ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

 
ทศชาติชาดก ชาติที่๑๐ พระเวสสันดร

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    109wat.com : ถามตอบ -> กระดานชมรม109วัด
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Fri Apr 03, 2009 3:33 pm    เรื่อง: ทศชาติชาดก ชาติที่๑๐ พระเวสสันดร ตอบโดยอ้างข้อความ


อรรถกถา มหาเวสสันตรชาดก
พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมี
ทศพรคาถา
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ นิโครธาราม อาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ราชธานี ทรงปรารภฝนโบกขรพรรษ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ผุสฺสตี วรวณฺณาเภ ดังนี้ เป็นต้น.
ความพิสดารว่า พระศาสดาทรงยังธรรมจักรอันบวรให้เป็นไปแล้ว เสด็จสู่กรุงราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์นั้นตลอดเหมันตฤดู มีพระอุทายีเถระเป็นมัคคุเทศก์ พระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ แวดล้อม เสด็จจนถึงกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นการเสด็จครั้งแรก ศักยราชทั้งหลายประชุมกัน ด้วยคิดว่า พวกเราจักได้เห็นสิทธัตถกุมารนี้ ผู้เป็นพระญาติอันประเสริฐของพวกเรา เลือกหาสถานที่เป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็กำหนดกันว่า ราชอุทยานของนิโครธศักยราช น่ารื่นรมย์ จึงทำวิธีปฏิบัติ จัดแจงทุกอย่างในนิโครธารามนั้น ถือของหอมดอกไม้และจุรณเป็นต้น รับเสด็จ ส่งทารกทาริกาชาวเมืองที่ยังหนุ่มๆ ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงไปก่อน แต่นั้นจึงส่งราชกุมารีไป เสด็จไปเองในระหว่างราชกุมารราชกุมารีเหล่านั้น บูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้ของหอมและจุรณเป็นต้น พาเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่นิโครธารามนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ แวดล้อม ประทับนั่ง ณ บวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้ ในนิโครธารามนั้น. กาลนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายเป็นชาติถือตัว กระด้างเพราะถือตัว คิดกันว่า สิทธัตถกุมารนี้เด็กกว่าพวกเรา เป็นน้อง เป็นภาคิไนย เป็นบุตร เป็นนัดดาของพวกเรา คิดฉะนี้แล้ว จึงกล่าวกะราชกุมารที่ยังหนุ่มๆ เหล่านั้นว่า เธอทั้งหลายจงไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเราจักนั่งเบื้องหลังพวกเธอ. เมื่อเจ้าศากยะเหล่านั้นไม่อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งกันอยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้น จึงทรงดำริว่า พระญาติทั้งหลายไม่ไหว้เรา เอาเถิด เราจักยังพระญาติเหล่านั้นให้ไหว้ ทรงพระดำริฉะนี้แล้ว ทรงเข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา จำเดิมแต่นั้น ก็เสด็จขึ้นสู่อากาศ เป็นดุจโปรยละอองธุลีพระบาทลงบนเศียรแห่งพระญาติเหล่านั้น ทรงทำปาฏิหาริย์เช่นกับยมกปาฏิหาริย์ ณ ควงไม้คัณฑามพพฤกษ์.
กาลนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ทอดพระเนตรเห็นอัศจรรย์นั้น จึงตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันเมื่อพระองค์ประสูติ เมื่อพระพี่เลี้ยงเชิญพระองค์เข้าไปใกล้ เพื่อให้นมัสการชฏิล ชื่อ กาฬเทวละ. ข้าพระองค์ก็ได้เห็นพระบาททั้งสองของพระองค์กลับไปตั้งอยู่ ณ ศีรษะแห่งพราหมณ์ ข้าพระองค์ก็ได้กราบพระองค์ นี้เป็นการกราบของข้าพระองค์ครั้งแรก. ในวันวัปปมงคลแรกนาขวัญ เมื่อพระองค์บรรทม ณ พระยี่ภูอันมีสิริใต้ร่มเงาไม้หว้า ข้าพระองค์ได้เห็นเงาไม้หว้า ไม่บ่ายไป. ข้าพระองค์ก็ได้กราบพระบาทของพระองค์ นี้เป็นการกราบของข้าพระองค์ครั้งที่ ๒. บัดนี้ ข้าพระองค์เห็นปาฏิหาริย์ อันยังไม่เห็นนี้ จึงได้กราบพระบาทของพระองค์ นี้เป็นการกราบของข้าพระองค์ครั้งที่ ๓. ก็เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะถวายบังคมแล้ว เจ้าศากยะแม้องค์หนึ่งที่จะไม่อาจถวายบังคม ดำรงนิ่งอยู่ มิได้มี. ชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดได้ถวายบังคมแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ายังพระประยูรญาติทั้งหลาย ให้ถวายบังคมแล้ว เสด็จลงจากอากาศประทับนั่ง ณ บวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว พระประยูรญาติที่ประชุมกันได้แวดล้อมแล้ว ทั้งหมดมีจิตแน่วแน่ นั่งอยู่.
ลำดับนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นยังฝนโบกขรพรรษให้ตกแล้ว น้ำฝนนั้นสีแดง เสียงซู่ซ่าไหลไปลงที่ลุ่ม. ผู้ต้องการให้เปียกก็เปียก ฝนนั้นไม่ตกต้องกายของผู้ที่ไม่ต้องการให้เปียก แม้สักหยาดเดียว ชนทั้งปวงเหล่านั้นเห็นอัศจรรย์นั้น ก็เกิดพิศวง. ภิกษุทั้งหลายพูดกันว่า โอ น่าอัศจรรย์ โอ ไม่เคยมี โอ อานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า มหาเมฆจึงยังฝนโบกขรพรรษ เห็นปานนี้ ให้ตกในสมาคมแห่งพระประยูรญาติทั้งหลาย. พระศาสดาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร. เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว มีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่มหาเมฆยังฝนโบกขรพรรษให้ตก แม้ในกาลก่อน เวลาที่เรายังเป็นโพธิสัตว์อยู่ มหาเมฆเห็นปานนี้ ก็ยังฝนโบกขรพรรษให้ตกในญาติสมาคม เหมือนกัน ตรัสฉะนี้ แล้วทรงดุษณีภาพ. ภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า สีวิมหาราช ครองราชสมบัติในกรุงเชตุดร แคว้นสีพี มีพระโอรสพระนามว่า สญชัยกุมาร เพื่อสญชัยกุมารนั้นทรงเจริญวัย พระเจ้าสีวีมหาราชนำราชกัญญาพระนามว่า ผุสดี ผู้เป็นราชธิดาของพระเจ้ามัททราชมา ทรงมอบราชสมบัติแก่สญชัยราชกุมารนั้น แล้วตั้งพระนางผุสดีเป็นอัครมเหสี.
ต่อไปนี้เป็นบุรพประโยค คือความเพียรที่ทำในศาสนาของพระพุทธเจ้าในปางก่อนแห่งพระนางนั้น คือในที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่า วิปัสสี เสด็จอุบัติขึ้นในโลก. ในกาลนั้น พระราชาพระนามว่า พันธุมราช เสวยราชสมบัติในพันธุมดีนคร. เมื่อพระวิปัสสีศาสดาประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน อาศัยพันธุมดีนคร. กาลนั้น มีพระราชาองค์หนึ่งส่งสุวรรณมาลาราคา ๑ แสน กับแก่นจันทน์อันมีค่ามาก ถวายแด่พระเจ้าพันธุมราช. พระเจ้าพันธุมราชมีพระราชธิดา ๒ องค์ พระเจ้าพันธุมราชมีพระราชประสงค์ จะประทานบรรณาการนั้น แก่พระราชธิดาทั้งสอง. จึงได้ประทานแก่นจันทน์ แก่พระธิดาองค์ใหญ่. ประทานสุวรรณมาลา แก่พระธิดาองค์เล็ก. ราชธิดาทั้งสองนั้นคิดว่า เราทั้งสองจักไม่นำบรรณาการนี้ มาที่สรีระของเรา. เราจักบูชาพระศาสดา เท่านั้น. ครั้นคิดดังนี้แล้ว จึงทูลพระราชาว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระบาททั้งสองจักเอาแก่นจันทน์ และสุวรรณมาลาบูชาพระทศพล. พระเจ้าพันธุมราชทรงสดับดังนั้น ก็ประทานอนุญาตว่า ดีแล้ว. ราชธิดาองค์ใหญ่บดแก่นจันทน์ ละเอียดเป็นจุรณ บรรจุในผอบทองคำ แล้วให้ถือไว้. ราชธิดาองค์น้อยให้ทำสุวรรณมาลา เป็นมาลาปิดทรวง. บรรจุผอบทองคำ แล้วให้ถือไว้. ราชธิดาทั้งสองเสด็จไป สู่มฤคทายวันวิหาร. บรรดาราชธิดาสององค์นั้น องค์ใหญ่บูชาพระพุทธสรีระ ซึ่งมีวรรณะดังทองคำของพระทศพล ด้วยจรุณแก่นจันทน์. โปรยปรายจุรณแก่นจันทน์ ที่ยังเหลือในพระคันธกุฏี. ได้ทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอข้าพระองค์พึงเป็นมารดาแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์ ในอนาคตกาล. แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าพระพุทธเจ้าได้ทำการบูชาพระองค์ ด้วยจุรณแห่งแก่นจันทน์นี้. ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าได้เป็น มารดาแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์ ในอนาคตกาล.
ฝ่ายราชธิดาองค์เล็กบูชาพระสรีระ ซึ่งมีวรรณะดังทองคำของพระทศพล ด้วยสุวรรณมาลา ทำเป็นอาภรณ์เครื่องปิดทรวง. ได้ทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เครื่องประดับนี้ จงอย่าหายไปจากสรีระของข้าพระพุทธเจ้า จนตราบเท่าบรรลุพระอรหัต. แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าบูชาพระองค์ด้วยสุวรรณมาลา ด้วยอำนาจพุทธบูชานี้. ขอบุญจงบันดาล ให้สุวรรณมาลามีที่ทรวงของข้าพระพุทธเจ้า. ส่วนพระบรมศาสดาก็ทรงทำ บูชานุโมทนาแก่ราชธิดาทั้งสอง นั้นว่า ก็เธอทั้งสองได้ประดิษฐานการบูชา อันใดแก่เราในภพนี้. วิบากแห่งการบูชานั้น จงสำเร็จแก่เธอทั้งสอง. ความปรารถนาเธอทั้งสองเป็นอย่างใด จงเป็นอย่างนั้น.
ราชธิดาทั้งสองนั้นดำรงอยู่ตลอดพระชนมายุ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ. เคลื่อนจากมนุษยโลก ไปบังเกิดในเทวโลก. ใน ๒ องค์นั้น องค์ใหญ่เคลื่อนจากเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ยังมนุษยโลก. เคลื่อนจากมนุษยโลก ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวโลก. ในที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ ได้เป็นพุทธมารดามีพระนามว่า มหามายาเทวี ฝ่ายราชกุมารีองค์เล็กก็ท่องเที่ยวอยู่อย่างนั้น. ในกาลเมื่อพระทศพลพระนามว่า กัสสปะ บังเกิด. ได้เกิดเป็นราชธิดาแห่งพระราชาพระนามว่า กิกิราช. พระนางเป็นราชกุมาริกาพระนามว่า อุรัจฉทา เพราะความที่ระเบียบแห่งเครื่องปิดทรวง ราวกะว่าทำแล้วด้วยจิตรกรรม เกิดแล้วแต่พระทรวง อันตกแต่งแล้ว. ในกาลเมื่อ ราชกุมาริกามีชนมพรรษา ๑๖ ปี ได้สดับภัตตานุโมทนาแห่งพระตถาคตเจ้า ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. กาลต่อมา ในวันที่พระชนกทรงสดับภัตตานุโมทนาแล้วทรงได้บรรลุโสดาปัตติผล. พระนางได้บรรลุพระอรหัต ผนวชแล้วปรินิพพาน. พระเจ้ากิกิราชมีพระธิดาอื่นอีก ๗ องค์ พระนามของราชธิดาเหล่านั้นคือ
นางสมณี นางสมณคุตตา นางภิกษุณี นางภิกขุทาสิกา นางธรรมา นางสุธรรมา และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗. ราชธิดาทั้ง ๗ เหล่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีนามปรากฏคือ นางเขมา นางอุบลวรรณา นางปฏาจารา พระนางโคตมี นางธรรมทินนา พระนางมหามายา และนางวิสาขาเป็นที่ ๗.
บรรดาราชธิดาเหล่านั้น นางผุสดี ชื่อสุธรรมาได้บำเพ็ญบุญมีทาน เป็นต้น เป็นนางกุมาริกา ชื่อผุสดี เพราะความเป็นผู้มีสรีระ ดุจอันบุคคลประพรมแล้ว ด้วยแก่นจันทน์แดงเกิดแล้ว ด้วยผลแห่งการบูชาด้วยจุรณแก่นจันทน์ อันนางได้ทำแล้ว แด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า. ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ต่อมาได้เกิดเป็นอัครมเหสีแห่งท้าวสักกเทวราช. ครั้งนั้น เมื่อบุรพนิมิตร ๕ ประการเกิดขึ้นตั้งอยู่ชั่วอายุแห่งนางผุสดี. ท้าวสักกเทวราชทราบความที่นางจะสิ้นอายุ จึงพานางไปสู่นันทวันอุทยานด้วยยศใหญ่ ประทับบนตั่งที่นอนอันมีสิริ. ตรัสอย่างนี้กะนางผู้บรรทมอยู่ ณ ที่นอนอันมีสิริประดับแล้วนั้นว่า แน่ะนางผุสดีผู้เจริญ เราให้พร ๑๐ ประการแก่เธอ เธอจงรับพร ๑๐ ประการเหล่านั้น.

ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะประทานพรนั้นได้ทรงภาษิตประถมคาถา ในมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งประดับด้วยคาถาประมาณ ๑,๐๐๐ ว่า
ดูก่อนนางผุสดีผู้มีรัศมีแห่งผิวพรรณอันประเสริฐ ผู้มีอวัยวะส่วนเบื้องหน้างาม เธอจงเลือกเอาพร ๑๐ ประการ ในแผ่นดินอันเป็นที่รักแห่งหฤทัยของเธอ.

