้น กำลังรุ่นสาว ทรงพระนามว่า วิมลา มีพระรูป พระโฉมอันประกอบด้วยสิริ. งดงามดังก้อนทองคำ. สะโอดสะองดังหน่อเถาจิงจ้อดำ. พระถันทั้งคู่มีสัณฐานดังผลมะพลับ น่าดูยิ่งนัก. พระฉวีวรรณแดง ดังน้ำครั่ง. เปรียบเหมือนดอกกรรณิการ์อันแย้มบาน. เปรียบดังนางอัปสร ผู้อยู่ในสวรรค์ชั้นไตรทศ. หรือเปรียบเหมือนสายฟ้า อันแลบออกจากกลีบเมฆ.
ข้าพระองค์ผู้เป็นใหญ่ พระนางวิมลานั้นทรงแพ้พระครรภ์ ทรงปรารถนาดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต. ข้าพระองค์ จะถวายดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต แก่ท้าววรุณนาคราชและพระนางวิมลา. เพราะการนำดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตไปถวายแล้ว. ท้าววรุณนาคราช และพระนางวิมลา จะพระราชทานพระนางอิรันทตีราชธิดาแก่ข้าพระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทววาหวหํ ความว่า พาหนะที่จะพึงนำไป ย่อมนำพาหนะ กล่าวคือเทวดาไป. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เทววาหวหะ นำไปด้วยพาหนะเทวดา. บทว่า ยานํ ความว่า ชื่อว่ายาน เพราะเป็นเครื่องนำไป คือเป็นเครื่องไป. บทว่า กปฺปิตเกสมสฺสุ ความว่า แต่งผมและหนวดดีแล้ว ด้วยอำนาจประดับ ถามว่า ก็ธรรมดา การแต่งผมและหนวดของเทวดาทั้งหลาย ย่อมไม่มี แต่ก็กล่าวถ้อยคำให้วิจิตรไป. บทว่า ชิคึสํ แปลว่า ผู้ปรารถนา. บทว่า เวสฺสวณํ ได้แก่ พระราชาผู้เป็นอิสระแห่งราชธานี ประจำทิศอีสาน. บทว่า กุเวรํ ได้แก่ ผู้มีชื่อว่า กุเวร อย่างนั้น. บทว่า โภควตี นาม ได้แก่ ผู้ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นมีโภคสมบัติสมบูรณ์. บทว่า มนฺทิเร ความว่า พระราชมนเทียร คือพระราชวัง. บทว่า วาสา หิรญฺญวตี ความว่า ท่านเรียกว่าที่ประทับ เพราะเป็นที่ประทับ ของพระยานาค และกล่าวว่า หิรญฺญวตี เพราะพระที่นั่งหิรัญญวดี แวดล้อมไปด้วยกำแพงทอง. บทว่า นครํ นิมิตฺตํ แปลว่า มีนครเป็นเครื่องหมาย. บทว่า กาญฺจนมเย แปลว่า สำเร็จแล้วด้วยทอง. บทว่า มณฺฑลสฺส ได้แก่ ประกอบด้วยโภคมณฑล. บทว่า นิฏฺ€ิตํ แปลว่า สำเร็จในเพราะการทำ. บทว่า โอฏฺ?คีวิโย ได้แก่ กระทำโดยสัณฐานดังคออูฐ. บาทคาถาว่า โลหิตงฺคสฺส มสารคลฺลิโน ได้แก่ ป้อมและคอหอย อันสำเร็จด้วยแก้วแดง สำเร็จด้วยแก้วตาแมว.
บทว่า ปาสาเทตฺถ นี้ ได้แก่ ปราสาทในนาคพิภพนี้. บทว่า สิลามยา แปลว่า สำเร็จด้วยแก้วมณี. บทว่า โสวณฺณรตเนน ความว่า มุงด้วยรัตนะ กล่าวคือทอง คือด้วยอิฐอันสำเร็จด้วยทองคำ. บทว่า สห แปลว่า ทำพร้อมกัน. บทว่า อุปริ ภณฺฑกา ได้แก่ต้นปาริฉัตตกะ. บทว่า อุทฺทาลกา ได้แก่ต้นจำปา ต้นกากะทิงและต้นมะลิวัลย์. บาทพระคาถาว่า ภคินิมาลา อตฺเถตฺถ โกลิยา ความว่า ไม้มะลิลา และต้นกระเบา ย่อมมีในนาคพิภพนี้. ทว่า เอเต ทุมา ปรินามิตา ความว่า ต้นไม้ที่เผล็ดดอก ออกผลเหล่านั้น มีกิ่งเกี่ยวพันน้อมหากันและกัน นุงนัง. บทว่า ขชฺชุเรตฺถ ได้แก่ ต้นอินทผาลัม มีในนาคพิภพนี้. บทว่า สิลามยา แปลว่า สำเร็จด้วยแก้วอินทนิล. บทว่า โสวณฺณธุวปุปฺผิตา ความว่า ก็ต้นไม้เหล่านั้น มีดอกอันสำเร็จด้วยทองบานอยู่เป็นนิตย์. บทว่า ยตฺถ วสโตปปาติโก ความว่า พระยานาคผู้เกิดอยู่ในภพนาคใด. บทว่า กาญฺจนเวลฺลิวิคฺคหา ได้แก่ มีพระสรีระเช่นกับหน่อทองคำ. บาทพระคาถาว่า กาฬา ตรุณาว อุคฺคตา ความว่า ผุดขึ้นแล้ว ดังแก้วกาฬวัลลีและแก้วประพาฬ เพราะประกอบด้วยความงาม. บทว่า ปิจุมณฺฑตฺถนี มีพระถันทั้งสองมีสัณฐานดังผลมะพลับ. บทว่า ลาขารสรตฺตสุจฺฉวี นี้.ท่านกล่าวหมายถึง พระฉวีวรรณแห่งพื้นพระหัตถ์และพระบาท. บทว่า ติทิโวกฺกจรา แปลว่า เปรียบเหมือนนางอัปสรในสวรรค์ชั้นไตรทศ. บทว่า วิชฺชุวพฺภฆนา ความว่า เปรียบเหมือนสายฟ้า ที่แลบออกจากกลีบเมฆ คือจากภายในแห่งกลีบเมฆอันหนาทึบ. บทว่า ตํ เนสํ ททามิ ความว่า เราจะให้ดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตแก่พวกเขา ท่านจงรู้อย่างนี้. ปุณณกยักษ์เรียกพระเจ้าลุงว่า อิสฺสร ผู้เป็นใหญ่.
ปุณณกยักษ์นั้น ท้าวเวสวัณยังไม่ทรงอนุญาต ก็ไม่อาจจะไปได้ จึงได้กล่าวคาถามีประมาณเท่านี้. เมื่อเขาทูลท้าวเวสวัณให้ทรงอนุญาต ด้วยประการฉะนี้. ส่วนท้าวเวสวัณไม่ทรงได้ยิน ถ้อยคำของปุณณกยักษ์นั้น. มีคำถามสอดเข้ามาว่า เพราะเหตุไร ท้าวเวสวัณจึงไม่ทรงได้ยินถ้อยคำของปุณณกยักษ์? แก้ว่า เพราะว่า ท้าวเวสวัณกำลังตัดสินคดีของเทวบุตร ๒ องค์ เรื่องที่พิพาทกันด้วยวิมาน. ปุณณกยักษ์ทราบว่า ท้าวเธอมิได้ยินถ้อยคำของตน จึงไปยืนใกล้เทวบุตรผู้ชนะ. ท้าวเวสวัณทรงตัดสินคดีแล้วบังคับเทวบุตรผู้แพ้มิให้ลุกขึ้น ตรัสกะเทวบุตรผู้ชนะว่า ท่านจงไปอยู่ในวิมานของท่าน. ในขณะที่ท้าวเวสวัณตรัสว่า ท่านจงไปดังนี้นั่นแล. ปุณณกยักษ์บอกเทวบุตร ๒-๓ องค์ให้เป็นพยานว่า ท่านทั้งหลายจงทราบว่า พระเจ้าลุงของเราส่งเราไป. แล้วสั่งให้นำม้าสินธพมา เผ่นขึ้นม้าสินธพนั้นเหาะไป โดยนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ปุณณกยักษ์นั้นทูลลาท้าวกุเวรเวสวัณผู้เรืองยศ เป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์ แล้วไปสั่งบุรุษคนใช้ของตน ผู้อยู่ในที่นั้นว่า เจ้าจงเอาม้าอาชาไนยที่ประกอบแล้วมา ณที่นี้. ม้าสินธพนั้นมีหูทั้งสองประดับด้วยทองคำ กีบหุ้มด้วยแก้วแดง เครื่องประดับอกล้วน ด้วยทองคำชมพูนุทอันสุกใส. ปุณณกยักษ์ผู้ประดับประดาแล้วแต่งผม และหนวดดีแล้ว ขึ้นม้าอันเป็นยานพาหนะของเทวดา เหาะไปในอากาศกลางหาว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตย แปลว่า เรียกมาแล้ว. ปุณณกยักษ์นั้น เหาะไปทางอากาศนั่นเอง. คิดว่า วิธุรบัณฑิตมีบริวารมาก เราไม่อาจจับเอาเธอได้. แต่ว่าพระเจ้าธนัญชัยโกรพยราช พอพระทัยในการทรงสกา เราชนะท้าวเธอด้วยสกาแล้ว. จักจับเอาวิธุรบัณฑิต เออก็แก้วในพระคลัง ข้างที่ของท้าวเธอมีเป็นจำนวนมาก ท้าวเธอคงไม่ทรงสกา ด้วยแก้วที่เป็นของพนันมีค่าเล็กน้อย. บุคคลผู้ชนะพระราชาได้ควรจะนำเอาแก้วมณีมีค่ามากมา พระราชาจักไม่ทรงรับแก้วชนิดอื่น แก้วมณีเป็นเครื่องใช้สอย ของพระเจ้าจักรพรรดิราช มีอยู่ในระหว่างแห่งวิบุลบรรพตใกล้กรุงราชคฤห์. เราต้องเอาแก้วมณี ซึ่งมีอานุภาพมากนั้นมาโลมล่อพระราชา จึงจะชนะพระราชาได้ ปุณณกยักษ์ได้ทำอย่างนั้นแล้ว.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ปุณณกยักษ์นั้นได้เหาะไปสู่กรุงราชคฤห์ อันน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก. เป็นนครของพระเจ้าอังคราช อันพวกข้าศึกไม่กล้าเข้าใกล้. มีภักษาหาร และข้าวน้ำมากมาย. ดังมสักกสารพิภพของท้าววาสวะ เป็นนครกึกก้องด้วยหมู่นกยูงและนกกะเรียน อื้ออึงด้วยฝูงนกต่างๆ ชนิด. เป็นที่เสพอาศัยของฝูงทิชาชาติ มีนกต่างๆ ส่งเสียงร้องอยู่ อึงมี่. ภูมิภาคราบเรียบ ดารดาษไปด้วยบุปผชาติ ดังขุนเขาหิมวันต์.
ปุณณกยักษ์นั้นขึ้นสู่วิบุลบรรพต อันเป็นภูเขาศิลาล้วน เป็นที่อาศัยอยู่ของหมู่กินนร เที่ยวแสวงหาแก้วมณีดวงประเสริฐอยู่ ได้เห็นดวงแก้วมณีนั้น ณ ท่ามกลางยอดภูเขา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคสส รญฺโญ ความว่า ในกาลนั้น พระเจ้าอังคราชได้ครองมคธรัฐ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสไว้. บทว่า ทุราสทํ ความว่า อันข้าศึกจะเข้าไปหาได้ยาก. บทว่า มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺส ความว่า ดุจพิภพแห่งท้าววาสวะ อันได้นามว่า มสักกสาระ เพราะสร้างไว้ใกล้ภูเขาสิเนรุ กล่าวคือมสักกการะ. บทว่า ทิชาภิสํฆุฏฺฐํ ความว่า เป็นที่อยู่กึกก้องลือลั่นไปด้วยฝูงนกอื่นๆ. บทว่า นานาสกุณาภิรุทํ ความว่า ฝูงนกนานาชนิด ส่งเสียงร้องด้วยเสียงอันไพเราะ เซ็งแซ่ อื้ออึงอยู่. บทว่า สุวงฺคณํ ความว่า มีเนินอันสวยงาม มีภาคพื้นราบเรียบเป็นที่น่าฟูใจ. บทว่า หิมวํว ปพฺพตํ แปลว่า เหมือนภูเขาหิมวันต์. บทว่า วิปุลมาภิรุยฺห ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุณณกยักษ์นั้นขึ้นสู่วิบุลบรรพต เห็นปานนั้น. บทว่า ปพฺพตกูฏมชฺเฌ ความว่า ได้เห็นแก้วมณีนั้นในระหว่างยอดแห่งภูเขา.

ปุณณกยักษ์ ครั้นเห็นแก้วมณีมีรัศมีอันผุดผ่อง เป็นแก้วมณีดีเลิศ ด้วยยศรุ่งโรจน์โชติช่วง ด้วยแก้วมณีเป็นอันมาก. สว่างไสวดังสายฟ้าแลบในอากาศ สามารถนำทรัพย์มาให้ดังใจหวัง. แล้วถือเอาแก้วมโนหรจินดามีค่ามาก มีอานุภาพมากนั้น เผ่นขึ้นม้าสินธพอาชาไนย เหาะไปในอากาศกลางหาว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนาหรํ ความว่า สามารถนำทรัพย์มาได้ตามใจหวัง. บทว่า ททฺทลฺลมานํ แปลว่า รุ่งโรจน์ชัชวาล. บทว่า ยสสา แปลว่า ด้วยหมู่แก้วมณีมีบริวารมาก. บทว่า โอภาสตี ความว่า แก้วมณีนั้นสว่างไสว เหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ ฉะนั้น. บทว่า ตมคฺคหี ความว่า ได้ถือเอาแก้วมณีนั้น. บทว่า มโนหรนฺนาม ความว่า ได้นามอย่างนี้ว่า สามารถนำมาซึ่งทรัพย์ดังใจนึก.

ยักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า กุมภิระ มีพวกยักษ์กุมภัณฑ์แสนหนึ่ง เป็นบริวารรักษาแก้วมณีนั้นอยู่. แต่กุมภิรยักษ์นั้น เมื่อปุณณกยักษ์ทำท่าโกรธถลึงตาดูเท่านั้น ก็สะดุ้งกลัวตัวสั่น หนีไปแอบเขาจักรวาล แลดูอยู่. ปุณณกยักษ์นั้นขับไล่กุมภิรยักษ์ให้หนีไปแล้ว จึงถือเอาแก้วมณี เหาะไปโดยทางอากาศถึงนครนั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
ปุณณกยักษ์นั้น ได้เหาะไปยังอินทปัตตนคร ลงจากหลังม้าแล้ว เข้าไปสู่ที่ประชุมของชาวกุรุรัฐ. ไม่กลัวเกรงพระราชา ๑๐๑ พระองค์ ที่ประชุมพร้อมเพรียงกันอยู่ ณ ที่นั้น กล่าวท้าทายด้วยสกาว่า
บรรดาพระราชาในราชสมาคมนี้ พระองค์ไหนหนอ จะทรงชิงเอาแก้วอันประเสริฐ ของข้าพระองค์ได้. หรือว่า ข้าพระองค์จะพึงชนะพระราชาพระองค์ไหน ด้วยทรัพย์อันประเสริฐ. อนึ่ง ข้าพระองค์จะชิงแก้วอันประเสริฐยิ่ง กะพระราชาพระองค์ไหน หรือพระราชาพระองค์ไหนจะทรงชนะข้าพระองค์ ด้วยทรัพย์อันประเสริฐ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอรุยฺหุปาคญฺฉิ สภํ กุรูนํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุณณกยักษ์นั้นลงจากหลังม้าแล้ว พักม้าที่มีรูปอันใครไม่เห็นแล้ว. เข้าไปสู่สภาแห่งชาวกุรุรัฐ ด้วยเพศแห่งมาณพน้อย. บทว่า เอกสตํ ความว่า เป็นผู้ไม่เกรงกลัวพระราชา ๑๐๑ พระองค์. ได้กล่าวท้าทายด้วยสกา โดยนัยมีอาทิว่า พระราชาพระองค์ไหนหนอ. บทว่า โกนีธ ความว่า พระราชาพระองค์ไหนหนอ ในราชสมาคมนี้. บทว่า รญฺ?? ความว่า ในระหว่างพระราชาทั้งหลาย. บทว่า วรมาภิเชติ ความว่า พระราชาพระองค์ไหนที่จะชิงเอาแก้ว อันประเสริฐของข้าพเจ้าได้ คืออาจกล่าวได้ว่าเราชนะ ดังนี้. บทว่า กมาภิเชยฺยาม ความว่า หรือว่า พวกเราจะพึงชนะใคร?. บทว่า วรทฺธเนน แปลว่า ด้วยทรัพย์อันสูงสุด. บทว่า กมนุตฺตรํ ความว่า ก็พวกเรา เมื่อจะชนะ จงชนะทรัพย์อันประเสริฐ กะพระราชาพระองค์ไหน?. บทว่า โก วาปิ โน เชติ ความว่า ก็หรือว่า พระราชาพระองค์ไหนจะชนะพวกเรา ด้วยทรัพย์อันประเสริฐ. ปุณณกยักษ์นั้น พูดเคาะพระเจ้าโกรพยราช นั่นแลด้วยบท ๔ บทด้วยประการฉะนี้.

ลำดับนั้น พระเจ้าโกรพยราชทรงพระดำริว่า ก่อนแต่นี้ เรายังไม่เคยเห็นใครที่พูดกล้าหาญเช่นนี้ จะเป็นใครหนอแล เมื่อจะรับสั่งถาม จึงตรัสพระคาถาว่า
ชาติภูมิของท่านอยู่ในแว่นแคว้นไหน? ถ้อยคำของท่านนี้ ไม่ใช่ถ้อยคำของชาวกุรุรัฐเลย. ท่านมิได้กลัวเกรงเราทั้งปวง ด้วยรัศมีแห่งผิวพรรณ. ท่านจงบอกชื่อและพวกพ้องของท่านแก่เรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกรพฺยสฺเสว ความว่า ถ้อยคำของท่าน ไม่ใช่ถ้อยคำของคน ผู้อยู่ในแว่นแคว้นกุรุรัฐเลย.

ฝ่ายปุณณกยักษ์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า พระราชานี้ ย่อมถามชื่อของเรา ด้วยทาสชื่อปุณณกะมีอยู่คนหนึ่ง ถ้าเราจะทูลบอกว่าชื่อปุณณกะไซร้ ท้าวเธอจักดูหมิ่นได้ว่า เพราะเหตุไร ทาสจึงพูดกะข้าด้วยความคะนองอย่างนี้ อย่าเลย เราจักทูลบอกชื่อของเราในชาติอดีตเป็นลำดับแก่ท้าวเธอ แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์เป็นมาณพกัจจายนโคตร ชื่อปุณณกะ ญาติและพวกพ้องของข้าพระองค์ อยู่ในนครกาลจัมปากะ แคว้นอังคะ ย่อมเรียกข้าพระองค์อย่างนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์มาถึงในนี้ ด้วยต้องการจะเล่นพนันสกา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนูนนาโม ความว่า ได้กล่าวปกปิดเฉพาะชื่อเต็มเท่านั้น โดยชื่อที่บกพร่องนั้น. บทว่า อิติ มาหุยนฺติ ความว่า พวกญาติย่อมกล่าวย่อมเรียกข้าพเจ้า ดังนี้. บทว่า องฺเคสุ ความว่า อยู่ในนครกาลจัมปากะ ในอังครัฐ. บทว่า อตฺเถน เทวสฺมิ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์มาถึงในที่นี้ ด้วยประสงค์จะเล่นสกา.

ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะตรัสถามปุณณกยักษ์นั้นว่า ดูก่อนมาณพ ท่านผู้ที่พระราชาชำนะด้วยสกา จักถวายอะไรแก่พระราชา ท่านมีอะไรหรือ จึงตรัสพระคาถาว่า
พระราชาผู้ทรงชำนาญการเล่นสกา เมื่อชนะท่านจึงพึงนำเอาแก้วเหล่าใดไป แก้วเหล่านั้นของมาณพมีอยู่หรือ แก้วของพระราชามีอยู่จำนวนมาก ท่านเป็นคนเข็ญใจ จะมาพนันกะพระราชาเหล่านั้นได้ ได้อย่างไร.

คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ แก้วเหล่านั้นของมาณพผู้เจริญมีอยู่ หรือ. บทว่า เย ตํ ชินนฺโต ความว่า พระราชาตรัสว่า ท่านผู้ชำนาญเล่นสกา. เมื่อท่านชำนะเขาแล้ว ท่านกล่าวว่า จงนำมา ดังนี้แล้ว. พึงนำไปแต่แก้วเป็นอันมาก มีอยู่ในพระนิเวศน์ของพระราชาทั้งหลาย. ท่านเป็นคนจน ท่านจะเอาทรัพย์เป็นค่าเดิมพันพนันกะพระราชาเหล่านั้นผู้มีทรัพย์มากอย่างนี้ ได้อย่างไร?

ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ทูลว่า
แก้วมณีของข้าพระองค์ดวงนี้ ชื่อว่าสามารถนำทรัพย์มาให้ได้ ดังใจปรารถนา นักเลงเล่นสกาชนะข้าพระองค์แล้ว พึงนำแก้วมณีดวงประเสริฐ สามารถนำทรัพย์มาให้ได้ ดังใจปรารถนา และม้าอาชาไนยเป็นที่เกรงขามของศัตรูนี้ไป.

ก็ในบาลีโปตถกะ ท่านลิขิตไว้ว่า แก้วมณีของข้าพระองค์นี้มีสีแดง. ก็แก้วมณีนั้นเป็นแก้วไพฑูรย์ เพราะฉะนั้น คำนี้แหละจึงสมกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาชญฺ?? ความว่า นักเลงผู้ชำนาญเล่นสกาชนะแล้ว พึงนำสิ่งทั้งสองของเรานี้ คือม้าอาชาไนยและแก้วมณีนี้ไป. เพราะฉะนั้น ปุณณกยักษ์ เมื่อจะแสดงม้า จึงได้กล่าวอย่างนั้น.

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนมาณพ แก้วมณีดวงเดียวจักทำอะไรได้ อนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเดียวจักทำอะไรได้ แก้วของพระราชามีเป็นอันมาก ม้าอาชาไนยมีกำลังรวดเร็วดังลมของพระราชามี มิใช่น้อย.
จบโทหฬินีกัณฑ์

ปุณณกยักษ์นั้นได้สดับพระดำรัสของพระราชาดังนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เพราะเหตุไร พระองค์จึงตรัสดังนั้น ม้าของข้าพระองค์ตัวเดียวเท่ากับม้าพันตัว. แก้วมณีของข้าพระองค์ดวงเดียวเท่ากับแก้วพันดวง. ม้าทั้งปวงจะเทียมเท่าม้าของข้าพระองค์ตัวเดียว หามิได้. ขอพระองค์ทอดพระเนตร ดูความว่องไวของม้าตัวนี้ก่อน แล้วเผ่นขึ้นม้าขับไป โดยเบื้องบนแห่งกำแพงพระนครที่กว้าง ๗ โยชน์. ได้ปรากฏประหนึ่งว่า ม้าเอาคอจดกันเรียงล้อมพระนคร. ถ้าม้าวิ่งเร็วกว่าลำดับนั้นไป ก็ไม่ปรากฏ. แม้ยักษ์ก็ไม่ปรากฏ มีแต่ผ้าแดงคาดพุงเท่านั้น ได้ปรากฏดังผ้าแดงผืนเดียววงรอบพระนคร. ปุณณกยักษ์ลงจากหลังม้ากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นกำลังเร็วแห่งม้าแล้วหรือ. เมื่อท้าวเธอตรัสบอกว่า เออ มาณพเราเห็นแล้ว. จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์จงทอดพระเนตรดูอีกในกาลบัดนี้ แล้วขับม้าไปบนหลังน้ำ ในสระโบกขรณีที่อุทยานภายในพระนคร. ม้าได้วิ่งไปมิได้ให้ปลายกีบเปียกเลย. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ให้ม้าวิ่งควบไปบนใบบัว ตบมือแล้ว เหยียดมือออก ม้าวิ่งเผ่นมาหยุดอยู่ที่ฝ่ามือ.
ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งนรชน ม้าเห็นปานนี้ ควรจะจัดเป็นม้าแก้วหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า. เมื่อพระองค์ตรัสว่า ควรมาณพ. จึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ม้าแก้วยกไว้ก่อนเถิด. พระองค์จงทอดพระเนตร ดูอานุภาพแห่งแก้วมณี ดังนี้แล้ว.
เมื่อจะประกาศอานุภาพแห่งแก้วมณีนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดในทวีป ขอพระองค์จงทอดพระเนตร ดูแก้วมณีของข้าพระองค์นี้. รูปหญิงและรูปชาย รูปเนื้อและรูปนกมิใช่น้อย ย่อมปรากฏอยู่ในแก้วมณีนี้. หมู่เนื้อและหมู่นกต่างชนิด ย่อมปรากฏอยู่ในแก้วมณีนี้. พระยานาคและพระยาครุฑก็ปรากฏอยู่ในแก้วมณีนี้. เชิญพระองค์ทอดพระเนตร สิ่งที่น่าอัศจรรย์ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีนี้ พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตฺถีนํ ความว่า รูปหญิงมิใช่น้อย ที่ประดับตกแต่งในแก้วมณีนั้น รูปชายก็เหมือนกัน หมู่เนื้อและนกมีประการต่างๆ หมู่เสนาเป็นต้นย่อมปรากฏ เมื่อจะประกาศสิ่งเหล่านั้น จึงได้ทูลอย่างนั้น ด้วยบทว่า นิมฺมิตํ นี้. ปุณณกยักษ์กล่าวว่า ขอพระองค์จงทอดพระเนตร ดูสิ่งอันน่าอัศจรรย์ เห็นปานนี้. อันธรรมดาสร้างไว้ในแก้วมณีนี้.

เมื่อจะแสดงแม้สิ่งอื่นๆ อีก จึงกล่าวคาถาว่า
ขอพระองค์จงทอดพระเนตร จตุรงคินีเสนา คือกองช้าง กองม้า กองรถ และ กองเดินเท้าอันสวมเกราะ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ เชิญทอดพระเนตรพลทหารที่จัดไว้เป็นกรมๆ คือกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พลคฺคานิ แปลว่า กองพลนั้นเอง. บทว่า วิยูหานิ ได้แก่ ตั้งด้วยอำนาจกระบวน.

ขอเชิญทอดพระเนตร พระนครอันสมบูรณ์ด้วยป้อม มีกำแพงและค่ายเป็นอันมาก มีถนนสามแพร่ง สี่แพร่ง มีพื้นราบเรียบ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรเสาระเนียด เสาเขื่อน กลอนประตู ซุ้มประตูกับประตู อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรํ แปลว่า พระนคร. บทว่า อฏฺฏาลสมฺปนฺนํ ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยป้อมและเชิงเทิน. บทว่า พหุปาการโตรณํ แปลว่า มีกำแพงรั้วค่ายอันสูง. บทว่า สึฆาฏเก แปลว่า ถนนสี่แพร่ง. บทว่า สุภูมิโย ความว่า มีพื้นอันน่ารื่นรมย์วิจิตรด้วยอุปจารแห่งนคร. บทว่า เอสิกา ได้แก่เสาระเนียดที่ตั้งขึ้นที่ประตูพระนคร, บทว่า ปลีฆํ ได้แก่ กลอนเหล็ก อีกอย่างหนึ่งบาลีก็อย่างนี้แล. บทว่า อคฺคฬานิ ได้แก่ ประตูพระนครและหน้าต่าง. บทว่า อฏฺฏาลเก จ แปลว่า ซุ้มประตู.

ขอเชิญทอดพระเนตร ฝูงนกนานาชนิดมากมายที่เสาค่ายและหนทาง คือฝูงหงส์ นกกะเรียน นกยูง นกจากพรากและนกเขา อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตร พระนครอันเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกต่างๆ คือนกดุเหว่าดำ ดุเหว่าลาย ไก่ฟ้า นกโพระดกเป็นจำนวนมาก อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โตรณมคฺเคสุ ได้แก่ ที่เสาค่ายและหนทางในพระนครนี้. บทว่า กุณาลกา แปลว่า นกดุเหว่าดำ. บทว่า จิตฺรา ได้แก่ นกดุเหว่าลาย.

ขอเชิญทอดพระเนตรพระนครอันแวดล้อมไปด้วยกำแพง เป็นนครน่าอัศจรรย์ ขนพองสยองเกล้า เขาชักธงขึ้นประจำ ลาดด้วยทรายทองอันน่ารื่นรมย์ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. เชิญทอดพระเนตร ร้านตลาดอันบริบูรณ์ด้วยสินค้าต่างๆ เรือนสิ่งของในเรือน ถนนซอย ถนนใหญ่ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปาการํ ได้แก่ แวดล้อมไปด้วยกำแพงแก้ว. บทว่า ปณฺณสาลาโย ได้แก่ ร้านตลาดอันพรั่งพร้อมไปด้วยสินค้านานาชนิด. บทว่า นิเวสเน นิเวเส จ ได้แก่ เรือนและสิ่งของในเรือน. บทว่า สนฺธิพฺยูฬเห (๑. บาลีว่า สนฺธิพฺยูเห.) ได้แก่ ที่ต่อแห่งเรือน และตรอกน้อย. บทว่า นิพฺพิทฺธวีถิโย ได้แก่ ถนนใหญ่.

ขอเชิญทอดพระเนตรโรงขายสุรา นักเลงสุรา พ่อครัว โรงครัว พ่อค้า และหญิงแพศยา อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างปรุงของหอม ช่างทอผ้าช่างทอง และช่างแก้ว อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตร ช่างของหวาน ช่างของคาว นักมหรสพ บางพวกฟ้อนรำขับร้อง บางพวกปรบมือ บางพวกตีฉิ่ง อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสณฺเฑ จ ความว่า โรงสุราอันประกอบด้วยเครื่องประดับคอ และเครื่องประดับหู อันสมควรแก่ตน และนักเลงสุรา ผู้นั่งจัดแจงที่ดื่มสุรา. บทว่า อาฬาริเก แปลว่า พ่อครัว. บทว่า สูเท แปลว่า ผู้ปรุงอาหาร. บทว่า ปาณิสฺสเร ความว่า ขับร้องด้วยการตบมือ. บทว่า กุมฺภถูนิเก แปลว่า พวกตีฉิ่ง.

ขอเชิญทอดพระเนตรกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก และเครื่องดนตรีทุกอย่าง อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรเปิงมาง กังสดาล พิณ การฟ้อนรำขับร้อง เครื่องดนตรีดีดสีตีเป่า อันเขาประโคมครึกครื้น อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรนักกระโดด นักมวยปล้ำ นักเล่นกล หญิงงาม ชายงาม คนเฝ้ายาม และช่างตัดผม อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมตาลํ ได้แก่ ตะโพนที่ทำด้วยไม้ตะเคียนเป็นต้น และกังสดาล. บทว่า ตุริยตาฬิตสํฆุฏฺฐํ ได้แก่ เครื่องดนตรีต่างๆ ที่เขาประโคมไว้อย่างครึกครื้นเป็นอันมาก. บทว่า มุฏฺ€ิกา ได้แก่ นักมวยปล้ำ. บทว่า โสภิยา ได้แก่ หญิงงามเมืองและชายรูปงาม. บทว่า เวตาลิเก ได้แก่ ผู้ทำกาลเวลาให้ปรากฏขึ้น. บทว่า ชลฺเล ได้แก่ ช่างตัดผมกำลังปลงผมและหนวดอยู่.