ธรรมเทศนามหาเวสสันดรนี้ ชื่อว่าท้าวสักกเทวราชให้ตั้งขึ้นแล้วในเทวโลกด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผุสฺสตี เป็นบทที่ท้าวสักกเทวราชใช้เรียกชื่อเธอ. บทว่า วรวณฺณาเภ ความว่า ประกอบด้วยรัศมีแห่งผิวพรรณอันประเสริฐ. บทว่า ทสธา ได้แก่ ๑๐ ประการ. บทว่า ป?พฺยา ได้แก่ ทำให้เป็นสิ่งที่พึงถือเอาในแผ่นดิน. บทว่า วรสฺสุ ความว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสบอกว่า เธอจงถือเอา. บทว่า จารุปุพฺพงฺคี ความว่า ประกอบด้วยส่วนเบื้องหน้าอันงาม คือด้วยลักษณะอันประเสริฐ. บทว่า ยํ ตุยฺหํ มนโส ปิยํ ความว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า เธอจงถือเอาพรซึ่งเป็นที่รักแห่งใจของเธอนั้นๆ ทั้ง ๑๐ ส่วน.

ผุสดีเทพกัญญาไม่ทราบว่า ตนจะต้องจุติเป็นธรรมดา เป็นผู้ประมาทกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
ข้าแต่เทวราช ข้าพระบาทขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าพระบาทได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หรือ ฝ่าพระบาทจึงให้ข้าพระบาทจุติจากทิพยสถานที่น่ารื่นรมย์ ดุจลมพัดต้นไม้ใหญ่ให้หักไปฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นโม ตยตฺถุ ความว่า ขอนอบน้อมแด่พระองค์. บทว่า กึ ปาปํ ความว่า นางผุสดีทูลถามว่า ข้าพระบาทได้ทำบาปอะไรไว้ในสำนักของพระองค์. บทว่า ธรณีรุหํ ได้แก่ ต้นไม้.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทราบว่า นางเป็นผู้ประมาท จึงได้ภาษิต ๒ คาถาว่า
บาปกรรม เธอมิได้ทำไว้เลย และเธอไม่เป็นที่รักของเรา ก็หาไม่ แต่บุญของเธอสิ้นแล้ว เหตุนั้น เราจึงกล่าวกับเธออย่างนี้ ความตายใกล้เธอ เธอจักต้องพลัดพรากจากไป จงเลือกรับพร ๑๐ ประการนี้จากเราผู้จะให้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยน เตวํ ความว่า ซึ่งเป็นเหตุให้เรากล่าวกะเธออย่างนี้. บทว่า ตุยฺหํ วินาภาโว ความว่า เธอกับพวกเราจักพลัดพรากจากกัน. บทว่า ปเวจฺฉโต แปลว่า ผู้ให้อยู่.

ผุสดีเทพกัญญาได้สดับคำท้าวสักกเทวราชก็รู้ว่าตนจุติแน่แท้ เมื่อจะทูลขอรับพร จึงกล่าวว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ของเหล่าสัตว์ทั้งปวง ถ้าพระองค์จะประทานพรแก่ข้าพระบาทไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระบาทพึงอยู่ในพระราชนิเวศน์แห่งพระเจ้ากรุงสีพีนั้น ข้าแต่ท้าวปุรินททะ ข้าพระบาทพึงเป็นผู้มีจักษุดำ เหมือนตาลูกมฤคีซึ่งมีดวงตาดำ พึงมีขนคิ้วดำ พึงเกิดในพระราชนิเวศน์นั้นโดยนามว่าผุสดี.
พึงได้พระราชโอรสผู้ให้สิ่งอันเลิศ ประกอบความเกื้อกูลแก่ยาจก ไม่ตระหนี่ อันพระราชาทุกประเทศบูชา มีเกียรติ มียศ เมื่อข้าพระบาททรงครรภ์ อุทรอย่านูนขึ้นพึงมีอุทรไม่นูน เสมอดังคันศรที่นายช่างเหลาเกลาเกลี้ยง ฉะนั้น ถันทั้งคู่ของข้าพระบาทอย่าพึงหย่อนยาน ข้าแต่ท้าววาสวะ ผมหงอกก็อย่าได้มี ธุลีก็อย่าพึงติดในกาย.
ข้าพระบาทพึงปลดปล่อยนักโทษประหารได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระบาทพึงได้เป็นอัครมเหสีที่โปรดปรานของพระเจ้ากรุงสีวี ในพระราชนิเวศน์ อันกึกก้องด้วยเสียงร้องของนกยูง และนกกระเรียน พรั่งพร้อมด้วยหมู่นารีผู้ประเสริฐ เกลื่อนกล่นไปด้วยคนเตี้ยและคนค่อม อันพ่อครัวชาวมาคธบอกเวลาบริโภคอาหาร กึกก้องไปด้วยเสียงกลอนและเสียงบานประตูอันวิจิตร มีคนเชิญให้ดื่มสุราและกินกับแกล้ม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิวิราชสฺส ความว่า นางผุสดีนั้นตรวจดูพื้นชมพูทวีป เห็นพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีวีราชสมควรแก่ตน เมื่อปรารถนาความเป็นอัครมเหสีในพระราชนิเวศน์นั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ยถา มิคี ความว่า เหมือนลูกมฤคอายุ ๑ ปี. บทว่า นีลกฺขี ความว่า ขอจงมีตาดำใสสะอาด เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าพึงเกิดในพระราชนิเวศน์นั้น โดยนามว่าผุสดี. บทว่า ลเภถ แปลว่า พึงได้. บทว่า วรทํ ความว่า ผู้ให้สิ่งประเสริฐมีเศียรที่ประดับแล้วนัยน์ตาทั้งคู่ หทัยเนื้อเลือด เศวตฉัตร บุตรและภรรยาเป็นต้น แก่ยาจก ผู้ขอแล้ว. บทว่า กุจฺฉิ ได้แก่ อวัยวะที่อยู่กลางตัว ดังนั้นท่านแสดงคำที่กล่าวแล้วโดยย่อ. บทว่า ลิขิตํ ได้แก่ คันศรที่ช่างศรผู้ฉลาดขัดเกลาอย่างดี. บทว่า อนุนฺนตํ ความว่า มีกลางคันไม่นูนขึ้นเสมอดังคันชั่ง ครรภ์ของข้าพเจ้าพึงเป็นอย่างนี้. บทว่า นปฺปวตฺเตยฺยุ? ความว่า ไม่พึงคล้อยห้อยลง. บทว่า ปลิตา นสฺสนฺตุ วาสว ความว่า ข้าแต่ท้าววาสวะผู้ประเสริฐที่สุดในทวยเทพ แม้ผมหงอกทั้งหลายบนศีรษะของข้าพเจ้า ก็จงหายไป คืออย่าได้ปรากฏบนศีรษะของข้าพเจ้า. ปาฐะว่า ปลิตานิ สิโรรุหา ดังนี้ก็มี.
บทว่า วชฺฌญฺจาปิ ความว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้สามารถปล่อยโจรผู้ทำความผิด คือ ผิดต่อพระราชา ถึงโทษประหาร ด้วยกำลังของตน นางผุสดีแสดงความเป็นใหญ่ของตนด้วยบทนี้. บทว่า สูทมาคธวณฺณิเต ความว่า อันพวกพ่อครัวชาวมาคธทั้งหลาย ผู้บอกเวลาบริโภคอาหารเป็นต้น กล่าวชมเชยสรรเสริญแล้ว. บทว่า จิตฺรคฺคเฬรุฆุสิเต ความว่า กึกก้องไปด้วยเสียงกลอน และบานประตูอันวิจิตรด้วยรัตนะ ๗ ที่ส่งเสียงไพเราะ น่ารื่นรมย์ใจเช่นเสียงของดนตรีเครื่อง ๕. บทว่า สุรามํสปฺปโพธเน ความว่า เธอจงถือเอาพร ๑๐ ประการเหล่านี้ว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าสีวีราช ในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีวีราช เห็นปานนี้ ซึ่งมีคนเชิญบริโภคสุรา และเนื้อว่า พวกท่านจงมาดื่ม พวกท่านจงมากิน ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาพร ๑๐ ประการนั้น ความเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าสีวีราชเป็นพรที่ ๑. ความมีตาดำเป็นพรที่ ๒. ความเป็นผู้มีขนคิ้วดำเป็นพรที่ ๓. ชื่อว่าผุสดีเป็นพรที่ ๔. การได้พระโอรสเป็นพรที่ ๕. มีครรภ์ไม่นูนเป็นพรที่ ๖. มีถันไม่คล้อยเป็นพรที่ ๗. ไม่มีผมหงอกเป็นพรที่ ๘. มีผิวละเอียดเป็นพรที่ ๙. สามารถปล่อยนักโทษประหารได้เป็นพร ๑๐.

ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
แน่ะนางผู้งามทั่วองค์ พร ๑๐ ประการเหล่าใดที่เราให้แก่เธอ เธอจงได้พรเหล่านั้นทั้งหมด ในแว่นแคว้นของพระเจ้าสีวีราช.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ครั้นท้าววาสวะมฆสุชัมบดีเทวราชตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ทรงอนุโมทนาประทานพรแก่นางผุสดีเทพอัปสร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทิตฺถ ความว่า มีจิตบันเทิง คือทรงโสมนัส. บทว่า สพฺเพ เต ลจฺฉสิ วเร ความว่า ย่อมได้พรเหล่านั้นทั้งหมด.

ท้าวสักกเทวราชทรงประทานพร ๑๐ ประการแล้ว เป็นผู้มีจิตบันเทิง มีพระมนัสยินดีแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
จบทศพรคาถา


หิมวันตวรรณนา

ผุสดีเทพกัญญารับพรทั้งหลายดังนี้ แล้วจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้น บังเกิดในพระครรภ์อัครมเหสีของพระเจ้ามัททราช ในวันขนานพระนามของพระนางนั้น พระญาติทั้งหลายขนานพระนามว่า ผุสดี ตามนามเดิมนั้น เพราะเมื่อพระนางประสูติมีพระสรีระ ราวกะว่าประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ประสูติแล้ว พระนางผุสดีราชธิดานั้นทรงเจริญด้วยบริวารใหญ่ ในกาลมีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี ได้เป็นผู้ทรงพระรูปอันอุดม ครั้งนั้น พระเจ้าสีวีมหาราชทรงนำพระนางผุสดีมา เพื่อประโยชน์แก่พระเจ้าสญชัยกุมารราชโอรส ให้ยกฉัตรแก่ราชโอรสนั้น ให้พระนางผุสดีเป็นใหญ่กว่าเหล่านารีหมื่นหกพัน ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสีของสญชัยราชโอรส.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
นางผุสดีนั้นจุติจากดาวดึงส์เทวโลกนั้นบังเกิดในขัตติยสกุล ได้ทรงอยู่ร่วมด้วยพระเจ้าสญชัย ในนครเชตุดร.

พระนางผุสดีได้เป็นที่รักที่เจริญใจแห่งพระเจ้าสญชัย. ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อทรงอาวัชชนาการก็ทรงทราบว่า บรรดาพรทั้ง ๑๐ ประการที่เราให้แก่นางผุสดี. พร ๙ ประการสำเร็จแล้ว จึงทรงดำริว่า โอรสอันประเสริฐเป็นพรข้อหนึ่ง ยังไม่สำเร็จก่อน. เราจักให้พรนั้นสำเร็จแก่นาง. ในกาลนั้น พระมหาสัตว์อยู่ในดาวดึงส์เทวโลก อายุของมหาสัตว์นั้นสิ้นแล้ว. ท้าวสักกะทรงทราบความนั้น จึงไปสู่สำนักของพระโพธิสัตว์ตรัสว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ควรที่ท่านจะไปสู่มนุษยโลก. ควรถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งนางผุสดี อัครมเหสีของพระเจ้าสีวีราช ณ กรุงเชตุดร. ตรัสฉะนี้แล้ว ถือเอาปฏิญญาแห่งพระโพธิสัตว์ และเหล่าเทพบุตรหกหมื่นเหล่าอื่นผู้จะจุติ แล้วกลับทิพยวิมานที่ประทับของตน. ฝ่ายพระมหาสัตว์จุติจากเทวโลกนั้น เกิดในพระครรภ์แห่งพระนางผุสดี. เทพบุตรหกหมื่นก็บังเกิดในเคหสถานแห่งอำมาตย์หกหมื่น ก็ในเมื่อพระมหาสัตว์เสด็จอยู่ในพระครรภ์พระมารดา. พระนางผุสดีผู้มีพระครรภ์ เป็นผู้ทรงใคร่จะโปรดให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนครทั้ง ๔. ที่ท่ามกลางพระนคร ๑. ที่ประตูพระราชวัง ๑. ทรงสละพระราชทรัพย์หกแสนกหาปณะทุกวันๆ บริจาคทาน.
ครั้นพระเจ้าสญชัยสีวีราชทรงทราบความปรารถนาของพระนาง จึงให้เรียกพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้รู้นิมิตมาทำสักการะใหญ่. แล้วตรัสถามเนื้อความนั้น พราหมณ์ผู้รู้นิมิตทั้งหลายจึงทูลพยากรณ์ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ท่านผู้ยินดียิ่งในทาน มาอุบัติในพระครรภ์แห่งพระราชเทวี จักไม่อิ่มในทานบริจาค. พระราชาได้ทรงสดับพยากรณ์นั้น ก็มีพระหฤทัยยินดี. จึงโปรดให้สร้างโรงทาน ๖ แห่งมีประการดังกล่าวมาแล้ว ให้เริ่มตั้งทานดังประการที่กล่าวแล้ว. จำเดิมแต่กาลที่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ ส่วนอากรของพระราชาได้เจริญขึ้นเหลือประมาณ. เหล่าพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น ส่งเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าสญชัย ด้วยบุญญานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์. พระนางผุสดีราชเทวีมีบริวารใหญ่ เมื่อทรงพระครรภ์ครั้น ๑๐ เดือนบริบูรณ์. มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรพระนคร จึงกราบทูลพระราชสวามี. พระเจ้ากรุงสีวีจึงให้ตกแต่งพระนครดุจเทพนคร. ให้พระราชเทวีทรงรถที่นั่ง อันประเสริฐทำประทักษิณพระนคร. ในกาลเมื่อพระนางเสด็จ ถึงท่ามกลางถนนแห่งพ่อค้า. ลมกรรมชวาตก็ป่วนปั่น ราชบุรุษนำความกราบทูลพระราชา พระราชาทรงทราบความ จึงให้ทำพลับพลาสำหรับประสูติแก่พระราชเทวี ในท่ามกลางวิถีแห่งพ่อค้า. แล้วให้ตั้งการล้อมวงรักษาพระนางเจ้าผุสดีประสูติพระโอรส ณ ที่นั้น.

พระนางเจ้าผุสดีทรงครรภ์ถ้วนทศมาส เมื่อทรงทำประทักษิณพระนคร ประสูติเราท่ามกลางวิถีของพ่อค้าทั้งหลาย.

พระมหาสัตว์ประสูติจากพระครรภ์แห่งพระมารดา เป็นผู้บริสุทธิ์ ลืมพระเนตรทั้งสองออกมา. เมื่อออกมาก็เหยียดพระหัตถ์ต่อพระมารดาตรัสว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันจักบริจาคทาน มีทรัพย์อะไรๆ บ้าง. ครั้งนั้น พระชนนีตรัสตอบว่า พ่อจงบริจาคทานตามอัธยาศัยของพ่อเถิด แล้ววางถุงกหาปณะพันหนึ่ง ในพระหัตถ์ที่แบอยู่.
พระโพธิสัตว์พอประสูติแล้วได้ตรัสกับพระมารดา ๓ คราว คือในอุมมังคชาดก (เสวยพระชาติเป็นมโหสถ) คราว ๑. ในชาดกนี้คราว ๑. ในอัตภาพมีในภายหลัง (คือเมื่อเป็นพระพุทธเจ้า) คราว ๑.
ครั้งนั้น ในวันถวายพระนามพระโพธิสัตว์ พระประยูรญาติทั้งหลายได้ขยายพระนามว่า เวสสันดร เพราะประสูติในถนนแห่งพ่อค้า.

เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ชื่อของเราไม่ได้เกิดแต่พระมารดา ไม่ได้เกิดแต่พระบิดา เราเกิดที่ถนนพ่อค้า เพราะเหตุนั้น เราจึงชื่อว่า เวสสันดร.

ก็ในวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ช้างพังเชือกหนึ่งซึ่งเที่ยวไปได้ในอากาศ นำลูกช้างขาวทั้งตัวรู้กันว่าเป็นมงคลยิ่งมา. ให้สถิตในสถานที่มงคลหัตถี แล้วหลีกไป. ชนทั้งหลายตั้งชื่อช้างนั้นว่า ปัจจัยนาค. เพราะช้างนั้นเกิดขึ้น มีพระมหาสัตว์เป็นปัจจัย. พระราชาได้ประทานนางนม ๖๔ นาง ผู้เว้นจากโทษมีสูงเกินไปเป็นต้น มีถันไม่ยาน มีน้ำนมหวานแก่พระมหาสัตว์. ได้พระราชทานนางนมคนหนึ่งๆ แก่เหล่าทารกหกหมื่นคน ผู้เป็นสหชาติกับพระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์นั้นทรงเจริญด้วยบริวารใหญ่ กับด้วยทารกหกหมื่น. ครั้งนั้นพระราชาให้ทำเครื่องประดับ สำหรับพระราชกุมารราคาแสนหนึ่ง พระราชทานแด่พระเวสสันดรราชกุมาร. พระราชกุมารนั้นเปลื้องเครื่องประดับนั้น ประทานแก่นางนมทั้งหลาย. ในกาลเมื่อมีชนมพรรษา ๔-๕ ปี ไม่ทรงรับเครื่องประดับที่นางนมทั้งหลายเหล่านั้นถวายคืนอีก. นางนมเหล่านั้นกราบทูลประพฤติเหตุแด่พระราชา. พระราชาทรงทราบประพฤติเหตุนั้น ก็ให้ทำเครื่องประดับอื่นอีกพระราชทาน. ด้วยทรงเห็นว่า อาภรณ์ที่ลูกเราให้แล้ว ก็เป็นอันให้แล้วด้วยดี จงเป็นพรหมไทย. พระราชกุมารก็ประทานเครื่องประดับ แก่เหล่านางนม ในกาลเมื่อยังทรงพระเยาว์ถึง ๙ ครั้ง.
ก็ในกาลเมื่อพระราชกุมารมีพระชนมพรรษา ๘ ปี พระราชกุมารเสด็จไปสู่ปราสาทอันประเสริฐ ประทับนั่งบนพระยี่ภู่ทรงคิดว่า เราให้ทานภายนอกอย่างเดียว. ทานนั้นหายังเราให้ยินดีไม่. เราใคร่จะให้ทานภายใน. แม้ถ้าใครๆ พึงขอหทัยของเรา เราจะพึงให้ผ่าอุระประเทศ นำหทัยออกให้แก่ผู้นั้น. ถ้าเขาขอจักษุทั้งหลายของเรา เราก็จะควักจักษุให้. ถ้าเขาขอเนื้อในสรีระเราจะเชือดเนื้อ แต่สรีระทั้งสิ้นให้. ถ้าแม้ใครๆ พึงขอโลหิตของเรา เราก็จะพึงถือเอาโลหิตให้. หรือว่าใครๆ พึงกล่าวกะเราว่า ท่านจงเป็นทาสของข้า เราก็ยินดียอมตัวเป็นทาสแห่งผู้นั้น.
เมื่อพระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์ทรงคำนึงถึงทาน เป็นไปในภายใน. ซึ่งเป็นพระดำริแล่นไปเอง เป็นเองอย่างนี้. มหาปฐพีอันหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็ดังสนั่นหวั่นไหว. ดุจช้างตัวประเสริฐตกมัน อาละวาดคำรามร้อง ฉะนั้น. เขาสิเนรุราชก็โอนไปมา มีหน้าเฉพาะเชตุดรนครตั้งอยู่. ดุจหน่อหวายโอนเอนไปมา ฉะนั้น. ฟ้าก็คะนองลั่นตามเสียงแห่งปฐพี ยังฝนลูกเห็บให้ตก. สายอสนีอันมีในสมัยมิใช่กาล ก็เปล่งแสงแวบวาบ. สาครก็เกิดเป็นคลื่นป่วนปั่น. ท้าวสักกเทวราชก็ปรบพระหัตถ์ ท้าวมหาพรหมก็ให้สาธุการ เสียงโกลาหลเป็นอันเดียวกัน ได้มีตลอดถึงพรหมโลก.

สมจริงดัง พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า
ในกาลเมื่อเราเป็นทารก เกิดมาได้ ๘ ปี เรานั่งอยู่บนปราสาท คิดเพื่อจะบริจาคทานว่า เราพึงให้หัวใจ ดวงตา เนื้อ เลือด และร่างกาย. ถ้าใครขอเรา ให้เราได้ยิน เราก็พึงให้. เมื่อเราคิดถึงการบริจาคทาน อันเป็นความจริง หฤทัยก็ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นอยู่ในกาลนั้น. แผ่นดินซึ่งมีเขาสิเนรุ และหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ ก็หวั่นไหว.

ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์มีพระชนมพรรษาได้ ๑๖ ปี. พระโพธิสัตว์ได้ทรงศึกษาศิลปทั้งปวงสำเร็จ. ครั้งนั้น พระราชบิดาทรงใคร่จะประทานราชสมบัติแก่พระมหาสัตว์. ก็ทรงปรึกษาด้วยพระนางเจ้าผุสดีผู้พระมารดา จึงนำราชกัญญานามว่า มัทรี ผู้เป็นราชธิดาของพระมาตุละ แต่มัททราชสกุล. ให้ดำรงอยู่ในที่อัครมเหสี ให้เป็นใหญ่กว่าสตรีหมื่นหกพัน อภิเษกพระมหาสัตว์ในราชสมบัติ. พระมหาสัตว์ทรงสละทรัพย์หกแสน ยังมหาทานให้เป็นไปทุกวันๆ จำเดิมแต่กาล ที่ดำรงอยู่ในราชสมบัติ.
สมัยต่อมา พระนางมัทรีประสูติพระโอรส พระญาติทั้งหลายรับ พระราชกุมารนั้นด้วยข่ายทองคำ. เพราะฉะนั้น จึงขนานพระนามว่า ชาลีราชกุมาร. พอพระราชกุมารนั้นทรงเดินได้. พระนางมัทรีก็ประสูติพระราชธิดา. พระญาติทั้งหลายรับ พระราชธิดานั้นด้วยหนังหมี. เพราะฉะนั้น จึงขนานพระนามว่า กัณหาชินาราชกุมารี. พระเวสสันดรโพธิสัตว์ประทับคอช้างตัวประเสริฐอันตกแต่งแล้ว เสด็จไปทอดพระเนตรโรงทานทั้งหก เดือนละ ๖ ครั้ง.
กาลนั้นในกาลิงครัฐเกิดฝนแล้ง ข้าวกล้าไม่สมบูรณ์ ภัย คือความหิวเกิดขึ้นมาก. มนุษย์ทั้งหลายไม่อาจเป็นอยู่ก็ทำโจรกรรม ชาวชนบทถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียน ก็ประชุมกันติเตียนที่พระลานหลวง. เมื่อพระราชาตรัสถามถึงเหตุ จึงกราบทูลเนื้อความนั้น. ครั้งนั้นพระราชาตรัสว่า ดีละ ข้าจะยังฝนให้ตก. แล้วส่งชาวเมืองกลับไป. ทรงสมาทานศีล รักษาอุโบสถศีลสิ้น ๗ วัน. ก็ไม่ทรงสามารถให้ฝนตก. พระราชาจึงให้ประชุมชาวเมือง. แล้วรับสั่งถามว่า เราได้สมาทานศีล รักษาอุโบสถศีลสิ้น ๗ วัน ก็ไม่อาจยังฝนให้ตกจะพึงทำอย่างไร. ชาวเมืองกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าพระองค์ไม่สามารถให้ฝนตก. พระราชโอรสของพระเจ้าสญชัยในกรุงเชตุดรทรงนามว่า เวสสันดร. นั้นทรงยินดียิ่งในทาน. มงคลหัตถีขาวล้วน ซึ่งไปถึงที่ใดฝนก็ตกของพระองค์ มีอยู่. ขอพระองค์ส่งพราหมณ์ทั้งหลายไปทูลขอ ช้างเชือกนั้นนำมา. พระราชาตรัสว่า สาธุ แล้วให้ประชุมเหล่าพราหมณ์ เลือกได้ ๘ คน ชื่อรามะ ๑ ธชะ ๑ ลักขณะ ๑ สุชาติมันตะ ๑ ยัญญะ ๑ สุชาตะ ๑ สุยามะ ๑ โกณฑัญญะ ๑. พราหมณ์ชื่อรามะเป็นประมุขของพราหมณ์ทั้ง ๗. ประทานเสบียงส่งไป ด้วยพระราชบัญชาว่า ท่านทั้งหลายจงไปทูลขอช้างพระเวสสันดรนำมา.
พราหมณ์ทั้ง ๘ ไปโดยลำดับลุถึงเชตุดรนคร บริโภคภัตในโรงทาน. ใคร่จะทำสรีระของตนให้เปื้อนด้วยธุลี ไล้ด้วยฝุ่น แล้วทูลขอช้างพระเวสสันดร. ในวันรุ่งขึ้น ไปสู่ประตูเมืองด้านปาจีนทิศ ในเวลาพระเวสสันดรเสด็จไปโรงทาน. ฝ่ายพระราชาเวสสันดรทรงรำพึงว่า เราจักไปดูโรงทาน จึงสรงเสวยโภชนะรสเลิศต่างๆ แต่เช้า. ประทับบนคอคชาธารตัวประเสริฐซึ่งประดับแล้ว เสด็จไปทางปาจีนทวาร. พราหมณ์ทั้ง ๘ ไม่ได้โอกาสในที่นั้น. จึงไปสู่ประตูเมืองด้านทักษิณทิศ ยืนอยู่ ณ สถานที่สูง. ในเวลาเมื่อพระราชาทอดพระเนตรโรงทานทางปาจีนทวารแล้ว เสด็จมาสู่ทักษิณทวาร ก็เหยียดมือข้างขวาออกกล่าวว่า พระเจ้าเวสสันดรราช ผู้ทรงพระเจริญจงชนะๆ.
พระเวสสันดรมหาสัตว์ทอดพระเนตร เห็นพราหมณ์ทั้งหลาย ก็บ่ายช้างที่นั่งไปสู่ที่พราหมณ์เหล่านั้นยืนอยู่ ประทับบนคอช้าง ตรัสคาถาที่หนึ่งว่า

พราหมณ์ทั้งหลายผู้มีขนรักแร้ดก มีเล็บยาว มีขนยาวและฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ เหยียดแขนขวา จะขออะไรเราหรือ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรุฬฺหกจฺฉนขโลมา ความว่า มีขนรักแร้ดก มีเล็บงอก มีขนดก คือมีเล็บยาว มีขนยาว มีขนเกิดที่รักแร้ รักแร้ด้วย เล็บด้วย ขนด้วย เรียกว่า กจฺฉนขโลมา รักแร้ เล็บ ขนของพราหมณ์เหล่าใดงอกแล้ว พราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีรักแร้ เล็บและขนงอกแล้ว.

พราหมณ์ทั้ง ๘ กราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลขอรัตนะ ซึ่งยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญ ขอพระองค์โปรดพระราชทานช้างตัวประเสริฐ ซึ่งมีงาดุจงอนไถ สามารถเป็นราชพาหนะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุรุฬฺหวํ ได้แก่ สามารถเป็นราชพาหนะได้.

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงดำริว่า เราใคร่จะบริจาคทานเป็นไปภายใน ตั้งแต่ศีรษะเป็นต้น พราหมณ์เหล่านี้มาขอทาน เป็นไปภายนอกกะเรา แม้อย่างนั้น เราจะยังความปรารถนาของพราหมณ์เหล่านั้น ให้บริบูรณ์ ประทับอยู่บนคอช้างตัวประเสริฐ ตรัสคาถานี้ว่า
เราจะให้ช้างพลายซับมันตัวประเสริฐ เป็นช้างราชพาหนะสูงสุด ที่พราหมณ์ทั้งหลายขอเรา เรามิได้หวั่นไหว.

ครั้นตรัสปฏิญญาฉะนี้แล้ว
พระราชาผู้ผดุงรัฐสีพีให้เจริญ มีพระหฤทัยน้อมไปในการบริจาคทาน เสด็จลงจากคอช้าง พระราชทานทานแก่พราหมณ์ทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปคุยฺหํ ได้แก่ ราชพาหนะ. บทว่า จาคาธิมานโส ได้แก่ มีพระหฤทัยยิ่งด้วยการบริจาค. บทว่า อทา ความว่า ได้พระราชทานแก่พราหมณ์ทั้งหลาย.