ในแก้วมณีดวงนี้ มีงานมหรสพอันเกลื่อนกล่นไปด้วยชายหญิง ขอเชิญทอดพระเนตรพื้นที่เป็นที่เล่นมหรสพ บนเตียงที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺจาติมญฺเจ ได้แก่ เตียงที่ผูกไว้ข้างบนแห่งเตียงใหญ่. บทว่า ภูมิโย ได้แก่ ภูมิที่แสดงมหรสพอันน่ารื่นรมย์.

ขอพระองค์จงทอดพระเนตรดู พวกนักมวยซึ่งต่อยกันด้วยแขนทั้งสอง อยู่ในสนามเล่นมหรสพ ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมชฺชสฺมึ แปลว่า ในสนามมวย. บทว่า นีหเต แปลว่า ผู้กำจัด คือชนะตั้งอยู่. บทว่า นีหตมาเน แปลว่า ผู้แพ้.

ขอเชิญทอดพระเนตรฝูงเนื้อต่างๆ เป็นอันมากที่เชิงภูเขา คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี หมาใน เสือดาว แรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อ ทราย ระมาด วัว สุกรบ้าน ชะมด แมวป่า กระต่าย และกระแต ซึ่งมีอยู่มากมายหลายหลาก ขอเชิญทอดพระเนตรฝูงเนื้อต่างๆ ซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาด อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปลสตา แปลว่า เนื้อแรด. บาลีว่า พลสตา ดังนี้ก็มี. บทว่า ควชา แปลว่า โคลาน. บทว่า สรภา ได้แก่ เนื้อชนิดหนึ่ง ระมาดและสุกรบ้าน. บทว่า พหู จิตฺรา ได้แก่ เนื้ออันวิจิตรโดยประการต่างๆ. บทว่า วิฬารา แปลว่า แมวป่า. บทว่า สสกณฺณกา ได้แก่ กระต่ายและกระแต.

ในแก้วมณีดวงนี้ มีแม่น้ำอันมีท่า อันราบเรียบลาดด้วยทรายทอง มีน้ำใสสะอาดไหลไปไม่ขาดสาย เป็นที่อาศัยแห่งฝูงปลา อนึ่ง ในแม่น้ำนี้มีฝูงจระเข้ มังกร ปลาฉลาม เต่า ปลาสลาด ปลากระบอก ปลากด ปลาเค้า ปลาตะเพียน ท่องเที่ยวไปมา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นชฺชาโย แปลว่า แม่น้ำ. บทว่า โสวณฺณพากุลสณฺ€ิตา ความว่า มีพื้นตั้งอยู่ราบเรียบลาดด้วยทรายทอง บทว่า กุมฺภิลา ความว่า สัตว์เหล่านี้ มีรูปเห็นปานนี้เที่ยวสัญจรไปมาในแม่น้ำ. เชิญทอดพระเนตรสัตว์แม้เหล่านั้น ที่ธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีนี้.

ขอเชิญทอดพระเนตร ขอบสระโบกขรณีอันก่อสร้างด้วยแผ่นแก้วไพฑูรย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกนานาชนิด ดารดาษไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยผลกโรทาโย ความว่า ฝูงนกป่าพากันเคาะแผ่นหิน อันล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ส่งเสียงร้องเพราะเสียงแก้วมณีนั้น.

ขอเชิญทอดพระเนตรดูสระโบกขรณี ในแก้วมณีดวงนี้ อันธรรมดาสร้างสรรไว้เรียบร้อยทั้ง ๔ ทิศ เกลื่อนกล่นด้วยฝูงนกต่างชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของปลาใหญ่ๆ ขอเชิญทอดพระเนตรแผ่นดิน อันมีน้ำล้อมโดยรอบ เป็นกุณฑลแห่งสาครประกอบด้วยทิวป่า (เขียวขจี) อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุถุโลมจฺฉเสวิตา แปลว่า เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลา. บทว่า วนราเชภิ แปลว่า ด้วยทิวป่าเป็นดังเทริดประดับ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.

เชิญทอดพระเนตรบุพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป อุตรกุรุทวีป และชมพูทวีป. ขอเชิญทอดพระเนตรสิ่งอัศจรรย์. อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ พระเจ้าข้า. ขอเชิญทอดพระเนตรพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันเวียนรอบสิเนรุบรรพต ส่องสว่างไปทั่ว ๔ ทิศ. ขอเชิญทอดพระเนตรสิ่งอัศจรรย์ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรสิเนรุบรรพต หิมวันตบรรพต สมุทรสาคร แผ่นดินใหญ่ และท้าวมหาราชทั้ง ๔. อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรพุ่มไม้ในสวน แผ่นหินและเนินหินอันน่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยพวกกินนร. อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
ขอเชิญทอดพระเนตรสวนสวรรค์ คือปารุสกวัน จิตตลดาวัน มิสสกวันและนันทวัน ทั้งเวชยันตปราสาท. อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรสุธรรมเทวสภา ต้นปาริฉัตตกพกฤษ์อันมีดอกแย้มบาน และพระยาช้างเอราวัณซึ่งมีอยู่ในดาวดึงส์พิภพ. อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า. ขอเชิญทอดพระเนตรดูเหล่านางเทพกัญญาอันทรงโฉมล้ำเลิศ ดังสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ เที่ยวเล่นอยู่ในนันทวันนั้น. อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า. ขอเชิญทอดพระเนตรเหล่าเทพกัญญาผู้ประเล้าประโลมเทพบุตร อภิรมย์เหล่าเทพกัญญาอยู่ในนันทนวันนั้น อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิเทเห ได้แก่ บุพวิเทหทวีป. บทว่า โคยานิเย จ ได้แก่ อมรโคยานทวีป. บทว่า กุรุโย ชมฺพูทีปญฺจ ได้แก่ อุตรกุรุทวีปและชมพูทวีป. บทว่า อนุปริยายนฺเต ความว่า ซึ่งพระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านั้น เวียนรอบภูเขาสิเนรุ. บทว่า ปาฏิเย ความว่า หลังแผ่นหินดุจตั้งลาดไว้.

ขอเชิญทอดพระเนตร ปราสาทมากกว่าพันในดาวดึงส์พิภพ พื้นลาดด้วยแผ่นแก้วไพฑูรย์ มีรัศมีรุ่งเรือง อันธรรมสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัสดี อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้. ขอเชิญทอดพระเนตรสระโบกขรณีในสวรรค์ชั้นนั้นๆ อันมีน้ำใสสะอาดดารดาษไปด้วยมณฑาลกะ ดอกปทุมและอุบล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโรสหสฺสํ ความว่า ในปราสาทมากกว่าพัน ในภพชั้นดาวดึงส์.

ลายขาว ๑๐ แห่งอันน่ารื่นรมย์ใจ ลายเหลืองอ่อน ๒๑ แห่ง ลายเหลืองขมิ้น ๑๔ แห่ง ลายสีทอง ๒๑ แห่ง ลายสีน้ำเงิน ๒๐ ลายสีแมลงค่อมทอง ๓๐ แห่ง มีปรากฏในแก้วมณีนี้ แก้วมณีดวงนี้มีลายดำ ๑๖ แห่ง และลายแดง ๒๕ แห่ง อันเจือด้วยดอกชะบาวิจิตรด้วยนิลุบล. ข้าแต่มหาราชาผู้สูงสุดกว่าปวงชน ขอเชิญทอดพระเนตรแก้วมณีดวงนี้ อันสมบูรณ์ด้วยองค์ทั้งปวง มีรัศมีรุ่งเรืองผุดผ่องอย่างนี้. ผู้ใดจักชนะข้าพระองค์ด้วยการเล่นสกา แก้วมณีดวงนี้จักเป็นส่วนค่าพนันของผู้นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทเสตฺถ ราชิโย ความว่า ลายขาว ๑๐ แห่ง มีอยู่ในแท่งแก้วมณีนั้น. บทว่า ฉ ปิงฺคลา ปณฺณรส แปลว่า ลายเหลืองอ่อน ๒๑ แห่ง. บทว่า หลิทฺทา แปลว่า ลายเหลืองขมิ้น ๑๔ แห่ง. บทว่า ตึสติ ความว่า ลายสีแมลงค่อมทอง ๓๐ แห่ง. บทว่า ฉ จ ความว่า ลายสีดำ ๑๖ แห่ง. บทว่า มญฺเชฏฺฐา ปญฺจวีสติ ความว่า โปรดทอดพระเนตรลายสีแดง ๒๕ แห่ง. บทว่า มิสฺสา พนฺธุกปุปฺเผหิ ความว่า ขอจงทอดพระเนตรลายสีดำอันวิจิตร ลายสีแดงเจือด้วยดอกเหล่านั้นอันวิจิตร จริงอยู่ ในแก้วมณีนี้มีลายดำลายสีแดง เจือด้วยดอกชะบา วิจิตรด้วยดอกอุบลเขียว. บทว่า โอธิสุงฺกํ แปลว่า เป็นส่วนค่าพนัน. ปุณณกยักษ์กล่าวว่า ผู้ชำนะเราด้วยการเล่นสกา. แก้วมณีนี้จะเป็นส่วนค่าพนันของผู้นั้น. ก็บาลีในอรรถกถาว่า โหตุ สุงฺกํ มหาราช จงเป็นส่วยของพระมหาราช ดังนี้ก็มี. คำนั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า พระองค์จงทอดพระเนตร แก้วมณีนี้ คือเห็นปานนี้. ข้าแต่มหาราชเจ้า แก้วมณีนี้เป็นส่วยของข้าพระองค์ ผู้ใดชนะข้าพระองค์ด้วยการเล่นสกา แก้วมณีนี้เป็นส่วยของผู้นั้น.
จบมณิกัณฑ์
ปุณณกยักษ์ ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า แม้ถ้าพระองค์ทรงชนะข้าพระองค์ด้วยสกาก่อน. ข้าพระองค์จักถวายแก้วมณีนี้ แต่หากข้าพระองค์ชนะ พระองค์จะประทานอะไรแก่ข้าพระองค์. พระเจ้าธนัญชัยตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ยกเว้นตัวของเรา และเศวตฉัตรกับพระมเหสีเสีย ของที่เหลือซึ่งเป็นของๆ เรา เรายกให้เป็นส่วยสำหรับท่าน. ปุณณกยักษ์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ถ้าอย่างนั้น พระองค์อย่าชักช้าเลย เพราะข้าพระองค์มาแต่ไกล โปรดให้จัดแจงโรงสกาเสียเถิด.
พระราชารับสั่งให้พวกอำมาตย์จัดแจงแล้ว อำมาตย์เหล่านั้นจัดแจงโรงเล่นสกาโดยเร็ว ปูพระที่นั่งด้วยเครื่องลาดอันวิจิตรงดงามสำหรับพระราชา ตกแต่งอาสนะถวายพระราชาที่เหลือ และตกแต่งอาสนะอันสมควรแก่ปุณณกยักษ์ เสร็จแล้วกราบบังคมทูลกำหนดกาลแด่พระราชา.
ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ได้กราบทูลพระราชาด้วยคาถาว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า กรรมในโรงเล่นสกาสำเร็จแล้ว. เชิญพระองค์ไปทรงเล่นสกา แก้วมณีเช่นนี้ของพระองค์ไม่มี เราพึงชนะกันโดยธรรม. อย่าชนะกันโดยไม่ชอบธรรม. ถ้าข้าพระองค์ชนะพระองค์ไซร้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงทำให้เนิ่นช้า.

คำเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า กรรมในโรงสกาถึงเข้าแล้ว คือสำเร็จแล้ว แก้วมณีเช่นนี้นี่ ไม่มีแก่พระองค์ ขอพระองค์อย่าได้ทรงทำให้เนิ่นช้า. บทว่า อุเปหิ ลกฺขํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงเข้าไปสู่โรงสกา อันเป็นสถานที่เล่นด้วยสกาทั้งหลาย และเมื่อเล่น เราทั้งหลายพึงชนะกันโดยชอบธรรมเท่านั้น. ความชนะจงมีแก่เราทั้งหลายโดยสงบเถิด ก็ถ้าข้าพระองค์พึงชนะไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์จงอย่าชักช้าจงรีบกระทำทีเดียว เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่พึงกระทำให้เนิ่นช้า พึงให้ทรัพย์ที่ข้าพระองค์ชนะแล.

ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสกะปุณณกยักษ์นั้นว่า ดูก่อนมาณพ ท่านอย่ากลัวเราว่าเป็นพระราชา ชัยชนะหรือปราชัย จักมีโดยธรรมเท่านั้น ความชนะและแพ้ของเรา จักมีโดยสงบ.
ปุณณกยักษ์ได้สดับดังนั้น จึงทูลว่า ขอพระองค์ทั้งหลายจงทรงทราบความชนะและแพ้ของเราทั้งสอง ก็โดยธรรมเท่านั้น ดังนี้แล้ว
เมื่อจะกระทำพระราชาเหล่านั้นให้เป็นพยาน จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระสุรเสนผู้ปรากฏในกรุงปัญจาละ พระเจ้ามัจฉราชและพระเจ้ามัททราช ทั้งพระเจ้าเกกกะราช พร้อมด้วยชาวชนบท ขอจงทอดพระเนตรดู ข้าพเจ้าทั้งสองจะสู้กันด้วยสกา กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดีไม่ได้ทำสักขีพยานไว้แล้ว ย่อมไม่ทำกิจอะไรๆ ในที่ประชุม.

บรรดาบทเหล่านั้น ปุณณกยักษ์เรียกพระเจ้าปัญจาลราชนั่นแลว่า ปัจจุคคตา. เพราะเป็นผู้เลื่องชื่อ คือผู้ปรากฏ ลือเด่น. บทว่า มจฺฉา จ ความว่า ข้าแต่พระสหาย ก็พระองค์เป็นพระราชาในมัจฉรัฐ. บทว่า มทฺทา ความว่า ข้าแต่พระเจ้ามัททราช. บทว่า สห เกกเกภิ ความว่า ข้าแต่พระเจ้าวัตตมานเกกกะราชพระองค์ พร้อมด้วยชาวชนบท ชื่อเกกกะ. อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตวาง สห ศัพท์ ไว้หลังบทว่า เกกเกภิ และกระทำศัพท์ว่า ปจฺจุคฺคต ให้เป็นบทวิเสสนะ ของบทว่า สูรเสน. แล้วพึงทราบความในคาถานี้อย่างนี้ว่า พระเจ้าสูรเสนมัจฉะผู้ปรากฏในแคว้นปัญจาละและพระเจ้ามัททะ พระเจ้าเกกกะและพระราชาที่เหลือ พร้อมด้วยชาวชนบท ชื่อว่า เกกกะ. บทว่า ปสฺสตุ โน เต ความว่า ขอพระราชาเหล่านั้นจงดูการต่อสู้กันเป็นคะแนน ด้วยสกาของเราทั้งสอง. บทว่า โน ในบทว่า น โน สภายํ กโรนฺติ กญฺจิ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า กษัตริย์ทั้งหลายก็ดี พราหมณ์ทั้งหลายก็ดี ย่อมไม่กระทำใครๆ ให้เป็นพยานในที่ประชุม แต่ย่อมกระทำตามธรรมเนียม. เพราะฉะนั้น ปุณณกยักษ์จึงได้กระทำยักษ์เสนาบดีให้เป็นพยานอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจักไม่ได้กล่าวว่า เหตุอันไม่สมควรอะไรจะเกิดว่า ที่เราไม่ยอมรับฟัง เราไม่ยอมรับเห็น พวกท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด.

ลำดับนั้น พระเจ้าธนัญชัยโกรพยราชมีพระราชา ๑๐๑ พระองค์แวดล้อมเป็นบริวาร ทรงพาปุณณกยักษ์เสด็จเข้าสู่โรงเล่นสกา. พระราชาแม้ทั้งหมดและปุณณกยักษ์ต่างก็ประทับนั่ง และนั่งบนอาสนะอันสมควรแล้ว เจ้าพนักงานก็ยกกระดานสกาที่ทำด้วยเงิน และลูกบาศก์ที่ทำด้วยทอง มาตั้งลงในท่ามกลาง. ฝ่ายปุณณกยักษ์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงทอดสกาเร็วๆ. ลูกบาศก์สกาทั้งหลายจัดเป็น ๒๔ ลูก มีชื่อว่า มาลี สาวดี พหุลี และสันติภัทรเป็นต้น. ในลูกบาศก์สกาเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงถือลูกบาศก์ลูกที่ชอบพระทัยของพระองค์เถิด. พระราชาตรัสว่า ดีละ แล้วทรงถือเอาลูกบาศก์ที่ชื่อว่า พหุลี. ปุณณกยักษ์ถือเอาลูกบาศก์ที่ชื่อว่า สาวดี. ขณะนั้น พระราชาตรัสกะปุณณกยักษ์ว่า ดูก่อนมาณพ ถ้ากระนั้นท่านจงทอดลูกสกาก่อน. ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า วาระที่ข้าพระองค์จะทอดยังไม่ถึง ขอพระองค์ทรงทอดก่อนเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับว่า ดีละ ก็อารักขเทวดาที่เคยเป็นพระชนนีของท้าวเธอในอัตภาพที่ ๓ มีอยู่. พระราชาทรงชนะด้วยสกา เพราะอานุภาพแห่งอารักขเทวดานั้น. อารักขเทวดานั้นได้สถิตอยู่ในที่ใกล้แห่งพระราชานั้น. พระราชาทรงระลึกถึงนางเทพธิดานั้น. เมื่อจะทรงทอดสกา จึงตรัสพระคาถาว่า
ข้าแต่มารดา ขอมารดาจงดูแลข้าพเจ้าด้วย. โปรดช่วยให้ความชนะปรากฏแก่ข้าพเจ้า. ข้าแต่มารดา ขอมารดาจงช่วยอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้า. เพราะเดชแห่งมารดา ความชนะมากจะมีแก่ข้าพเจ้า. ลูกบาศก์ที่ทำด้วยทองชมพูนุท ๔ เหลี่ยมจตุรัส กว้างและยาว ๘ นิ้ว. รุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางบริษัท ดุจแก้วมณีมีรัศมีสว่างไสว ที่ข้าพเจ้าจะทอดลง ณ บัดนี้. ขอให้พลิกขึ้นตามใจหวัง. ข้าแต่เทวดา จงให้ความชนะแก่ข้าพเจ้า จงเห็นแก่ข้าพเจ้าผู้มีโภคสมบัติน้อย อันคนที่มารดาคอยช่วยอนุเคราะห์อยู่แล้ว. ย่อมจะเห็นแต่ความเจริญทุกเมื่อ. ลูกบาศก์สกาชื่อมาลี ท่านกล่าวว่ามี ๘ แต้ม. ลูกบาศก์สกาชื่อสาวดี ท่านกล่าวว่า มี ๖ แต้ม. ลูกบาศก์สกาชื่อพหุลีทราบว่ามี ๔ แต้ม. ลูกบาศก์สกาชื่อสันติภัทรทราบว่า มี ๒ แต้ม และกระดานสกานั้น ท่านผู้รู้ประกาศว่ามี ๒๔ ตา.
พระราชา ครั้นทรงขับเพลงสกาแล้ว ทรงพลิกลูกบาศก์ด้วยพระหัตถ์ โยนขึ้นไปในอากาศ. ด้วยอานุภาพแห่งปุณณกยักษ์ ลูกบาศก์จะยังพระราชาปราชัย ย่อมตกลงไม่ดี. พระราชทรงฉลาดในศิลปศาสตร์สกา. เมื่อทราบว่า ลูกบาศก์หมุนตกลงจะทำพระองค์ให้ปราชัย ทรงรับไว้เสียก่อนในอากาศ. ทรงจับโยนขึ้นไปใหม่ในอากาศ. แม้ครั้งที่ ๒ ก็ทรงทราบลูกบาศก์ตกลงจะทำให้พระองค์ปราชัย จึงทรงรับไว้อย่างนั้นเหมือนกัน. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ดำริว่า พระราชาองค์นี้เล่นสกากับยักษ์ผู้เช่นเรา ยังมายื่นมือรับลูกบาศก์อันกำลังตกลงไว้ได้. นี่เพราะเหตุอะไรหนอ. เมื่อทราบว่า เพราะอานุภาพของอารักขเทวดาแล้ว. จึงถลึงตาดูอารักขเทวดานั้น แสดงดุจดังว่าโกรธ. อารักขเทวดา พอปุณณกยักษ์เพ่งดูเท่านั้น ก็สะดุ้งกลัว วิ่งหนีไปถึงที่สุดเขาจักรวาล. ได้ยืนแอบตัวสั่นอยู่รัวๆ. พระราชาทรงโยนลูกบาศก์ขึ้นไปครั้งที่ ๓ แม้จะทรงทราบว่า ลูกบาศก์ตกลงแล้วจะทำพระองค์ให้ปราชัย ก็หาสามารถจะทรงเหยียดพระหัตถ์ออกรับ ไว้ได้ไม่. เพราะอานุภาพแห่งปุณณกยักษ์ ลูกบาศก์นั้นตกลงไม่ดี ยังพระราชาให้ปราชัย. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ทราบว่า ท้าวเธอทรงปราชัย มีใจยินดี ตบมือ หัวเราะด้วยเสียงอันดัง ๓ ครั้งว่า ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้วดังนี้ เสียงนั้นได้แผ่ไปทั่วชมพูทวีป.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
พระราชาของกุรุรัฐและปุณณกยักษ์ ผู้มัวเมาในการเล่นสกาเข้าไปสู่โรงเล่นสกาแล้ว. พระราชาทรงเลือกได้ลูกบาศก์ที่มีโทษ ทรงปราชัย. ส่วนปุณณกยักษ์ชนะ. พระราชาและปุณณกยักษ์ทั้งสองนั้น เมื่อเจ้าพนักงานเอาสกามารวมพร้อมแล้ว ได้เล่นสกากันอยู่ในโรงสกานั้น. ปุณณกยักษ์ได้ชัยชนะ พระราชาผู้แกล้วกล้าประเสริฐกว่านรชน. ท่ามกลางพระราชา ๑๐๑ พระองค์ และพยานที่เหลือเสียงบันลือลั่นได้มีขึ้น ในสนามสกานั้น ๓ ครั้ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาวิสุ? ความว่า เข้าไปในโรงสกา. บทว่า วิจินํ ความว่า พระราชา ทรงเลือกใน ๒๔ ตา ได้ยึดในทางที่มีโทษ คือยึดเอาทางปราชัย. บทว่า กฏมคฺคหิ ความว่า ส่วนปุณณกยักษ์ยึดเอาชัยชนะ พระราชากับปุณณกยักษ์ทั้งสองนั้น เมื่อเจ้าพนักงานเอาสกามา พร้อมกันในโรงเล่นสกานั้น ท่านทั้งสองได้เล่นสกาแล้ว. บทว่า รญฺญํ ความว่า ครั้นปุณณกยักษ์นั้นชนะพระราชาผู้แกล้วกล้าประเสริฐกว่านรชน ในท่ามกลางแห่งพระราชา ๑๐๑ และท่านผู้เป็นสักขีพยานที่เหลือ. บทว่า ตตฺถปฺปนาโท ตุมุโล พภูว ความว่า เสียงบันลือลั่นได้มีขึ้นในมณฑลสกานั้น ๓ ครั้งว่า ขอพระองค์จงทราบความที่พระราชาทรงปราชัยแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว.

พระราชา ครั้นทรงปราชัยแล้ว ทรงเสียพระทัยเป็นกำลัง. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ เมื่อจะปลอบโยนท้าวเธอให้เบาพระทัย จึงทูลเป็นคาถาว่า
ข้าแต่พระมหาราชา เราทั้งสองผู้พยายามเล่นสกา ความชนะและความแพ้ ย่อมมีแก่คนใดคนหนึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน ข้าพระองค์ชนะพระองค์ด้วยทรัพย์อันประเสริฐแล้ว. ข้าพระองค์ชนะแล้ว ขอพระองค์ทรงพระราชทานเสียเร็วๆ เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อายูหตํ ความว่า บรรดาเราทั้งสองผู้พยายามเล่นสกา ความชนะและความแพ้ ย่อมมีแก่คนใดคนหนึ่ง เป็นธรรมดา. เพราะฉะนั้น ท่านอย่าคิดว่า เราเป็นผู้แพ้แล้ว. บทว่า ฆินฺโนสิ(๑. บาลีเป็น ชินฺโนสิ-ท่านเป็นผู้ชนะแล้ว.) ความว่า ท่านเป็นผู้เสื่อมแล้ว. บทว่า วรนฺธเนน แปลว่า ด้วยทรัพย์อันประเสริฐ. บทว่า ขิปฺปมวากโรหิ ความว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานทรัพย์ สำหรับเป็นค่าชัยชนะโดยฉับพลันเถิด พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะตรัสกะปุณณกยักษ์ว่า จงรับเอาซิ พ่อ. จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนท่านกัจจานะ ช้าง ม้า โค แก้วมณี กุณฑล และแก้วอันประเสริฐกว่า ทรัพย์ทั้งหลายมีอยู่ในแผ่นดินของเรา ท่านจงรับเอาเถิด เชิญขนเอาไปตามปรารถนาเถิด.

ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า
ช้าง ม้า โค แก้วมณี กุณฑล และแก้วอื่นใดที่มีอยู่ในแผ่นดินของพระองค์ บัณฑิตมีนามว่า วิธุระ เป็นแก้วมณีอันประเสริฐกว่าทรัพย์เหล่านั้น ข้าพระองค์ชนะพระองค์แล้ว โปรดพระราชทานวิธุรบัณฑิตแก่ข้าพระองค์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส เม ชิโต ความว่า ข้าพระองค์ก็ชนะพระองค์แล้ว ผู้เป็นรัตนะอันสูงสุด และพระองค์ก็เป็นผู้ประเสริฐกว่ารัตนะทั้งปวง. เพราะฉะนั้นเป็นอันชื่อว่า ข้าพระองค์ชนะพระองค์แล้ว. พระองค์โปรดจงทรงพระราชทาน วิธุรบัณฑิตแก่ข้าพระองค์เถิด.

พระราชาตรัสพระคาถาว่า
วิธุรบัณฑิตนั้นเป็นตัวของเรา เป็นที่พึ่ง เป็นคติ เป็นเกาะ เป็นที่เร้น และเป็นที่ไปในเบื้องหน้าของเรา. ท่านไม่ควรจะเปรียบวิธุรบัณฑิตนั้น กับทรัพย์ของเรา. วิธุรบัณฑิตนั้นเช่นกับชีวิตของเรา คือ เป็นตัวเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺตา จ เม โส ความว่า ก็วิธุรบัณฑิตนั้น ชื่อว่าเป็นตัวของเรา และเราได้พูดแล้วว่า เว้น ตัวเรา เศวตฉัตร และอัครมเหสีเสีย. นอกนั้นเราให้แก่ท่าน เพราะเหตุนั้น ท่านอย่ายึดวิธุรบัณฑิตนั้นไว้ และวิธุรบัณฑิตนั้นไม่ใช่ เพียงแต่เป็นตัวของเราอย่างเดียว. โดยที่แท้วิธุรบัณฑิตนั้น ทั้งเป็นที่พึ่ง เป็นคติ เป็นเกาะ เป็นที่เร้น และเป็นที่ไปในเบื้องหน้าของเราอีกด้วย. บทว่า อสนฺตุเลยฺโย มม โส ธเนน ความว่า ท่านไม่ควรเปรียบวิธุรบัณฑิตกับด้วยทรัพย์ ๗ ประการของเรา.

ปุณณกยักษ์กล่าวคาถาว่า
การโต้เถียงกันของข้าพระองค์ และของพระองค์จะพึงเป็นการช้านาน ขอเชิญเสด็จไปถามวิธุรบัณฑิตกันดีกว่า ให้วิธุรบัณฑิตนั้นแลชี้แจงเนื้อความนั้น วิธุรบัณฑิตจักกล่าวคำใด คำนั้นจงเป็นอย่างนั้นแก่เราทั้งสอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวรตุ เอตมตฺถํ ความว่า ขอวิธุรบัณฑิตนั้นนั่นแล จงประกาศว่า ท่านเป็นตัวของท่านหรือไม่. บทว่า โหตุ กถา อุภินฺนํ ถ้อยคำที่วิธุรบัณฑิตนั่นแล จงเป็นประมาณแก่เราทั้งสอง.

พระราชาตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนมาณพ ท่านพูดจริงแท้ทีเดียวและไม่ผลุนผลัน เราถามวิธุรบัณฑิตกันเถิดนะ เราทั้งสองจงยินดีตามคำที่วิธุรบัณฑิตพูดนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น จ มาณว สาหสํ ความว่า ท่านอย่าใช้คำอำนาจกล่าวคำผลุนผลันออกไป.

ก็แลพระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงร่าเริงพระทัยพาพระราชา ๑๐๑ พระองค์ และปุณณกยักษ์เข้าไปโรงธรรมสภาโดยเร็ว วิธุรบัณฑิตลงจากอาสนะ ถวายบังคมพระราชา แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์เจรจาปราศรัยกะพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่บัณฑิต เกียรติศัพท์ของท่านได้ปรากฏไปในสากลโลกว่า ท่านตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่พูดเท็จ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเช่นนี้ ก็ข้าพเจ้าจักทราบความที่ ท่านเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมได้ในวันนี้แล แล้วกล่าวคาถาว่า
เทวดาทั้งหลายย่อมรู้จักอำมาตย์ในแคว้นกุรุรัฐ ชื่อวิธุรบัณฑิตผู้ตั้งอยู่ในธรรม จริงหรือ การบัญญัติ ชื่อว่าวิธุระ ในโลกนั้น ท่านเป็นอะไร คือเป็นทาส หรือเป็นพระประยูรญาติของพระราชา.