พระมหาสัตว์ทรงทำประทักษิณช้าง ๓ รอบ เพื่อทรงตรวจที่กายช้างซึ่งประดับแล้ว ก็ไม่เห็นในที่ซึ่งยังมิได้ประดับ จึงทรงจับพระเต้าทองคำ อันเต็มด้วยน้ำหอมเจือดอกไม้ ตรัสกะพราหมณ์ทั้งหลายว่า ดูก่อนมหาพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาข้างนี้ ทรงวางงวงช้างซึ่งเช่นกับพวงเงิน อันประดับแล้วในมือแห่งพราหมณ์เหล่านั้น หลั่งน้ำลงพระราชทานช้างอันประดับแล้ว อลังการที่ ๔ เท้าช้างราคา ๔ แสน. อลังการ ๒ ข้างช้างราคา ๒ แสน. ข่ายคลุมหลัง ๓ คือข่ายแก้วมุกดา ข่ายแก้วมณี ข่ายทองคำ ราคา ๓ แสน. กระดึงเครื่องประดับที่ห้อย ๒ ข้างราคา ๒ แสน. ผ้ากัมพลลาดบนหลังราคา ๑ แสน. อลังการคลุมกะพองราคา ๑ แสน. สายรัด ๓ สายราคา ๓ แสน. พู่เครื่องประดับที่หูทั้ง ๒ ข้างราคา ๒ แสน. ปลอกเครื่องประดับงาทั้ง ๒ ราคา ๒ แสน. วลัยเครื่องประดับทาบที่งวงราคา ๑ แสน. อลังการที่หางราคา๑ แสน. เครื่องประดับอันตกแต่งงดงามที่กายช้าง ยกภัณฑะไม่มีราคารวมราคา ๒๒ แสน. เกยสำหรับขึ้นราคา ๑ แสน. อ่างบรรจุของบริโภคเช่นหญ้าและน้ำ ราคา ๑ แสน. รวมเข้าด้วยอีกเป็นราคา ๒๔ แสน. ยังแก้วมณีที่กำพูฉัตร ที่ยอดฉัตร ที่สร้อยมุกดา ที่ขอ ที่สร้อยมุกดาผูกคอช้าง ที่กะพองช้าง และที่ตัวพระยาช้าง รวม ๗ เป็นของหาค่ามิได้. ได้พระราชทานทั้งหมดแก่พราหมณ์ทั้งหลาย และพระราชทานคนบำรุงช้าง ๕๐๐ สกุลกับทั้งควาญช้าง คนเลี้ยงช้างด้วย.
ก็มหัศจรรย์มีแผ่นดินไหวเป็นต้น ได้มีแล้วพร้อมกับพระเวสสันดรมหาราชทรงบริจาคมหาทาน โดยนัยอันกล่าวมาแล้ว ในหนหลังนั่นแล.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระบรมกษัตริย์พระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว ในกาลนั้น ความน่าสะพึงกลัวขนพองสยองเกล้าได้เกิดมี เมทนีดลก็หวั่นไหว.
เมื่อบรมกษัตริย์พระราชทานช้างตัวประเสริฐ ในกาลนั้น ได้เกิดมีความน่าสะพึงกลัวขนพองสยองเกล้า ชาวพระนครกำเริบ.
ในเมื่อพระเวสสันดรบรมกษัตริย์ผู้ยังชาวสีพีให้เจริญ พระราชทานช้างตัวประเสริฐ ชาวบุรีก็เกลื่อนกล่น เสียงอันอื้ออึงก็แผ่ไปมากมาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตทาสิ ได้แก่ ได้มีในเวลานั้น. บทว่า หตฺถินาเค ได้แก่ สัตว์ประเสริฐ คือช้าง. บทว่า ขุภิตฺถ นครํ ตทา ความว่า ได้กำเริบแล้ว.

ได้ยินว่า พราหมณ์ทั้งหลายได้ช้างแถบประตูด้านทักษิณทิศ นั่งบนหลัง มีมหาชนแวดล้อม ขับไปท่ามกลางพระนคร มหาชนเห็นแล้วกล่าวกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า แน่ะเหล่าพราหมณ์ผู้เจริญ ท่านขึ้นช้างของเราทั้งหลาย ท่านได้มาแต่ไหน. พราหมณ์เหล่านั้นตอบว่า ช้างนี้พระเวสสันดรมหาราชเจ้าพระราชทานแก่พวกเรา. เมื่อโต้ตอบกะมหาชนด้วยวิการแห่งมือเป็นต้น พลางขับไปท่ามกลางพระนคร ออกทางประตูทิศอุดร ชาวพระนครโกรธพระบรมโพธิสัตว์ ด้วยสามารถเทวดาดลใจให้คิดผิด จึงชุมนุมกัน กล่าวติเตียนใหญ่แทบประตูวัง.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ครั้งนั้น เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงน่ากลัวเป็นอันมาก ก็เป็นในนครนั้น ในกาลนั้น ชาวพระนครก็กำเริบ.
ครั้งนั้น ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญรุ่งเรือง พระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงน่ากลัวเป็นอันมาก ก็เป็นไปในนครนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โฆโส ได้แก่ เสียงติเตียน. บทว่า วิปุโล ได้แก่ ไพบูลย์เพราะแผ่ออกไป. บทว่า มหา ได้แก่ มากมายเพราะไปในเบื้องบน. บทว่า สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ได้แก่ กระทำความเจริญแก่แว่นแคว้นของประชาชน ผู้อยู่ในแว่นแคว้นสีพี.

ครั้งนั้น ชาวเมืองมีจิตตื่นเต้น เพราะพระเวสสันดรพระราชทานช้างสำคัญของบ้านเมือง จึงกราบทูลพระเจ้าสญชัย.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตรทั้งหลาย พ่อค้า ชาวนาทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้นประชุมกันแล้ว เห็นช้างถูกพราหมณ์ทั้ง ๘ นำไป พวกเหล่านั้นจึงกราบทูลพระเจ้าสญชัยให้ทรงทราบว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ แคว้นของพระองค์อันพระเวสสันดรกำจัดเสียแล้ว พระเวสสันดรพระโอรสของพระองค์ พระราชทานช้างตัวประเสริฐของเราทั้งหลาย ซึ่งชาวแว่นแคว้นบูชาแล้ว ด้วยเหตุไร.
พระเวสสันดรพระราชทานช้างของเราทั้งหลาย ซึ่งมีงาดุจงอนไถ เป็นราชพาหนะ รู้ชัยภูมิแห่งการยุทธ์ทุกอย่าง ขาวทั่วสรรพางค์ เป็นช้างสูงสุด คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลืองซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ ฝึกดีแล้ว พร้อมด้วยพัดวาลวีชนี มีกายสีขาวเช่นกับเขาไกรลาส พร้อมด้วยเศวตฉัตรทั้งเครื่องลาดอันงาม ทั้งหมอทั้งคนเลี้ยง เป็นราชยานอันเลิศ เป็นช้างพระที่นั่ง พระราชทานให้เป็นทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้ง ๘ เสียด้วยเหตุไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคา ได้แก่ เด่น คือรู้กันทั่ว คือปรากฏ. บทว่า นิคโม ได้แก่ คนมีทรัพย์ชาวนิคม. บทว่า วิธมํ เทว เต รฏฺฐํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ แคว้นของพระองค์ถูกกำจัดเสียแล้ว. บทว่า กถํ โน หตฺถินํ ทชฺชา ความว่า พระราชทานช้างที่รู้สึกกันว่า เป็นมงคลยิ่งของเราทั้งหลาย แก่พราหมณ์ชาวกาลิงครัฐ ด้วยเหตุไร. บทว่า เขตฺตญฺ?? สพฺพยุทฺธานํ ความว่า ผู้สามารถรู้ความสำคัญของชัยภูมิแห่งการยุทธ์ แม้ทุกอย่าง. บทว่า ทนฺตึ ได้แก่ ประกอบด้วยการฝึกจนใช้ได้ ตามชอบใจ. บทว่า สวาลวีชนึ ได้แก่ ประกอบด้วยพัดวาลวีชนี. บทว่า สุปตฺเถยฺยํ ได้แก่ พร้อมด้วยเครื่องลาด. บทว่า สาถพฺพนํ ได้แก่ พร้อมด้วยหมอช้าง. บทว่า สหตฺถิปํ ความว่า พร้อมด้วยคนเลี้ยง คือคนบำรุงช้าง และคนดูแลรักษาช้าง ๕๐๐ สกุล.

ก็และครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ได้กล่าวอย่างนี้อีกว่า
พระเวสสันดรนั้นควรพระราชทาน ข้าวน้ำและผ้านุ่ง ผ้าห่ม เสนาสนะ เพราะว่า ของนั้นสมควรแก่พราหมณ์ทั้งหลาย พระเวสสันดรนี้เป็นพระราชาสืบวงศ์มาแต่พระองค์ เป็นผู้ทำความเจริญแก่สีพีรัฐ ข้าแต่พระเจ้าสญชัย พระเวสสันดรผู้พระราชโอรสพระราชทานช้าง เสียทำไม ถ้าพระองค์จักไม่ทรงทำตามคำอันนี้ของชาวสีพี ชะรอยชาวสีพีจักพึงทำพระองค์กับพระราชโอรสไว้ในเงื้อมมือของตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วํสราชาโน ได้แก่ เป็นมหาราชมาตามเชื้อสาย. บทว่า ภาเชติ ได้แก่ พระราชทาน. บทว่า สิวิหตฺเถ กริสฺสเร ความว่า ชนชาวสีพีรัฐทั้งหลายจักทำพระองค์กับพระราชโอรส ในมือของตน.

พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับดังนั้น ทรงสำคัญว่า ชาวเมืองเหล่านี้จักปลงพระชนม์พระเวสสันดร จึงตรัสว่า
ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แว่นแคว้นจักพินาศไปก็ตามเถิด เราก็ไม่พึงเนรเทศพระโอรสผู้หาความผิดมิได้ จากแคว้นของตนตามคำของชาวเมืองสีพี เพราะลูกเกิดแต่อุระของเรา และเราไม่พึงประทุษร้ายในโอรสนั้น เพราะเธอเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรอันประเสริฐ แม้คำติเตียนจะพึงมีแก่เรา และเราจะพึงได้บาปเป็นอันมาก ฉะนั้น เราจะฆ่าลูกเวสสันดรด้วยศัสตรา ได้อย่างไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาสิ ตัดบทเป็น มา อโหสิ ความว่า จงอย่าเป็น. บทว่า อริยสีเลวโต ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยศีลและวัตรอันประเสริฐ คือสมาจารสมบัติอันประเสริฐ. บทว่า ฆาตยามเส ได้แก่ จักฆ่า. บทว่า ทุพฺเภยฺยํ ความว่า ลูกของเราไม่มีโทษ คือปราศจากความผิด.

ชาวสีพีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า
พระองค์อย่าประหารพระเวสสันดรนั้น ด้วยท่อนไม้และศัสตรา เพราะพระปิโยรสนั้นหาควรแก่เครื่องพันธนาการไม่ พระองค์จงขับพระเวสสันดรนั้นเสียจากแคว้น พระเวสสันดรจงประทับอยู่ ณ เขาวงกต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา นํ ทณฺเฑน สตฺเถน ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าทรงประหารพระเวสสันดรนั้น ด้วยท่อนไม้หรือด้วยศัสตรา. บทว่า น หิ โส พนฺธนารโห ความว่า พระเวสสันดรนั้นเป็นผู้ไม่ควรแก่พันธนาการเลยทีเดียว.

พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ถ้าชาวสีพีพอใจอย่างนี้ เราก็ไม่ขัดความพอใจ ขอโอรสของเราจงอยู่ตลอดราตรีนี้ และจงบริโภคกามารมณ์ทั้งหลาย แต่นั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีจงพร้อมกันขับโอรสของเราจากแว่นแคว้นเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสตุ ความว่า พระเจ้าสญชัยตรัสว่า ลูกเวสสันดรจงอยู่ให้โอวาทแก่บุตรและทาระ พวกเจ้าจงให้โอกาสเธอ ราตรีหนึ่ง.

ชาวเมืองสีพีรับพระราชดำรัสว่า พระโอรสนั้นจงยับยั้งอยู่ สักราตรีหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัยส่งชาวเมืองเหล่านั้นให้กลับไปแล้ว เมื่อจะส่งข่าวแก่พระโอรส จึงตรัสเรียกนายนักการมา ส่งไปสำนักพระโอรส นายนักการรับพระราชกระแสรับสั่ง แล้วไปสู่พระนิเวศน์แห่งพระเวสสันดร กราบทูลประพฤติเหตุ.

เมื่อพระศาสดา จะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แน่ะนายนักการ เจ้าจงลุกรีบไปบอกลูกเวสสันดรว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชาวสีพีและชาวนิคมขัดเคืองพระองค์ มาประชุมกัน พวกคนที่มีชื่อเสียงและพระราชบุตรทั้งหลาย พ่อค้าทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้นประชุมกันแล้ว ในเมื่อราตรีนี้สว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีทั้งหลายพร้อมกันขับพระองค์จากแว่นแคว้น.
นายนักการนั้นอันพระเจ้ากรุงสีพีส่งไป ก็สวมสรรพาภรณ์ นุ่งห่มดีแล้ว ประพรมด้วยแก่นจันทน์ เขาสนานศีรษะในน้ำ แล้วสวมกุณฑลมณี ไปสู่วังอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นพระนิเวศน์แห่งพระเวสสันดร เขาได้เห็นพระเวสสันดรรื่นรมย์ อยู่ในวังของพระองค์นั้น ซึ่งเกลื่อนไปด้วยเสวกามาตย์ ดุจท้าววาสวะของเทพเจ้าชาวไตรทศ.
นายนักการนั้นไป ณ ที่นั้นได้กราบทูลพระเวสสันดร ผู้รื่นรมย์อยู่ว่า ข้าแต่พระจอมพล ข้าพระบาทจักทูลความทุกข์ของพระองค์ ขอพระองค์อย่ากริ้วข้าพระบาท นักการนั้นถวายบังคมแล้วร้องไห้ กราบทูลพระเวสสันดรว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ชุบเลี้ยงข้าพระบาท เป็นผู้นำมาซึ่งรส คือความใคร่ทั้งปวง ข้าพระบาทจักกราบทูลความทุกข์ของพระองค์ เมื่อข่าวแสดงความทุกข์ อันข้าพระบาทกราบทูลแล้ว ขอฝ่าพระบาททรงยังข้าพระบาทให้ยินดี.
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ชาวสีพีและชาวนิคมขัดเคืองพระองค์ มาประชุมกัน พวกคนที่มีชื่อเสียง และพระราชบุตรทั้งหลาย และพวกพ่อค้าทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้น ประชุมกันแล้ว ในเมื่อราตรีนี้สว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีทั้งหลาย พร้อมกันขับพระองค์จากแว่นแคว้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุมารํ ได้แก่ พระราชาที่นับว่าเป็นกุมาร เพราะยังมีพระมารดาและพระบิดา. บทว่า รมฺมานํ ได้แก่ ผู้ประทับนั่งตรัสสรรเสริญ ทานที่พระองค์ให้แล้ว มีความโสมนัส. บทว่า อมจฺเจหิ ได้แก่ แวดล้อมไปด้วยเหล่าอำมาตย์ ผู้สหชาติประมาณหกหมื่นคน ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ ภายใต้เศวตฉัตรที่ยกขึ้นแล้ว. บทว่า เวทยิสฺสามิ ได้แก่ จักกราบทูล. บทว่า ตตฺถ อสฺสายนฺตุ มํ ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อข่าวแสดงความทุกข์นั้น อันข้าพระบาทกราบทูลแล้ว ขอฝ่าพระบาทโปรดยังข้าพระองค์ให้ยินดี คือขอพระองค์โปรดตรัสกะข้าพระบาทว่า เจ้าจงกล่าวตามสบายเถิด. นักการกล่าวอย่างนั้น ด้วยความประสงค์ดังนี้.

พระมหาสัตว์ตรัสว่า
ชาวสีพีขัดเคืองเราผู้ไม่เห็นความผิด ในเพราะอะไร แน่ะนักการ ท่านจงแจ้งความผิดนั้นแก่เรา ชาวเมืองทั้งหลายจะขับไล่เรา เพราะเหตุไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสฺมิ ได้แก่ ในเพราะเหตุอะไร. บทว่า วิยาจิกฺข ความว่า จงกล่าวโดยพิสดาร.

นักการกราบทูลว่า
พวกคนมีที่ชื่อเสียงและพระราชบุตรทั้งหลาย พ่อค้าทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ขัดเคืองพระองค์ เพราะพระราชทานคชสารตัวประเสริฐ ฉะนั้น พวกเขาจึงขับพระองค์เสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขียนฺติ แปลว่า ขัดเคือง.

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงโสมนัส ตรัสว่า
ดวงหทัยหรือจักษุ เราก็ให้ได้ จะอะไรกะทรัพย์นอกกายของเรา คือ เงิน ทอง มุกดา ไพฑูรย์หรือแก้วมณี ในเมื่อยาจกมาแล้ว เราได้เห็นเขาแล้ว พึงให้พาหาเบื้องขวาเบื้องซ้ายก็ได้ เราไม่พึงหวั่นไหว เพราะใจของเรายินดีในการบริจาค ปวงชาวสีพีจงขับไล่ หรือฆ่าเราเสียก็ตาม พวกเขาจะตัดเราเสียเป็น ๗ ท่อนก็ตามเถิด เราจักไม่งดเว้นจากการบริจาค เป็นอันขาด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจกมาคเต ความว่า เมื่อยาจกมาแล้ว ได้เห็นยาจกนั้น. บทว่า เนว ทานา วิรมิสฺสํ ความว่า จักไม่งดเว้นจากการบริจาค เป็นอันขาด.

นักการได้ฟังดังนั้น เมื่อจะกราบทูลข่าวอย่างอื่นตามมติของตน ซึ่งพระเจ้าสญชัยหรือชาวเมือง มิได้ให้ทูลเลย จึงกราบทูลว่า
ชาวสีพีและชาวนิคมประชุมกัน กล่าวอย่างนี้ว่า พระเวสสันดรผู้มีวัตรอันงาม จงเสด็จไปสู่ภูผาอันชื่อว่า อารัญชรคีรี ตามฝั่งแห่งแม่น้ำโกนติมารา ตามทางที่พระราชาผู้ถูกขับไล่ เสด็จไปนั้นเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนฺติมาราย ได้แก่ ตามฝั่งแห่งแม่น้ำชื่อว่าโกนติมารา. บทว่า คิริมารญฺชรํ ปติ ความว่า เป็นผู้มุ่งตรงภูผาชื่อว่าอารัญชร. บทว่า เยน ความว่า นักการกราบทูลว่า ชาวสีพีทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า พระราชาทั้งหลายผู้บวชแล้ว ย่อมไปจากแว่นแคว้นโดยทางใด แม้พระเวสสันดรผู้มีวัตรงดงาม ก็จงเสด็จไปทางนั้น ได้ยินว่า นักการนั้นถูกเทวดาดลใจ จึงกล่าวคำนี้.

พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น จึงมีพระราชดำรัสว่า สาธุ เราจักไปโดยมรรคาที่เสด็จไปแห่ง พระราชาทั้งหลายผู้รับโทษ ก็แต่ชาวเมืองทั้งหลายมิได้ขับไล่เราด้วยโทษอื่น ขับไล่เราเพราะเราให้คชสารเป็นทาน เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักบริจาคสัตตสดกมหาทาน สักหนึ่งวัน ชาวเมืองจงให้โอกาส เพื่อเราได้ให้ทาน สักหนึ่งวัน รุ่งขึ้น เราให้ทานแล้วจักไปในวันที่ ๓
ตรัสฉะนี้ แล้วตรัสว่า
เราจักไปโดยมรรคาที่พระราชาทั้งหลายผู้ต้องโทษ เสด็จไป ท่านทั้งหลายงดโทษให้เราสักคืนกับวันหนึ่ง จนกว่าเราจะได้บริจาคทานก่อนเถิด.

นักการได้ฟังดังนั้นแล้วกราบทูลว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า ข้าพระบาทจักแจ้งความนั้นแก่ ชาวพระนครและแด่พระราชา ทูลฉะนี้ แล้วหลีกไป.
พระมหาสัตว์ส่งนักการนั้นไปแล้ว จึงให้เรียกมหาเสนาคุตมาเฝ้า. ดำรัสให้จัดสัตตสดกมหาทานว่า พรุ่งนี้เราจักบริจาคสัตตสดกมหาทาน ท่านจงจัดช้าง ๗๐๐ เชือก. ม้า ๗๐๐ ตัว. รถ ๗๐๐ คัน. สตรี ๗๐๐ คน. โคนม ๗๐๐ ตัว. ทาส ๗๐๐ คน. ทาสี ๗๐๐ คน. จงตั้งไว้ซึ่งข้าวน้ำ เป็นต้นมีประการต่างๆ สิ่งทั้งปวงโดยที่สุด แม้สุราซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรให้ แล้วส่งอำมาตย์ทั้งหลายให้กลับ แล้วเสด็จไปที่ประทับพระนางมัทรีแต่พระองค์เดียว ประทับนั่งข้างพระยี่ภู่อันเป็นสิริ ตรัสกับพระนางนั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ตรัสเรียก พระนางมัทรีผู้งามทั่วสรรพางค์นั้นมาว่า พัสดุอันใดอันหนึ่งที่ฉันให้เธอ ทั้งทรัพย์อันประกอบด้วยสิริ เงิน ทอง มุกดา ไพฑูรย์มีอยู่มาก และสิ่งใดที่เธอนำมาแต่พระชนกของเธอ เธอจงเก็บสิ่งนั้นไว้ทั้งหมด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิทเหยฺยาสิ ความว่า เธอจงเก็บขุมทรัพย์ไว้. บทว่า เปติกํ ได้แก่ ที่เธอนำมาแต่ฝ่ายพระชนก.

พระราชบุตรีพระนามว่ามัทรี ผู้งามทั่วพระกาย จึงทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพจะโปรดให้เก็บทรัพย์ทั้งนั้นไว้ในที่ไหน ขอพระองค์รับสั่งแก่หม่อมฉันผู้ทูลถาม ให้ทราบ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมพฺรวิ ความว่า ทูลกระหม่อม เวสสันดรพระสวามีของเราไม่เคยตรัสว่า เธอจงเก็บทรัพย์ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เฉพาะคราวนี้พระองค์ตรัส เราจักทูลถามทรัพย์นั้นจะโปรดให้เก็บไว้ในที่ไหนหนอ พระนางมัทรีมีพระดำริดังนี้ จึงได้ทูลถามดังนั้น.

พระเวสสันดรบรมกษัตริย์จึงตรัสว่า
ดูก่อนพระน้องมัทรี เธอจงบริจาคทานในท่านผู้มีศีลทั้งหลายตามควร เพราะที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวงอย่างอื่น ยิ่งกว่าทานการบริจาค ย่อมไม่มี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทชฺเชสิ ความว่า แน่ะพระน้องมัทรีผู้เจริญ เธออย่าได้เก็บทรัพย์ไว้ในที่มีพระคลัง เป็นต้น เมื่อจะเก็บเป็นขุมทรัพย์ที่จะติดตามตัวไป พึงถวายในท่านผู้มีศีลทั้งหลาย ในแว่นแคว้นของเรา. บทว่า น หิ ทานา ปรํ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ที่พึ่งอาศัยที่ยิ่งขึ้นไปกว่าทาน ย่อมไม่มี.

พระนางมัทรีรับพระดำรัสว่า สาธุ.
ครั้งนั้น พระบรมโพธิสัตว์ เมื่อจะประทานพระราโชวาทแก่พระนางให้ยิ่งขึ้น จึงตรัสว่า
ดูกรพระน้องมัทรี เธอพึงเอาใจใส่ในลูกทั้งสองในพระชนนีและพระชนกของพี่ อนึ่ง ผู้ใดพึงตกลงปลงใจว่า จะเป็นพระสวามีพระน้องนาง เธอพึงบำรุงผู้นั้นโดยเคารพ ถ้าไม่มีใครมาตกลงปลงใจ เป็นพระสวามีพระน้องนาง เพราะพระน้องนางกับพี่จะต้องพลัดพรากจากกัน พระน้องนางจงแสวงหาพระสวามีอื่นเถิด อย่าลำบากเพราะจากพี่เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทเยสิ ความว่า พึงเอ็นดูกระทำความเมตตา. บทว่า โย จ ตํ ภตตา มญฺเญยฺย ความว่า แน่ะนางผู้เจริญ เมื่อฉันไปแล้ว กษัตริย์ใดมาสำคัญว่า เราจักเป็นภัสดาของเธอ เธอพึงบำรุงกษัตริย์แม้นั้น โดยเคารพ. บทว่า มยา วิปปวเสน เต ความว่า ถ้าใครๆ ไม่สำคัญเธอว่า เราจักเป็นภัสดาของเธอ เพราะเธอไม่ได้อยู่กับฉัน เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอจงแสวงหาภัสดาอื่นด้วยตนเอง นั่นแล. บทว่า มา กิลิตถ มยา วินา ความว่า เธอพรากจากฉันแล้วอย่าลำบาก คือจงอย่าลำบาก.

ครั้งนั้น พระนางมัทรีมีพระดำริว่า พระเวสสันดรผู้ภัสดา ตรัสพระวาจาเห็นปานนี้ เหตุเป็นอย่างไรหนอ จึงกราบทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ตรัสพระวาจา อันไม่สมควรตรัสนี้ เพราะเหตุไร. ลำดับนั้น พระเวสสันดรจึงตรัสตอบพระนางว่า แน่ะพระน้องมัทรีผู้เจริญ ชาวสีพีขัดเคืองเพราะฉันให้ช้าง จึงขับไล่ฉันจากแว่นแคว้น พรุ่งนี้ฉันจักให้สัตตสดกมหาทาน จักออกจากพระนครในวันที่ ๓.
ตรัสฉะนี้แล้ว ตรัสว่า
ฉันจักไปป่าที่น่ากลัว ประกอบด้วยพาลมฤค ฉันผู้เดียวอยู่ในป่าใหญ่ มีชีวิตน่าสงสัย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสโย ความว่า เมื่อฉันผู้สุขุมาลชาติโดยส่วนเดียว อยู่ในป่าที่มีศัตรูไม่น้อย จะมีชีวิตอยู่แต่ไหน ฉันจักตายเสียเป็นแน่. พระเวสสันดรตรัสอย่างนั้น ด้วยความประสงค์ดังนี้

พระราชบุตรีพระนามว่ามัทรี ผู้งามทั่วสรรพางค์ ได้กราบทูลถามพระราชสวามีว่า พระองค์ตรัสพระวาจา ซึ่งไม่เคยมีหนอ ตรัสวาจาชั่วแท้. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จไปแต่พระองค์เดียว ไม่สมควร แม้หม่อมฉันก็จักโดยเสด็จด้วย.
ความตายกับด้วยพระองค์ หรือพรากจากพระองค์เป็นอยู่ สองอย่างนี้ ตายนั่นแลประเสริฐกว่า พรากจากพระองค์เป็นอยู่ จะประเสริฐอะไร.
ก่อไฟให้ลุกโพลงมีเปลวเป็นอันเดียวกัน แล้วตายเสียในไฟนั้นประเสริฐกว่า พรากจากพระองค์ จะประเสริฐอะไร.
นางช้างพังไปตามช้างพลายตัวประเสริฐอยู่ในป่า เที่ยวอยู่ตามภูผาทางกันดาร สถานที่เสมอแลไม่เสมอ ฉันใด หม่อมฉันจะพาบุตรและบุตรีตามเสด็จไปเบื้องหลัง ฉันนั้น.
หม่อมฉันจักเป็นผู้ที่เลี้ยงง่ายของพระองค์ จักไม่เป็นผู้ที่เลี้ยงยากของพระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุมเม ความว่า พระองค์ตรัสแก่หม่อมฉันถึงพระวาจา ซึ่งไม่เคยมีหนอ. บทว่า คจเฉยย แปลว่า เสด็จไป. บทว่า เนส ธมโม ความว่า นั่นไม่ใช่สภาวะ คือนั่นมิใช่เหตุ. บทว่า ตเทว ความว่า หม่อมฉันตายกับด้วยพระองค์นั่นแล ประเสริฐกว่า. บทว่า ตตถ ได้แก่ ในเชิงตะกอนไม้ที่มีเปลวไฟ เป็นอันเดียวกัน. บทว่า เชสสนตํ แปลว่า เที่ยวไปอยู่.