ในคาถานั้น ข้าพเจ้าขอถามว่าเทวดาทั้งหลายเรียก คือกล่าวประกาศถึงท่านวิธุระ ผู้เป็นอำมาตย์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมแห่งแคว้นกุรุอย่างนี้ว่า อำมาตย์ชื่อว่า วิธุระ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่พูดมุสาวาท แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. เทพเหล่านั้น เมื่อทราบชัดอย่างนี้ จึงได้กล่าวแต่คำสัตย์ หรือว่าเทพเหล่านั้นพูดแต่ความไม่เป็นจริงเท่านั้นแล. บทว่า วิธุโรติ สํขฺยา กตโมสิ โลเก ความว่า ชื่อของท่านปรากฏอยู่ในโลกว่าวิธุระ. ท่านประกาศเป็นไฉน คือเป็นทาส เป็นคนชั้นต่ำ หรือเป็นเสมอ หรือยิ่งกว่า หรือเป็นพระประยูรญาติของพระราชา. คำที่เราถามมาแล้วนี้ ท่านจงบอกแก่เราก่อนว่า ท่านเป็นทาส หรือเป็นพระประยูรญาติของพระราชา.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า มาณพนี้ถามเราอย่างนี้ เราจะบอกเขาว่า เราเป็นญาติของพระราชา เราเป็นคนสูงกว่าพระราชา หรือไม่ได้เป็นอะไรเลยของพระราชา เช่นนี้ก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าชื่อว่าที่พึ่งในโลกนี้ จะเสมอด้วยคำจริงย่อมไม่มี เราควรจะพูดคำจริงเท่านั้น เพื่อจะแสดงว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นพระประยูรญาติของพระราชา และมิได้เป็นคนสูงกว่าพระราชา แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นทาสคนใดคนหนึ่งแห่งทาส ๔ จำพวก จึงกล่าว ๒ คาถาว่า
ในหมู่นรชน ทาสมี ๔ จำพวกคือ ทาสครอกจำพวก ๑. ทาสไถ่จำพวก ๑. ทาสที่ยอมตัวเป็นข้าเฝ้าจำพวก ๑. ทาสเชลยจำพวก ๑. แม้ข้าพเจ้าก็เป็นทาสโดยกำเนิดแท้ทีเดียว. ความเจริญก็ตาม ความเสื่อมก็ตาม จะมีแก่พระราชา แม้ข้าพเจ้าจะไปยังที่อื่น ก็คงเป็นทาสของสมมติเทพ นั่นเอง. ดูก่อนมาณพ พระราชาเมื่อจะพระราชทานข้าพเจ้าให้เป็นค่าพนันแก่ท่าน ก็พึงพระราชทานโดยชอบธรรม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามายทาสา ได้แก่ ทาสที่เกิดในท้องของนางทาสี ผู้มีสามีเป็นทาส. บทว่า สยํปิ เหเก อุปยนฺติ ทาสา ความว่า คนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเกิดมาเป็นคนใช้เขาทั้งหมดนั้น ชื่อว่าทาสผู้เข้าถึงความเป็นทาสเอง. บทว่า ภยา ปนุนฺนา ความว่า คนผู้เป็นเชลยถูกไล่ออกจากที่อยู่ของตน โดยราชภัยหรือโจรภัย. แม้ไปสู่แดนแห่งข้าศึก ก็ชื่อว่าเป็นทาสเหมือนกัน. บทว่า อทฺธา หิ โยนิโต อหํปิ ทาโส ความว่า ดูก่อนมาณพ แม้เราก็เป็นทาสเกิดจากกำเนิดทาสเอง รวมอยู่ในกำเนิดทาส ๔ จำพวกโดยส่วนเดียวแท้ๆ. บทว่า ภโว จ รญฺโ? อภโว จ ความว่า ความเจริญหรือความเสื่อม จงมีแก่พระราชาก็ตาม. ข้าพเจ้าไม่สามารถจะพูดเท็จได้เลย. บทว่า ปรํปิ ความว่า ข้าพเจ้าแม้ไปสู่ที่ไกล ก็ต้องเป็นทาสของสมมติเทพอยู่ตามเดิม. บทว่า ทชฺชา ความว่า พระราชาทอดทิ้งข้าพเจ้า เพราะทรัพย์ในการชนะแล้ว ประทานข้าพเจ้าเป็นค่าพนันแก่ท่าน. จึงพึงพระราชทานโดยธรรม คือโดยความเป็นจริงนั่นเอง.

ปุณณกยักษ์ได้ยินด
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Thu Apr 02, 2009 6:31 pm    เรื่อง: พระวิธูรบัณฑิต ตอบโดยอ้างข้อความ

ปุณณกยักษ์ได้ยินดังนั้น ก็ยินดีร่าเริงปรบมืออีก แล้วกล่าวคาถาว่า
วันนี้ ความชนะได้มีแก่ข้าพระองค์เป็นครั้งที่ ๒ เพราะว่า วิธุรบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ อันข้าพระองค์ถามแล้ว ได้ชี้แจงปัญหาอย่างแจ่มแจ้ง พระราชาผู้ประเสริฐไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรมหนอ ไม่ทรงยอมให้วิธุรบัณฑิตแก่ข้าพระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชเสฏฺโฐ ความว่า พระราชาผู้ประเสริฐนี้ ไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรมหนอ. บทว่า สุภาสิตํ ความว่า อันวิธุรบัณฑิตกล่าวดีแล้ว คือวินิจฉัยดีแล้ว. บทว่า นานุชานาสิ มยฺหํ ความว่า ปุณณกยักษ์กล่าวว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ยอมให้ข้าพเจ้าได้รู้จักกับวิธุรบัณฑิต ท่านไม่ให้เพื่ออะไร.

พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงโทมนัสว่า วิธุรบัณฑิตนี้ ไม่เห็นแก่ผู้มีอุปการะคุณ ผู้ให้ลาภให้ยศเช่นเรา เห็นแก่มาณพที่พึงเห็นกันเดี๋ยวนี้ แล้วทรงพระพิโรธแก่พระมหาสัตว์ ตรัสกะปุณณกยักษ์ว่า แน่ะมาณพ ถ้าวิธุรบัณฑิตเป็นทาส ท่านจงเอาเขาไปเสีย ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนกัจจานะ ถ้าวิธุรบัณฑิตชี้แจงปัญหาแก่เราทั้งหลายอย่างนี้ว่า เราเป็นทาส เราหาได้เป็นญาติไม่ ท่านจงรับเอาวิธุรบัณฑิต ผู้เป็นทรัพย์อันประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งหลาย พาไปตามที่ท่านปรารถนาเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวญฺจ โน โส วิวเรตฺถ ปญฺหํ ความว่า ถ้าวิธุรบัณฑิตเปิดเผยปัญหาอย่างนี้ว่า เราเป็นทาส หาได้เป็นญาติไม่เลย ขอท่านจงรับเอาวิธุรบัณฑิต ผู้เป็นแก้วอันประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งหลาย พาไปตามปรารถนาในบริษัทมณฑลของท่านเถิด.
จบอักขขัณฑกัณฑ์

ก็แลพระราชา ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงทรงพระดำริว่า มาณพลักพาวิธุรบัณฑิตไปตามชอบใจ นับตั้งแต่วันที่เธอจากไป ยากที่เราจะได้ฟังธรรมกถาอันไพเราะ ถึงอย่างไร เราควรขอให้เธอพักอยู่ในถิ่นของตน ถามปัญหาในฆราวาสธรรมเสียก่อน. ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงอาราธนาพระมหาสัตว์นั้น อย่างนี้ว่า ข้าแต่บัณฑิต เมื่อท่านจากไปแล้ว ยากที่ข้าพเจ้าจักได้ฟังธรรมกถาอันไพเราะ ขอท่านพักอยู่ในถิ่นของตนเองก่อน เชิญนั่งบนธรรมาสน์อันประดับ แล้วแสดงปัญหาในฆราวาสธรรมแก่ข้าพเจ้า ณ บัดนี้. พระมหาสัตว์รับพระบรมราชโองการว่า ดีละ พระเจ้าข้า. แล้วนั่งบนธรรมาสน์ที่ประดับแล้ว. วิสัชนาปัญหาที่พระราชาตรัสถาม.
ปัญหาคาถาในฆราวาสธรรมนั้น มีดังต่อไปนี้
ท่านวิธุรบัณฑิต คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน จะพึงมีความประพฤติอันปลอดภัยได้อย่างไร. จะพึงมีความสงเคราะห์ได้อย่างไร. จะพึงมีความไม่เบียดเบียนได้อย่างไร และอย่างไร มาณพจึงจะชื่อว่า มีปกติกล่าวคำสัตย์ จากโลกนี้ไปยังโลกหน้าแล้ว จะไม่เศร้าโศกได้อย่างไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เขมา วุตฺติ กถํ อสฺส ความว่า คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน จะพึงประพฤติตนให้ปลอดภัยได้อย่างไร. บทว่า กถนฺนุ อสฺส สงฺคโห ความว่า อย่างไรหนอ เขาจะพึงมีการสงเคราะห์ กล่าวคือสังคหวัตถุ ๔ ประการใด. บทว่า อพฺยาปชฺฌํ แปลว่า ความเป็นผู้ปราศจากทุกข์. บทว่า สจฺจวาที จ ความว่า ก็อย่างไร มาณพจะพึงชื่อว่า กล่าวแต่คำสัตย์. บทว่า เปจฺจ แปลว่าไปสู่ ปรโลก.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
วิธุรบัณฑิตผู้มีคติ มีความเพียร มีปัญญาเห็นอรรถธรรมอันสุขุม กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ได้กราบทูลพระราชาในโรงธรรมสภานั้นว่า
ผู้ครองเรือนไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็นภริยา. ไม่ควรบริโภคอาหารมีรสอร่อยแต่ผู้เดียว ไม่ควรซ่องเสพถ้อยคำอันให้ติดอยู่ในโลก ไม่ให้สวรรค์และนิพพาน เพราะถ้อยคำเช่นนั้น ไม่ทำให้ปัญญาเจริญได้เลย.
ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร ไม่ประมาท มีปัญญาเครื่องสอดส่องเหตุผล มีความประพฤติถ่อมตน ไม่พึงเป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น เป็นผู้สงบเสงี่ยม มีวาจาน่าคบเป็นสหาย อ่อนโยน.
ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้สงเคราะห์มิตร จำแนกแจกทาน รู้จักจัดทำ พึงบำรุงสมณพราหมณ์ด้วยข้าวน้ำทุกเมื่อ.
ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้ใคร่ต่อธรรม จำทรงอรรถธรรมที่ได้สดับมาแล้ว หมั่นไต่ถาม พึงเข้าไปหาท่านผู้มีศีล เป็นพหูสูตโดยเคารพ.
คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนจะพึงมีความประพฤติอันปลอดภัยได้อย่างนี้ จะพึงมีความสงเคราะห์ได้อย่างนี้ จะพึงมีความไม่เบียดเบียนกันได้อย่างนี้ และมาณพพึงปฏิบัติอย่างนี้ จึงจะชื่อว่า มีปกติกล่าวคำสัตย์ จากโลกนี้แล้วไปยังโลกหน้า จะไม่เศร้าโศกด้วยอาการอย่างนี้ พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ตตฺถ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิธุรบัณฑิตได้แสดงฆราวาสธรรม ถวายพระราชาในโรงธรรมสภานั้น. บทว่า คติมา ความว่า ชื่อว่า ผู้มีคติด้วยญาณคติอันประเสริฐ. บทว่า ธิติมา ได้แก่ ผู้มั่นคงเพราะมีความเพียรไม่ขาดสาย. บทว่า มติมา ความว่า ชื่อว่า ผู้มีปัญญาเพราะมีปัญญาอันไพบูลย์เสมอด้วยแผ่นดิน. บทว่า อตฺถทสฺสินา ความว่า ชื่อว่า ผู้เห็นอรรถด้วยญาณอันเห็นอรรถอันละเอียดสุขุม. บทว่า สงฺขาตา ความว่า วิธุรบัณฑิตกำหนดรู้ธรรมได้ทั้งหมดด้วยปัญญา คือญาณเครื่องรู้แล้ว. กราบทูลคำมีอาทิว่า อย่าคบหาภริยาอันสาธารณะ ในฆราวาสธรรมนั้น. ผู้ใดผิดภรรยาของชนเหล่าอื่น ผู้นั้นชื่อว่า มีภริยาเป็นสาธารณะ. ผู้เช่นนั้นอย่าพึงมีภริยาอันเป็นสาธารณะเลย. บทว่า สาธุเมกโก ความว่า ผู้อยู่ครองเรือน ไม่ให้โภชนะอันประณีตมีรสอร่อยแก่ชนเหล่าอื่น. ไม่พึงบริโภคแต่ผู้เดียว. บทว่า โลกายติกํ ความว่า ไม่ควรซ่องเสพวาทะอันเกี่ยวในทางหายนะ อันเป็นคำพูดให้เขาหลงเชื่อ. ไม่อาศัยประโยชน์ ไม่เป็นทางให้ไปสวรรค์. บทว่า เนตํ ปญฺญาย วฑฺฒนํ ความว่า ก็ข้อนั้น เป็นทางทำโลกให้ปั่นป่วน ไม่ทำให้ปัญญาเจริญ.
บทว่า สีลวา ได้แก่ ประกอบด้วยศีล ๕ ข้อไม่ขาด. บทว่า วตฺตสมฺปนฺโน ความว่า ผู้อยู่ครอบครองเรือนต้องเข้าถึง ความประพฤติอนุวัตรตามพระราชา. บทว่า อปฺปมตฺโต ความว่า เป็นผู้ไม่ประมาทในกุศลธรรม. บทว่า นิวาตวุตฺติ ความว่า ไม่กระทำความเย่อหยิ่ง ประพฤติตนตกต่ำรับโอวาทานุศาสนี. บทว่า อตฺถทฺโธ ความว่า เว้นจากความตระหนี่เหนียวแน่น. บทว่า สุรโต ความว่า ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม. บทว่า สขิโล แปลว่า ผู้มีวาจาเป็นที่ตั้งแห่งความรัก. บทว่า มุทุ ได้แก่ ผู้ไม่หยาบคายด้วยกายวาจาและจิต. บทว่า สงฺคเหตา จ มิตฺตานํ ความว่า ผู้อยู่ครองเรือนพึงเป็น ผู้ทำการสงเคราะห์มิตรอันดีงาม คือพึงสงเคราะห์ ในบรรดาทานเป็นต้น อันเป็นเครื่องสงเคราะห์กันนั้น. บทว่า สํวิภาคี ได้แก่ ทำการจำแนกทาน แก่สมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมเป็นต้น และแก่คนกำพร้าเป็นต้น. บทว่า วิธานวา ความว่า พึงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการจัดแจง ในกิจทั้งหมดอย่างนี้ว่า ในเวลานี้ควรจะไถ เวลานี้ควรจะหว่าน. บทว่า ตปฺเปยฺย ความว่า พึงบรรจุภาชนะที่ตนรับแล้วๆ ให้เต็มแล้ว เมื่อให้พึงพอใจ. บทว่า ธมฺมกาโม ความว่า ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้ใคร่ปรารถนาประเพณีธรรมบ้าง สุจริตธรรมบ้าง. บทว่า สุตาธาโร ความว่า เป็นผู้ทรงสุตะ. บทว่า ปริปุจฺฉโก ความว่า ผู้อยู่ครองเรือนพึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม แล้วมีปกติ ไต่ถามด้วยคำมีอาทิว่า อะไรเป็นกุศลนะขอรับ. บทว่า สกฺกจจํ แปลว่า โดยความเคารพ. บทว่า เอวํ นุ อสฺส สงฺคโห ความว่า ผู้อยู่ครองเรือน แม้การสงเคราะห์ก็สมควรทำเช่นนั้น. บทว่า สจฺจวาที ความว่า ผู้อยู่ครองเรือนปฏิบัติได้อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวคำสัตย์.

พระมหาสัตว์แสดงปัญหาในฆราวาสธรรมถวายแด่พระราชาอย่างนี้แล้ว ลงจากบัลลังก์ถวายบังคมพระราชา. ฝ่ายพระราชาทรงกระทำมหาสักการะแก่พระมหาสัตว์นั้น มีพระราชา ๑๐๑ พระองค์แวดล้อมเป็นบริวาร เสด็จกลับไปสู่พระนิเวศน์ของพระองค์.
จบฆราวาสธรรมปัญหา

ส่วนพระมหาสัตว์กลับเรือนของตนแล้ว. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์จึงกล่าวคาถาว่า
ท่านมาไปด้วยกัน ณ บัดนี้ พระเจ้าแผ่นดินธนัญชัยผู้เป็นอิสราธิบดี พระราชทานท่านให้แก่ข้าพเจ้าแล้ว ขอท่านจงปฏิบัติประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ธรรมนี้เป็นของเก่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน ในบทว่า ทินฺโน โน นี้เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ท่านอันพระเจ้าธนัญชัยผู้เป็นอิสราธิบดี ได้พระราชทานแล้ว. บทว่า เอส ธมฺโม สนนฺตโน ความว่า เพราะเมื่อท่านปฏิบัติ ให้เป็นประโยชน์แก่เรา ชื่อว่าเป็นอันปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่นายของตน การทำให้เป็นประโยชน์แก่นายของตนนั้น ชื่อว่าเป็นธรรมของเก่าคือ เป็นแบบของบัณฑิตในปางก่อน อย่างแท้จริง.

วิธุรบัณฑิตกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนมาณพ ข้าพเจ้าย่อมรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้อันท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้อันพระราชา ผู้เป็นอิสราธิบดีพระราชทานแก่ท่านแล้ว แต่ข้าพเจ้าขอให้ท่านพักอยู่ในเรือนสัก ๓ วัน ขอให้ท่านยับยั้งอยู่ตลอดเวลาที่ ข้าพเจ้าสั่งสอนบุตรภรรยาก่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยาหมสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าย่อมรู้ว่า ท่านได้ข้าพเจ้าแล้ว คือเมื่อได้ข้าพเจ้า ไม่ใช่ได้โดยประการอื่น. บทว่า ทินฺโนหมสฺมิ ตว อิสฺสเรน ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้อันพระราชา ผู้เป็นอิสราธิบดีของข้าพเจ้า ได้พระราชทานแก่ท่านแล้ว. บทว่า ตีหญฺจ ความว่า ดูก่อนมาณพ เราเป็นผู้มีอุปการะมากแก่ท่าน เพราะไม่เห็นคล้อยตามพระราชา พูดไปตามความจริงเท่านั้น. เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้อันท่านได้แล้ว ท่านจงรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นใหญ่แก่ตน พวกเราจะพักอยู่ในเรือนของตน ๓ วัน เพราะฉะนั้น ท่านจงยับยั้งอยู่ ให้ข้าพเจ้าสั่งสอนบุตรและภรรยาก่อน.

ปุณณกยักษ์ได้ฟังดังนั้น แล้วคิดว่า บัณฑิตนี้พูดจริง เธอมีอุปการะแก่เราเป็นอย่างมาก แม้หากว่า เมื่อเธอจะขอให้เราพักอยู่ ๗ วันก็ดี ครึ่งเดือนก็ดี เราก็จะยับยั้งอยู่โดยแท้ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า
คำที่ท่านกล่าวนั้น จงมีแก่ข้าพเจ้าเหมือนอย่างนั้น ข้าพเจ้าจักพักอยู่ ๓ วัน ตั้งแต่วันนี้ ท่านจงทำกิจในเรือนทั้งหลาย ท่านจงสั่งสอนบุตรภริยาเสียแต่วันนี้ ตามที่บุตรภริยาของท่านจะพึงมีความสุข ในภายหลัง ในเมื่อท่านไปแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมฺเม ความว่า คำที่ท่านขอนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าตามใจท่าน. บทว่า ภวชฺช ความว่า ท่านผู้เจริญ จงสั่งสอนบุตรและภริยา ๓ วันตั้งแต่วันนี้ไป. บทว่า ตยี เปจฺจ ความว่า ท่านจงสั่งสอนโดยประการที่เมื่อท่านไปแล้ว ภายหลังบุตรและภริยาของท่านจะพึงมีความสุข.

ปุณณกยักษ์ ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว เข้าไปสู่นิเวศน์ของพระมหาสัตว์นั้นแล.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
ปุณณกยักษ์ผู้มีสมบัติน่าใคร่มากมาย กล่าวว่า ดีละ แล้วหลีกไปกับวิธุรบัณฑิต เป็นผู้มีมารยาทอันประเสริฐสุด เข้าไปในบ้านของวิธุรบัณฑิต อันบริบูรณ์ด้วยช้างและม้าอาชาไนย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหูตกาโม แปลว่า ผู้มีโภคทรัพย์มากมาย. บทว่า ตํ กุญฺชราชญฺญหยานุจิณฺณํ ความว่า สั่งสม คือบริบูรณ์ด้วยช้างและม้าอาชาไนย. บทว่า อริยเสฏฺโฐ ความว่า เป็นผู้สูงสุดในมารยาทอันประเสริฐสุด.

ปุณณกยักษ์เข้าไปในบ้านแห่งวิธุรบัณฑิตแล้ว ก็พระมหาสัตว์ได้มีปราสาท ๓ หลัง เพื่อเป็นที่พักแรม ๓ ฤดู. ในปราสาท ๓ หลังนั้น หลังหนึ่งชื่อว่าโกญจะ หลังหนึ่งชื่อว่ามยูระ หลังหนึ่งชื่อว่าปิยเกต.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาปราสาท ๓ หลังนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ปราสาทของพระมหาสัตว์มีอยู่ ๓ หลัง คือโกญจปราสาท ๑ มยูรปราสาท ๑ ปิยเกตปราสาท ๑. ในปราสาททั้ง ๓ นั้น พระมหาสัตว์ได้พาปุณณกยักษ์เข้าไปยังปราสาท อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก มีภักษาหารบริบูรณ์ มีข้าวน้ำเป็นอันมาก ดังหนึ่งสักกสารวิมานของท้าววาสวะ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ความว่า บรรดาปราสาททั้ง ๓ นั้น. พระมหาสัตว์พาปุณณกยักษ์เข้าไปยังปราสาท อันเป็นที่ที่ตนอยู่ในสมัยนั้น ซึ่งเป็นที่ที่น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก. ก็แลครั้นเข้าไปแล้ว ให้จัดแจงห้องอันเป็นที่นอน และห้องโถงใหญ่ ในชั้นที่ ๗ แห่งปราสาท ที่ได้ตบแต่งไว้แล้ว. ให้ปูที่นอนอันทรงสิริ บำรุงวิธีมีข้าวและน้ำเป็นต้นทั้งหมด. แล้วมอบให้แก่ปุณณกยักษ์นั้น ด้วยสั่งว่า หญิง ๕๐๐ ดุจนางเทพกัญญาเหล่านี้ จงเป็นหญิงบำรุงบำเรอท่าน. ท่านอย่าเบื่อหน่าย จงอยู่ในที่นี้เถิด. ครั้นมอบให้แล้ว จึงได้ไปสู่ที่อยู่ของตน. เมื่อพระมหาสัตว์ไปแล้ว หญิงบำเรอเหล่านั้น จับเครื่องดนตรีต่างๆ เริ่มการประโคม มีฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น เพื่อบำเรอปุณณกยักษ์.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
นารีทั้งหลายผู้ประดับประดางดงาม ดังเทพอัปสรในเทวโลก ฟ้อนรำขับเพลงอันไพเราะจับใจ กล่อมปุณณกยักษ์อยู่ในปราสาทหลังนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวฺหยนฺติ แปลว่า ย่อมร้องเรียก. บทว่า วราวรํ ความว่า นางบำเรอเหล่านั้นประดับองค์ทรงเครื่องอันงดงาม พากันฟ้อนรำและขับกล่อมประสานเสียงกันอยู่.

พระมหาสัตว์ผู้รักษาธรรม รับรองปุณณกยักษ์ ด้วยนางบำเรอที่น่ายินดี ทั้งข้าวและน้ำแล้ว คิดถึงประโยชน์ส่วนตน ได้เข้าไปในสำนักของภริยาในกาลนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปมุทาหิ ความว่า พระมหาสัตว์รับรองปุณณกยักษ์ ด้วยเหล่านางบำเรอที่น่ายินดีชื่นใจ และด้วยข้าวและน้ำ. บทว่า ธมฺมปาโล แปลว่า ผู้รักษาธรรม คือผู้คุ้มครองธรรม. บทว่า อคฺคตฺถเมว ได้แก่ ซึ่งประโยชน์อันเลิศนั่นเอง. บทว่า ปาเวกฺขิ ภริยาย ความว่า ได้เข้าไปใกล้ภริยาผู้ประเสริฐกว่าสตรีทั้งปวง.

ได้กล่าวกะภริยาผู้มีผิวพรรณอันผุดผ่อง ดุจแท่งทองชมพูนุท มีองค์อันลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์และของหอมว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ผู้มีเนตรอันแดงงาม เจ้าจงมา. จงเรียกบุตรธิดาของเรามาฟังคำสั่งสอน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภริยํ อวจ แปลว่า ได้กล่าวกะภริยา. บทว่า อามนฺตย แปลว่า ได้เรียก.

นางอโนชาได้สดับถ้อยคำของสามี ได้กล่าวกะลูกสะใภ้ ผู้มีเล็บอันแดง มีตาอันงดงามว่า ดูก่อนยอดดวงใจ ผู้มีดวงตาอันงดงามหาที่ติมิได้ เจ้าจงเรียกบุตรทั้งหลายของเราผู้ทรงเครื่องปกปิดหนัง ผู้แกล้วกล้าสามารถมา ณ บัดนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนชา ได้แก่ ภรรยาผู้มีชื่ออย่างนั้น. บทว่า สุณิสํ อวจ ตมฺพนขึ สุเนตฺตํ ความว่า นางอโนชาได้สดับถ้อยคำของสามี เป็นผู้มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้อยู่. คิดว่า เราไม่ควรจะไปเรียกบุตรด้วยตนเอง เราจักสั่งลูกสะใภ้ไป. ดังนี้แล้ว ไปสู่ที่อยู่ของลูกสะใภ้นั้น ได้กล่าวกะลูกสะใภ้ผู้มีเล็บอันแดง มีดวงตางดงาม. บทว่า อามนฺตย แปลว่า จงเรียก. บทว่า จมฺมธรานิ ความว่า ผู้ทรงซึ่งเครื่องปกปิดหนัง ผู้แกล้วกล้าสามารถ. ก็เครื่องอาภรณ์นั่นเอง ท่านประสงค์เอาว่า จมฺม เครื่องปกปิดหนังในที่นั้น. เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งเครื่องอาภรณ์ดังนี้ก็มี. บทว่า เจเต ความว่า ลูกสะใภ้เรียกเขาโดยชื่อ. บทว่า ปุตฺตานิ ได้แก่ บุตรและธิดาของเรา. บทว่า อินฺทีวรปุปฺผสาเม ความว่า ย่อมร้องเรียกเขา.

ลูกสะใภ้รับคำว่า ดีละ. แล้วเที่ยวไปตามปราสาท ร้องเรียกเพื่อนสนิทของพระมหาสัตว์ บุตรและธิดาหมดทุกคนให้ไปประชุมกันว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย บิดาต้องการจะให้โอวาท จึงเรียกท่านทั้งหลายมา. ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายเห็นบิดาครั้งนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย. ส่วนว่า ธรรมปาลกุมารได้ยินคำนั้นแล้ว จึงพาพี่น้องร้องไห้ไปสู่สำนักของท่านบิดา. ฝ่ายวิธุรบัณฑิตเห็นบุตรธิดาเหล่านั้น ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ตามปกติ มีเนตรเต็มไปด้วยน้ำตา สวมกอดและจูบศีรษะบุตรธิดาเหล่านั้น ให้บุตรคนโตนอนบนตัก. สักครู่หนึ่งแล้วก็ยกลงจากตัก ออกจากห้องอันประกอบด้วยสิริ ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ที่พื้นปราสาทหลังใหญ่ ได้ให้โอวาทแก่บุตรพันหนึ่ง.

พระศาสดา เมื่อประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
พระมหาสัตว์ผู้รักษาธรรม ได้จุมพิตบุตรธิดาผู้มาแล้วนั้นที่กระหม่อมไม่หวั่นไหว ครั้นเรียกบุตรธิดามาพร้อมแล้ว ได้กล่าวสั่งสอนว่า พระราชาในพระนครอินทปัตตะนี้ พระราชทานพ่อให้แก่มาณพแล้ว พ่อพึงมีความสุขของตนเองได้เพียง ๓ วัน ตั้งแต่วันนี้ไป พ้นจากนั้นไป พ่อก็ต้องเป็นไปในอำนาจของมาณพนั้น เขาจะพาพ่อไปตามที่เขาปรารถนา ก็พ่อมาเพื่อจะสั่งสอนลูกทั้งหลาย พ่อยังไม่ได้ทำเครื่องป้องกันให้แก่ลูกทั้งหลายแล้ว จะพึงไปได้อย่างไร.
ถ้าพระราชาผู้ปกครองกุรุรัฐ ผู้มีพระราชสมบัติอันน่าใคร่เป็นอันมาก ทรงต้องการกัลยาณมิตร จะพึงตรัสถามลูกทั้งหลายว่า เมื่อก่อนเจ้าทั้งหลายย่อมรู้เหตุเก่าๆ อะไรบ้าง. พ่อของเจ้าทั้งหลายได้พร่ำสอนอะไรไว้ ในกาลก่อนบ้าง ถ้าแหละพระราชาจะพึงมีพระราชโองการตรัสว่า เจ้าทั้งปวงเป็นผู้มีอาสนะเสมอกัน กับเราในราชตระกูลนี้ มนุษย์คนไรซึ่งจะมีชาติตระกูล คู่ควรกับพระราชา ไม่มี.
ลูกทั้งหลายพึงถวายบังคมกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์อย่าได้รับสั่งอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า เพราะข้อนี้มิใช่ธรรมเนียม ขอเดชะ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีชาติต่ำต้อย ไม่สมควรมีอาสนะเสมอด้วยพระองค์ผู้สูงศักดิ์ เหมือนสุนัขจิ้งจอกผู้มีชาติต่ำต้อย จะพึงมีอาสนะเสมอด้วยพระยาไกรสรราชสีห์อย่างไรได้ พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมปาโล ได้แก่ พระมหาสัตว์. บทว่า ทินฺนาหํ ความว่า เราเป็นผู้อันพระราชาทอดทิ้งทรัพย์ ในชัยชนะพระราชทานแก่มาณพ. บทว่า ตสฺสชฺชหํ อตฺตสุขี วิเธยฺโย ความว่า บิดามีความสุขในอำนาจแห่งตนได้ชั่ว ๓ วัน แต่วันนี้ไป พ้นจาก ๓ วันนี้ไป บิดาก็เป็นไปในอำนาจแห่งมาณพ ก็ในวันที่ ๔ มาณพนั้นจะพาบิดาไปในที่ไหนๆ ที่เขาปรารถนาโดยส่วนเดียว. บทว่า อปริตฺตาย ความว่า ก็บิดามาเพื่อจะสอนเจ้าทั้งหลายว่า บิดาหากยังมิได้ทำเครื่องป้องกันแก่พวกเจ้า จะพึงไปได้อย่างไร เหตุนั้น บิดาจะต้องมาเพื่อสั่งสอนพวกเจ้า. บทว่า ชนสณฺโฐ ความว่า พระราชาผู้ทำความมั่นคงแก่ชน ผู้เป็นมิตรด้วยการผูกมิตร.
บทว่า ปุเร ปุราณํ ความว่า ในกาลก่อนแต่นี้พวกเจ้าย่อมรู้เหตุการณ์เก่าๆ อะไรบ้าง บิดาของพวกเจ้าสั่งสอนพร่ำสอนไว้ อย่างไรบ้าง เจ้าทั้งหลายที่พระราชาตรัสถามอย่างนี้. พึงทูลว่า บิดาของข้าพระองค์ทั้งหลายได้ให้โอวาทอย่างนี้ๆ. บทว่า สมานาสนา โหถ ความว่า ก็ถ้าว่า เมื่อพวกเจ้าทูลบอกโอวาทที่บิดาให้นี้ พระราชาจะพึงมีพระราชโองการตรัสว่า พวกเจ้าทั้งปวงมานั่งบนอาสนะเสมอกันกับเราในวันนี้. บทว่า โกนีธ รญฺโญ อพฺภุติโก มนุสฺโส ความว่า ในตระกูลนี้ มนุษย์คนไรนอกจากพวกเจ้า ซึ่งจะมีชาติสกุลสูงศักดิ์เสมอด้วยพระราชา หามิได้ เพราะฉะนั้น จงให้นั่งบนอาสนะของตน. บทว่า ตมญฺชลึ ความว่า ถ้าพวกเจ้าพึงกระทำอัญชลี ถวายบังคมทูลอย่างนี้ไซร้ ขอเดชะ ขอพระองค์อย่าได้ตรัสอย่างนั้น เพราะข้อนั้นหาได้ถูกธรรมเนียมไม่. บทว่า วิยคฺฆราชสฺส ได้แก่ ไกรสรราชสีห์. บทว่า นิหีนชจฺโจ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์มีชาติต่ำต้อยเหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่ จะพึงมีอาสนะเสมอด้วยพระองค์ได้อย่างไร. สุนัขจิ้งจอกย่อมเป็นผู้มีอาสนะเสมอด้วยราชสีห์แม้ ฉันใด. พวกข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ควรมีอาสนะเสมอด้วยพระองค์.