พระนางมัทรีราชกัญญากราบทูลพระภัสดาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงพรรณนาถึงหิมวันตประเทศ ซึ่งเป็นประหนึ่งว่าได้เคยทอดพระเนตรเห็นแล้ว จึงตรัสว่า
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุมารทั้งสองนี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก นั่งอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า เล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์... ...น่ารัก เล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์... ...น่ารัก ที่อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์... ...น่ารัก เล่นอยู่ ณ อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้งสองนี้ ทรงมาลาประดับพระองค์ ณ อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์... ...ประดับพระองค์ เล่นอยู่ ณ อาศรมเป็นที่รื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ อายุล่วง ๖๐ ปี เที่ยวอยู่ในป่าตัวเดียว เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เที่ยวไปในเวลาเย็น ในเวลาเช้า เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด กุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เดินนำหน้าโขลงช้างพังไป ส่งเสียงร้องกึกก้องโกญจนาท พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของช้างที่บันลือก้องอยู่นั้น เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ทอดพระเนตรชัฏไพรเป็นหมู่ไม้ทั้ง ๒ ข้างมรรคา อันเกลื่อนไปด้วยพาลมฤค เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
...จักทอดพระเนตรเห็นมฤคผู้มาเป็นแถวๆแถวละ ๕ ตัวและเหล่ากินนร ผู้ฟ้อนอยู่ในเวลาเย็น...
...ได้ทรงฟังเสียงกึกก้องแห่งกระแสในแม่น้ำไหล และเสียงขับร้องแห่งฝูงกินนร...
...ทรงสดับเสียงร้องของนกเค้าที่เที่ยวอยู่ตามซอกเขา...
...จักได้ทรงสดับเสียงแห่งสัตว์ร้ายในป่า คือราชสีห์ เสือโคร่ง แรด โคลาน...
...ได้ทอดพระเนตร เห็นนกยูงผู้ปกคลุมด้วยแพนหางจับอยู่ที่ยอดเขาเกลื่อนไป ด้วยนางนกยูงทั้งหลายรำแพนอยู่...
...ได้ทอดพระเนตร นกยูงผู้เกลื่อนด้วยฝูงนางนกยูง มีแพนหางอันวิจิตรรำแพนอยู่...
...ได้ทอดพระเนตร นกยูงมีขนคอเขียวมีหงอนเกลื่อนไปด้วยฝูงนางนกยูงรำแพนอยู่...
...ทอดพระเนตรเห็น เหล่าพฤกษชาติอันบานแล้ว ส่งกลิ่นหอมฟุ้งในเหมันตฤดู และพื้นดินเขียวชอุ่มปกคลุมไป ด้วยแมลงค่อมทองในเดือนเหมันต์...
...ได้ทอดพระเนตรเห็น รุกขชาติอันมีดอกบานสะพรั่ง คืออัญชันเขียวที่กำลังผลิยอดอ่อน ต้นโลท และบัวบก มีดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมฟุ้งในเหมันตฤดู...
เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตร เห็นหมู่ไม้มีดอกบานสะพรั่ง และปทุมชาติ มีดอกร่วงหล่นในเดือนฤดูเหมันต์ เมื่อนั้นก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ม?ชเก ได้แก่ มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำไพเราะ. บทว่า กเรณุสํฆสส ได้แก่ หมู่ช้างพัง. บทว่า ยูถสส ได้แก่ ไปข้างหน้าโขลงช้าง. บทว่า อุภโต ได้แก่ ทั้งสองข้างมรรคา. บทว่า วนวิกาเส ได้แก่ ชัฏไพร. บทว่า กามทํ ได้แก่ ผู้ให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่างแก่หม่อมฉัน. บทว่า สินธุยา ได้แก่ แม่น้ำ. บทว่า วสมานสสุลูกสส ได้แก่ นกเค้าผู้อยู่. บทว่า พาฬานํ ได้แก่ พาลมฤคทั้งหลาย ด้วยว่าเสียงของกินนรเหล่านั้นเป็น ราวกะเสียงดนตรีเครื่อง ๕ จักมีในเวลาเย็น เพราะเหตุนั้น พระนางมัทรีจึงทูลว่า พระองค์ทรงสดับเสียงของกินนรเหล่านั้น แล้วจักทรงลืมราชสมบัติ. บทว่า วรหํ ได้แก่ ปกคลุมด้วยแพนหาง. บทว่า มตถกาสินํ ได้แก่ จับอยู่ที่ยอดบรรพตเป็นนิจ. ปาฐะว่า มตตกาสินํ ก็มี ความว่า เป็นผู้เมาด้วยความเมาในกามจับอยู่. บทว่า พิมพชาลํ ได้แก่ ใบอ่อนแดง. บทว่า โอปุปผานิ ได้แก่ มีดอกห้อยลง คือมีดอกร่วงหล่น.

พระนางมัทรีทรงพรรณนาถึงหิมวันตประเทศ ด้วยคาถามีประมาณเท่านี้ ประหนึ่งพระองค์เคยเสด็จประทับอยู่ ณ หิมวันตประเทศแล้ว ฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบหิมวันตวรรณนา
ทานกัณฑ์

แม้พระนางผุสดีราชเทวีมีพระดำริว่า ข่าวเดือดร้อนมาถึงลูกของเรา ลูกของเราจะทำอย่างไรหนอ เราจักไปให้รู้ความ จึงเสด็จไปด้วยสิวิกากาญจน์ ม่านปกปิดประทับที่ทวารห้องบรรทมอันมีสิริ ได้ทรงสดับเสียงสนทนาแห่งกษัตริย์ทั้งสอง คือพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ก็พลอยทรงกันแสงคร่ำครวญ อย่างน่าสงสาร.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระผุสดีราชบุตรพระเจ้ามัททราช ผู้ทรงยศได้ทรงสดับ พระราชโอรสและพระสุณิสาทั้งสองปริเทวนาการ ก็ทรงพลอยคร่ำครวญละห้อยไห้ว่า เรากินยาพิษเสียดีกว่า เราโดดเหวเสียดีกว่า เอาเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า เหตุไฉน ชาวสีพีจึงให้ขับไล่ลูกเวสสันดรผู้ไม่มีความผิด.
เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรัก ผู้ไม่มีโทษไม่ผิด ผู้รู้ไตรเพทเป็นทานบดี ควรแก่การขอ ไม่ตระหนี่.
เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรัก ผู้ไม่มีโทษผิด อันพระราชาต่างด้าวทั้งหลายบูชา มีเกียรติยศ.
เหตุไฉน ชาวสีวีจึงให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิด ผู้เลี้ยงดูบิดามารดา ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในราชสกุล.
เหตุไฉน ชาวสีวีจึงให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิด ผู้เกื้อกูลแก่พระเจ้าแผ่นดิน แก่เทพเจ้า แก่พระประยูรญาติ แก่พระสหาย เกื้อกูลทั่วแว่นแคว้น.
เหตุไฉน จึงให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิดเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชปุตตี ได้แก่ พระนางผุสดีราชธิดาของพระเจ้ามัททราช. บทว่า ปปเตยยหํ ความว่า เราพึงโดด. บทว่า รชชุยา พชฌมิยาหํ ความว่า เราพึงเอาเชือกผูกคอตายเสีย. บทว่า กสมา ความว่า เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่อย่างนี้ เหตุไฉน ชาวสีวีจึงให้ขับไล่ลูกของเรา ผู้ไม่มีความผิดเสีย. บทว่า อชฌายิกํ ความว่า ผู้ถึงฝั่งแห่งไตรเพท คือถึงความสำเร็จในศิลปะต่างๆ.

พระนางผุสดีทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร ฉะนี้แล้ว ทรงปลอบพระโอรสและพระศรีสะใภ้ ให้อุ่นพระหฤทัย แล้วเสด็จไปเฝ้าพระเจ้าสญชัย กราบทูลว่า
ชาวสีวีให้ขับไล่พระราชโอรสผู้ไม่มีความผิด รัฐมณฑลของพระองค์ ก็จักเป็นเหมือนรังผึ้งร้าง เหมือนผลมะม่วงหล่นลงบนดิน ฉะนั้น พระองค์อันหมู่เสวกามาตย์ละทิ้งแล้ว จักต้องลำบากอยู่พระองค์เดียว เหมือนหงส์มีขนปีกหลุดร่วงแล้ว ก็ลำบากอยู่ในเปียกตมอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น.
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงขอกราบทูลพระองค์ว่า ประโยชน์อย่าได้ล่วงเลยพระองค์ไปเสียเลย ขอพระองค์อย่าทรงขับไล่พระราชโอรสผู้ไม่มีความผิดนั้น ตามคำของชาวสีพีเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปลิตานิ ได้แก่ เหมือนรวงผึ้งที่ตัวผึ้งหนีไปแล้ว. บทว่า ปติตา ฉมา ได้แก่ ผมมะม่วงสุกที่หล่นลงพื้นดิน. พระนางผุสดีทรงแสดงว่า ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อขับไล่ลูกของเราไปอย่างนี้แล้ว แว่นแคว้นของพระองค์ก็จักสาธารณ์แก่คนทั่วไป. บทว่า นิกขีณปตโต ได้แก่ มีขนปีกหลุดร่วงแล้ว. บทว่า อปวิฏโฐ อมจเจหิ ความว่า เหล่าอำมาตย์ประมาณหกหมื่น ผู้เป็นสหชาติกับลูกของเราละทิ้งแล้ว. บทว่า วิหญญสิ แปลว่า จักลำบาก. บทว่า สีวีนํ วจนา ความว่า ขอพระองค์อย่าทรงขับไล่ลูกของเราผู้ไม่มีความผิดนั้น ตามคำของชาวสีวีเลย.

พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อเราขับไล่ลูกที่รักผู้เป็นดุจธงชัยของชาวสีพี ก็ทำโดยเคารพต่อขัตติยราชประเพณีธรรมของโบราณ เพราะฉะนั้น ถึงลูกจะเป็นที่รักกว่าชีวิตของเรา เราก็ต้องขับไล่.

เนื้อความของคาถานั้นว่า แน่ะพระน้องผุสดีผู้เจริญ เมื่อฉันขับไล่ คือเนรเทศลูกเวสสันดร ซึ่งเป็นธงชัยของชาวสีพี ก็ทำโดยเคารพยำเกรงต่อขัตติยราชประเพณีธรรมของโบราณ ในสีพีรัฐ เพราะเหตุนั้น ถึงแม้ลูกเวสสันดรนั้นเป็นที่รักกว่าชีวิตของฉัน ถึงอย่างนั้น ฉันก็ต้องขับไล่.

พระนางผุสดีราชเทวีได้ทรงสดับดังนั้นก็ทรงครวญคร่ำรำพันว่า
แต่กาลก่อนๆ เหล่าทหารถือธง และเหล่าทหารม้าเป็นอาทิ ราวกะดอกกรรณิการ์อันบานแล้ว และราวกะราวป่าดอกกรรณิการ์ ไปตามเสด็จพ่อเวสสันดร ผู้เสด็จไปไหนๆ. วันนี้ พ่อจะเสด็จไปแต่องค์เดียว. เหล่าราชบุรุษผู้ห่มผ้ากัมพลเหลืองมาแต่คันธารรัฐ มีแสงสีดุจแมลงค่อมทองตามเสด็จไปไหนๆ. วันนี้ พ่อจะเสด็จไปแต่องค์เดียว. แต่ก่อนพ่อเคยเสด็จด้วยช้างที่นั่ง พระวอหรือรถที่นั่ง. วันนี้ พ่อจะต้องเสด็จไปด้วยพระบาทอย่างไรได้.
พ่อมีพระกายลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์ อันเจ้าพนักงานปลุกให้ตื่นบรรทมด้วยฟ้อนรำขับร้อง จะต้องทรงหนังเสืออันหยาบขรุขระ และถือเสียมหาบคาน อันคอนเครื่องบริขารแห่งดาบสทุกอย่าง ไปเองอย่างไรได้ ไม่มีใครนำผ้ากาสาวะและหนังเสือไป. เมื่อพ่อเสด็จเข้าสู่ป่าใหญ่ ใครจะช่วยแต่งองค์ด้วยผ้าเปลือกไม้ ก็ไม่มี. เพราะเหตุไร ขัตติยบรรพชิตทั้งหลาย จะทรงผ้าเปลือกไม้ได้ อย่างไรหนอ.
แม่มัทรีจักนุ่งห่มผ้าคากรองกะไรได้ แม่มัทรีเคยทรงภูษามาแต่แคว้นกาสี และโขมพัสตร์และโกทุมพรพัสตร์. บัดนี้ จะทรงผ้าคากรองจักทำอย่างไร. แม่มัทรีเคยเสด็จไปไหนๆ ด้วยสิวิกากาญจน์ คานหามและรถที่นั่ง. วันนี้ แม่ผู้มีวรกายหาที่ติมิได้ จะต้องดำเนินไปตามวิถีด้วยพระบาท แม่มัทรีผู้มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อน มักมีพระหฤทัยหวั่นขวัญอ่อน สถิตอยู่ในความสุข. เสด็จไปข้างไหนก็ต้องสวมฉลองพระบาททอง. วันนี้ แม่ผู้มีอวัยวะงาม จะต้องดำเนินสู่วิถีด้วยพระบาทเปล่า แม่จะเสด็จไปไหนเคยมี สตรีนับด้วยพันนางนำเป็นแถวไปข้างหน้า. วันนี้ แม่ผู้โฉมงามจะต้องเสด็จไปสู่ราวไพรแต่องค์เดียว. แม่มัทรีได้ยินเสียงสุนัขป่า ก็จะสะดุ้งตกพระหฤทัยก่อนทันที หรือได้ยินเสียงนกเค้าอินทสโคตรผู้ร้องอยู่ ก็จะสะดุ้งกลัวองค์สั่น ดุจแม่มดสั่นอยู่ ฉะนั้น.
วันนี้ แม่ผู้มีรูปงามเป็นผู้ขลาดไปสู่แนวป่า ตัวแม่เองจักหมกไหม้ ด้วยความทุกข์นาน เพราะอาศัยวังนี้เปล่าจากลูกรัก ตัวแม่แลไม่เห็นลูกรัก จักผอมผิวเหลือง จักแล่นไปในที่นั้นๆ เหมือนนางนกมีลูกถูกเบียดเบียนเห็นแต่รังเปล่า ฉะนั้น. ตัวแม่จักหมกไหม้ด้วยความทุกข์นาน เพราะอาศัยวังนี้ว่างจากพระลูกรัก ตัวแม่แลไม่เห็นลูกรัก ก็จักผอมผิวเหลือง จักแล่นไปในที่นั้นๆ เปรียบดังนางนกเขามีลูกถูกเบียดเบียนแล้วเห็นแต่รังเปล่า หรือเปรียบเหมือนนางนกจากพรากตกในเปือกตมไม่มีน้ำ ฉะนั้น.
เมื่อหม่อมฉันพิลาปอยู่อย่างนี้ ถ้าพระองค์ยังจะขับไล่ พระราชโอรสผู้ไม่มีความผิดนั้นเสียจากแว่นแคว้น หม่อมฉันเห็นจะต้องสละชีวิตเสียเป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณิการาว ความว่า เป็นราวกะดอกกรรณิการ์ที่บานดีแล้ว เพราะประดับด้วยเครื่องอลังการ อันเป็นสุวรรณวัตถาภรณ์. บทว่า ยายนตมนุยายนติ ความว่า ตามเสด็จพระเวสสันดร ผู้เสด็จเพื่อต้องการประพาสสวนอุทยาน เป็นต้น. บทว่า สวาชเชโกว ความว่า วันนี้พระเวสสันดรจักเสด็จไปพระองค์เดียวเท่านั้น. บทว่า อนีกานิ ได้แก่ มีกองช้างเป็นต้น. บทว่า คนธารา ปณฑุกมพลา ความว่า ผ้ากัมพลแดงที่เสนานุ่งห่มมีค่าแสนหนึ่ง เกิดที่คันธารรัฐ. บทว่า หาริติ ความว่า แบกไป. บทว่า ปสิสนตํ ได้แก่ เมื่อพระเวสสันดรเสด็จเข้าไปอยู่. บทว่า กสมา จีรํ น พชฌเร ความว่า ใครๆที่แต่งตัวได้ จะช่วยแต่งองค์ด้วยผ้าเปลือกไม้ ก็ไม่มี เพราะอะไร. บทว่า ราชปพพชิตา ได้แก่ พวกกษัตริย์บวช. บทว่า โขมโกทุมพรานิ ได้แก่ ผ้าสาฎกที่เกิดในโขมรัฐและในโกทุมพรรัฐ.
บทว่า สา กถชช ตัดบทเป็น สา กถํ อชช. บทว่า อนุจจงคี ได้แก่ ผู้มีพระวรกายไม่มีที่ตำหนิคือหาที่ติมิได้. บทว่า ปีฬมานาว ความว่า หวั่นไหวเสด็จไปเหมือนเหน็ดเหนื่อย. บทว่า อสสุ ในบทเป็นต้นว่า ยสสุ อิตถีสหสส เป็นนิบาต ความว่า ใด. ปาฐะว่า ยาสา ก็มี. บทว่า สิวาย ได้แก่ สุนัขจิ้งจอก. บทว่า ปุเร ความว่า อยู่ในพระนครในกาลก่อน. บทว่า อินทสโคตสส ได้แก่ โกสิยโคตร. บทว่า วาริณีว ได้แก่ เหมือนยักษทาสีที่เทวดาสิง. บทว่า ทุกเขน ได้แก่ ทุกข์ คือความโศกเพราะความพลัดพรากจากบุตร. บทว่า อาคมมิมํ ปุรํ ความว่า เมื่อลูกไปแล้ว แม่มาวังนี้ คือวังของลูก. บทว่า ปิเย ปุตเต ท่านกล่าวหมายพระเวสสันดรและพระนางมัทรี. บทว่า หตจฉาปา ได้แก่ มีลูก คือลูกน้อยถูกเบียดเบียนแล้ว. บทว่า ปพพาเชสิ จ นํ รฏฐา ความว่าถ้าพระองค์ยังจะขับไล่ลูกเวสสันดรนั้นจากแว่นแคว้น.