ส่วนพวกบุตรธิดาญาติผู้มีใจดีและทาสกรรมกรทั้งหมดนั้น ได้สดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์ดังนี้ ไม่อาจดำรงอยู่ได้ตามปกติ ต่างพากันร้องไห้พิไรร่ำไปตามกัน พระมหาสัตว์ได้ตักเตือนชนเหล่านั้น ให้คลายโศกาดูร มีสติรู้สึกตัวได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้.
จบลักขกัณฑ์
ลำดับนั้น วิธุรบัณฑิตเห็นบุตรธิดา และพวกญาติเข้าไปหาตนนั่งนิ่งเงียบอยู่. จึงกล่าวว่า ดูก่อนพ่อและแม่ทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าวิตกไปเลย อย่าเศร้าโศก อย่าพิไรร่ำรำพันไปเลย. สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา. สมมติธรรมอันได้นามว่ายศ ย่อมมีวิบัติเป็นที่สุด. อนึ่ง เราจักแสดงจริยาวัตรของพระราชเสวกนามว่า ราชวสดีธรรม อันเป็นเหตุให้เกิดยศแก่พวกเจ้า. พวกเจ้าจงตั้งใจสดับราชวสดีธรรมนั้น. ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว จึงเริ่มแสดงราชวสดีธรรม ด้วยพุทธลีลา.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ก็วิธุรบัณฑิตนั้น มีความดำริแห่งใจอันหดหู่ กล่าวกะบุตร ธิดา ญาติมิตรและเพื่อนสนิทว่า ดูก่อนลูกรักทั้งหลาย ลูกทั้งหลายจงมานั่งฟังราชวสดีธรรม อันเป็นเหตุให้บุคคล ผู้เข้าไปสู่ราชสกุลได้ยศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุหทชฺชเน แปลว่า คนมีหทัยดี. บทว่า เอถยฺยา ความว่า วิธุรบัณฑิตนั้น เรียกบุตรและธิดา ด้วยคำร้องเรียกอันน่ารักว่า แม่และพ่อจงมาดังนี้. บทว่า ราชวสตึ ความว่า พวกเจ้าจงฟัง การบำรุงพระราชาที่เราจะกล่าว. บทว่า ยถา แปลว่า ด้วยเหตุใด. บทว่า ราชกุลมฺปตฺโต ความว่า บุคคลผู้เข้าไปสู่ราชสกุล คืออยู่ในสำนักพระราชา ย่อมประสพยศ.

พวกเจ้าจงฟังเหตุนั้น ดังที่เราจะกล่าวต่อไปนี้
ผู้เข้าสู่ราชสกุล พระราชายังไม่ทรงทราบ ย่อมไม่ได้ยศ ราชเสวกไม่ควรกล้าเกินไป ไม่ควรขลาดเกินไป ควรเป็นผู้ไม่ประมาท ในกาลทุกเมื่อ เมื่อใดพระราชาทรงทราบความประพฤติปรกติ ปัญญา และความบริสุทธิ์ของราชเสวกนั้น เมื่อนั้นย่อมทรงวางพระทัยและไม่ทรงรักษาความลับ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญาโต ได้แก่ ผู้มีคุณยังไม่ปรากฏ ผู้ยังไม่รับพระราชทานยศศักดิ์อันแจ่มชัด. บทว่า นาติสูโร แปลว่า ผู้ไม่แกล้วกล้า. บทว่า นาติทุมฺเมโธ แปลว่า ไม่ใช่ผู้มีชาติแห่งบุคคลผู้ขลาด. บทว่า ยทาสฺส สีลํ ความว่า เมื่อใดพระราชาทรงประสบศีล ปัญญา ความสะอาด และทรงทราบอาจารสมบัติ กำลังแห่งญาณ และความเป็นผู้สะอาดของเสวกนั้น. บทว่า อถ วิสฺสาสเต ตมฺหิ ความว่า เมื่อนั้น พระราชาทรงไว้วางใจในเสวกนั้น คือทรงกระทำความคุ้นเคย ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องปกปิดความลับของพระองค์ ย่อมทรงเปิดเผย.

ราชเสวกอันพระราชามิได้ตรัสใช้ ไม่พึงหวั่นไหวด้วยอำนาจฉันทาคติ เป็นต้น ดังตราชูที่บุคคลประคองให้มีคันเสมอเที่ยงตรง ฉะนั้น ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวกพึงตั้งใจกระทำราชกิจทุกอย่างให้เสมอต้นเสมอปลาย เหมือนตราชูที่บุคคลประคอง ให้มีคันเสมอเที่ยงตรง ฉะนั้น ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุลา ยถา ความว่า ราชเสวกอันพระราชาตรัสใช้ว่า เจ้าจงทำกรรมนี้ในราชกิจบางอย่าง เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ด้วยอำนาจการถึงอคติมีฉันทาคติ เป็นต้น คือพึงเป็นผู้เสมอในกิจทั้งปวง เหมือนตราชูที่มีประการดังกล่าวแล้วนี้ ย่อมไม่ยุบลง ไม่ฟูขึ้น ฉะนั้น. บทว่า ส ราชวสตึ ความว่า ราชเสวกเห็นปานนี้นั้น. พึงอยู่ในราชตระกูล พึงปรนนิบัติพระราชา ก็แลเมื่อปรนนิบัติอย่างนี้ พึงได้ยศ. บทว่า สพฺพานิ อภิสมฺโภนฺโต ความว่า เมื่อทำราชกิจทุกอย่าง.

ราชเสวกต้องเป็นคนฉลาดในราชกิจ อันพระราชาตรัสใช้กลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ไม่พึงหวาด หวั่นไหวในการกระทำราชกิจนั้นๆ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้. ทางใดที่เขาตกแต่งไว้เรียบร้อยดี สำหรับเสด็จพระราชดำเนิน ถึงพระราชาทรงอนุญาต ราชเสวกก็ไม่ควรเดินโดยทางนั้น ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น วิกมฺเปยฺย ความว่า ราชเสวกไม่พึงหวั่นไหวปฏิบัติราชกิจเหล่านั้น. บทว่า โย จสฺส ความว่า หนทางที่เขาตบแต่งไว้เป็นอันดี เพื่อเป็นมรรควิถีเสด็จพระราชดำเนิน. บทว่า สุปฏิยาทิโต ความว่า เป็นราชเสวก แม้จะได้พระราชานุญาต ก็ไม่ควรเดินไปทางนั้น.

ราชเสวกไม่พึงบริโภคสมบัติที่น่าใคร่ ทัดเทียมกับพระราชาในกาลไหนๆ ควรเดินหลังในทุกสิ่งทุกอย่าง ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวกไม่ควรใช้สอยประดับประดาเสื้อผ้า มาลา เครื่องลูบไล้ ทัดเทียมกับพระราชา ไม่พึงประพฤติอากัปกิริยา หรือพูดจาทัดเทียมกับพระราชา ควรทำอากัปกิริยาเป็นอย่างหนึ่ง ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น รญฺโญ ความว่า เป็นราชเสวกไม่พึงบริโภคโภคสมบัติที่น่าใคร่ ทัดเทียมกับพระราชา เพราะพระราชาย่อมทรงกริ้วต่อบุคคลเช่นนั้น. บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า พึงเดินตามหลัง ปฏิบัติให้ต่ำกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ในกามคุณมีรูปเป็นต้น. บทว่า อญฺญํ กเรยฺย ความว่า พึงกระทำอากัปกิริยาอย่างอื่นจากราชอากัปกิริยา. บทว่า ส ราชวสตึ วเส ความว่า บุคคลนั้นพึงเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้ว พึงอยู่.

เมื่อพระราชาทรงพระสำราญอยู่กับหมู่อำมาตย์ อันพระสนมกำนัลในเฝ้าแหนอยู่ เสวกามาตย์เป็นผู้ฉลาด ไม่พึงทำการทอดสนิทในพระสนมกำนัลใน ราชเสวกไม่ควรเป็นคนฟุ้งซ่าน ไม่คะนองกายวาจา มีปัญญาเครื่องรักษาตน สำรวมอินทรีย์ สมบูรณ์ด้วยการตั้งใจไว้ดี ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาวํ ได้แก่ ความประสงค์ด้วยอำนาจความคุ้นเคย. บทว่า อจปโล ได้แก่ ไม่เป็นผู้ตบแต่งประดับเป็นปกติ. บทว่า นิปโก ได้แก่ ผู้มีญาณแก่กล้า. บทว่า สํวุตินฺทฺริโย ได้แก่ ผู้สำรวมปิดกั้นอินทรีย์ ๖ ได้แล้ว คืออย่าพึงมองดู อวัยวะน้อยใหญ่ของพระราชา และไม่พึงมองดู ตำหนักนางสนมกำนัลของพระราชานั้น. บทว่า มโนปณิธิ สมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยจิตอันไม่หวั่นไหว คือตั้งไว้ด้วยดี.

ราชเสวกไม่ควรเล่นหัว เจรจาปราศรัยในที่ลับกับพระสนมกำนัลใน ไม่ควรถือเอาทรัพย์จากพระคลังหลวง ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.
ราชเสวกไม่พึงเห็นแก่การหลับนอนมากนัก ไม่พึงดื่มสุราจนเมามาย ไม่พึงฆ่าเนื้อในสถานที่พระราชทานอภัย ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.
ราชเสวกไม่พึงขึ้นร่วมพระตั่ง ราชบัลลังก์ พระราชอาสน์ เรือและรถพระที่นั่ง ด้วยอาการทนงตนว่า เป็นคนโปรดปราน ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.
ราชเสวกต้องเป็นผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ไม่ควรเข้าเฝ้าให้ไกลนัก ใกล้นัก ควรยืนเฝ้าพอให้ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นถนัด ในสถานที่ที่พอจะได้ยินพระราชดำรัส เบื้องพระพักตร์ของพระราชา.
ราชเสวกไม่ควรทำความวางใจว่า พระราชาเป็นเพื่อนของเรา พระราชาเป็นคู่กันกับเรา พระราชาทั้งหลายย่อมทรงพระพิโรธได้โดยเร็วไว เหมือนนัยน์ตาอันผงกระทบ ราชเสวกไม่ควรถือตนว่า เป็นนักปราชญ์ ราชบัณฑิต พระราชาทรงบูชา ไม่ควรเพ็ดทูลถ้อยคำหยาบคายกับพระราชา ซึ่งประทับอยู่ในราชบริษัท.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มนฺเตยฺย ความว่า เป็นราชเสวกไม่ควรเล่นหัวกับพระสนมกำนัลใน ไม่พึงเจรจาปราศรัยในที่ลับ. บทว่า โกสา ธนํ ความว่า อย่าลักลอบเอาพระราชทรัพย์จากพระคลังหลวง. บทว่า น มทาย ความว่า ดูก่อนพ่อและแม่ทั้งหลาย ราชเสวกไม่พึงดื่มสุราจนเมามาย. บทว่า ทาเย ความว่า ไม่พึงฆ่า ไม่พึงเบียดเบียนมฤคที่พระราชทานอภัย. บทว่า โกจฺฉํ ได้แก่ พระแท่นภัทรบิฐ. บทว่า สมฺมโตมฺหิ ความว่า ราชเสวกอย่าทนงตนว่า เราเป็นคนโปรดปรานแล้วจะขึ้นร่วม. บทว่า สเมกฺขญฺจสฺส ติฏฺเฐยฺย ความว่า เป็นราชเสวกพึงยืนข้างหน้าของพระราชา ในที่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก พอที่จะได้ยินพระดำรัสที่ตรัสใช้. บทว่า สนฺทิสฺสนฺโต สภตฺตุโน ความว่า ราชเสวกนั้นพึงยืนอยู่ในที่ ที่ท้าวเธอจะทอดพระเนตรเห็นได้.
บทว่า สุเกน ความว่า เป็นราชเสวกอย่าชะล่าใจว่า พระราชาเป็นเพื่อนของเรา และเป็นคู่กันกับเรา อันพระราชาทั้งหลายย่อมทรงพระพิโรธเร็วไว ดุจนัยน์ตาถูกผงกระทบ ฉะนั้น. บทว่า น ปูชิโต มญฺญมาโน ความว่า เป็นราชเสวกไม่พึงถือตนว่า เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต พระราชาทรงนับถือบูชา ชะล่าใจจ้วงจาบเพ็ดทูลถ้อยคำที่หยาบคาย. บทว่า ผรุสํ ความว่า ไม่พึงเจรจาปราศรัยถ้อยคำ อันเป็นเหตุให้พระราชาทรงพระพิโรธ.

ราชเสวกผู้ได้รับพระราชทานพระทวารเป็นพิเศษ ไม่ควรวางใจในพระราชาทั้งหลาย พึงเป็นผู้สำรวมดำรงตนไว้เพียงดังไฟ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้. พระเจ้าอยู่หัวจะทรงยกย่องพระราชโอรส หรือพระราชวงศ์ด้วยบ้าน นิคม แว่นแคว้น หรือชนบท ราชเสวกควรนิ่งดูก่อน ไม่ควรเพ็ดทูลคุณหรือโทษ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลทฺธทฺวาโร ลเภ ทฺวารํ ความว่า เราเป็นราชเสวก เราไม่ใช่คนเฝ้าประตู แต่ได้ประตูเป็นพิเศษ ไม่ทรงอนุญาตอย่าพึงเข้าไป แม้ได้ประตูอีก ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจึงเข้าไป. บทว่า สโต ได้แก่ เป็นผู้ไม่ประมาท. บทว่า ภาตรํ สํ วา ได้แก่ พระราชโอรสหรือพระราชวงศ์. บทว่า สมฺปคฺคณฺหาติ ความว่า ในกาลใด พระราชาตรัสกับเสวกทั้งหลายว่า เราจะให้บ้านโน้น หรือนิคมโน้นแก่ผู้โน้น. บทว่า น ภเณ เฉกปาปกํ ความว่า เป็นเสวกไม่พึงกล่าวสรรเสริญคุณหรือโทษ ในกาลนั้น.

พระราชาทรงปูนบำเหน็จรางวัล ให้แก่กรมช้าง กรมม้า กรมรถ กรมเดินเท้า ตามความชอบในราชการของเขา ราชเสวกไม่ควรทัดทานเขา ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.
ราชเสวกผู้เป็นนักปราชญ์พึงโอนไปเหมือนคันธนู และพึงไหวไปตามเหมือนไม้ไผ่ ไม่ควรทูลทัดทาน ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.
ราชเสวกพึงเป็นผู้มีท้องน้อยเหมือนคันธนู พึงเป็นผู้ไม่มีลิ้นเหมือนปลา พึงเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ มีปัญญาเครื่องรักษาตน แกล้วกล้า ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เตสํ อนฺตรํ คจฺเฉ ความว่า เป็นราชเสวก ไม่ควรทูลขัดตัดลาภผลของคนเหล่านั้น. บทว่า วํโส วา ความว่า พึงเป็นผู้มีจิตอ่อนโยนโอนไปในกาลที่พระราชาตรัส เหมือนยอดไม้ไผ่ลำที่สูงกว่า ทุกลำในกอไผ่ ย่อมไหวในคราวที่ต้องลมพัด ฉะนั้น. บทว่า จาโปวูโนทโร ความว่า เป็นราชเสวก ไม่พึงเป็นผู้มีท้องใหญ่เหมือนคันธนู ฉะนั้น. บทว่า อชิวฺหตา ความว่า พึงเป็นผู้ไม่มีลิ้นด้วยการพูดแต่น้อย เหมือนปลาย่อมไม่พูด เพราะไม่มีลิ้น. บทว่า อปฺปาสิ ความว่า พึงเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ.

ราชเสวกไม่พึงสัมผัสหญิงนัก ซึ่งเป็นเหตุให้สิ้นเดช ผู้สิ้นเดชย่อมได้ประสบโรคไอม่องคร่อ ความกระวนกระวาย ความอ่อนกำลัง ราชเสวกไม่ควรพูดมากเกินไป ไม่ควรนิ่งทุกเมื่อ เมื่อถึงเวลาพึงเปล่งวาจาพอประมาณ ไม่ควรพร่ำเพรื่อ เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่กระทบกระเทียบ เป็นคนพูดจริง อ่อนหวาน ไม่ส่อเสียด ไม่ควรพูดถ้อยคำเพ้อเจ้อ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น พาฬฺหํ ความว่า เสวกไม่พึงมัวเมาด้วยสตรีบ่อยๆ. บทว่า เตชสํขฺยํ ความว่า เพราะว่า บุรุษเมื่อถึงอย่างนี้ ย่อมจะถึงความสิ้นไปแห่งเดช. เมื่อสัมผัสซึ่งเหตุให้สิ้นเดชนั้น อย่าพึงมัวเมามากนัก. บทว่า ทรํ แปลว่า ความกระวนกระวายแห่งกาย. บทว่า พาลฺยํ แปลว่า ซึ่งความเป็นผู้อ่อนกำลัง. บทว่า ขีณเมโธ ความว่า บุรุษผู้สิ้นปัญญา ด้วยอำนาจความยินดีด้วยกิเลสบ่อยๆ ย่อมถึงความเป็นโรคไอ เป็นต้น. บทว่า นาติเวลํ ความว่า ดูก่อนพ่อและแม่ทั้งหลาย เสวกไม่พึงพูดมากเกินประมาณ ในสำนักของพระราชาทั้งหลาย. บทว่า ปตฺเต กาเล ความว่า เมื่อถึงเวลาที่ตนจะต้องพูด. บทว่า อสํฆฏฺโฏ แปลว่า ไม่พูดกระทบกระทั่งบุคคลอื่น. บทว่า สมฺผํ แปลว่า คำไร้ประโยชน์, บทว่า คิรํ แปลว่า ถ้อยคำ.

ราชเสวกพึงเลี้ยงดูมารดาบิดา พึงประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด ในตระกูล สมบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวกพึงเป็นผู้ได้รับแนะนำดีแล้ว มีศิลปะฝึกตนแล้ว เป็นผู้ทำประโยชน์ เป็นผู้คงที่ อ่อนโยน ไม่ประมาท สะอาดหมดจด เป็นคนขยัน ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวกพึงเป็นผู้มีความประพฤติอ่อนน้อม มีความเคารพยำเกรงในท่านผู้เจริญ เป็นผู้สงบเสงี่ยม มีการอยู่ร่วมเป็นสุข ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวกพึงเว้นให้ห่างไกล ซึ่งทูตที่ส่งมาเกี่ยวด้วยความลับ พึงดูแลแต่เจ้านายของตนไม่ควรพูด (เรื่องลับ) ในสำนักของพระราชาอื่น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินีโต ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาท. บทว่า สิปฺปวา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยศิลปะที่จะพึงศึกษาในตระกูลของตน. บทว่า ทนฺโต ได้แก่ ผู้หมดพยศในทวารทั้ง ๖. บทว่า กตตฺโต ได้แก่ ผู้มีตนถึงพร้อมแล้ว (ทั้งวิทยาและจริยาสมบัติ). บทว่า นิยโต ได้แก่ ผู้มีสภาวะไม่หวั่นไหวเหตุอาศัยยศเป็นต้น. บทว่า มุทุ ได้แก่ ผู้อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง. บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ ผู้เว้นแล้วจากความเลินเล่อในราชกิจที่ควรทำ. บทว่า ทกฺโข ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในตำแหน่งการบำรุง. บทว่า นิวาตวุตฺติ ได้แก่ มีความประพฤติอ่อนน้อม. บทว่า สปฺปติสฺโส ได้แก่ ผู้มีปกติอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ. บทว่า สณฺหิตุ? ปหิตํ ความว่า ทูตที่พระราชาอื่นส่งไปยังราชสำนักด้วยอำนาจรักษาความลับ และกระทำความลับให้ปรากฏ. ราชเสวก เมื่อจะกล่าวทูลเช่นนั้น พึงกล่าวต่อพระพักตร์กับพระราชา. บทว่า ภตฺตารญฺเญ วุทิกฺเขยฺย ความว่า พึงดูแลเอาใจใส่แต่เฉพาะเจ้านายของตนเท่านั้น. บทว่า น อญฺญสฺส จ ราชิโน ความว่า ราชเสวกไม่พึงพูดในสำนักของพระราชาอื่น.

ราชเสวกพึงเข้าหาสมาคมสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีลเป็นพหูสูตโดยเคารพ ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวก เมื่อได้เข้าหาสมาคมกับสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีลเป็นพหูสูตแล้ว พึงสมาทานรักษาอุโบสถศีลโดยเคารพ ราชเสวกพึงบำรุงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีลเป็นพหูสูต ด้วยข้าวและน้ำ ราชเสวกนั้นควรอยู่ในสำนักได้. ราชเสวกผู้หวังความเจริญแก่ตน พึงเข้าไปสมาคมคบหากับสมณะและพราหมณ์ผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีปัญญา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกจจํ ปยิรูปาเสยฺย ความว่า ราชเสวกพึงเข้าไปทาบ่อยๆ ด้วยความเคารพ. บทว่า อนุวาเสยฺย ความว่า พึงเข้าจำอุโบสถประพฤติ. บทว่า ตปฺเปยฺย ความว่า พึงเลี้ยงดูด้วยการให้ จนพอแก่ความต้องการ. บทว่า อาสชฺช แปลว่า เข้าไปใกล้. บทว่า ปญฺเญ ได้แก่ ผู้เป็นบัณฑิต. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า อาสชฺช ปญฺหํ ดังนี้ก็มี. บทว่า ปญฺหํ ความว่า พึงถามถึงเหตุที่เป็นกุศลและอกุศล ที่บัณฑิตทั้งหลาย พึงกระทำด้วยปัญญา.

ราชเสวกไม่พึงทำทาน ที่เคยพระราชทานในสมณะและพราหมณ์ ให้เสื่อมไป อนึ่ง เห็นพวกวณิพกซึ่งมาในเวลาพระราชทาน ไม่ควรห้ามอะไรเลย ราชเสวกพึงเป็นผู้มีปัญญา สมบูรณ์ด้วยความรู้ ฉลาดในวิธีจัดราชกิจ รู้จักกาล รู้จักสมัย ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวกพึงเป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่ประมาท มีปัญญาสอดส่องพิจารณาในการงานที่ตนพึงทำ จัดการงานให้สำเร็จด้วยดี ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทินฺนปุพฺพํ ได้แก่ ทานวัตรที่ตกแต่งไว้โดยปกติ. บทว่า สมณพฺราหฺมเณ ได้แก่ สมณะหรือพราหมณ์. บทว่า วนิพฺพเก ได้แก่ ราชเสวกเห็นพวกวณิพกมา ในเวลาที่พระราชทาน ไม่พึงห้ามอะไรๆ เลย. บทว่า ปญฺญวา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาสอดส่อง. บทว่า พุทฺธิสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้ไม่บกพร่อง. บทว่า วิธานวิธิโกวิโท ได้แก่ ผู้ฉลาดในส่วนเครื่องจัดแจงทาส กรรมกรและบุรุษเป็นต้น มีประการต่างๆ. บทว่า กาลญฺู ความว่า ราชเสวกพึงรู้ว่า กาลนี้เป็นกาลควรเพื่อจะให้ทาน กาลนั้นเป็นกาลเพื่อจะรักษาศีล กาลนี้เป็นกาลเพื่อจะกระทำอุโบสถกรรม. บทว่า สมยญฺญ ความว่า ราชเสวกพึงรู้ว่า สมัยนี้เป็นสมัยที่ควรไถ สมัยนี้เป็นสมัยที่ควรหว่าน สมัยนี้เป็นสมัยที่ควรค้าขาย สมัยนี้เป็นสมัยที่ควรบำรุง. บทว่า กมฺมเธยฺเยสุ ได้แก่ ในการงานที่ตนควรกระทำ.

อนึ่ง ราชเสวกพึงไปตรวจตราดูลานข้าวสาลี ปศุสัตว์ และนาเสมอๆ พึงตวงข้าวเปลือกให้รู้ประมาณ แล้วให้เก็บไว้ในฉาง พึงนับบริวารชนในเรือนแล้ว ให้หุงต้มพอประมาณ ไม่ควรตั้งบุตรธิดา พี่น้อง หรือวงศ์ญาติ ผู้ไม่ตั้งอยู่ในศีลให้เป็นใหญ่ เพราะคนเหล่านั้นเป็นคนพาล ไม่จัดว่าเป็นพี่น้อง คนเหล่านั้นเป็นเหมือนคนที่ตายไปแล้ว. แต่เมื่อเขาเหล่านั้นมาหาถึงสำนัก ก็ควรให้ผ้านุ่งผ้าห่ม และอาหาร ควรตั้งพวกทาสหรือกรรมกร ผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีล เป็นคนขยันหมั่นเพียร ให้เป็นใหญ่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสุ? เขตฺตํ ได้แก่ ตระกูลปศุสัตว์ และสถานที่หว่านข้าวกล้า. บทว่า คนฺตฺวา แปลว่า มีการไปเป็นปกติ. บทว่า มิตํ ความว่า ควรตวงให้รู้ว่า ข้าวเปลือกมีประมาณเท่านี้ แล้วเก็บไว้ในยุ้งฉาง. บทว่า ฆเร ความว่า พึงนับบริวารชนในเรือน ให้หุงต้มพอประมาณเหมือนกัน. บทว่า สีเลสุ อสมาหิตํ ความว่า บุตรหรือพี่น้องวงศ์ญาติผู้ไม่ตั้งอยู่ในศีลาจารวัตร ไม่ควรตั้งไว้โดยฐานะที่ควรยกย่องให้ปกครองอะไรๆ. บทว่า อนงฺควา หิ เต พาลา ความว่า คำว่า องค์ นี้ ชาวโลกกล่าวหมายถึง ความเป็นญาติพี่น้องของมนุษย์ ญาติพี่น้อง แม้บางคนเหล่านี้ ท่านกล่าวว่า องคาพยพ เพราะมีส่วนเสมอญาติ แต่ผู้ทุศีล ฉะนั้น จึงย่อมไม่เป็นเสมอญาติ เพราะแต่งตั้งคนเช่นนั้น เหล่านั้นไว้ให้เป็นใหญ่ ก็เหมือนแต่งตั้งคนตาย ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ฉะนั้น เพราะพวกเหล่านั้นย่อมผลาญทรัพย์ให้พินาศ และผู้ผลาญทรัพย์หรือคนจน ย่อมไม่ยังราชกิจให้สำเร็จบริบูรณ์ได้. บทว่า อาสีนานํ ความว่า แต่ว่า ครั้นเขามาถึงแล้วควรให้วัตถุสักว่า อาหารและเครื่องนุ่งห่ม เหมือนให้มตกภัตเพื่อคนตาย ฉะนั้น. บทว่า อุฏฺฐานสมฺปนฺเน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความขยันหมั่นเพียร.

ราชเสวกพึงเป็นผู้มีศีล ไม่โลภมาก พึงประพฤติตามเจ้านาย ประพฤติประโยชน์แก่เจ้านาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวกพึงเป็นผู้รู้จักพระราชอัธยาศัย และพึงปฏิบัติตามพระราชประสงค์ ไม่ควรประพฤติขัดต่อพระราชประสงค์ ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้. ราชเสวกพึงก้มศีรษะลงชำระพระบาท ในเวลาผลัดพระภูษาทรง และในเวลาสรงสนาน แม้ถูกกริ้วก็ไม่ควรโกรธตอบ ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชสำนักได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโลโภ แปลว่า ผู้ไม่โลภ. บทว่า อนุวตฺโต จสฺส ราชิโน ความว่า พึงเป็นผู้ประพฤติตามใจเจ้านาย. บทว่า จิตฺตตฺโถ ได้แก่ ตั้งอยู่ในจิต อธิบายว่า อยู่ในอำนาจแห่งจิตของเจ้านาย. บทว่า อสํกุสกวุตฺติสฺส แปลว่า พึงประพฤติตามเจ้านาย ไม่เข้ากับคนผิด. บทว่า อโธสิรํ ความว่า ราชเสวก แม้เมื่อล้างพระบาท พึงก้มศีรษะลง พึงก้มหน้าลงล้าง ไม่พึงแลดูหน้าพระราชา.

บุรุษผู้หวังหาความเจริญ พึงกระทำอัญชลีในหม้อน้ำ และพึงกระทำประทักษิณนกแอ่นลม อย่างไร เขาจักไม่พึงนอบน้อมพระราชา ผู้เป็นนักปราชญ์สูงสุด พระราชทานสมบัติอันน่าใคร่ทุกอย่างเล่า เพราะพระราชาพระราชทานที่นอน ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ยวดยาน ที่อยู่อาศัย บ้านเรือน ยังโภคสมบัติให้ตกทั่วถึง เหมือนมหาเมฆยังน้ำฝนให้ตก เป็นประโยชน์แก่หมู่สัตว์ทั่วไป ฉะนั้น. ดูก่อนเจ้าทั้งหลาย นี้ชื่อว่าราชวัสดี เป็นอนุศาสน์สำหรับราชเสวก นรชนประพฤติตาม ย่อมยังพระราชาให้โปรดปราน และย่อมได้การบูชาในเจ้านายทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุมฺภิมฺหิ อญฺชลึ กยิรา วายสํ วาปิ ปทกฺขิณํ ความว่า ก็บุรุษผู้หวังความเจริญ (แก่ตน) เห็นหม้อที่เต็มด้วยน้ำ พึงทำอัญชลีแก่หม้อน้ำนั้น. แม้เพียงแต่นกแอ่นลม เขายังทำประทักษิณได้. เมื่อเขาทำอัญชลีแล้ว ทำประทักษิณแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นย่อมไม่สามารถจะให้อะไรได้. บทว่า กิเมว ความว่า พระราชาผู้เป็นนักปราชญ์ พระราชทานสมบัติที่น่าใคร่ทุกอย่าง. เหตุไฉน จึงไม่นมัสการพระราชานั้นเล่า. พระราชาเท่านั้น ที่พึงนมัสการและพึงให้โปรดปราน. บทว่า ปชฺชุนฺโนริว แปลว่า ดุจเมฆ. บทว่า เอเสยฺยา ราชวสดี ความว่า นี่แน่ะเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าราชวสดี ที่เรากล่าวแล้วนี้ เป็นอนุสาสนีสำหรับราชเสวกทั้งหลาย. บทว่า ยถา ความว่า ราชวสดีนี้อันนรชนประพฤติตามอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้พระราชาทรงโปรดปราน และย่อมได้รับการบูชาจากสำนักพระราชาทั้งหลายแล.

พระวิธุรบัณฑิตผู้มีธุรกิจหาผู้อื่นเสมอเหมือนมิได้ ได้แสดงราชวสดีธรรมสอนบุตรภรรยาญาติ และมิตรด้วยพุทธลีลา จบลงด้วยประการฉะนี้แล.
จบราชสวดีกัณฑ์

เมื่อพระมหาสัตว์พร่ำสอนบุตรภรรยาญาติและมิตรเป็นต้น อย่างนี้นั่นแลจบลง ก็เป็นวันที่ ๓ พระมหาสัตว์นั้น ครั้นทราบว่า ครบกำหนดวันแล้ว อาบน้ำแต่เช้าตรู่ บริโภคโภชนาหารมีรสเลิศต่างๆ คิดว่า เราพร้อมด้วยมาณพจักทูลลาพระราชาไป ดังนี้แล้ว แวดล้อมด้วยหมู่ญาติไปสู่พระราชนิเวศน์ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลถ้อยคำ อันสมควรที่ตนจะพึงกราบทูล.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
วิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ครั้นพร่ำสอนหมู่ญาติอย่างนี้แล้ว หมู่ญาติมิตรพากันห้อมล้อม เข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า และทำประทักษิณท้าวเธอ แล้วประคองอัญชลี กราบบังคมทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบศัตรู มาณพนี้ปรารถนาจะทำตามความประสงค์ จึงจะนำข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์จะกราบทูลประโยชน์แห่งญาติทั้งหลาย ขอเชิญพระองค์ทรงสดับประโยชน์นั้น ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเอาพระทัยใส่ดูแล บุตรภรรยาของข้าพระองค์ ทั้งทรัพย์อื่นๆ ที่อยู่ในเรือนโดยที่หมู่ญาติของข้าพระองค์ จะไม่เสื่อมในภายหลัง ในเมื่อข้าพระองค์ถวายบังคมลาไปแล้ว ความพลั้งพลาดของข้าพระองค์นี้ เหมือนบุคคลพลาดล้มบนแผ่นดิน ย่อมกลับตั้งอยู่บนแผ่นดินนั้นเอง ฉะนั้น ข้าพระองค์ย่อมเห็นโทษนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุหเทหิ ได้แก่ อันญาติและมิตรเป็นต้น ผู้มีใจดี. บทว่า ยญฺจมญฺญํ ความว่า ขอพระองค์เท่านั้น จงดูแลทรัพย์สมบัติอย่างอื่นทั้งหมดนั้น อันจะนับจะประมาณมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและพระราชาเหล่าอื่น พระราชทานไว้สำหรับเรือนของข้าพระองค์. บทว่า เปจฺจ แปลว่า ในภายหลัง. บทว่า ขลติ แปลว่า ย่อมพลาดล้ม. บทว่า เอเวตํ ตัดบทเป็น เอวํ เตตํ เพราะความพลั้งพลาดในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ข้าพระองค์ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในพระองค์ตามเดิม เหมือนบุคคลพลาดล้มบนแผ่นดิน ย่อมตั้งขึ้นบนแผ่นดินนั้น นั่นแหละ. บท ว่า เอตํ ปสฺสามิ ความว่า เมื่อข้าพระองค์ถูกมาณพถามว่า พระราชาเป็นอะไรแก่ท่านหรือ จึงไม่มองพระองค์ ปรารถนาแต่ความสัตย์จริงกล่าวว่า ข้าพระองค์เป็นทาส นี้เป็นโทษของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เห็นแต่โทษนี้ แต่โทษของข้าพระองค์อย่างอื่นไม่มี ขอพระองค์จงอดโทษนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด ขออย่าได้กระทำโทษนั้นไว้ในพระหฤทัย จับผิดในบุตรและภริยาของข้าพระองค์ ในภายหลัง.

พระราชา ครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงว่า ดูก่อนบัณฑิต การไปของท่านไม่ถูกใจเราเลย เราจักทำอุบายเรียกมาณพสั่งบังคับให้เอาไปฆ่า แล้วปิดเนื้อความเสียมิให้ใครได้รู้ ข้อนั้นแหละจะชอบใจเรา ดังนี้ จึงได้ตรัสคาถาว่า

ท่านไม่อาจจะไปนั่นแล เป็นความพอใจของเรา เราจะสั่งให้ฆ่าตัดออกเป็นท่อนๆ แล้วหมกไว้ให้มิดชิดในเมืองนี้ ท่านอยู่ในที่นี้แหละ การทำดังนี้เราชอบใจ ดูก่อนบัณฑิตผู้มีปัญญาอันสูงสุด กว้างขวางดุจแผ่นดิน ท่านอย่าไปเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆตฺวา ความว่า เราจะโบยท่านให้ตาย แล้วปกปิดไว้ในกรุงราชคฤห์นี้เอง.

พระมหาสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมุติเทพ พระราชอัธยาศัยเห็นปานนี้ มิบังควรแก่พระองค์เลย ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาว่า

ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท อย่าทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ในอธรรมเลย ขอจงทรงประกอบพระองค์ไว้ในอรรถและในธรรมเถิด กรรมอันเป็นอกุศล ไม่ประเสริฐ บัณฑิตติเตียนว่า ผู้ทำกรรมอันเป็นอกุศล พึงเข้าถึงนรกในภายหลัง นี้มิใช่ธรรมเลย ไม่เข้าถึงกิจที่ควรทำ. ข้าแต่พระจอมประชาชน ธรรมดาว่า นายผู้เป็นใหญ่ของทาส จะทุบตีก็ได้ จะเผาก็ได้ จะฆ่าเสียก็ได้ ข้าพระองค์ไม่มีความโกรธเลย และข้าพระองค์ขอกราบทูลลาไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา เหว ธมฺเมสุ ความว่า ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท อย่าทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ในอธรรม คือในอนัตถะ ได้แก่ในความชั่วของพระองค์เลย. บทว่า ปจฺฉา ความว่า ความไม่แก่และไม่ตาย ย่อมไม่มีเพราะการทำกรรมใด โดยที่แท้ บุคคลผู้กระทำกรรมนั้น ย่อมเข้าถึงนรกในภายหลังทีเดียว. บทว่า ธิรตฺถุ กมฺมํ ความว่า กรรมนั้น น่าติเตียน คือเป็นกรรมที่บัณฑิตในปางก่อนติเตียนแล้ว. บทว่า เนเวส ความว่า นี้มิใช่เป็นสภาวะธรรมของโปราณกบัณฑิต. บทว่า อยิโร แปลว่า นาย. บทว่า ฆาเตตุ? ความว่า ธรรมดาว่า นายผู้เป็นใหญ่แห่งทาส เพื่อจะทำการฆ่าเป็นต้นนั้นย่อมไม่ได้ เพื่อจะทำกรรมทั้งหมดนั้นได้ ดูก่อนมาณพ ความโกรธของเราแม้มีประมาณน้อยย่อมไม่มี นับตั้งแต่ เวลาพระราชทานข้าพระองค์ให้แก่มาณพนี้ ควรที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ให้เที่ยงตรง ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งนรชน ข้าพระองค์ขอลาไป.

พระมหาสัตว์ ครั้นกราบทูลอย่างนั้นแล้ว จึงถวายบังคมลาพระราชา ไปสั่งสอนพระสนมกำนัลในและราชบริษัท เมื่อชนเหล่านั้น แม้อดกลั้นความโศกไว้ตามปกติไม่ได้ ร้องไห้คร่ำครวญอย่างใหญ่หลวง ได้ออกจากพระราชนิเวศน์ไป ชนชาวพระนครทั้งสิ้นพูดกันเซ็งแซ่ว่า ข่าวว่า วิธุรบัณฑิตจะไปกับมาณพ พวกเราจงมาไปเยี่ยมท่านเถิด ดังนี้แล้ว จึงไปประชุมกัน เยี่ยมพระมหาสัตว์ที่หน้าพระลานหลวง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้สั่งสอนชาวพระนครเหล่านั้นว่า พวกท่านอย่าคิดวิตกไปเลย สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สรีระไม่ยั่งยืน สมมติธรรมอันได้นามว่า ยศ ย่อมมีความวิบัติเป็นที่สุด อนึ่ง ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทในบุญกุศล มีทานเป็นต้น ดังนี้แล้ว ได้บ่ายหน้ากลับสู่เรือนของตน ขณะนั้น ธรรมปาลกุมารพาหมู่น้องชายน้องหญิงออกไป ด้วยหวังว่า จะทำการต้อนรับบิดา ได้พร้อมกันคอยบิดาอยู่ที่ประตูบ้าน พระมหาสัตว์เห็นธรรมปาลกุมารนั้นแล้ว ไม่อาจกลั้นความโศกไว้ได้ สวมกอดธรรมปาลกุมารเข้าไว้กับทรวง แล้วอุ้มไปสู่เรือน.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
พระมหาสัตว์นั้นมีเนตรทั้งสองนองด้วยน้ำตา กำจัดความกระวนกระวายในหทัยแล้ว. สวมกอดบุตรคนโตแล้วเข้าไปยังเรือนหลังใหญ่.

ก็พระมหาสัตว์นั้น มีบุตรพันหนึ่ง มีธิดาพันหนึ่ง ภริยาพันหนึ่ง นางวรรณทาสีเจ็ดร้อย และทั้งทาสกรรมกรญาติและมิตรที่เหลือ บรรดามีอยู่ในเรือนของท่าน ต่างก็พากันร้องไห้ ล้มฟุบลงทับกันไปประดุจป่าไม้รัง ถูกลมยุคันต์พัดให้หักทับล้มลงไป ฉะนั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
บุตรพันหนึ่ง ธิดาพันหนึ่ง ภริยาพันหนึ่ง และทาสเจ็ดร้อย ในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต ต่างประคองแขนทั้งสอง ร้องไห้คร่ำครวญ กลิ้งเกลือกกลับทับกันไป เหมือนป่าไม้รังถูกลมพัดล้มระเนระนาดทับกันไป ฉะนั้น.
พระสนมกำนัลใน พระราชกุมาร พวกพ่อค้า ชาวนา และพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างก็มาประคองแขน ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต. พวกกองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ... ชาวชนบทและชาวนิคม ต่างมาประชุมประคองแขน ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต. ภริยาพันหนึ่ง และทาสีเจ็ดร้อยต่างพากันประคองแขน ร้องไห้คร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงจะละดิฉันทั้งหลายไปเสีย. พระสนมกำนัล พระราชกุมาร พ่อค้า ชาวนา และพราหมณ์ทั้งหลาย ... พวกกองช้าง กองม้ากองรถ กองเดินเท้า ... ชาวชนบท และชาวนิคม ต่างมาประชุมประคองแขน ร้องไห้คร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงจักละข้าพเจ้าทั้งหลายไปเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสนฺติ ความว่า บุตรพันหนึ่ง ธิดาพันหนึ่ง ภริยาพันหนึ่ง และนางวรรณทาสีเจ็ดร้อย บรรดามีอยู่ในเรือนของวิธุรบัณฑิต ต่างกอดแขนทั้งสองข้าง ร้องไห้คร่ำครวญ กลิ้งเกลือกล้มระเนระนาดทับกันไป ดังป่าไม้รังใหญ่ที่ถูกลมพัด หักทับทอดพื้นแผ่นดินใหญ่ ฉะนั้น. บทว่า ภริยานํ ได้แก่ หญิง คือภริยาพันหนึ่ง. บทว่า กสฺมา โน ความว่า พากันคร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงจักละพวกเราไป.

พระมหาสัตว์ปลอบโยนมหาชนทั้งหมดนั้นให้สร่างโศก ทำกิจที่ยังเหลือให้เสร็จ สั่งสอนอันโตชนและพาหิรชน บอกเรื่องที่ควรจะบอกทุกอย่างแก่บุตรและภริยาเสร็จแล้ว ไปสู่สำนักของปุณณกยักษ์ บอกกิจของตนที่ทำเสร็จแล้วแก่ปุณณกยักษ์นั้น.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
พระมหาสัตว์กระทำกิจทั้งหลายในเรือนสั่งสอนคนของตน คือมิตร สหาย คนใช้ บุตร ธิดา ภริยาและพวกพ้อง จัดการงาน บอกมอบทรัพย์ในเรือน ขุมทรัพย์และการส่งหนี้เสร็จแล้ว ได้กล่าวกะปุณณกยักษ์ว่า ท่านได้พักอยู่ในเรือนของข้าพเจ้า ๓ วันแล้ว กิจที่จะพึงทำในเรือนของข้าพเจ้า ทำเสร็จแล้ว อนึ่ง บุตรและภริยาข้าพเจ้าได้สั่งสอนแล้ว ข้าพเจ้าย่อมทำกิจตามอัธยาศัยของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมนฺตํ สํวิเธตฺวาน ความว่า จัดกิจที่ควรทำในเรือนว่า ควรทำอย่างนี้และอย่างนี้. บทว่า นิธึ ได้แก่ ทรัพย์ที่ฝังไว้ในที่นั้นๆ. บทว่า อิณทานํ ได้แก่ ทรัพย์ที่ประกอบไว้ด้วยอำนาจหนี้. บทว่า ยถามตึ เต ความว่า บัดนี้ท่านจงกระทำตามอัธยาศัยของท่าน.

ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์กล่าวกะพระมหาสัตว์ว่า
ดูก่อนมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชกิจทั้งปวง ถ้าว่า ท่านสั่งสอนบุตรภริยาและคนอาศัยแล้ว เชิญท่านมารีบไปในบัดนี้ เพราะในทางข้างหน้ายังไกลนัก ท่านอย่ากลัวเลย จงจับหางม้าอาชาไนย การเห็นชีวโลกของท่านนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตฺเต ความว่า ปุณณกยักษ์ถึงโสมนัสเรียกมหาสัตว์ว่า กตฺเต. บทว่า อทฺธาปิ ความว่า แม้เพียงหนทางที่จะพึงไปก็ยังไกลนัก. บทว่า อสมฺภีโตว แปลว่า เป็นทางปลอดภัย. ปุณณกยักษ์นั้นไม่หยั่งลงสู่ภายใต้ปราสาท ประสงค์จะหลีกไปจากนั้น จึงได้กล่าวอย่างนั้น.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะปุณณกยักษ์นั้นว่า
ข้าพเจ้าจักสะดุ้งกลัวไปทำไม ข้าพเจ้าไม่มีกรรมชั่วทางกาย ทางวาจาและทางใจ อันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสหํ กิสฺสานุภายิสฺสํ ความว่า พระมหาสัตว์ถูกปุณณกยักษ์กล่าวว่า อย่ากลัวเลย ท่านจงถือเอาเถิด ดังนี้ จึงได้กล่าวอย่างนั้น.

พระมหาสัตว์บันลือสีหนาทด้วยประการอย่างนี้ จะได้สะดุ้งกลัวหามิได้ เป็นผู้หมดภัย องอาจดังพระยาไกรสรราชสีห์ ทำอธิษฐานบารมีให้เป็นปุเรจาริกว่า ผ้าสาฎกของอาตมาผืนนี้ จงอย่าหลุดลุ่ยออกจากร่างกายของอาตมา แล้วนุ่งผ้าให้แน่น จับหางม้าด้วยมือทั้งสอง กระหวัดหางม้าไว้ให้มั่น เอาเท้าทั้งสองเกี่ยวขาม้าไว้ให้แน่น กล่าวว่า ดูก่อนมาณพ ข้าพเจ้าจับหางม้าแล้ว ท่านจงไปตามความชอบใจเถิด. ขณะนั้น ปุณณกยักษ์ได้ให้สัญญาแก่ม้ามโนมัยสินธพ ส่วนม้ามโนมัยสินธพนั้น ได้พาวิธุรบัณฑิตเหาะไปในอากาศ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถาว่า
พระยาม้านั้น นำวิธุรบัณฑิตเหาะไปในอากาศกลางหาว ไม่กระทบที่กิ่งไม้หรือภูเขา วิ่งเข้าไปสู่กาฬาคิรีบรรพต โดยฉับพลัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาขาสุ เสเลสุ อสชฺชมาโน ความว่า ได้ยินว่า ปุณณกยักษ์คิดว่า เรามาไกลแล้ว เราควรจะทุบวิธุรบัณฑิตนี้ให้ตายที่ต้นไม้ และภูเขาในหิมวันตประเทศ ถือเอาแต่เนื้อหทัย ทิ้งซากศพเสียในซอกแห่งภูเขา แล้วไปสู่นาคพิภพ ถวายเนื้อหทัยนั้นแก่พระนางวิมลาเทวีในนาคพิภพ แล้วจักรับเอานางอิรันทตีกลับมา.

ปุณณกยักษ์นั้นทุบพระมหาสัตว์ที่ต้นไม้และภูเขา ขับม้าไปในระหว่าง ทางแห่งต้นไม้และภูเขานั้นแล ด้วยอานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ ต้นไม้ก็ดี ภูเขาก็ดี ได้แหวกช่องหลีกออกห่างจาก สรีระของพระมหาสัตว์ข้างละศอก. ปุณณกยักษ์เหลียวกลับหลัง มองดูหน้าพระมหาสัตว์ เพื่ออยากทราบว่า ตายแล้วหรือยัง. เห็นหน้าพระมหาสัตว์ผ่องใสดุจแว่นทอง รู้ว่าแม้ทำเพียงนี้เธอก็ยังไม่ตาย จึงทุบตีพระมหาสัตว์ที่ต้นไม้และภูเขา ๓ ครั้ง ขับม้าไปในระหว่างแห่งต้นไม้และภูเขาในหิมวันตประเทศนั้นอีก ต้นไม้ก็ดี ภูเขาก็ดี ย่อมแหวกช่องหลีกออกให้ห่างไกลเช่นกับหนก่อน นั่นแล. พระมหาสัตว์ได้รับความลำบากกายเป็นอย่างยิ่ง ปุณณกยักษ์ดำริว่า เราจักทำเธอให้เป็นจุณวิจุณไปที่กองลม ในบัดนี้ แล้วขับม้าไปในกองลม เหลียวกลับดูด้วยคิดว่า เธอตายแล้วหรือยังไม่ตาย เห็นหน้าพระมหาสัตว์เบิกบาน ดังดอกปทุมที่แย้มบาน ก็โกรธเหลือกำลัง ควบม้าไปสู่กองลมแล่นกลับไปกลับมาสิ้น ๗ ครั้ง ด้วยอานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ กองลมได้แยกออกเป็น ๒ ภาคให้ช่องแก่พระมหาสัตว์. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ขับม้าไปให้กระทบลมแม้ที่ลมเวรัมภะ แม้อันว่า ลมเวรัมภะก็มีเสียงดังครืน ดุจเสียงฟ้าฟาดตั้งแสนครั้ง ได้แยกช่องให้แก่พระโพธิสัตว์. ฝ่ายปุณณกยักษ์ เมื่อเห็นว่า พระโพธิสัตว์ไม่เป็นอันตรายด้วยลมเวรัมภะนั้น ได้ขับม้าไปสู่กาฬาคิรีบรรพต.

เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสพระคาถาว่า
พระยาม้านั้น นำวิธุรบัณฑิตเหาะไปในอากาศกลางหาว ไม่กระทบที่กิ่งไม้หรือภูเขา วิ่งเข้าไปสู่กาฬาคิรีบรรพต โดยฉับพลัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสชฺชมาโน ความว่า ไม่ติดขัด ไม่กระทบกระทั่ง นำวิธุรบัณฑิตเข้าไปสู่ยอดแห่งกาฬาคิรีบรรพต.

ในเวลาที่ ปุณณกยักษ์พาพระมหาสัตว์ไปอย่างนั้น ปิยชนทั้งหลายมี บุตรและภรรยาเป็นต้น ของวิธุรบัณฑิตไปสู่ที่พักแห่งปุณณกยักษ์ ไม่เห็นพระมหาสัตว์ จึงล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา ดุจมีเท้าขาดไป ต่างคนต่างพากันร้องไห้ ร่ำไรด้วยเสียงอันดัง.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
ภรรยาพันหนึ่ง และทาสีเจ็ดร้อย ประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญว่า ยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์มาพาเอาวิธุรบัณฑิตไป พระสนมกำนัลใน พระราชกุมาร พ่อค้า ชาวนาและพราหมณ์ ... กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ชาวชนบท และชาวนิคม ต่างมาประชุมพร้อมกัน ประคองแขนทั้งสองร้องไห้คร่ำครวญว่า ยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์มาพาเอาวิธุรบัณฑิตไป. ภรรยาพันหนึ่ง และทาสีเจ็ดร้อย ต่างประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญว่า วิธุรบัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน. พระสนมกำนัลใน พระราชกุมาร พ่อค้า ชาวนาและพราหมณ์ ... กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ... ชาวชนบท และชาวนิคม ต่างมาประชุมพร้อมกัน ประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญว่า วิธุรบัณฑิตไปแล้ว ณ ที่ไหน.

ชนเหล่านั้นทั้งหมดเห็น และได้ทราบว่า ปุณณกยักษ์พาพระมหาสัตว์ไปทางอากาศ พากันคร่ำครวญแล้ว แม้อย่างนี้ พากันคร่ำครวญพร้อมด้วยชนพระนครทั้งสิ้น ได้พากันไปยังพระราชวัง. พระราชาทรงสดับเสียงคร่ำครวญอันดัง ทรงเปิดสีหบัญชรทอดพระเนตรดู จึงตรัสถามว่า พวกเจ้าร้องไห้พิไรร่ำรำพัน เพราะเหตุไร. ลำดับนั้น ชนชาวพระนครเหล่านั้นทูลบอกเนื้อความนั้นแด่ท้าวเธอว่า ข้าแต่สมมติเทพ นัยว่า มาณพนั้นไม่ใช่พราหมณ์ เป็นยักษ์จำแลงเพศเป็นพราหมณ์มาเอาวิธุรบัณฑิตไป ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายพลัดพรากจากวิธุรบัณฑิตนั้นเสียแล้ว ชีวิตเห็นจะหาไม่ ถ้าวิธุรบัณฑิตจักไม่กลับมาในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไปไซร้ พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง จักขนเอาฟืนมาด้วยเกวียน ๑๐๐ เล่ม ๑,๐๐๐ เล่ม ก่อไฟให้เป็นเปลวลุกรุ่งโรจน์ แล้วเข้าไปสู่กองไฟ ดังนี้แล้ว ทูลด้วยคาถานี้ว่า

ถ้าวิธุรบัณฑิตนั้นจักไม่มาโดย ๗ วัน ข้าพระพุทธเจ้าจักพากันเข้าไปสู่กองไฟ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความต้องการด้วยชีวิต.

แม้ในกาลเป็นที่ปรินิพพานแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลายไม่มีใครพูดว่า พวกเราจะเข้ากองไฟตายเช่นนี้ หาได้มีเหมือน ครั้งเสวยพระชาติเป็นวิธุรบัณฑิตไม่ เหตุนั้น ผู้มีปัญญาจึงเข้าใจว่า ในพระนคร พระมหาสัตว์ครอบครองด้วยแล้วแล.
พระราชาทรงสดับถ้อยคำของชนเหล่านั้นแล้ว จึงมีพระราชดำริว่า พวกเจ้าอย่าพากันวิตก อย่าเศร้าโศกร่ำไรไปนักเลย วิธุรบัณฑิตเป็นผู้แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด จะเล้าโลมมาณพด้วยธรรมกถา ให้หมอบลงแทบบาทของตนไม่กี่วัน ก็จักมาเช็ดหน้าของพวกเราที่เต็มไปด้วยน้ำตาให้เบิกบาน พวกเจ้าอย่าละห้อยสร้อยเศร้าไปเลย ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถาว่า
วิธุรบัณฑิตเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม สามารถแสดงประโยชน์และมิใช่ประโยชน์แจ้งชัด มีปัญญาเครื่องพิจารณา คงจะเปลื้องตนได้โดยพลัน ท่านทั้งหลายอย่ากลัวไปเลย วิธุรบัณฑิตปลดเปลื้องตน แล้วก็จักรีบกลับมา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิยตฺโต ความว่า ประกอบด้วยความเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม คือด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา. บทว่า วิภาวี ความว่า เป็นผู้สามารถแสดงถึง ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ เหตุและมิใช่เหตุให้แจ่มชัด. บทว่า วิจกฺขโณ ความว่า ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นเครื่องรู้แจ้ง ถึงเหตุที่เกิดขึ้นตามฐานะในขณะนั้น นั่นเอง. บทว่า มา ภายิตฺถ ความว่า ท่านสั่งสอนว่า พวกท่านอย่ากลัวเลย วิธุรบัณฑิตปลดเปลื้องตนให้พ้น แล้วจักกลับมาโดยเร็วพลัน.

ฝ่ายชาวพระนครกลับได้ความอุ่นใจว่า วิธุรบัณฑิตจักทูลบอกกับพระราชาแล้วจึงไป ด้วยประการฉะนี้แล.
จบกัณฑ์ว่าด้วย การปลดเปลื้องโทษ
ฝ่ายปุณณกยักษ์พักพระมหาสัตว์ไว้บนยอดกาฬาคิรีบรรพตแล้ว จึงคิดว่า เมื่อวิธุรบัณฑิตนี้ยังมีชีวิตอยู่ ชื่อว่าความเจริญย่อมไม่มีแก่เรา จำเราต้องฆ่าวิธุรบัณฑิตนี้ให้ตายเสีย ถือเอาเนื้อหทัยไปถวายพระนางวิมลาที่นาคพิภพ จักรับนางอิรันทตีไปสู่เทวโลก.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถาว่า
ปุณณกยักษ์นั้น ไปยืนคิดอยู่บนยอดกาฬาคีรีบรรพต ความคิดย่อมเป็นความคิดสูงๆต่ำๆ ประโยชน์อะไรๆ ด้วยความเป็นอยู่ของวิธุรบัณฑิตนี้ หามีแก่เราไม่ เราจักฆ่าวิธุรบัณฑิตนี้เสีย แล้วนำเอาแต่ดวงใจไปเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ได้แก่ ปุณณกยักษ์นั้น. บทว่า ตตฺถ คนฺตฺวาน ความว่า ไปยืนอยู่ที่บนยอดกาฬาคีรีบรรพตนั้น. บทว่า เจตนกา ความว่า ความคิดที่เกิดขึ้นทุกขณะจิต ย่อมเป็นความคิดสูงบ้างต่ำบ้าง แต่ว่า ความคิดเป็นเหตุให้ชีวิตแก่พระมหาสัตว์เป็นฐานะอันจะพึงเกิดขึ้นบ้าง มิได้มีเลย ได้ทำตามความตกลงใจว่า เรามิต้องการด้วยความเป็นอยู่ของวิธุรบัณฑิตนี้ แม้แต่น้อยหนึ่งเลย เราจักฆ่าวิธุรบัณฑิตนี้ นำเอาไปแต่ดวงหทัยของเธอนี้เท่านั้น.

ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์คิดว่า ถ้าอย่างไร เราไม่พึงฆ่าวิธุรบัณฑิตนี้ให้ตายด้วยมือของตน จะให้ถึงซึ่งความสิ้นชีวิต ด้วยการแสดงรูปอันน่าสะพึงกลัว แล้วจึงแปลงกายเป็น ยักษ์น่าสะพึงกลัวมาขู่พระมหาสัตว์ ผลักพระมหาสัตว์นั้นให้ล้มลง จับเท้าทั้งสองใส่เข้าในระหว่างแห่งฟัน ทำอาการเหมือนประสงค์จะเคี้ยวกิน ถึงทำอาการอย่างนั้น ความสะดุ้งกลัวแม้เพียงเป็น เครื่องทำให้ขนลุกก็มิได้มีแก่พระมหาสัตว์. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์จำแลงเพศเป็นพระยาไกรสรราชสีห์ เป็นช้างตกมันตัวใหญ่บ้าง วิ่งมาทำดังจะทิ่มแทงด้วยเขี้ยวและงา เมื่อพระมหาสัตว์ไม่สะดุ้งกลัว แม้ด้วยอาการอย่างนั้น. จึงนฤมิตเพศเป็นงูใหญ่ประมาณเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง เลื้อยมาพันสรีระร่างกายของพระมหาสัตว์ กระหวัดรัดให้รอบแล้วแผ่พังพานไว้บนศีรษะ แม้เหตุทำให้กลัวเพียงความแสยงขน ก็มิได้มีแก่พระมหาสัตว์. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์จึงพักพระมหาสัตว์ไว้บนยอดบรรพต บันดาลให้พายุใหญ่พัดมา ด้วยหมายว่า จักทำให้มหาสัตว์ตกลงเป็นจุณวิจุณไป พายุใหญ่นั้นมิอาจพัด แม้สักว่าปลายเส้นผมให้ไหวได้. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์จึงพักพระมหาสัตว์ไว้บนยอดบรรพตนั้นแหละ เขย่าบรรพตให้ไหวไปมา ดุจช้างเขย่าต้นแป้ง ฉะนั้น. ถึงอย่างนั้น ก็ไม่อาจทำพระมหาสัตว์ให้เคลื่อนจากที่ยืน แม้ประมาณเท่าเส้นผมได้. ขณะนั้นจึงชำแรกเข้าไปภายในแห่งบรรพต ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังทำแผ่นดินและนภากาศ ให้มีเสียงกึกก้องสนั่นหวั่นไหว เป็นอันเดียวกัน ด้วยหมายใจว่า จักชำแหละหทัยของพระมหาสัตว์ให้ตาย ด้วยความสะดุ้งหวาดเสียวแต่เสียง ถึงทำอาการอย่างนั้น เหตุทำให้กลัวแม้เพียงแต่ ความแสยงขนก็มิได้มีแก่พระมหาสัตว์.
แท้จริง พระมหาสัตว์ย่อมทราบว่าที่แปลงเพศเป็นยักษ์เป็นราชสีห์ เป็นช้าง และเป็นพระยานาคมาก็ดี ทำให้ลมพัดและเขย่าบรรพตก็ดี ชำแรกเข้าไปยังภายในบรรพต แล้วเปล่งสีหนาทก็ดี คือมาณพนั้นเอง หาเป็นคนอื่นไม่. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์คิดว่า เราไม่สามารถให้วิธุรบัณฑิตนี้ตายด้วยความพยายามภายนอกได้ อย่าเลย เราจะให้เธอตายด้วยมือของเรา นี่แหละ คิดดังนี้แล้ว จึงพักพระมหาสัตว์ไว้บนยอดบรรพต ลงไปสู่เชิงบรรพตชำแรกขึ้นไปโดยภายในแห่งบรรพต ดังบุคคลร้อยด้ายแดงเข้าไปในดวงแก้วมณี ร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง จับพระมหาสัตว์เข้าให้มั่น กวัดแกว่งให้ศีรษะลงเบื้องต่ำ แล้วขว้างไปในอากาศซึ่งไม่มีที่ยึดเหนี่ยว.

เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสพระคาถาว่า
ปุณณกยักษ์นั้นมีจิตคิดประทุษร้ายลงจากยอดเขา วางพระมหาสัตว์ไว้ในระหว่างภูเขา ชำแรกเข้าไปภายในภูเขานั้น จับพระมหาสัตว์เอาศีรษะลงเบื้องต่ำ ขว้างลงไปที่พื้นดิน ไม่มีอะไรกีดกั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺตฺวา ความว่า ปุณณกยักษ์ลงจากยอดบรรพตไปสู่เชิงบรรพต แล้วพักวิธุรบัณฑิตไว้ที่ระหว่างแห่งบรรพต ชำแรกไปในภายใต้แห่งที่ๆ พระมหาสัตว์ผู้ยืนอยู่บนยอดแห่งบรรพต. จับพระมหาสัตว์ขว้างลงไปที่พื้นแผ่นดิน ที่ไม่มีอะไรกีดขวาง. บทว่า ธารยิ ความว่า ครั้งแรกให้พระมหาสัตว์นั้นยืนอยู่บนยอดบรรพตนั่นเอง.

ก็ปุณณกยักษ์ ยืนอยู่บนยอดบรรพตนั่นเอง ขว้างพระมหาสัตว์ลงไปที่พื้นแผ่นดิน ครั้งแรกพระมหาสัตว์ตกลงไกลประมาณ ๑๕ โยชน์ แล้วยื่นมือออกไปจับเท้าทั้ง ๒ ของพระมหาสัตว์ ยกขึ้นให้มีศีรษะลงเบื้องต่ำ มองดูหน้าทราบว่ายังไม่ตาย จึงขว้างพระมหาสัตว์ไปอีก. แม้ครั้งที่ ๒ พระมหาสัตว์ตกไปไกลประมาณ ๓๐ โยชน์ แล้วยื่นมือออกไปจับพระมหาสัตว์ยกขึ้น โดยทำนองนั้นเหมือนกัน แลดูหน้าเห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ จึงคิดว่า คราวนี้เธอตกไปแม้ไกลได้ประมาณ ๖๐ โยชน์จักไม่ตายไซร้ เราจักจับเท้าของเธอฟาดลงบนยอดบรรพตนี้ให้ตาย. ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ได้ขว้างพระมหาสัตว์เป็นครั้งที่ ๓ ในเวลาที่พระมหาสัตว์ตกลงไปไกลได้ ๖๐ โยชน์ แล้วจึงยื่นมือออกไปจับเท้าพระมหาสัตว์ยกขึ้นมองดูหน้า.
ฝ่ายพระมหาสัตว์คิดว่า มาณพนี้ขว้างอาตมาไปครั้งแรกไกล ๑๕ โยชน์. แม้ครั้งที่ ๒ ก็ไกลได้ ๓๐ โยชน์ ครั้งที่ ๓ ไกลได้ ๖๐ โยชน์. บัดนี้ มาณพนี้จักไม่ขว้างอาตมาไปอีก แต่ว่า เขาจักยกอาตมาขึ้นฟาดบนยอดบรรพตนี้ให้ตายโดยแท้ อาตมาซึ่งมีศีรษะห้อยลงเบื้องต่ำอยู่อย่างนี้ จักถามถึงเหตุแห่งการจะฆ่าอาตมา ในเวลาที่ปุณณกยักษ์จะยกพระมหาสัตว์ขึ้นฟาดลงกับยอดบรรพต พระมหาสัตว์มิได้สะดุ้งกลัวและครั่นคร้ามเลย ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระคาถาว่า
วิธุรบัณฑิตผู้เป็นอำมาตย์ประเสริฐสุดของชาวกุรุรัฐ เมื่อถูกห้อยศีรษะลงในเหวอันชัน อันเป็นที่น่ากลัว น่าสยดสยอง น่าหวาดเสียวมาก ก็ไม่สะดุ้ง ได้กล่าวกะปุณณกยักษ์ว่า ท่านเป็นผู้มีรูปดังผู้ประเสริฐ แต่หาเป็นคนประเสริฐไม่ คล้ายจะเป็นคนสำรวม แต่ไม่สำรวม กระทำกรรมอันหยาบช้า ไร้ประโยชน์ ส่วนกุศลแม้แต่น้อยย่อมไม่มีในจิตของท่าน ท่านจะโยนข้าพเจ้าลงไปในเหว ประโยชน์อะไรด้วยการตายของข้าพเจ้า จะพึงมีแก่ท่านหนอ วันนี้ ผิวพรรณของท่านเหมือนอมนุษย์ ท่านจงบอกข้าพเจ้า ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ลมฺพมาโน ความว่า วิธุรบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ประเสริฐสุดของชนชาวกุรุ เมื่อมีศีรษะห้อยลงไปในเหว อันชันเป็นวาระที่ ๓. บทว่า อริยาวกาโส ความว่า ท่านมีผู้มีรูปเช่นกับผู้ประเสริฐ มีวรรณะ ดังเทพบุตรเที่ยวไปอยู่. บทว่า อสญฺญโต ความว่า ท่านเป็นผู้ไม่สำรวมกายเป็นต้น เป็นผู้ทุศีล. บทว่า อจฺจาหิตํ แปลว่า ซึ่งกรรมอันล่วงเสียซึ่งประโยชน์ หรือกรรมอันไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง. บทว่า ภาเว จ เต ความว่า กรรมอันกุศล แม้น้อยหนึ่งก็ย่อมไม่มีในจิตของท่าน. บทว่า อมานุสสฺเสว เต อชฺช วณฺโณ ความว่า วันนี้ เหตุของท่านที่จะบวงสรวงอมนุษย์มีอยู่. บทว่า กตมาสิ เทวตา ความว่า ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไรในระหว่างแห่งเทวดาทั้งหลาย.

ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์กล่าวกับพระมหาสัตว์ด้วยคาถาว่า
ข้าพเจ้าเป็นยักษ์ชื่อปุณณกะ และเป็นอำมาตย์ของท้าวกุเวร ถ้าท่านได้ฟังมาแล้ว พระยานาคใหญ่นามว่าวรุณ ผู้ครอบครองนาคพิภพมีรูปงามสะอาด สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณและกำลัง ข้าพเจ้ารักใคร่อยากได้นางนาคกัญญานามอิรันทตีธิดาของพระยานาคนั้น ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ เพราะเหตุแห่งนางอิรันทตีผู้มีเอวอันงามน่ารักนั้น ข้าพเจ้าจึงตกลงใจจะฆ่าท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สชีโว ได้แก่ เป็นอำมาตย์ชื่อว่า สชีวะ. บทว่า พฺรหา ความว่า สมบูรณ์ด้วยส่วนยาวและส่วนกว้าง. บทว่า สุจิ ได้แก่ เช่นรูปทองอันยกขึ้นแล้ว. บทว่า วณฺณพลูปปนฺโน ความว่า ผู้เข้าถึงด้วยความงามแห่งเรือนร่าง และด้วยกำลังกาย. บทว่า ตสฺสานุชํ ได้แก่ ธิดาผู้เกิดแต่พระยานาคนั้น. บทว่า ปตารยึ ความว่า ข้าพเจ้ายังจิตให้เป็นไปแล้ว คือได้กระทำการตกลงใจแล้ว.

พระมหาสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงคิดว่า โลกนี้ย่อมฉิบหาย เพราะความถือผิด.
ปุณณกยักษ์ เมื่อปรารถนานางนาคมาณวิกา จะฆ่าอาตมาประโยชน์อะไร อาตมาถามให้รู้เหตุนั้นโดยถ่องแท้เสียก่อน แล้วกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนปุณณกยักษ์ ท่านอย่าได้มีความลุ่มหลงนักเลย สัตว์โลกเป็นอันมากฉิบหายแล้ว เพราะความถือผิด เพราะเหตุไร ท่านจึงทำความรักใคร่ในนางอิรันทตี ผู้มีเอวอันงามน่ารัก ท่านจะมีประโยชน์อะไร ด้วยความตายของข้าพเจ้า เชิญท่านจงบอกเหตุทั้งปวงแก่ข้าพเจ้าด้วย.

ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์ เมื่อจะบอกแก่พระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้าปรารถนาธิดาของพระยาวรุณนาคราช ผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้รับอาสาญาติของนางอิรันทตีมา ญาติเหล่านั้นได้สำคัญข้าพเจ้าว่า ถูกความรักใคร่ครอบงำโดยส่วนเดียว เหตุนั้น พระยาวรุณนาคราชได้ตรัสกะข้าพเจ้า ผู้ทูลขอนางอิรันทตีนาคกัญญาว่า เราทั้งหลายพึงให้ธิดาของเรา ผู้มีร่างกายอันสลวย มีเนตรงามอย่างน่าพิศวง ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ถ้าท่านพึงได้ดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต นำมาในนาคพิภพนี้โดยธรรม เพราะความดีความชอบนี้ ท่านก็จะได้ธิดาของเรา เราทั้งหลายมิได้ปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งไปกว่านั้น.
ดูก่อนท่านอำมาตย์ ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนหลง ท่านจงฟังให้ทราบเรื่องอย่างนี้ อนึ่ง ข้าพเจ้ามิได้มีความถือผิดอะไรๆ เลย เพราะดวงหทัยท่าน ที่ข้าพเจ้าได้ไปโดยชอบธรรม ท้าววรุณนาคราชและพระนางวิมาลาจะประทาน นางอิรันทตีนาคกัญญาแก่ข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าพึงพยายามเพื่อจะฆ่าท่าน ข้าพเจ้ามีประโยชน์ด้วยการตายของท่าน จึงจะผลักท่านให้ตกลงไปในเหวนี้ ฆ่าเสียแล้วนำดวงหทัยไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธีตุกาโม ความว่า ข้าพเจ้าอยากได้ คือปรารถนาธิดา จึงเที่ยวไปเพื่อต้องการธิดา. บทว่า ญาติภโตหมสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้รับอาสา พวกญาติของนางอิรันทตีนั้นมา. บทว่า ตํ แปลว่า ซึ่งนางนาคมาณวิกานั้น. บทว่า ยาจมานํ แปลว่า ซึ่งข้าพเจ้าผู้ขออยู่. บทว่า ยถา มํ ความว่า เพราะเหตุนั้น พระยาวรุณนาคราชจึงได้ตรัสกะข้าพเจ้า ผู้ทูลขออยู่. บทว่า สุกามนีตํ ความว่า ญาติเหล่านั้นได้สำคัญ คือรู้ว่าเราถูกความรักใคร่นำไปด้วยดี คือโดยส่วนเดียว เพราะเหตุนั้น พระยาวรุณนาคราชผู้เป็นพ่อตา จึงได้รับสั่งกะข้าพเจ้า ผู้ไปสู่ขอนางอิรันทตีนาคกัญญานั้นว่า เราทั้งหลายจะพึงให้ลูกสาวแก่ท่านแลเป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทชฺเชมุ แปลว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายพึงให้. บทว่า สุตนุ? แปลว่า ผู้มีรูปร่างอันสวยงาม. บทว่า อิธ มาหเรสิ ความว่า ท่านพึงนำมาในที่นี้

พระมหาสัตว์ได้สดับถ้อยคำของปุณณกยักษ์นั้น จึงคิดว่า พระนางวิมลาจะต้องการดวงหทัยของเรา หามิได้ แต่ว่า พระยาวรุณนาคราชฟังธรรมกถาของเรา เกิดความเลื่อมใส เอาแก้วมณีบูชาเรา กลับไปถึงนาคพิภพนั้นแล้ว จักพรรณนาความที่เราเป็นธรรมกถึกแก่พระนาง เป็นแน่ เมื่อเป็นอย่างนั้น ความปรารถนาด้วยธรรมกถาของเรา จักเกิดขึ้นแก่พระนางวิมลา พระยาวรุณนาคราชจักถือผิดไป จึงทรงบังคับปุณณกยักษ์นี้ ที่ถือผิดไปตามพระองค์มาเพื่อฆ่าเราให้ตาย.
ภาวะที่เราเป็นบัณฑิต เป็นผู้สามารถในอันค้นคว้าหาเหตุที่ตั้งและเกิดขึ้นได้นั้น ได้ทำเราให้ได้รับทุกข์ถึงเพียงนี้ เมื่อปุณณกยักษ์ฆ่าเราให้ตายเสีย จักทำประโยชน์อะไรได้ เอาเถอะ เราจักเตือนมาณพนั้นให้รู้สึกตัว ดังนี้แล้วกล่าวว่า ดูก่อนมาณพ ข้าพเจ้าย่อมทราบสาธุนรธรรม ในขณะที่ข้าพเจ้ายังไม่ตาย ท่านจงยังข้าพเจ้าให้นั่งลงบนยอดบรรพต แล้วตั้งใจฟังสาธุนรธรรมก่อน พึงทำกิจที่ท่านปรารถนาจะทำในภายหลัง แล้วคิดว่า เราพึงพรรณนาสาธุนรธรรม ยังปุณณกยักษ์ให้มอบชีวิตคืนแก่เรา.

พระมหาสัตว์ มีศีรษะห้อยลงเบื้องต่ำอยู่อย่างนั้น นั่นแหละกล่าวคาถาว่า
จงยกข้าพเจ้าขึ้นโดยเร็ว ถ้าท่านมีกิจที่ต้องทำด้วยหทัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะแสดงสาธุนรธรรมทั้งปวงนี้แก่ท่าน ในวันนี้.

ปุณณกยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงดำริว่า ได้ยินว่า ธรรมนี้จักเป็นธรรมที่บัณฑิตยังมิเคยแสดงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เอาเถอะ เราจักยกบัณฑิตขึ้นฟังสาธุนรธรรมเสียก่อน ดังนี้แล้ว จึงยกพระมหาสัตว์ขึ้น เชิญให้นั่งบนยอดเขาบรรพต.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
ปุณณกยักษ์นั้น รีบยกวิธุรบัณฑิตอำมาตย์ ผู้ประเสริฐที่สุดของชาวกุรุรัฐวางลงบนยอดเขา เห็นวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ทรามนั่งอยู่ จึงถามว่า ท่านอันข้าพเจ้ายกขึ้นจากเหวแล้ว วันนี้ ข้าพเจ้ามีกิจที่จะต้องทำด้วยหทัยของท่าน ท่านจงแสดงสาธุนรธรรมทั้งหมดนั้น ให้ปรากฏแก่ข้าพเจ้า ในวันนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสฏฺฐํ แปลว่า เป็นผู้ได้ความโล่งใจ. บทว่า สเมกฺขิยาน แปลว่า เห็นแล้ว. บทว่า สาธุ นรสฺส ธมฺมา ได้แก่ ธรรมดีของนรชน คือ ธรรมงาม.

พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า
ข้าพเจ้าอันท่านยกขึ้นจากเหวแล้ว ถ้าท่านมีกิจที่จะต้องทำด้วยหทัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะแสดงสาธุนรธรรมทั้งหมดนี้แก่ท่านในวันนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุฏฺฐิโต(๑. บาลีว่า สมุทฺธโต.) ตฺยสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้อันท่านยกขึ้นแล้ว.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์พูดกับปุณณกยักษ์นั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีสรีระอันเศร้าหมอง จะขออาบน้ำชำระกายเสียก่อน. ปุณณกยักษ์รับคำว่า ดีละ แล้วไปนำน้ำสำหรับอาบมา ในเวลาพระมหาสัตว์อาบน้ำเสร็จ ได้ให้ผ้าทิพย์ของหอม และดอกไม้ทิพย์แก่พระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์บริโภคโภชนาหารแล้ว ให้ประดับยอดกาฬาคีรีบรรพต และตกแต่งอาสนะแล้ว จึงนั่งบนอาสนะที่ปุณณกยักษ์ประดับแล้ว.

เมื่อจะแสดงสาธุนรธรรม จึงได้กล่าวคาถาว่า
ดูก่อนมาณพ ท่านจงเดินไปตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว ๑. จงอย่าเผาฝ่ามืออันชุ่ม ๑. อย่าประทุษร้ายในหมู่มิตร ในกาลไหนๆ ๑. อย่าตกอยู่ในอำนาจของหญิงอสติ ๑.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลฺลญฺจ ปาณึ ปริวชฺชยสฺสุ ความว่า ท่านจงอย่าเผาฝ่ามือที่ชุ่มเสีย.

ปุณณกยักษ์ไม่อาจหยั่งรู้สาธุนรธรรม ๔ ข้อที่พระมหาสัตว์แสดงโดยย่อได้ จึงถามโดยพิศดารว่า
บุคคลผู้ชื่อว่า เป็นผู้เดินไปตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว อย่างไร. บุคคลผู้ชื่อว่า เผาฝ่ามืออันชุ่ม อย่างไร. บุคคลเช่นไร ชื่อว่าประทุษร้ายมิตร. หญิงเช่นไรชื่อว่า อสติ. ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้น.

ฝ่ายพระมหาสัตว์ได้แสดงสาธุนรธรรมแก่ปุณณกยักษ์ว่า
ผู้ใดพึงเชื้อเชิญคนที่ไม่คุ้นเคยกัน ไม่เคยพบเห็นกันด้วยอาสนะ บุรุษพึงกระทำประโยชน์แก่บุคคลนั้น โดยแท้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุรุษนั้นว่า ผู้เดินไปตามทางที่ท่านเดินแล้ว.
บุคคลพึงอยู่ในเรือนของผู้ใดแม้คืนเดียว ได้ข้าวน้ำด้วย ไม่ควรคิดร้ายแก่ผู้นั้น แม้ด้วยใจ ผู้คิดร้ายต่อบุคคลเช่นนั้น ชื่อว่า เผาฝ่ามืออันชุ่ม และชื่อว่า ประทุษร้ายมิตร.
บุคคลนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนชั่วช้า.
หญิงที่สามียกย่องอย่างดี ถึงแก่ให้แผ่นดินนี้อันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ ได้โอกาสแล้วพึงดูหมิ่นสามีนั้นได้ บุคคลไม่ควรตกอยู่ในอำนาจของหญิงเหล่านั้น ผู้ชื่อว่าอสติ.
บุคคลชื่อว่าเดินไปตามทางที่ท่านเดินแล้ว อย่างนี้. ชื่อว่าเผาฝ่ามืออันชุ่ม อย่างนี้. ชื่อว่าตกอยู่ในอำนาจของหญิงผู้ชื่อว่าอสติ อย่างนี้. ชื่อว่าประทุษร้ายมิตรอย่างนี้. ท่านจงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม จงละอธรรมเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสณฺฐตํ ความว่า ไม่เคยอยู่ร่วมกัน แม้เพียงหนึ่งหรือสองวัน. บทว่า โย อาสเนนาปิ ความว่า ผู้ใดไม่พึงเชื้อเชิญผู้ไม่คุ้นเคยกัน เห็นปานนี้ แม้ด้วยอาสนะ จะป่วยกล่าวไปใยถึงการเชื้อเชิญ ด้วยข้าวและน้ำเล่า. บทว่า ตสฺเสว ความว่า เป็นบุรุษย่อมทำประโยชน์ตอบแทน แก่ปุพพการีบุคคลนั้นโดยแท้. บทว่า ยาตานุยายี ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า เป็นผู้เดินตามทางที่ปุพพการีบุคคลเดินไปแล้ว ก็ผู้กระทำก่อน ชื่อว่าผู้เดินทาง ส่วนผู้กระทำภายหลัง ชื่อว่าผู้เดินตาม. ดูก่อนเทวราชเจ้านี้ชื่อว่า สาธุนรธรรมที่ ๑.
บทว่า อลฺลญฺจ ปาณึ ความว่า จริงอยู่ บุคคลเผาเฉพาะมือเครื่องใช้สอยของตนที่นำภัตตาหารมาแต่ไกล ชื่อว่าเป็นผู้ประทุษร้ายมิตร การไม่เผามืออันชุ่ม นี้ชื่อว่าสาธุนรธรรมที่ ๒ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า น ตสฺส ความว่า ไม่พึงทำลายกิ่ง ใบ หน่อของต้นไม้นั้น เพราะเหตุไร เพราะผู้ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นผู้ลามก ดังนั้น ผู้ทำชั่วแม้ต่อต้นไม้ที่ไม่มีเจตนา ที่ได้บริโภคและอาศัยร่มเงา ชื่อว่าเป็นผู้ประทุษร้ายต่อมิตร จะป่วยกล่าวไปไย ถึงผู้เป็นมนุษย์ การไม่ประทุษร้ายต่อมิตรอย่างนี้ ชื่อว่าสาธุนรธรรมที่ ๓.
บทว่า ทชฺชิตฺถิยา ความว่า พึงให้แก่หญิง. บทว่า สมฺมตาย ความว่า หญิงที่สามียกย่องด้วยดีอย่างนี้ว่า เราเท่านั้นจะให้ความสุขแม้แก่หญิงนี้ ชายอื่นไม่เป็นเหมือนเราเลย หญิงนั้นย่อมปรารถนาแต่เราเท่านั้น. บทว่า ลทฺธา ขณํ ความว่า ได้โอกาสแห่งการล่วงเกิน. บทว่า อสตีนํ ได้แก่ หญิงผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม ดังนั้น การอาศัยมาตุคาม แล้วไม่กระทำความชั่ว นี้ชื่อว่าสาธุนรธรรมที่ ๔. บทว่า โส ธมฺมิโก โหหิ ความว่า ดูก่อนเทวราชเจ้า ท่านนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยสาธุนรธรรม ๔ เหล่านี้ ชื่อว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล.

พระมหาสัตว์แสดงสาธุนรธรรมแก่ปุณณกยักษ์ ด้วยพุทธลีลา ด้วยประการฉะนี้ ปุณณกยักษ์ เมื่อฟังสาธุนรธรรม ๔ ประการนั้นแหละ กำหนดใจว่า บัณฑิตขอชีวิตของตนในที่ ๔ สถานและรู้สึกความผิดของตนได้ว่า ก็บัณฑิตนี้ได้กระทำสักการะเราที่ตนไม่คุ้นเคย ในกาลก่อน เราได้เสวยยศใหญ่อยู่ในเรือนของบัณฑิตนั้นตลอด ๓ วัน แต่เมื่อเราจะทำกรรมชั่วเช่นนี้ลงไป ก็เพราะอาศัยมาตุคามจึงกระทำ หากว่า เราประทุษร้ายต่อบัณฑิต ชื่อว่าประทุษร้ายมิตร แม้ในที่ทุกสถานทีเดียว จัดว่าไม่ประพฤติตามสาธุนรธรรม เราจะประโยชน์อะไรด้วยนาคมาณวิกา เราจักเช็ดหน้าอันเต็มด้วยน้ำตาของชนชาวอินทปัตตนครให้เบิกบาน นำบัณฑิตนี้ไปส่งโดยเร็ว ให้ลงที่โรงธรรมสภา ดำริดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้าได้อยู่ในเรือนท่าน ๓ วัน ทั้งเป็นผู้ที่ท่านบำรุง ด้วยข้าวและน้ำ ท่านเป็นผู้พ้นจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอปล่อยท่าน. ดูก่อนผู้มีปัญญาอันสูงสุด เชิญท่านกลับไปเรือนของท่านตามปรารถนาเถิด ความต้องการของตระกูลพระยานาค จะเสื่อมไปก็ตามที เหตุที่จะให้ได้นางนาคกัญญา ข้าพเจ้าเลิกละ. ดูก่อนท่านผู้มีปัญญา เพราะคำสุภาษิตของตนนั่นแล ท่านจึงพ้นจากข้าพเจ้า ผู้จะฆ่าท่านในวันนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฏฺฐิโตสฺมิ ความว่า เราเป็นผู้อันท่านบำรุงแล้ว. บทว่า วิสชฺชามหํ ตํ ความว่า ข้าพเจ้าย่อมปล่อยท่าน. บทว่า กามํ แปลว่า โดยส่วนเดียว. บทว่า วธาย แปลว่า เพื่อจะฆ่า. บทว่า ปญฺญ แปลว่า ดูก่อนท่านผู้มีปัญญา.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะปุณณกยักษ์นั้นว่า ดูก่อนมาณพ ท่านอย่าเพิ่งส่งข้าพเจ้าไปเรือนก่อนเลย จงนำข้าพเจ้าไปยังนาคพิภพโน่นเถิด จึงกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนปุณณกยักษ์ เชิญท่านนำข้าพเจ้าไปในสำนักของพ่อตาของท่าน จงประพฤติประโยชน์ในข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าก็อยากเห็นท้าววรุณผู้เป็นอธิบดีของนาค และวิมานของท้าวเธอซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเห็น.

บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งอุปสรรค. บทว่า สสุรนฺติเก อตฺถํ มยิ จรสฺสุ ความว่า จงนำข้าพเจ้าไปยังสำนักของพ่อตาของท่าน จงประพฤติประโยชน์ในข้าพเจ้า คืออย่ายังประโยชน์นั้นให้เสียหาย. บทว่า นาคาธิปตีวิมานํ ความว่า ข้าพเจ้าควรจะเห็นท้าววรุณผู้เป็นอธิบดีแห่งนาคและวิมานของท้าวเธอ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเห็น.

ปุณณกยักษ์กล่าวคาถาว่า
คนมีปัญญา ไม่ควรจะดูสิ่งที่ไม่เป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่นรชนนั้นเลย ดูก่อนท่านผู้มีปัญญาอันสูงสุด เออก็เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงปรารถนาจะไปยังที่อยู่ของศัตรูเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมิตฺตคามํ ความว่า เป็นที่อยู่ของศัตรู คือสมาคมของอมิตร.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะปุณณกยักษ์นั้นว่า
แม้ข้าพเจ้าก็รู้ชัด ซึ่งข้อที่ผู้มีปัญญาไม่ควรเห็น สิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่นรชน นั้นแน่แท้ แต่ข้าพเจ้าไม่มีความชั่วที่จะกระทำไว้ ในที่ๆไหนเลย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รังเกียจต่อความตาย อันจะมาถึงตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มรณาคมาย ความว่า ต่อมรณะที่จะมาถึงตน ดูก่อนเทวราชเจ้า อีกอย่างหนึ่งท่านเป็นคนหยาบช้ากล้าแข็งถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าเล้าโลมด้วยธรรมกถาทำให้อ่อนโยนได้ ดังท่านพูดกับข้าพเจ้าเมื่อกี้นี้เองว่า เราจะหยุดด้วยการพยายามให้ได้นางนาคมาณวิกา จะได้หรือไม่ได้ก็ตามที ไม่ต้องการละ เชิญท่านกลับไปเรือนของตนเถิด ดังนี้ การทำพระยานาคให้อ่อนโยน เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ท่านจงพาข้าพเจ้าไปในนาคพิภพนั้นให้ได้.

ปุณณกยักษ์ได้สดับดังนั้น รับคำของพระมหาสัตว์ว่า ดีละ แล้วกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนบัณฑิต เชิญเถิด ท่านกับข้าพเจ้ามาไปดูพิภพของพระยานาคราช ซึ่งมีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ เป็นที่อยู่อันมีการฟ้อนรำขับร้องตามปรารถนา เหมือนนิฬิญญราชธานีเป็นที่ประทับอยู่ของท้าวเวสวัณ ฉะนั้น นาคพิภพนั้น เป็นที่ไปเที่ยวเล่นเป็นหมู่ๆ ของนางนาคกัญญา ตลอดวันและคืนเป็นนิตย์ มีดอกไม้ดารดาษอยู่มากมายหลายชนิด สว่างไสวดังสายฟ้าในอากาศ บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องและประโคม พร้อมมูลไปด้วยนางนาคกัญญาที่ประดับประดาสวยงาม งามสง่าไปด้วยผ้านุ่งห่มและเครื่องประดับ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หนฺท จ นี้ เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น. บทว่า ฐานํ ได้แก่ สถานที่เป็นที่ประทับของพระนาค. บทว่า นิฬิญฺญํ ได้แก่ ราชธานีชื่อว่า นิฬิญญา. บทว่า จริตํ คเณน ความว่า ที่ประทับของพระยานาคนั้น เป็นที่ๆ หมู่นางนาคกัญญาเที่ยวไป. บทว่า นิกีฬิตํ ความว่า อันเหล่านางนาคกัญญาเที่ยวเล่นเป็นหมู่ ตลอดวันและคืนเป็นนิตย์.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
ปุณณกยักษ์นั้น เชิญให้วิธุรบัณฑิตผู้ประเสริฐสุดของชาวกุรุ นั่งเหนืออาสนะข้างหลัง ได้พาวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ทราม เข้าไปสู่ภพของพระยานาคราช วิธุรบัณฑิตได้สถิตอยู่ข้างหลังแห่งปุณณกยักษ์ จนถึงพิภพของพระยานาค ซึ่งมีอานุภาพหาเปรียบมิได้ ก็พระยานาคทอดพระเนตร เห็นลูกเขยผู้มีความจงรักภักดี ได้ตรัสทักทายปราศรัยก่อนทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ปุณฺณโก ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุณณกยักษ์นั้นพรรณนานาคพิภพอย่างนี้แล้ว จึงยกบัณฑิตผู้ประเสริฐขึ้นสู่ม้าอาชาไนยของตน นำไปสู่นาคพิภพ. บทว่า ฐานํ ได้แก่ สถานที่เป็นที่ประทับของพระยานาค. บทว่า ปจฺฉโต ความว่า ได้ยินว่า ปุณณกยักษ์ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ถ้าว่า พระยานาคทอดพระเนตรเห็นบัณฑิตแล้ว จักมีพระทัยอ่อนน้อม นั่นเป็นการดี หากว่า ท้าวเธอไม่มีพระทัยอ่อนน้อมเล่า เมื่อท้าวเธอไม่ทันทอดพระเนตรบัณฑิตนั้น เราจักยกบัณฑิตขึ้นสู่ม้าอาชาไนยไปเสีย ลำดับนั้น จึงพักเธอไว้ข้างหลัง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เบื้องหลังแห่งปุณณกยักษ์ ดังนี้. บทว่า สามคฺคิเปกฺขิ ความว่า เพ่งถึงความสามัคคี. บาลีว่า สามํ อเปกฺขิ ดังนี้ก็มี. ส่วนพระยานาคทอดพระเนตร เห็นปุณณกยักษ์ลูกเขยของตน จึงได้ตรัสทักทายปราศรัยก่อนทีเดียว

พระยานาคตรัสเป็นคาถาว่า
ท่านได้ไปยังมนุษยโลกเที่ยวแสวงหาดวงหทัยของบัณฑิต กลับมาถึงในนาคพิภพนี้ด้วยความสำเร็จหรือ หรือว่าท่านได้พาเอาบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทรามมาด้วย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กจฺจิ สมิทฺเธน ความว่า ท่านได้ไปยังมนุษยโลกแล้ว กลับมาในนาคพิภพนี้ ด้วยความสำเร็จตามมโนรถของท่านหรือ.