เหล่าสีพีกัญญาของพระเจ้ากรุงสญชัยทั้งปวง ได้ยินเสียงคร่ำครวญของพระนางผุสดีเทวี ก็ประชุมกันร้องไห้ ส่วนราชบริจาริกานารีทั้งหลายในพระราชนิเวศน์ของพระเวสสันดร ได้ยินเสียงเหล่าราชบริจาริกาของพระเจ้ากรุงสญชัยร้องไห้ ต่างก็ร้องไห้ไปตามกัน คนหนึ่งในราชสกุลทั้งสองที่สามารถระทรงตนไว้ได้ ไม่มีเลย ต่างทอดกายาร่ำพิไรรำพัน ดุจหมู่ไม้รังต้องลมย่ำยีก็ล้มลงตามกัน ฉะนั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เหล่าสีพีกัญญาทั้งปวงในพระราชวัง ได้ฟังสุรเสียงของพระนางผุสดีทรงกันแสง ก็ประชุมกันประคองแขนทั้งสองร้องไห้ เหล่าราชบุตรราชบุตรี ชายา พระสนม พระกุมาร พ่อค้า พราหมณ์ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ฝ่ายข้างวังพระเวสสันดร ก็พากันลงนอนยกแขนทั้งสองร้องไห้ ประหนึ่งหมู่ไม้รังต้องลมประหารย่ำยี ก็ล้มลงตามกัน ฉะนั้น.
แต่นั้นเมื่อราตรีสว่าง ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระเวสสันดรก็เสด็จมาสู่โรงทาน ทรงบำเพ็ญทาน โดยพระโองการว่า เจ้าทั้งหลายจงให้ผ้าห่มแก่เหล่าผู้ต้องการผ้านุ่งห่ม น้ำเมาแก่พวกนักเลงสุรา โภชนาหารแก่เหล่าผู้ต้องการโภชนาหาร โดยชอบทีเดียว. อย่าเบียดเบียนเหล่าวณิพก ผู้มาในที่นี้แม้แต่คนหนึ่ง จงให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ พวกนี้เราบูชาแล้ว จงให้ยินดีกลับไป.
ในเมื่อพระเวสสันดรมหาราชผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญเสด็จออกแล้ว วณิพกเหล่านั้นเป็นดังคนเมา คนเหน็ดเหนื่อย ลงนั่งปรับทุกข์กันว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวสีพีเหมือนตัดเสีย ซึ่งต้นไม้ที่ให้ผลต่างๆ ที่ทรงผลต่างๆ ที่ให้ความใคร่ทั้งปวง ที่นำมาซึ่งรส คือความใคร่ทั้งปวง เพราะพวกเขาขับไล่พระเวสสันดร ผู้หาความผิดมิได้จากรัฐมณฑล. ในเมื่อพระเวสสันดรมหาราชผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญเสด็จออกแล้ว เหล่าคนแก่ คนหนุ่ม และคนกลางคนทั้งหมด ภูต แม่มด ขันที สตรีของพระราชา สตรีในพระนคร พราหมณ์ สมณะ และเหล่าวณิพกอื่นๆ ประคองแขนทั้งสองร้องไห้ว่า
ดูเถอะ พระราชาเป็นอธรรม. พระเวสสันดรเป็นผู้อันมหาชนในเมืองของตนบูชาแล้ว ต้องเสด็จออกจากเมืองของพระองค์ โดยต้องการตามคำของชาวสีวี.
พระเวสสันดรมหาสัตว์นั้นพระราชทานช้าง ๗๐๐ เชือก ล้วนประดับด้วยคชาลังการ มีเครื่องรัดกลางตัวแล้วไปด้วยทอง คลุมด้วยเครื่องประดับทอง มีนายหัตถาจารย์ขี่ประจำ ถือโตมรและขอ.
ม้า ๗๐๐ ตัว สรรพไปด้วยอัศวาภรณ์เป็นชาติม้าอาชาไนยสินธพ เป็นพาหนะว่องไว มีนายอัศวาจารย์ขี่ประจำ ห่มเกราะถือธนู.
รถ ๗๐๐ คัน อันมั่นคงมีธงปักแล้ว หุ้มหนังเสือเหลืองเสือโคร่งประดับสรรพาลังการ มีคนขับประจำถือธนูห่มเกราะ.
สตรี ๗๐๐ คน คนหนึ่งๆ อยู่ในรถ สวมสร้อยทองคำประดับกายแล้วไปด้วยทองคำ มีอลังการสีเหลือง นุ่งห่มผ้าสีเหลือง ประดับอาภรณ์สีเหลือง มีดวงตาใหญ่ ยิ้มแย้มก่อนจึงพูด มีตะโพกงามบั้นเอวบาง.
โคนม ๗๐๐ ตัว ล้วนแต่งเครื่องเงินทาสี ๗๐๐ คน ทาส ๗๐๐ คน (พระองค์ทรงบำเพ็ญทานเห็นปานนี้) ต้องเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์.
พระราชาเวสสันดรพระราชทานช้างม้ารถ และสตรีอันตกแต่งแล้ว ต้องนิราศจากแคว้นของพระองค์.
ในเมื่อมหาทาน อันพระเวสสันดรพระราชทานแล้ว พสุธาดลก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหว และพระราชาเวสสันดรทรงกระทำอัญชลี นิราศจากแคว้นของพระองค์ นั่นเป็นมหัศจรรย์อันน่าสยดสยอง ให้ขนพองสยองเกล้า ได้เกิดมีแล้วในกาลนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิวิกญฺญา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สตรีทั้งหลายของพระเจ้าสญชัยราชาแห่งชาวสีวีแม้ทั้งปวง ได้ฟังเสียงคร่ำครวญของพระนางผุสดีแล้ว ประชุมกันคร่ำครวญร้องไห้. บทว่า เวสสนตรนิเวสเน ความว่า เหล่าชนฝ่ายข้างวังแม้ของพระเวสสันดร ได้ฟังเสียงคร่ำครวญของสตรีทั้งหลายในวังของพระเจ้าสญชัยนั้น ก็คร่ำครวญไปตามกัน. ในราชสกุลทั้งสอง ไม่มีใครๆที่สามารถจะดำรงอยู่ได้ตามภาวะของตน ต่างล้มลงเกลือกกลิ้งไปมา คร่ำครวญ ดุจหมู่ไม้รังโค่นลงด้วยกำลังลม ฉะนั้น.
บทว่า ตโต รตยา วิวสเน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อราตรีนั้นล่วงไป ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พวกขวนขวายในทานได้กราบทูลแด่พระเวสสันดรว่า ทานได้จัดเสร็จแล้ว. ลำดับนั้น พระราชาเวสสันดรทรงสรงสนานแต่เช้าทีเดียว ประดับด้วยสรรพาลังการ เสวยโภชนาหารรสอร่อย แวดล้อมไปด้วยมหาชน เสด็จเข้าสู่โรงทาน เพื่อพระราชทานสัตตสดกมหาทาน. บทว่า เทถ ความว่า พระเวสสันดรเสด็จไปในที่นั้นแล้ว เมื่อตรัสสั่งเหล่าอำมาตย์หกหมื่น ได้ตรัสอย่างนี้. บทว่า วารุณึ ความว่า พระเวสสันดรทรงทราบว่า การให้น้ำเมาเป็นทานไร้ผล แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ทรงดำริว่า พวกนักเลงสุรามาถึงโรงทานแล้ว อย่าได้กล่าวว่า ไม่ได้ดื่มสุราในโรงทานของพระเวสสันดร ดังนี้จึงให้พระราชทาน. บทว่า วนิพพเก ความว่า บรรดาเหล่าชนวณิพกผู้ขอ พวกท่านอย่าได้เบียดเบียนใครๆ แม้คนหนึ่ง. บทว่า ปฏิปูชิตา ความว่า พระเวสสันดรตรัสว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้ที่เราบูชาแล้ว จงกระทำอย่างที่เขาไปสรรเสริญเรา. พระเวสสันดรได้พระราชทานสัตตสดกมหาทาน คือ ช้าง ๗๐๐ เชือกมีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยข่ายทอง. ม้า ๗๐๐ ตัว ก็เหมือนอย่างนั้นแล รถ ๗๐๐ คันหุ้มด้วยหนังราชสีห์เป็นต้น วิจิตรด้วยรัตนะต่างๆ มีธงทอง. สตรีมีขัตติยกัญญาเป็นต้น ๗๐๐ คนประดับด้วยสรรพาลังการทรงรูปอันอุดม. แม่โคนม ๗๐๐ ตัวซึ่งเป็นหัวหน้าโคผู้ประเสริฐ รีดน้ำนมได้วันละหม้อ. ทาสี ๗๐๐ คนผู้ได้รับการฝึกหัดศึกษาดีแล้ว. ทาส ๗๐๐ คนก็เหมือนอย่างนั้น พร้อมเครื่องดื่มและโภชนาหารหาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้.

เมื่อพระมหาสัตว์ทรงบริจาคทานอยู่อย่างนี้ ชาวนครเชตุดร มีกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เป็นต้น ต่างร่ำพิไรรำพันว่า ข้าแต่พระเวสสันดรผู้เป็นเจ้า ชาวสีพีรัฐขับพระองค์ผู้ทรงบริจาคทานเสียจากรัฐมณฑล พระองค์ก็ยังทรงบริจาคทานอีก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ครั้งนั้น เสียงกึกก้องโกลาหลน่าหวาดเสียว เป็นไปในพระนครนั้นว่า ชาวพระนครสีพีจะขับไล่พระเวสสันดรเพราะทรงบริจาคทาน ขอให้พระองค์ทรงได้บริจาคทานอีกเถิด.