ปุณณกยักษ์ทูลว่า
ท่านผู้นี้แหละ คือวิธุรบัณฑิต ที่พระองค์ทรงปรารถนานั้นมาแล้ว พระเจ้าข้า ท่านวิธุรบัณฑิตผู้รักษาธรรม ข้าพระพุทธเจ้าได้มาแล้วโดยธรรม เชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททอดพระเนตรวิธุรบัณฑิตผู้แสดงธรรมถวายด้วยเสียงอันไพเราะ เฉพาะพระพักตร์ ณ บัดนี้ การสมาคมด้วยสัปบุรุษทั้งหลาย ย่อมเป็นเหตุนำความสุขมาให้ โดยแท้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ตวมิจฺฉสิ แปลว่า ท่านปรารถนาสิ่งใด. บาลีว่า ยํ ตุวมิจฺฉสิ ดังนี้ก็มี. บทว่า ภาสมานํ ความว่า ขอพระองค์จงทอดพระเนตรวิธุรบัณฑิตนั้น ผู้รักษาธรรมปรากฏในโลก ผู้แสดงธรรมด้วยเสียงอันไพเราะเฉพาะพระพักตร์ ในกาลบัดนี้ ก็ธรรมดาว่า การสมาคมด้วยสัตบุรุษคนดีทั้งหลาย ในฐานะเป็นอันเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุนำความสุขมาให้แล.
จบกาฬาคิรีบรรพตกัณฑ์
พระยานาคทอดพระเนตรเห็นพระมหาสัตว์แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
ท่านผู้เป็นมนุษย์มาเห็นนาคพิภพ ที่ตนไม่เคยเห็นแล้ว เป็นผู้ถูกภัย คือความตายคุกคามแล้ว เป็นผู้ไม่กลัวและไม่อภิวาท อาการเช่นนี้ ดูเหมือนจะไม่มีแก่ผู้มีปัญญา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยมฺหิโต แปลว่า ถูกความกลัวคุกคาม. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ดูก่อนบัณฑิต ท่านเห็นนาคพิภพที่ตนไม่เคยเห็น เป็นผู้ถูกภัย คือความตายคุกคามแล้ว จึงไม่ถวายโอวาทข้าพเจ้า เหตุเช่นนี้ ไม่ใช่อาการของบุคคลผู้มีปัญญาเลย.

เมื่อพระยานาคทรงประสงค์จะให้ถวายบังคมอย่างนั้น พระมหาสัตว์หาได้ทูลตรงๆ ว่า ข้าพระองค์ไม่ควรถวายบังคมพระองค์ ดังนี้ไม่ เป็นผู้ฉลาดในอุบายทูลด้วยปรีชาญาณของตนว่า ข้าพเจ้าไม่ถวายบังคมพระองค์ เพราะข้าพเจ้าต้องโทษที่บุคคลจะพึงแทงด้วยลูกศรเสียแล้ว ดังนี้แล้ว จึงทูลด้วย ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระยานาคราช ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่กลัว และไม่เป็นผู้อันภัย คือความตายคุกคาม นักโทษประหารไม่พึงกราบไหว้เพชฌฆาต หรือเพชฌฆาตก็ไม่พึงให้ นักโทษประหารกราบไหว้ตน อย่างไรหนอ นรชนจะกราบไหว้บุคคลผู้ปรารถนาจะฆ่าตน และผู้ปรารถนาจะฆ่า เขาจะพึงให้บุคคลผู้ที่ตนจะฆ่า กราบไหว้ตน อย่างไรเล่า กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จประโยชน์เลย พระเจ้าข้า.

คำเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่พระยานาค ข้าพเจ้ามาเห็นนาคพิภพที่ตนยังไม่เคยเห็น ย่อม
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Thu Apr 02, 2009 6:37 pm    เรื่อง: พระวิธูรบัณฑิต ตอบโดยอ้างข้อความ

คำเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่พระยานาค ข้าพเจ้ามาเห็นนาคพิภพที่ตนยังไม่เคยเห็น ย่อมไม่กลัว และภัย คือความตายคุกคามไม่ได้ด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าภัย คือความตาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เช่นข้าพเจ้า อนึ่ง นักโทษที่ต้องถูกฆ่า ไม่พึงกราบไหว้เพชฌฆาตผู้จะฆ่าตน หรือเพชฌฆาตไม่พึงยังนักโทษที่จะต้องถูกฆ่าให้กราบไหว้ตน นรชนจะพึงกราบไหว้บุคคลผู้ปรารถนาจะฆ่าตน อย่างไรหนอ หรือว่าผู้ปรารถนาจะฆ่าเขา จะพึงยังบุคคลผู้ที่ตนจะฆ่าให้กราบไหว้ตน อย่างไรเล่า เพราะกรรม คือกราบไหว้ของผู้ต้องถูกฆ่า และการให้กราบไหว้ของผู้จะฆ่านั้น ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขาเลย ก็ข้าพระองค์ได้ทราบแล้วว่า พระองค์รับสั่งจะให้ฆ่าข้าพเจ้าในที่นี้ เหตุนั้นข้าพเจ้าจะถวายบังคมพระองค์ อย่างไรได้.

พระยานาคราชทรงสดับดังนั้น ทรงพอพระทัย เมื่อจะทรงทำความชมเชยพระมหาสัตว์ ได้ทรงภาษิต ๒ คาถาว่า
ดูก่อนบัณฑิต คำนั้นถูกอย่างที่ท่านพูด ท่านพูดจริง นักโทษประหารไม่พึงกราบไหว้เพชฌฆาต หรือเพชฌฆาตก็ไม่พึงให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน อย่างไรหนอ นรชนพึงกราบไหว้บุคคลผู้ปรารถนาจะฆ่าตน และผู้ปรารถนาจะฆ่าเขา จะพึงให้บุคคลผู้ที่ตนจะฆ่ากราบไหว้ตน อย่างไรเล่า กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จประโยชน์เลย.

บัดนี้ พระมหาสัตว์ เมื่อทำปฏิสันถารกับพระยานาคราช จึงทูลว่า
ข้าแต่พระยานาคราช วิมานของฝ่าพระบาทนี้เป็นของไม่เที่ยง แต่เป็นเช่นกับของเที่ยง ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง พระกำลังกาย พระวิริยภาพและการเสด็จอุบัติในนาคพิภพ ได้มีแล้วแก่ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ขอทูลถามเนื้อความนั้นกะฝ่าพระบาท วิมานนี้ทรงได้มา อย่างไรหนอ วิมานนี้ฝ่าพระบาทได้มา เพราะอะไร หรือเป็นของเกิดขึ้นตามฤดูกาล ฝ่าพระบาททรงกระทำเอง หรือเทวดาทั้งหลายถวายแก่พระองค์ ข้าแต่พระยานาคราช ขอฝ่าพระบาทตรัสบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ ตามที่ฝ่าพระบาทได้วิมานมาเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว อิทํ ความว่า วิมานอันเกิดแต่ยศสำหรับเป็นพระเกียรติยศของพระองค์นี้ ซึ่งเป็นของไม่เที่ยง แต่ปรากฏเสมือนของเที่ยง ท่านอย่ากระทำความชั่ว เพราะอาศัยยศเลย เพราะฉะนั้น ด้วยบทนี้ พระมหาสัตว์จึงขอชีวิตของตนไว้. บทว่า อิทฺธิ ความว่า ฤทธิ์ของนาคก็ดี ความรุ่งเรืองแห่งนาคก็ดี กำลังกายก็ดี ความเพียรอันเป็นไปทางจิตก็ดี การเสด็จอุบัติในนาคพิภพก็ดี ได้มีแก่พระองค์ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพระองค์ขอทูลถามเนื้อความนั้น ข้าแต่พระยานาค ข้าพระองค์ขอทูลถามเนื้อความนั้นกะพระองค์ วิมานนี้พระองค์ทรงได้ด้วยอาการ อย่างไรหนอ พระองค์อาศัยใครจึงได้ หรือเป็นของเกิดขึ้นตามฤดูกาล หรือพระองค์ทรงทำด้วยมือของพระองค์เอง หรือว่าเทวดาทั้งหลายถวายพระองค์ ข้าแต่พระยานาคผู้ทรงเป็นเจ้าพิภพบาดาลวิมานนี้ พระองค์ทรงได้ด้วยประการใด ขอพระองค์ตรัสบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพระองค์ ด้วยประการนั้น พระเจ้าข้า.

พระยานาคตรัสพระคาถาว่า
วิมานนี้ เราได้มาเพราะอาศัยอะไร ก็หามิได้. เกิดขึ้นตามฤดูกาล ก็หามิได้. เรามิได้ทำเอง แม้เทวดาทั้งหลายก็มิได้ให้. แต่วิมานนี้ เราได้มาด้วยบุญกรรม อันไม่ลามกของตนเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปาปเกหิ แปลว่า ไม่ลามก.

พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
ข้าแต่พระยานาค อะไรเป็นวัตรของพระองค์ และอะไรเป็นพรหมจรรย์ของพระองค์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง พระกำลังกาย พระวิริยภาพ และการเสด็จอุบัติในนาคพิภพ ทั้งวิมานใหญ่ของพระองค์นี้ เป็นผลแห่งกรรมอะไร อันพระองค์ทรงประพฤติดีแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺเต วตฺตํ ความว่า ข้าแต่พระยานาค ในภพก่อน อะไรเป็นวัตรของพระองค์ อนึ่ง อะไรเป็นการอยู่พรหมจรรย์ของพระองค์ อิฏฐวิบุลผล มีความเป็นผู้มีฤทธิ์ เป็นต้นนี้ เป็นวิบากสุจริตเช่นไร.

พระยานาคตรัสพระคาถาว่า
เราและภรรยา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีศรัทธาเป็นทานบดี ในครั้งนั้น เรือนของเราเป็นดังบ่อน้ำของสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย และเราได้บำรุงสมณะและพราหมณ์ให้อิ่มหนำสำราญ. เราทั้งสองได้ถวายทานคือ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ เครื่องประทีบ ที่นอนที่พักอาศัย ผ้านุ่งผ้าห่ม ผ้าปูนอน ข้าวและน้ำโดยเคารพ ทานที่ได้ถวายแล้ว โดยเคารพนั้นเป็นวัตรของเรา และการสมาทานวัตรนั้นเป็น พรหมจรรย์ของเรา. ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลังกาย ความเพียร การเกิดในนาคพิภพ และวิมานใหญ่ของเรานี้ เป็นวิบากแห่งวัตรและพรหมจรรย์นั้น อันเราประพฤติดีแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสโลเก ได้แก่ ในกาลจัมปากนคร แคว้นอังคะ. บทว่า ตํ เม วตฺตํ ความว่า ทานที่เราให้โดยเคารพนั้นนั่นแล การสมาทานวัตร และพรหมจรรย์ของเรา อิฏฐวิบุลผลมีฤทธิ์เป็นต้นนี้ เป็นวิบากแห่งสุจริตที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้วนั้น.

พระมหาสัตว์ทูลเป็นคาถาว่า
ถ้าวิมานนี้ ฝ่าพระบาททรงได้ด้วยอานุภาพแห่งทานอย่างนี้ ฝ่าพระบาทก็ชื่อว่า ทรงทราบผลแห่งบุญ และทรงทราบการเสด็จอุบัติในนาคพิภพ เพราะผลแห่งบุญ เพราะเหตุนั้นแล ขอฝ่าพระบาททรงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรม ตามที่จะได้ทรงครอบครองวิมานนี้ต่อไป ฉะนั้นเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานาสิ ความว่า ถ้าว่า วิมานนั้นพระองค์ทรงได้ ด้วยอานุภาพแห่งทานอย่างนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ชื่อว่า ทรงทราบผลแห่งบุญทั้งหลาย และทรงทราบการเสด็จอุบัติในวิมาน อันเกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่วิมานนี้พระองค์ได้มา เพราะเหตุแห่งบุญ. บทว่า ปุน มาวเสสิ ความว่า ขอพระองค์จงประพฤติธรรม ให้ได้เสด็จอยู่ครองนาคพิภพนี้ แม้ต่อไปอีก.

พระยานาคตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนบัณฑิต ในนาคพิภพนี้ ไม่มีสมณพราหมณ์ที่เราจะพึงถวายข้าวและน้ำเลย เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา ตามที่เราจะพึงได้ครอบครองวิมานต่อไปเถิด.

พระมหาสัตว์ทูลเป็นคาถาว่า
ข้าแต่พระยานาค ก็นาคทั้งหลายที่เป็นพระโอรส พระธิดา พระชายา ทั้งพระญาติ พระมิตร และข้าเฝ้าของฝ่าพระบาท ซึ่งเกิดในนาคพิภพนี้มีอยู่ ขอฝ่าพระบาททรงเป็นผู้ไม่ประทุษร้ายในนาค มีพระโอรสเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยพระกายและพระวาจาเป็นนิตย์ ฝ่าพระบาททรงรักษาความไม่ประทุษร้าย ด้วยพระกายและพระวาจาอย่างนี้ ฝ่าพระบาททรงสถิตอยู่ในวิมานนี้ตลอดพระชนมายุ แล้วจักเสด็จไปสู่เทวโลก อันสูงกว่านาคพิภพ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โภคี ความว่า นาคผู้มีโภคสมบัติ. บทว่า เตสุ ความว่า ขอพระองค์จงอย่าประทุษร้ายเป็นนิตย์ ด้วยกายกรรมและวจีกรรม ในนาคผู้มีโภคสมบัติมีพระโอรสและพระธิดาเป็นต้นนั้น. บทว่า อนุปาลย ความว่า จงตามรักษาความไม่ประทุษร้าย กล่าวคือความมีเมตตาจิต ในพระโอรสและพระธิดาเป็นต้น และในสัตว์ที่เหลืออย่างนี้. บทว่า อุทฺธํ อิโต ความว่า พระองค์จักเสด็จไปสู่เทวโลกที่สูงกว่านาคพิภพนี้ เพราะเมตตาจิตจัดว่าเป็นบุญยิ่งกว่าทาน.

พระยานาคได้ทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว ทรงพอพระทัยแล้ว จึงทรงดำริว่า บัณฑิตไม่อาจจะทำการเนิ่นช้าอยู่ภายนอก เราควรจะแสดงเธอแก่พระนางวิมลา ให้พระนางเธอได้ฟังสุภาษิตสงบระงับความปรารถนา แล้วส่งบัณฑิตกลับไป เพื่อให้พระเจ้าธนัญชัยทรงชื่นชมโสมนัส ดังนี้ จึงตรัสพระคาถาว่า
ท่านเป็นอำมาตย์ของพระราชาผู้ประเสริฐสุด พระองค์ใด พระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้น พรากจากท่านแล้วย่อมจะทรงเศร้าโศกแน่แท้ทีเดียว คนที่ถูกความทุกข์ครอบงำก็ดี คนผู้ป่วยหนักก็ดี ได้สมาคมกับท่านแล้วพึงได้ความสุข.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สชีโว แปลว่า อำมาตย์. บทว่า สเมจฺจ ความว่า มาพร้อมกับท่าน. บทว่า อาตุโรปิ ความว่า แม้เป็นไข้หนัก.

พระมหาสัตว์สดับพระกระแสรับสั่งดังนั้นแล้ว เมื่อจะทรงทำความชมเชยพระยานาค จึงทูลเป็นคาถาอีกว่า
ข้าแต่พระยานาคราช ฝ่าพระบาทตรัสธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ซึ่งเป็นบทอันแสดงประโยชน์อย่างล้ำเลิศ ที่นักปราชญ์ประพฤติดีแล้วโดยแท้ ก็คุณวิเศษของบุคคลผู้มีปัญญาเช่นข้าพระองค์ ย่อมปรากฏในเมื่อมีภยันตรายเช่นนี้แหละ พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ ความว่า ท่านแสดงธรรมแก่สัตบุรุษ คือบัณฑิตทั้งหลายแน่แท้. บทว่า อตฺถปทํ ได้แก่ ส่วนที่เป็นประโยชน์. บทว่า เอตาทิสิยาสุ ความว่า คุณวิเศษของบุคคลผู้มีปัญญาเช่นข้าพเจ้า ย่อมปรากฏในเมื่อได้ประสพภัยอันตรายเป็นเช่นนี้ๆ แหละ พระเจ้าข้า.

พระยานาคทรงสดับดังนั้น ทรงยินดีร่าเริงเป็นนักหนา แล้วตรัสพระคาถาว่า
ขอท่านจงบอกแก่เรา ปุณณกยักษ์นี้ได้ท่านมาเปล่าๆ หรือ ขอท่านจงบอกแก่เรา ปุณณกยักษ์นี้ชนะ ในการเล่นสกาจึงได้ท่านมา ปุณณกยักษ์นี้กล่าวว่า ได้มาโดยธรรม ท่านถึงเงื้อมมือของปุณณกยักษ์นี้ ได้อย่างไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺขาหิ โน ความว่า ท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้า. บทว่า ตายํ ตัดเป็น ตํ อยํ. บทว่า มุธานุลทฺโธ ความว่า ปุณณกยักษ์นี้ได้ท่านมาเปล่าๆ หรือชนะด้วยเล่นสกาจึงได้ท่านมา. บทว่า อติมายมาห ความว่า ปุณณกยักษ์นี้พูดว่า เราได้บัณฑิตมาโดยชอบธรรม. บทว่า กถํ ตุวํ หตฺถมิมสฺสมาคโต ความว่า ท่านมาถึงเงื้อมมือปุณณกยักษ์นี้ ได้อย่างไร.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทูลพระนาคนั้นด้วยคาถาว่า
ปุณณกยักษ์นี้เล่นสกาชนะพระราชาของข้าพระองค์ผู้เป็นอิสราธิบดี ในอินทปัตตนครนั้น พระราชาพระองค์นั้น อันปุณณกยักษ์ชนะแล้ว ได้พระราชทานข้าพระองค์แก่ปุณณกยักษ์นี้ ข้าพระองค์เป็นผู้อันปุณณกยักษ์นี้ ได้มาแล้วโดยธรรม มิใช่ได้มาโดยกรรมอันสาหัส พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย มิสฺสโร ความว่า พระราชาพระองค์ใดเป็นอิสราธิบดี ของข้าพระองค์. บทว่า อิมสฺสทาสิ ความว่า ได้ให้แก่ปุณณกยักษ์นี้.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ในกาลนั้น พระยานาคผู้ประเสริฐทรงสดับคำสุภาษิตของวิธุรบัณฑิต ผู้เป็นนักปราชญ์แล้วทรงชื่นชมโสมนัส มีพระทัยเต็มตื้นด้วยปีติ ทรงจูงมือวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ทราม เสด็จเข้าไปในที่อยู่ของพระชายาตรัสว่า
ดูก่อนพระน้องวิมลา เพราะเหตุใด พระน้องจึงดูผอมเหลืองไป เพราะเหตุใด พระน้องจึงไม่เสวยกระยาหาร ก็คุณงามความดีของวิธุรบัณฑิต ผู้ที่พระน้องต้องประสงค์ดวงหทัย เป็นผู้บรรเทาความมืดของโลกทั้งปวง เช่นนี้นั้นของเราไม่มี ผู้นี้ คือวิธุรบัณฑิต มาถึงแล้วจะทำความสว่างไสวให้แก่พระน้อง เชิญพระน้องตั้งหทัยฟังถ้อยคำของท่าน การที่จะได้เห็นท่านอีก เป็นการหาได้ยาก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเวกฺขิ แปลว่า เข้าไปแล้ว. บทว่า เยน ความว่า ดูก่อนพระน้องวิมลาผู้เจริญ เจ้าซูบผอมเหลืองไป เพราะเหตุไร และเพราะเหตุไร เจ้าจึงไม่เสวยกระยาหาร. บทว่า น จ เม ตาทิโส วณฺโณ ความว่า ก็เกียรติคุณของวิธุรบัณฑิตเช่นนี้ อย่างที่เราและใครๆ อื่นมิได้มี ได้แผ่กระฉ่อนไปตลอดพื้นปฐพีและเทวโลก. วิธุรบัณฑิตผู้ที่เจ้าต้องการดวงหทัยนั้น เป็นผู้บรรเทาความมืดของชาวโลกทั้งสิ้นมาถึงแล้ว จะทำความสว่างไสวในอรรถธรรมแก่เจ้า ณ บัดนี้. ด้วยบทว่า ปุน นี้ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า การเห็นวิธุรบัณฑิตนี้อีก หาได้ยากเบื้องหน้าแต่นี้.

พระนางวิมลาทอดพระเนตรเห็น วิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญากว้างขวาง ดังแผ่นดินนั้นแล้ว มีพระทัยยินดีโสมนัส ทรงยกพระองคุลีทั้ง ๑๐ ขึ้นอัญชลี และตรัสกะวิธุรบัณฑิต ผู้เป็นนักปราชญ์ประเสริฐสุดของชาวกุรุรัฐ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หฏฺเฐน ภาเวน แปลว่า ผู้มีจิตยินดี. บทว่า ปตีตรูปา ได้แก่ เกิดความโสมนัส.

พระนางวิมลาเทวี จึงตรัสว่า
ดูก่อนบัณฑิต ท่านเป็นมนุษย์มาเห็น นาคพิภพที่ตนยังไม่เคยเห็น เป็นผู้ถูกมรณภัยคุกคามแล้ว เพราะเหตุไร จึงไม่กลัวและไม่ถวายบังคมดิฉันเล่า อาการที่ทำเช่นนี้ ดูเหมือนไม่ใช่อาการของผู้มีปัญญา.

วิธุรบัณฑิตกราบทูลเป็นคาถาว่า
ข้าแต่พระนางเจ้านาคี ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่กลัว และไม่เป็นผู้อันภัย คือความตายคุกคาม นักโทษประหารไม่พึงไหว้เพชฌฆาต หรือเพชฌฆาตก็ไม่พึงให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน อย่างไรหนอ นรชนจะกราบไหว้บุคคลผู้ที่ปรารถนาจะฆ่าตน และผู้ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้บุคคลผู้ที่ตนจะฆ่า กราบไหว้ตน อย่างไรเล่า กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ พระเจ้าข้า.

พระนางวิมลาตรัสว่า
ดูก่อนบัณฑิต คำนั้นถูกอย่างที่ท่านพูด ท่านพูดจริง นักโทษประหารไม่พึงกราบไหว้เพชฌฆาต หรือเพชฌฆาตก็ไม่พึงให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน อย่างไรหนอ นรชนจึงจะกราบไหว้บุคคลผู้ปรารถนาจะฆ่าตน และผู้ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้บุคคลผู้ที่ตนจะฆ่า กราบไหว้เล่า กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จประโยชน์เลย.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะทำปฏิสันถารกับพระนางวิมลาเทวี จึงทูลเป็นคาถาว่า
ข้าแต่พระนางเจ้านาคกัญญา วิมานของพระองค์นี้เป็นของไม่เที่ยง แต่เป็นเช่นกับของเที่ยง ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง พระกำลังกาย พระวิริยภาพ และการเสด็จอุบัติในนาคพิภพ ได้มีแล้วแก่ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ขอทูลถามเนื้อความนั้นกะฝ่าพระบาท วิมานนี้ ฝ่าพระบาทได้มาอย่างไรหนอ วิมานนี้ ฝ่าพระบาทได้มาเพราะอาศัยอะไร หรือเป็นของเกิดขึ้นตามฤดูกาล ฝ่าพระบาททรงกระทำเอง หรือเทวดาทั้งหลายถวายฝ่าพระบาท ข้าแต่พระนางเจ้านาคกัญญา ขอฝ่าพระบาทตรัสบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพระองค์ ตามที่ฝ่าพระบาทได้วิมานมาเถิด พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระนางวิมลาเทวี ตรัสบอกแก่พระมหาสัตว์ว่า
วิมานนี้ ดิฉันได้มาเพราะอะไรก็หามิได้ เกิดขึ้นตามฤดูกาลก็หามิได้. ดิฉันมิได้กระทำเอง แม้เทวดาทั้งหลายก็มิได้ให้. แต่วิมานนี้ ดิฉันได้มาด้วยบุญกรรม อันไม่ลามกของตนเอง.

พระมหาสัตว์กล่าวว่า
ข้าแต่พระนางเจ้านาคี อะไรเป็นวัตรของฝ่าพระบาท และอะไรเป็นพรหมจรรย์ของฝ่าพระบาท ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง พระกำลังกาย พระวิริยภาพ และการเสด็จอุบัติในนาคพิภพ ทั้งวิมานอันใหญ่ของฝ่าพระบาทนี้ เป็นผลแห่งกรรมอะไร อันฝ่าพระบาททรงประพฤติดีแล้ว พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระนางวิมลาเทวีตรัสบอกพระมหาสัตว์ว่า
ดิฉันและพระสวามีของดิฉันเป็นผู้มีศรัทธา เป็นทานบดี. ในครั้งนั้น เรือนของดิฉันเป็น ดังบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย และดิฉันได้บำรุงสมณพราหมณ์ให้อิ่มหนำสำราญ.
ดิฉันและพระสวามี เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกนั้น ได้ถวายทาน คือ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้เครื่องประทีป ที่นอน ที่พักอาศัย ผ้านุ่งห่ม ผ้าปูนอน ข้าวและน้ำ โดยเคารพ. ทานที่ดิฉันได้ถวายโดยเคารพนั้น เป็นวัตรของดิฉัน และการสมาทานนั้น เป็นพรหมจรรย์ของดิฉัน.
ดูก่อนท่านผู้เป็นนักปราชญ์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลังกาย ความเพียร การเกิดในนาคพิภพ และวิมานใหญ่ของเรานี้ เป็นวิบากแห่งวัตรและพรหมจรรย์นั้น อันเราประพฤติดีแล้ว.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กราบทูลพระนางวิมลาเทวีนั้นว่า
ถ้าวิมานนี้ ฝ่าพระบาททรงได้ด้วยอานุภาพแห่งทานอย่างนี้ ฝ่าพระบาทก็ชื่อว่า ทรงทราบผลแห่งบุญ และทรงทราบการเสด็จอุบัติในนาคพิภพ เพราะผลแห่งบุญ เพราะเหตุนั้นแล ขอฝ่าพระบาทจงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมตามที่จะได้ทรงครอบครองวิมานนี้ต่อไป ฉะนั้นเถิด พระเจ้าข้า.

พระนางวิมลาเทวีตรัสว่า
ดูก่อนบัณฑิต ในนาคพิภพนี้ไม่มีสมณพราหมณ์ ที่เราจะพึงถวายข้าวและน้ำเลย ดิฉันถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ฉัน ตามที่ดิฉันจะพึงได้ครอบครองวิมานนี้ ต่อไปเถิด.

พระมหาสัตว์ทูลว่า
ข้าแต่พระนางเจ้านาคี ก็นาคทั้งหลายที่เป็นพระโอรส พระธิดา พระสวามี ทั้งพระญาติ พระมิตรและข้าเฝ้าของฝ่าพระบาท ซึ่งเกิดในนาคพิภพนี้ มีอยู่ ขอฝ่าพระบาทจงเป็นผู้ไม่ประทุษร้าย ในนาคมีพระโอรสเป็นต้นเหล่านั้นด้วยพระกายและพระวาจาเป็นนิตย์ ฝ่าพระบาทจงทรงรักษาความไม่ประทุษร้ายด้วยพระกายและพระวาจาอย่างนี้ ฝ่าพระบาททรงสถิตอยู่ในวิมานนี้ ตลอดพระชนมายุแล้ว จักเสด็จไปสู่เทวโลก อันสูงส่งกว่านาคพิภพนี้ พระเจ้าข้า.

พระนางวิมลาเทวีตรัสว่า
ท่านเป็นอำมาตย์ของพระราชา ผู้ประเสริฐสุดพระองค์ใด พระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้นพรากจากท่านแล้ว ย่อมจะทรงเศร้าโศกแน่แท้ทีเดียว คนผู้ถูกความทุกข์ครอบงำก็ดี คนผู้ป่วยหนักก็ดี ได้สมาคมกับท่านแล้ว พึงได้รับความสุข.

พระมหาสัตว์ทูลว่า
ข้าแต่พระนางเจ้านาคี ฝ่าพระบาทตรัสถึงธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ซึ่งเป็นบทอันแสดงประโยชน์ล้ำเลิศ ที่นักปราชญ์ประพฤติดีแล้วโดยแท้ ก็คุณวิเศษของบุคคล ผู้มีปัญญาเช่นข้าพระองค์ ย่อมปรากฏในเมื่อมีภยันตรายเช่นนี้แหละ พระเจ้าข้า.

พระนางวิมลาเทวีตรัสว่า
ขอท่านจงบอกแก่ดิฉัน ปุณณกยักษ์นี้ได้ท่านมาเปล่าๆ หรือ ขอท่านจงบอกแก่ดิฉัน ปุณณกยักษ์นี้ชนะในการเล่นสกา จึงได้ท่านมา ปุณณกยักษ์นี้กล่าวว่าได้มาโดยธรรม ท่านถึงเงื้อมมือของปุณณกยักษ์นี้ ได้อย่างไร.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทูลกะพระนางวิมลาเทวีนั้นว่า
ปุณณกยักษ์นี้เล่นสกาชนะพระราชาของข้าพระองค์ผู้เป็นอิสราธิบดี ในอินทปัตตนครนั้น พระราชาพระองค์นั้น อันปุณณกยักษ์ชนะแล้ว ได้พระราชทานข้าพระองค์แก่ปุณณกยักษ์นี้ ข้าพระองค์เป็นผู้อันปุณณกยักษ์นี้ได้มาแล้วโดยธรรม มิใช่ได้มาด้วยกรรมอันสาหัส พระเจ้าข้า.

บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคาถาเหล่านี้ โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้ว ในหนหลังนั้นเถิด.

พระนางวิมลาเทวีทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์ ทรงยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงพาพระมหาสัตว์ไปให้สรง ด้วยน้ำหอมเป็นจำนวนพันหม้อ ในเวลาสรงเสร็จ ทรงประทานเครื่องประดับมีผ้าทิพย์ และของหอมระเบียบทิพย์ เป็นต้น ในเวลาประดับตกแต่งเสร็จแล้ว ได้ประทานทิพยโภชน์. พระมหาสัตว์บริโภคโภชนาหารแล้ว สั่งให้ปูอาสนะที่เขาประดับไว้แล้ว นั่งเหนือธรรมาสน์ที่เขาประดับ แล้วแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
ท้าววรุณนาคราชตรัสถามปัญหากะวิธุรบัณฑิต ฉันใด แม้พระนางวิมลานาคกัญญา ก็ตรัสถามปัญหากะวิธุรบัณฑิต ฉันนั้น. วิธุรบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ อันท้าววรุณนาคราชตรัสถามแล้ว ได้พยากรณ์ปัญหาให้ท้าววรุณนาคราชทรงยินดี ฉันใด วิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ แม้พระนางวิมลานาคกัญญาตรัสถามแล้ว ก็พยากรณ์ให้พระนางวิมลานาคกัญญาทรงยินดี ฉันนั้น.
วิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ ทราบว่า พระยานาคราชผู้ประเสริฐ และพระนางนาคกัญญาทั้งสองพระองค์นั้น ทรงมีพระทัยชื่นชมโสมนัส ไม่ครั่นคร้าม ไม่กลัว ไม่ขนพองสยองเกล้า ได้กราบทูลท้าววรุณนาคราชว่า
ข้าแต่พระยานาคราช ฝ่าพระบาทอย่าทรงพระวิตกว่า ทรงกระทำกรรมของคนผู้ประทุษร้ายมิตร และอย่าทรงพระดำริว่า จักฆ่าบัณฑิตนี้ ขอฝ่าพระบาทจงกระทำกิจ ด้วยเนื้อหทัยของข้าพระองค์ ตามที่ฝ่าพระบาททรงพระประสงค์เถิด ถ้าฝ่าพระบาทไม่ทรงสามารถจะฆ่าข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะทรงทำถวายตามพระอัธยาศัยของฝ่าพระบาทเอง พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฉมฺภี แปลว่า ไม่ครั่นคร้าม. บทว่า อโลมหฏฺโฐ ได้แก่ ไม่หวาดเสียวเพราะความกลัวเลย. บทว่า อิจฺจพฺรวิ ความว่า ได้กล่าวดังนั้นด้วยอำนาจการพิจารณา. บทว่า มา เภถยิ ความว่า พระองค์อย่ากลัวไปเลยว่า เราจะทำกรรม คือการประทุษร้ายต่อมิตร และอย่าคิดสงสัยไปเลยว่า บัดนี้ เราจักฆ่าบัณฑิตนี้ หรืออย่างไรหนอ วิธุรบัณฑิตเรียกวรุณนาคราชว่า นาค. บทว่า อยาหมสฺมิ ตัดเป็น อยํ อหมสฺมิ บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า สยํ กริสสามิ ความว่า ถ้าท่านไม่อาจจะฆ่าเรา ด้วยคิดว่า เราได้ฟังธรรมในสำนักของบัณฑิตนี้ไซร้ ข้าพเจ้าจักกระทำถวายเองให้สมกับพระอัธยาศัยของพระองค์.

พระยานาคราชตรัสว่า
ปัญญานั่นเอง เป็นดังใจของบัณฑิตทั้งหลาย เราทั้งสองนั้นยินดีด้วยปัญญาของท่านยิ่งนัก ปุณณกยักษ์จงไปส่งท่านให้ถึงแคว้นกุรุรัฐ ในวันนี้ทีเดียว.

ก็แล พระยาวรุณนาคราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงได้พระราชทานนางอิรันทตี ให้แก่ปุณณกยักษ์. ปุณณกยักษ์นั้นได้นางอิรันทตีสมปรารถนา ดังนั้นจึงมีจิตยินดี ได้เจรจาปราศัยกับพระมหาสัตว์เจ้าแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ตฺยมฺห ความว่า ข้าพเจ้าทั้งสองคนนั้นยินดีนักหนาด้วยปัญญาของท่าน ยักษ์เสนาบดีผู้มีชื่อไม่บกพร่อง ซึ่งได้แก่ปุณณกยักษ์นี้. บทว่า ลภตชชทารํ ความว่า วันนี้ขอปุณณกยักษ์เสนาบดีจงได้ภริยา เราจะให้อิรันทตีธิดาแก่ท่าน. บทว่า ปาปยาตุ ความว่า ในวันนี้ ปุณณกยักษ์จงไปส่งท่านให้ถึงอินทปัตตนครแคว้นกุรุ นั่นแล.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ปุณณกยักษ์นั้นได้นางอิรันทตีนาคกัญญาแล้ว มีใจชื่นชม โสมนัส ปีติปราโมทย์ ได้กล่าวกะวิธุรบัณฑิต ผู้ประเสริฐสุดของชาวกุรุรัฐว่า ข้าแต่ท่านวิธุรบัณฑิต ท่านได้ทำให้ข้าพเจ้ามีความพร้อมเพรียงกันกับภริยา ข้าพเจ้าจะทำกิจตอบแทนท่าน ข้าพเจ้าจะให้แก้วมณีดวงนี้แก่ท่าน และจะนำท่านไปส่งให้ถึงแคว้นกุรุรัฐ ในวันนี้ทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณิรตนํ ความว่า ดูก่อนบัณฑิต เราเลื่อมใสในอุปการะคุณของท่าน เราควรจะทำกิจอันสมควรแก่ท่าน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะให้แก้วมณี อันเป็นของบริโภคแห่งพระเจ้าจักรพรรดินี้แก่ท่าน และข้าพเจ้าจะไปส่งท่านให้ถึงอินทปัตตนครแคว้นกุรุ ในวันนี้ด้วย.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะกระทำความชมเชยแก่ปุณณกยักษ์นั้น ได้กล่าวคาถานอกนี้ว่า
ดูก่อนกัจจานะ ท่านจงมีความไมตรีสนิทสนมกับภรรยาที่น่ารัก อันไม่มีใครทำให้แตกแยกตลอดไป ท่านจงเป็นผู้มีจิตเบิกบาน มีปีติโสมนัส ท่านได้ให้แก้วมณีแก่ข้าพเจ้าแล้ว ขอจงนำข้าพเจ้าไปยังอินทปัตตนครด้วยเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺเชยฺยเมสา ความว่า ดูก่อนท่านผู้กัจจายนโคตร ท่านพร้อมกับภริยาเป็นที่รักของท่าน จงเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงปรองดอง มีความรักใคร่กันตลอดไป จงเป็นผู้มีความสุขสวัสดี มีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู พระมหาสัตว์กล่าวความที่ปุณณกยักษ์นั้น มีความพรั่งพร้อมด้วยปีติ ด้วยคำมีอาทิว่า อานนฺทจิตฺโต เป็นผู้มีจิตบันเทิง ดังนี้. บทว่า นยินฺทปตฺตํ ตัดเป็น นย อินฺทปตฺตํ แปลว่า จงนำไปสู่อินทปัตตนคร.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ปุณณยักษ์นั้นเชิญวิธุรบัณฑิตผู้ประเสริฐสุดของชาวกุรุรัฐ ผู้มีปัญญาไม่ทราม ให้นั่งบนอาสนะข้างหน้าของตน ขึ้นม้าอาชาไนยเหาะไปในอากาศกลางหาว ปุณณกยักษ์นั้นได้นำวิธุรบัณฑิตผู้ประเสริฐสุดของชาวกุรุรัฐ ไปถึงอินทปัตตนครเร็วยิ่งกว่าใจของมนุษย์พึงไปถึง.

ลำดับนั้น ปุณณกยักษ์กล่าวกะพระมหาสัตว์ว่า
อินทปัตตนครปรากฏอยู่โน้น และป่ามะม่วงอันน่ารื่มรมย์ ก็เห็นอยู่เป็นหย่อมๆ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงกับภริยา และท่านก็ได้ถึงที่อยู่ของตนแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ คจฺเฉ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ใจย่อมไม่ไป. แต่เมื่อใจถือเอาอารมณ์ในที่ไกล เขาจึงเรียกว่าใจไปแล้ว. เพราะฉะนั้น พึงเห็นเนื้อความในบทนี้อย่างนี้ว่า การไปของม้าสินธพมโนมัยนั้นได้เป็นการไปที่เร็วกว่า ใจที่ถือเอาอารมณ์. บทว่า เอตินฺทปตฺตํ ความว่า เมื่อแสดงแก่เธอ ผู้นั่งอยู่บนหลังม้านั่นแล จึงได้กล่าวอย่างนั้น. ด้วยบทว่า สกํ นิเกตํ ปุณณกยักษ์กล่าวว่า ท่านถึงที่อยู่ของท่านแล้ว.

ก็ในวันนั้นเวลาใกล้รุ่ง พระเจ้าธนัญชัยโกรพยราชได้ทรงพระสุบินว่า มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้พระทวารพระราชนิเวศน์ ลำต้นประกอบด้วยปัญญา กิ่งแล้วไปด้วยศีล ผลเต็มไปด้วยปัญจโครส ห้อมล้อมไปด้วยช้าง และม้าที่ประดับประดาแล้ว มหาชนพากันมาทำสักการะอย่างใหญ่ ประคองอัญชลีแก่ต้นไม้นั้นเป็นอันมาก. ลำดับนั้น ยังมีบุรุษดำคนหนึ่งนุ่งผ้าแดง ทัดดอกไม้แดง ถืออาวุธมาตัดรากต้นไม้นั้นให้ขาดแล้ว เมื่อมหาชนร้องไห้ปริเทวนาการอยู่ ได้ลากเอาต้นไม้นั้นไป ไม่กี่วันก็นำเอามาส่งคืนไว้ในที่เดิมอีก แล้วหลีกไปดังนี้.
พระราชาทรงพิจารณาพระสุบินนั้นอยู่ ทรงสันนิษฐานว่า ใครๆ คนอื่นที่เป็นดุจต้นไม้ใหญ่มิได้มี ต้องเป็นวิธุรบัณฑิต ใครๆ คนอื่นที่เปรียบกับบุรุษผู้มาตัดรากต้นไม้นั้น เมื่อมหาชนร้องไห้ปริเทวนาการอยู่ ลากเอาไปแล้วมิได้มี ต้องเป็นมาณพผู้เอาวิธุรบัณฑิตไป. วันพรุ่งนี้ มาณพจักนำวิธุรบัณฑิตมาประดิษฐานไว้ที่ทวารแห่งโรงธรรมสภาแล้ว จักหลีกไป เปรียบกับบุรุษผู้นำเอาต้นไม้นั้นมาคืนไว้ ณ ที่เดิมอีก แล้วไปเสีย วันนี้ เราจักได้เห็นวิธุรบัณฑิตแน่นอน.
ครั้นทรงสันนิษฐานดังนี้แล้ว ทรงมีพระหทัยโสมนัส จึงมีพระดำรัสสั่งให้ประดับพระนครทั้งสิ้น และให้จัดแจงโรงธรรมสภา ตั้งธรรมาสน์ในอลงกตรัตนมณฑป ครั้นเสร็จแล้ว ท้าวเธอเสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงธรรมสภา มีพระราชา ๑๐๑ พระองค์และหมู่อำมาตย์ ราษฎรชาวพระนครทั้งสิ้นแวดล้อม ทรงรอคอยการมาของวิธุรบัณฑิตอยู่ ทรงปลอบโยนมหาชนให้สบายใจไปพลางว่า พวกท่านจักเห็นบัณฑิตในวันนี้ อย่าพากันวิตกไปนักเลย. ฝ่ายปุณณกยักษ์พาบัณฑิตลงประดิษฐาน ณ ท่ามกลางบริษัท ที่ประตูแห่งโรงธรรมสภา ลาพระมหาสัตว์ แล้วพานางอิรันทตีไปสู่เทวนครของตน แล้วแล.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ปุณณกยักษ์ผู้มีวรรณะดี วางวิธุรบัณฑิตผู้ประเสริฐสุดของชาวกุรุรัฐ ลงในท่ามกลางสภา แล้วขึ้นม้าอาชาไนยเหาะไปในอากาศกลางหาว พระราชาทอดพระเนตรเห็นวิธุรบัณฑิตนั้น ทรงพระปรีดาปราโมทย์ เป็นอย่างยิ่ง เสด็จลุกขึ้นสวมกอดวิธุรบัณฑิต ด้วยพระพาหาทั้งสอง ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเชื้อเชิญให้นั่งบนอาสนะ ท่ามกลางสภา ตรงพระพักตร์ของพระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนมวณฺโณ แปลว่า ผู้มีวรรณะไม่ต่ำ คือผู้มีวรรณะอันสูงสุด. บทว่า อวิกมฺปยํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชานั้นทรงประคองวิธุรบัณฑิต ไม่หวั่นไหว ไม่ย่อท้อ ในท่ามกลางมหาชน จับมือทั้งสองให้นั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ ให้บ่ายหน้าตรงพระพักตร์ของพระองค์.

ลำดับนั้น พระราชาทรงบันเทิงกับพระมหาสัตว์นั้น เมื่อจะทำปฏิสันถารด้วยพระวาจาอันไพเราะ จึงตรัสพระคาถาว่า
ท่านเป็นผู้แนะนำเราทั้งหลาย เหมือนนายสารถีนำรถที่หายไปแล้วกลับมาได้ ฉะนั้น ชาวกุรุรัฐทั้งหลายย่อมยินดี เพราะได้เห็นท่าน ฉันถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ฉัน ท่านหลุดพ้นจากมาณพมา ได้อย่างไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นฏฺฐํ ความว่า ท่านช่วยแนะนำเราในอันทำประโยชน์เกื้อกูล โดยเหตุคือโดยนัย เหมือนนายสารถีนำรถที่หายไปแล้ว ให้กลับเข้ามาได้ ฉะนั้น. บทว่า นนฺทนฺติ ตํ ความว่า ชนชาวกุรุรัฐเหล่านี้ พอเห็นท่านย่อมยินดีเพราะการได้เห็นท่าน. บทว่า มาณวสฺส ความว่า ท่านได้พ้นจากสำนักของมาณพได้อย่างไร หรือว่าการที่มาณพปล่อยให้ท่านพ้นไป เป็นเพราะเหตุอะไร.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กราบทูลพระราชานั้นว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ผู้ทรงแกล้วกล้าประเสริฐกว่านรชน บุรุษที่ฝ่าพระบาทตรัสเรียกมาณพนั้น ไม่ใช่มนุษย์ เป็นยักษ์ชื่อปุณณกะ พระเจ้าข้า ฝ่าพระบาททรงเคยได้ยินชื่อมาแล้ว ก็ปุณณกยักษ์นั้นเป็นอำมาตย์ของท้าวกุเวร พระยานาคทรงพระนามว่า วรุณ ผู้ครองนาคพิภพ มีพระกายใหญ่โต สะอาด ทรงสมบูรณ์ด้วยวรรณะและกำลัง ปุณณกยักษ์รักใคร่นางนาคกัญญานามว่า อิรันทตีพระธิดาของพระยานาคราชนั้น จึงตกลงใจจะฆ่าข้าพระองค์ เพราะเหตุแห่งนางอิรันทตีผู้มีเอวบางร่างน้อย น่ารักใคร่ แต่ปุณณกยักษ์เป็นผู้พร้อมเพรียงกับภรรยา ส่วนข้าพระองค์เป็นผู้อันพระยานาคทรงอนุญาตให้มา และปุณณกยักษ์ให้แก้วมณีมาด้วย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ มาณโว ตฺยาภิวทิ ความว่า พระมหาสัตว์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่ชน พระองค์ทรงเรียกคนใดว่ามาณพ คนนั้นไม่ใช่มนุษย์เลย เป็นยักษ์ชื่อว่า ปุณณกะ. บทว่า ภูมินฺธโร แปลว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาเพียงดังว่าแผ่นดิน อยู่ในนาคพิภพ. บทว่า สา นาคกญฺญา ความว่า ปุณณกยักษ์นั้นรักใคร่นางอิรันทตีนาคกัญญาผู้เป็นธิดาของพระยานาคนั้น พยายามเพื่อฆ่าข้าพระองค์ให้ตาย.
บทว่า ปิยาย เหตุ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ก็พระยานาคนั้นเลื่อมใสในการแก้ปัญหาในเรื่องอุโบสถ ๔ บูชาข้าพระองค์ด้วยแก้วมณี แล้วเสด็จกลับไปยังนาคพิภพ เมื่อพระนางวิมลาเทวีทูลถามว่า แก้วมณีของพระองค์หายไปไหน พระเจ้าข้า จึงทรงพรรณนาความที่ ข้าพระองค์เป็นธรรมกถึก พระนางวิมลาเทวีนั้นมีพระประสงค์จะสดับธรรมกถาของข้าพระองค์ ได้ยังความปรารถนา ด้วยดวงหทัยของข้าพเจ้าให้เกิดขึ้น พระยานาคทรงเข้าใจผิด ตรัสกะนางอิรันทตีผู้เป็นธิดาของตนว่า มารดาของเจ้าปรารถนาดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต เจ้าจงไปแสวงหาสามีผู้สามารถจะนำดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตนั้น มาให้ได้ นางอิรันทตีเที่ยวแสวงหาสามีอยู่ ได้พบปุณณกยักษ์ผู้เป็นหลานของท้าวกุเวรเวสวัณ ทราบว่าปุณณกยักษ์นั้นมีความปฏิพัทธ์ในตน จึงนำไปสู่สำนักพระบิดา.
ลำดับนั้น พระยานาคตรัสกะปุณณกยักษ์ว่า เมื่อเจ้าสามารถนำดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตมาให้ จักได้นางอิรันทตีลูกสาวของเรา ปุณณกยักษ์จึงนำเอาแก้วมณี อันเป็นของบริโภคแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ จากเวปุลบรรพตมาพนันเล่นสกากับพระองค์ ได้ข้าพระองค์แล้วพักอยู่ที่เรือนของข้าพระองค์ ๓ วัน บอกให้ข้าพระองค์จับหางม้าแล้วพาไป ทุบตีข้าพระองค์ที่ต้นไม้บ้างที่ภูเขาบ้างในหิมวันต์ประเทศ เมื่อไม่อาจให้ข้าพระองค์ตายได้ จึงบ่ายหน้าต่อลมเวรัมภะ ควบม้าไปในกองลม ๗ ครั้ง แล้ววางข้าพระองค์ไว้บนยอดเขากาฬาคิรีบรรพตที่สูงได้ ๖๐ โยชน์ ทำกรรมอย่างนี้บ้างอย่างโน้นบ้างด้วยอำนาจแห่งเพศแห่งราชสีห์ เป็นต้น ก็ไม่อาจทำให้ข้าพระองค์ตายได้.
ข้าพระองค์ถามถึงเหตุที่เขาจะฆ่า เขาบอกเหตุนั้นให้ทราบโดยตลอด เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์จึงได้แสดงสาธุนรธรรมแก่เขา เขาได้สดับสาธุนรธรรมนั้น มีจิตเลื่อมใส ใคร่จะนำข้าพระองค์มาส่ง ณ ที่นี้ ครั้นเขามีความประสงค์จะมาส่งเช่นนั้น ข้าพระองค์จึงพาเขาไปสู่นาคพิภพ แสดงธรรมถวายพระยานาคและพระนางวิมลาเทวี นาคบริษัททั้งหมดพากันเลื่อมใสในธรรมเทศนาทั้งนั้น พระยานาค ในเวลาท้าวเธอทรงยินดีในธรรมเทศนาของข้าพระองค์ ได้ประทานนางอิรันทตีแก่ปุณณกยักษ์ ปุณณกยักษ์ได้นางอิรันทตีแล้วมีจิตเลื่อมใส จึงบูชาข้าพระองค์ด้วยแก้วมณี อันพระยานาคทรงบังคับให้มาส่งข้าพระองค์ จึงยกข้าพระองค์ขึ้นขี่ม้ามโนมัยสินธพ ส่วนตนเองนั่งบนอาสนะท่ามกลาง ให้ข้าพระองค์นั่งอาสนะข้างหน้า ให้นางอิรันทตีนั่งอาสนะข้างหลัง นำมาส่งในที่นี้ ยังข้าพระองค์ให้ลงที่ท่ามกลางบริษัทแล้ว พานางอิรันทตีไปสู่นครของตน แล้วแล.
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะเหตุแห่งนางอิรันทตีผู้มีเอวอันงดงามน่ารักนั้น ปุณณกยักษ์จึงได้พยายามจะฆ่าข้าพระองค์ ด้วยประการอย่างนี้ ก็แต่ว่า ปุณณกยักษ์ได้อาศัยข้าพระองค์ ในครั้งนั้นแล จึงได้เป็นผู้พร้อมเพรียง สมัครสังวาสกันกับภรรยา พระยานาคทรงสดับธรรมเทศนาของข้าพระองค์ทรงเลื่อมใสแล้ว ทรงอนุญาตให้ส่งข้าพระองค์กลับคืน และข้าพระองค์ได้แก้วมณี อันเป็นของบริโภคแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ อันสามารถให้สิ่งน่าใคร่ได้ทุกอย่าง ข้าพระองค์ได้มาจากสำนักแห่งปุณณกยักษ์ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงรับแก้วมณีดวงนี้.
ครั้นกราบทูลดังนี้แล้ว ได้ถวายแก้วมณีแก่พระราชา แต่นั้นพระราชา เมื่อจะตรัสเล่าพระสุบินที่พระองค์ทรงเห็น ในเวลาจวนรุ่งแก่ชาวพระนคร จึงตรัสว่า ดูก่อนทวยราษฏร์ผู้เจริญทั้งหลาย พวกเจ้าจงฟังสุบินนิมิตที่เราเห็นในเวลานี้ แล้วตรัสเป็นคาถาว่า

มีต้นไม้ต้นหนึ่งเกิดริมประตูวังของเรา ลำต้นประกอบด้วยปัญญา กิ่งแล้วด้วยศีล. ต้นไม้นั้นตั้งอยู่ในอรรถและธรรม มีผลเต็มไปด้วยปัญจโครส ดารดาษไปด้วยช้างม้า และโคที่ประดับประดาแล้ว. เมื่อมหาชนทำสักการะบูชาต้นไม้นั้น เล่นเพลิดเพลิน ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องและดนตรีอยู่. ครั้นบุรุษดำคนหนึ่งมาไล่เสนา ที่ยืนล้อมอยู่ให้หนีไป จึงถอนต้นไม้นั้นลากไปไม่กี่วัน. ต้นไม้นั้นกลับมาประดิษฐาน อยู่ที่ประตูวังของเราอีกตามเดิม. ต้นไม้ใหญ่นั้น ก็ได้แก่วิธุรบัณฑิตนี้ซึ่งกลับมาสู่ที่อยู่ของเรา.
บัดนี้ พวกท่านทั้งปวงจงพากันทำสักการะเคารพนบนอบแก่ต้นไม้ คือวิธุรบัณฑิตนี้ ขอเชิญบรรดาอำมาตย์ผู้มีจิตยินดี ด้วยยศที่ตนอาศัยเราได้แล้วทั้งหมดทีเดียว จงทำจิตของตนให้ปรากฏ ในวันนี้. ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านจงกระทำบรรณาการให้มาก พากันนำมาทำสักการะเคารพนบนอบแก่ต้นไม้ คือวิธุรบัณฑิตนี้. สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ผูกไว้ชั้นที่สุด มฤคและปักษีที่ขังไว้เพื่อดูเล่น อันมีอยู่ในแคว้นของเรา สัตว์เหล่านั้นทุกจำพวก จงให้ปล่อยจากเครื่องผูกและที่ขังเสียทั้งหมด บัณฑิตนี้พ้นจากเครื่องผูก ฉันใดแล สัตว์เหล่านั้นจงพ้นจากเครื่องผูกและที่ขัง ฉันนั้นเหมือนกัน.
พวกชาวไร่ชาวนาทั้งปวงจงเลิกทำไร่ทำนาทั้งปวง พักเสียตลอดเดือนนี้ ให้พวกกลองตีกลอง เที่ยวประกาศชาวพระนคร พร้อมกันมาทำการสมโภชเป็นการใหญ่ จงอัญชลีพราหมณ์ทั้งหลายมาบริโภคข้าวสุกเจือด้วยเนื้อ พวกนักเลงสุราจงเว้นการเที่ยวดื่มสุรา จงเอาหม้อใส่ให้เต็มปรี่ไปนั่งดื่มอยู่ที่ร้านของตนๆ พวกหญิงแพศยาที่อยู่ประจำทาง จงเล้าโลมลวงล่อชายผู้มีความต้องการด้วยกิเลสเป็นนิตย์ อนึ่ง จงจัดการรักษาในแว่นแคว้นให้แข็งแรง อย่างที่พวกชนจะพึงเบียดเบียนกันไม่ได้ พวกท่านจงทำสักการเคารพนบนอบ ต้นไม้คือบัณฑิตนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลมยสฺส ความว่า กิ่งของต้นไม้นี้ ล้วนแล้วด้วยศีล. บทว่า อตฺเถ จ ธมฺเม จ ความว่า ต้นไม้นั้นตั้งอยู่ในความเจริญและในสภาวธรรม. บทว่า นิปาโก ความว่า ต้นไม้นั้นแล้วด้วยปัญญาประดิษฐานอยู่แล้ว. บทว่า ควปฺผโล ความว่า ต้นไม้นั้นมีผล ล้วนแล้วด้วยปัญจโครส. บทว่า หตฺถิควาสฺสฉนฺโน ความว่า ต้นไม้นั้นดารดาษไปด้วยฝูงช้างฝูงโค และฝูงม้าที่ประดับประดาแล้ว. บทว่า นจฺจคีตตุริยาภินาทิเต ความว่า ครั้นเมื่อมหาชนกระทำการบูชาต้นไม้นั้น เล่นเพลิดเพลินไป ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง เป็นต้นที่ต้นไม้นั้นอยู่ ครั้งนั้น บุรุษดำคนหนึ่งมาไล่ขับเสนา ที่ยืนล้อมถอนต้นไม้นั้นหนีไป ต้นไม้นั้นกลับมาประดิษฐานอยู่ ที่ประตูของเราตามเดิม ต้นไม้ใหญ่นั้นก็ได้แก่บัณฑิตนี้ ซึ่งกลับมาสู่ที่อยู่ของเรา.
บัดนี้ พวกท่านทั้งปวงจงพากันทำสักการะ ยำเกรง เคารพ แก่ต้นไม้ คือบัณฑิตนี้ให้มาก. บทว่า มม ปจฺจเยน ความว่า บรรดาอำมาตย์ผู้มีจิตยินดีด้วยยศ ที่ตนอาศัยเราได้มาแล้วทั้งหมดนั้น จงทำกิจของตนให้ปรากฏ ในวันนี้. บทว่า ติพฺพานิ ได้แก่ มากคือใหญ่. บทว่า อุปายนานิ ได้แก่ เครื่องบรรณาการทั้งหลาย. บทว่า เยเกจิ ความว่า โดยชั้นที่สุดหมายเอา มฤคและปักษีที่ขังไว้เพื่อดูเล่น. บทว่า มุญฺจเร แปลว่า จงให้ปล่อย. บทว่า อุนฺนงฺคลา มาสมิมํ กโรนฺตุ ความว่า ขอพวกชาวนาชาวไร่ทั้งปวง จงเลิกทำไร่ทำนาเสียตลอดเดือนนี้ ให้คนตีกลองเที่ยวประกาศไป ชาวพระนครพร้อมกันมาทำการสมโภชเป็นการใหญ่. บทว่า ภกฺขยนฺตุ ความว่า จงเชิญบริโภค. อ อักษรในบทว่า อมชฺชปา นี้เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า พวกนักเลงสุรา เมื่อควรจะดื่มสุรา ย่อมมาประชุมกันดื่มอยู่ที่ร้านดื่มของตนๆ. บทว่า ปุณฺณาหิ ถาลาหิ แปลว่า ด้วยหม้ออันเต็ม. บทว่า ปลิสฺสุตาหิ ความว่า ไหลล้นออกจากหม้อเพราะมีสุราเต็มปรี่. บทว่า มหาปถํ นิจจํ สมวฺหยนฺตุ ความว่า พวกหญิงแพศยาที่อยู่ประจำทางใหญ่ที่ตบแต่งไว้ คือที่ทางหลวง จงประเล้าประโลมลวงล่อชาย ผู้มีความต้องการด้วยกิเลส เป็นนิตย์. บทว่า ติพฺพํ แปลว่า แข็งแรง. บทว่า ยถา ความว่า ขอท่านทั้งหลายจัดการรักษาต้นไม้ อย่างที่พวกชาวนาจัดแจงรักษาต้นไม้ด้วยดี กระทำความยำเกรงต่อต้นไม้ ไม่เบียดเบียนกันและกัน. พวกท่านจักทำสักการะเคารพนบนอบต้นไม้ คือบัณฑิตนี้.

เมื่อพระราชาตรัส ดังนั้นแล้ว
พวกพระสนมกำนัลใน พระราชกุมาร พวกพ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์ พวกกรมช้าง กรมราชองครักษ์ กรมม้า กรมรถ กรมเดินเท้า และชาวชนบท ชาวนิคมทุกหมู่เหล่า ที่พระราชาทรงบังคับแล้ว พร้อมกันสั่งมหาชนให้ ปล่อยสัตว์จากเครื่องผูกและที่ขัง จัดแจงบรรณาการมีประการต่างๆ ส่งข้าวและน้ำ กับเครื่องบรรณาการเป็นอันมากไปถวายบัณฑิต ชนเป็นอันมาก เมื่อบัณฑิตมาแล้ว ได้เห็นบัณฑิตก็มีใจเลื่อมใส เมื่อบัณฑิตมาถึงแล้ว ก็พากันยกผ้าขาวโห่ร้องขึ้น ด้วยความยินดีปราโมทย์ เป็นที่ยิ่ง ด้วยประการฉะนี้แล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิหารยุ? ความว่า พระสนมกำนัลใน เป็นต้นเหล่านั้นที่พระราชาบังคับแล้วอย่างนี้ พร้อมกันสั่งมหาชนให้ปล่อยสัตว์ทั้งปวงจากที่คุมขังและที่ผูก จัดแจงบรรณาการมีประการต่างๆ ส่งข้าวและน้ำ พร้อมด้วยเครื่องบรรณาการนั้นไปถวายบัณฑิต. บทว่า ปณฺฑิตมาคเต ความว่า ชนเป็นอันมาก เมื่อบัณฑิตมาถึงแล้ว ได้เห็นบัณฑิตก็มีจิตเลื่อมใส.

ได้มีงานมหรสพสมโภช ตลอดกาลล่วงไปเดือนหนึ่ง จึงสำเร็จเสร็จสิ้น พระมหาสัตว์แสดงธรรมแก่มหาชน สั่งสอนพระราชา เหมือนกับว่าบำเพ็ญพุทธกิจให้สำเร็จ บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น และรักษาอุโบสถกรรม ตั้งอยู่ตลอดอายุ เมื่อสิ้นอายุได้มีสวรรค์ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ชนชาวกุรุรัฐทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระราชาตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ พากันรักษาศีล บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น บำเพ็ญทางสวรรค์ให้บริบูรณ์ ครั้นสิ้นอายุแล้ว ได้ไปตามกรรมของตนนั่นแล.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ใช่แต่ในบัดนี้ อย่างเดียวเท่านั้น แม้ในกาลก่อนเราตถาคตก็ถึงพร้อมด้วยปัญญา ฉลาดในอุบายเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงประกาศสัจจะ ประชุมชาดก.
มารดาบิดาของบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นมหาราชสกุล ในบัดนี้.
ภริยาใหญ่ของบัณฑิต ได้เป็น มารดาของพระราหุล.
บุตรคนโตของบัณฑิต ได้เป็น พระราหุล.
พระนางวิมลา ได้เป็น พระนางอุบลวรรณา.
พระยาวรุณนาคราช ได้เป็น พระสารีบุตร.
พระยาครุฑ ได้เป็น พระโมคคัลลานะ.
ท้าวสักกะเทวราช ได้เป็น พระอนุรุทธะ.
พระเจ้าโกรพยราช ได้เป็น พระอานนท์.
ปุณณกยักษ์ ได้เป็น พระฉันนะ.
ม้ามโนมัยสินธพ ได้เป็น พระยาม้ากัณฐกะ.
บริษัทนอกจากนั้น ได้เป็น พุทธบริษัท ในกาลนี้.
ส่วนวิธุรบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็น เราตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบัดนี้แล....

ฟัง mp3 พระวิธูรบัณฑิต
ชมวิดีโอ การ์ตูน พระวิธูรบัณฑิต
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    109wat.com : ถามตอบ -> กระดานชมรม109วัด ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
You cannot attach files in this forum
You can download files in this forum


Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
หน้าแรก | ธรรมะน่ารู้ | วัดไทยทั่วโลก | ไหว้พระ ๙ วัด | ไหว้พระเกจิ | แนะนำวัด | ถาม - ตอบ | ประวัติ | สนับสนุนโดย |