ฝ่ายเหล่าผู้รับทานได้รับทานแล้ว ก็พากันรำพึงว่า ได้ยินว่า บัดนี้ พระราชาเวสสันดรจักเสด็จเข้าสู่ป่า ทำพวกเราให้หมดที่พึ่ง จำเดิมแต่นี้ พวกเราจักไปหาใคร รำพึงฉะนี้ก็นอนกลิ้งเกลือกไปมา ประหนึ่งว่ามีเท้าขาดคร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จออก วณิพกเหล่านั้นก็ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา ดุจคนเมาหรือคนเหน็ดเหนื่อย ฉะนั้น. ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น สุ อักษรในบทว่า เต สุ มตตา นี้เป็นเพียงนิบาต ความว่า วณิพกเหล่านั้น. บทว่า มตา กิลนตาว ความว่า เป็นผู้ราวกะคนเมาและราวกะคนเหน็ดเหนื่อย. บทว่า สมปตนติ ความว่า ล้มลงบนพื้นดินกลิ้งเกลือกไปมา. บทว่า อจเฉจฉํ วต แปลว่า ตัดแล้วหนอ. บทว่า ยถา แปลว่า ด้วยเหตุใด. บทว่า อติยกขา ได้แก่ หมอผีบ้าง แม่มดบ้าง. บทว่า เวสสวรา ได้แก่ พวกขันทีผู้ดูแลฝ่ายใน. บทว่า วจนตเถน ได้แก่ เพราะเหตุแห่งถ้อยคำ. บทว่า สมหา รฏฺฐา นิรชชติ ความว่า ออกไปจากแคว้นของพระองค์. บทว่า คามณีเยภิ ได้แก่ อาจารย์ฝึกช้าง. บทว่า ชาติเย ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยชาติ. บทว่า คามณีเยภิ ได้แก่ อาจารย์ฝึกม้า. บทว่า อินทิยาจาปธาริภิ ได้แก่ ผู้ทรงไว้ซึ่งเกราะและธนู. บทว่า ทีเป อโถปิ เวยยคเฆ ได้แก่ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและหนังเสือโคร่ง. บทว่า เอกเมกา รเถ ฐิตา ความว่า ได้ยินว่า พระเวสสันดรได้พระราชทานนางแก้วคนหนึ่งๆ ยืนอยู่บนรถ มีทาสี ๘ คน แวดล้อม. บทว่า นิกขรชชูหิ ได้แก่ สร้อยที่สำเร็จด้วยเส้นทองคำ. บทว่า อาฬารปปมุขา ได้แก่ มีดวงตาใหญ่. บทว่า หสุลา ได้แก่ ยิ้มแย้มก่อนจึงพูด. บทว่า สุสญฺฐา ได้แก่ มีตะโพกผึ่งผาย. บทว่า ตนุมชฌิมา ได้แก่ มีเอวบาง. บทว่า กํส ในบทว่า กํสุปาธาริโน นี้เป็นชื่อของเงิน ความว่า ได้พระราชทานพร้อมด้วยภาชนะใส่น้ำนมที่สำเร็จด้วยเงิน. บทว่า ปทินนมหิ ได้แก่ ให้อยู่. บทว่า สมกมปถ ความว่า หวั่นไหวด้วยอานุภาพแห่งทาน. บทว่า ยํ ปฐชลีกโต ความว่า พระราชาเวสสันดรพระราชทานมหาทาน แล้วประคองอัญชลีนมัสการทานของพระองค์ ได้ทรงกระทำอัญชลีอธิษฐานว่า ขอทานนี้จงเป็นปัจจัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณของเรา ทีเดียว. แม้ข้อนั้นก็ได้เป็นมหัศจรรย์น่าสยดสยอง นั่นแล. อธิบายว่า แผ่นดินได้หวั่นไหวในขณะนั้น. บทว่า นิรชชติ ความว่า แม้พระเวสสันดรได้พระราชทานถึงอย่างนี้แล้ว ก็ยังต้องเสด็จนิราศไป ไม่มีใครๆ จะห้ามพระองค์ได้.

ก็ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายแจ้งแก่พระราชาในพื้นชมพูทวีปว่า พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญมหาทาน มีพระราชทานนางขัตติยกัญญาเป็นต้น เพราะเหตุนั้น กษัตริย์ทั้งหลายจึงเสด็จมาด้วยเทวานุภาพ รับนางขัตติยกัญญาเหล่านั้น แล้วหลีกไป.
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เป็นต้น รับพระราชทานบริจาคของพระเวสสันดร แล้วหลีกไป ด้วยประการฉะนี้. พระเวสสันดรทรงบริจาคทานอยู่จนถึงเวลาเย็น พระองค์จึงเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ทรงดำริว่า เราจักถวายบังคมลาพระชนกพระชนนีไปในวันพรุ่งนี้ จึงเสด็จไปสู่ที่ประทับของพระชนกพระชนนีด้วยรถที่นั่งอันตกแต่งแล้ว. ฝ่ายพระนางมัทรีก็ทรงคิดว่า แม้เราก็จักโดยเสด็จพระสวามี จักยังพระสัสสุและพระสสุระให้ทรงอนุญาตเสียด้วย จึงเสด็จไปพร้อมพระเวสสันดร. พระมหาสัตว์ถวายบังคมพระราชบิดา แล้วกราบทูลความที่พระองค์จะเสด็จไป.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรกราบทูลพระเจ้าสญชัย ผู้วรธรรมิกราชว่า พระองค์โปรดให้หม่อมฉันออกจากเชตุดรราชธานี หม่อมฉันขอทูลลาไปเขาวงกต ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีแล้วในอดีต หรือจักมีในอนาคต และเกิดในปัจจุบัน เป็นผู้ไม่อิ่มด้วยกามทั้งหลาย ย่อมไปสู่ยมโลก หม่อมฉันได้บริจาคทานในวังของตน ยังชื่อว่าเบียดเบียนตนและคนอื่น จึงนิราศจากแคว้นของตนโดยความประสงค์ตามคำของชาวสีพี หม่อมฉันจักเสวยความทุกข์นั้นในป่าที่เกลื่อนด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัยแล้ว หม่อมฉันบำเพ็ญบุญทั้งหลาย เชิญพระองค์จมอยู่ในเปือกตม คือกามเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมมิกํ วรํ ได้แก่ ผู้สูงสุดในระหว่างพระราชาผู้ทรงธรรมทั้งหลาย. บทว่า อวรุทธสิ ความว่า นำออกจากแว่นแคว้น. บทว่า ภูตา ได้แก่ อดีตกาล. บทว่า ภวิสสเร ความว่า ชนเหล่าใดจักมีในอนาคต และเกิดในปัจจุบัน. บทว่า โสหํ สเก อภิสสึ ความว่า หม่อมฉันนั้นชื่อว่าเบียดเบียนชาวเมืองของตน ทำอะไร. บทว่า ยชมาโน ได้แก่ บริจาคทาน. บทว่า สเก ปุเร ได้แก่ ในปราสาทของตน แต่ในบาลีเขียนไว้ว่า เมื่อหม่อมฉันนั้นบริจาคทาน. บทว่า นิรชชหํ ได้แก่ เมื่อหม่อมฉันออก. บทว่า อฆนตํ ความว่า หม่อมฉันจักเสวยทุกข์ที่ผู้อยู่ในป่าพึงเสวยนั้น. บทว่า ปงกมหิ ความว่า พระเวสสันดรทูลว่า แต่พระองค์จะจมอยู่ในเปือกตม คือกาม.

พระมหาสัตว์ทูลกับพระชนกด้วย ๔ คาถานี้ อย่างนี้แล้ว เสด็จไปเฝ้าพระชนนี ถวายบังคมแล้ว เมื่อจะทรงขออนุญาตบรรพชา จึงตรัสว่า
ข้าแต่เสด็จแม่ ขอพระองค์ทรงอนุญาตแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันขอบวช หม่อมฉันบริจาคทานในวังของตน ยังชื่อว่าเบียดเบียนตนและคนอื่น หม่อมฉันจะออกไปจากแคว้นของตน โดยประสงค์ตามคำของชาวสีพี หม่อมฉันจะเสวยทุกข์นั้นในป่า ที่เกลื่อนด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัยแล้ว หม่อมฉันบำเพ็ญบุญทั้งหลาย จะไปเขาวงกต.

พระนางผุสดีได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ลูกรัก แม่อนุญาตลูก บรรพชาจงสำเร็จแก่ลูก ก็แต่แม่มัทรีกัลยาณีผู้มีตะโพกงามเอวบาง จงอยู่กับบุตรธิดา แม่จะทำอะไรในป่าได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมิชฌตุ ความว่า จงมีความสำเร็จด้วยฌาน. บทว่า อจฉตํ ความว่า พระนางผุสดีตรัสว่า จงอยู่ คือจงมีในที่นี้แหละ.

พระเวสสันดรตรัสว่า
หม่อมฉันไม่อาจจะพาแม้ทาสีไปสู่ป่าโดยที่เขาไม่ปรารถนา ถ้าเขาปรารถนาจะตามหม่อมฉันไป ก็จงไป ถ้าไม่ปรารถนาก็จงอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกามา ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เสด็จแม่ตรัสอะไรอย่างนั้น แม้ทาสีหม่อมฉันก็ไม่อาจจะพาไป โดยที่เขาไม่ปรารถนา.

ลำดับนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยได้ทรงสดับพระดำรัสแห่งพระราชโอรส ก็ทรงคล้อยตาม เพื่อทรงวิงวอนพระสุณิสา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ต่อแต่นั้น พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชทรงคล้อยตามเพื่อทรงวิงวอนพระสุณิสาว่า
แน่ะแม่ผู้มีสรีระอันประพรมด้วยแก่นจันทน์ แม่อย่าได้ทรงธุลีละออง และของเปรอะเปื้อนเลย แม่เคยทรงภูษาของชาวกาสี แล้วจะมาทรงผ้าคากรอง การอยู่ในป่าเป็นทุกข์ แน่ะแม่ผู้มีลักษณะงาม แม่อย่าไปเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิปชชถ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้ากรุงสญชยได้ทรงสดับถ้อยดำรัสของพระราชโอรสแล้ว ได้ทรงคล้อยตามเพื่อทรงวิงวอนพระสุณิสา. บทว่า มา จนทนสมาจเร ความว่า แน่ะแม่ผู้มีสรีระที่ประพรมด้วยจันทน์แดง. บทว่า มา หิ ตวํ ลกขเณคมิ ความว่า แน่ะแม่ผู้ประกอบด้วยลักษณะอันงาม แม่อย่าไปป่าเลย.

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วองค์ได้กราบทูลพระสสุระว่า หม่อมฉันไม่ปรารถนาความสุข ที่ต้องพรากจากพระเวสสันดรของหม่อมฉัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมพรวิ ความว่า ได้กราบทูล คือได้กราบเรียนพระสสุระนั้น.

พระเจ้าสญชัยมหาราชผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญ ได้ตรัสกะพระมัทรีว่า แน่ะแม่มัทรี แม่จงพิจารณา สัตว์เหล่าใดมีอยู่ในป่าที่บุคคลทนได้ยาก คือตั๊กแตน บุ้ง เหลือบ ยุง แมลง ผึ้ง มีมาก สัตว์แม้เหล่านั้นพึงเบียดเบียนแม่ในป่านั้น ความเบียดเบียนนั้นเป็นความทุกข์ยิ่งจะพึงมีแก่แม่ แม่จงดูสัตว์เหล่าอื่นอีกที่น่ากลัว อาศัยอยู่ที่แม่น้ำ คืองู ชื่อว่างูเหลือมไม่มีพิษแต่มันมีกำลังมาก มันรัดคนหรือมฤค ที่มาใกล้มันด้วยขนดให้อยู่ในอำนาจของมัน ยังสัตว์เหล่าอื่น ดำดังผมที่เกล้า ชื่อว่าหมี เป็นมฤคนำความทุกข์มา คนที่มันเห็นแล้วขึ้ต้นไม้ก็ไม่พ้นมัน ฝูงกระบือมักขวิดชนเอาด้วยเขามีปลายแหลม เที่ยวอยู่ราวป่าริมฝั่งแม่น้ำชื่อโสตุม.
พระแม่มัทรีเป็นเหมือนแม่โคนมอยากได้ลูก เห็นโคไปตามฝูงมฤคในไพรสณฑ์ จักทำอย่างไร เมื่อแม่มัทรีไม่รู้จักเขตไพรสณฑ์ ภัยใหญ่จักมีแก่แม่ เพราะเห็นฝูงลิง น่ากลัวพิลึก มันลงมาในทางที่เดินยาก แม่มัทรีครั้งยังอยู่ในวัง แม่ไปถึงเขาวงกตจักทำอย่างไร ฝูงสกุณชาติจับอยู่ในเวลากลางวัน ป่าใหญ่ก็จักเหมือนบันลือขึ้น แม่จะอยากไปในราวไพรนั้น ทำไม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมพรวิ ความว่า ได้ตรัสกะพระสุณิสานั้น. บทว่า อปเร ปสส สนตาเส ความว่า จงดู คือจงเห็นเหตุที่ให้เกิดภัยที่น่าหวาดสะดุ้ง. บทว่า นทีนูปนิเสวิตา ความว่า อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโดยสถานที่ใกล้. บทว่า อวิสา ได้แก่ ปราศจากพิษ. บทว่า อปิจาสนนํ ความว่า ใกล้ คือมาสัมผัสสรีระของตน. บทว่า อฆมมิคา ได้แก่ มฤคที่ทำความลำบาก อธิบายว่า มฤคที่นำความทุกข์มาให้. บทว่า นทึ โสตุมพรํ ปติ ได้แก่ ที่ริมฝั่งแม่น้ำชื่อโสตุมพระ. บทว่า ยูถานํ ได้แก่ ซึ่งฝูง ปาฐะ อย่างนี้แหละ. บทว่า เธนุว วจฉคิทธาว ความว่า เธอเป็นเหมือนแม่โคนมอยากได้ลูก เมื่อไม่เห็นลูกๆของเธอ จักทำอย่างไร. ก็ ว อักษรในบทว่า วจฉคิทธาว นี้เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น. บทว่า สมปติเต ได้แก่ ลงมา. บทว่า โฆเร ได้แก่ มีรูปแปลกน่าสะพึงกลัว. บทว่า ปลวงคเม ได้แก่ ฝูงลิง. บทว่า อเขตตญฺญาย ได้แก่ ไม่ฉลาดในภูมิประเทศในป่า. บทว่า ภวิตนเต ความว่า จักมีแก่เธอ. บทว่า ยา ตฺวํ สิวาย สุตฺวาน ความว่า ได้ยินเสียงของสุนัขจิ้งจอก. บทว่า มหุ? ความว่า แม้เมื่ออยู่ในเมืองก็ตกใจบ่อยๆ. บทว่า สุณเตว ได้แก่ เหมือนบันลือ คือส่งเสียง.

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วองค์ ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยว่า หม่อมฉันทราบภยันตรายเหล่านั้นว่า เป็นภัยเฉพาะหม่อมฉันในไพรสณฑ์ แต่หม่อมฉันจะสู้ทนต่อภัยทั้งปวงนั้นไป คือจักบรรเทา แหวกต้นเป้ง หญ้าคา หญ้าคมบาง แฝก หญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้องไปด้วยอุระ จักนำเสด็จพระภัสดาไปมิให้ยาก.
กุมารีได้สามีด้วยการประพฤติวัตรเป็นอันมาก เช่นด้วยตรากตรำท้องมิให้ใหญ่ด้วยวิธีกินอาหารแต่น้อย รู้ว่าสตรีมีบั้นเอวกว้างสีข้างผายได้สามี จึงเอาไม้สัณฐานเหมือนคางโคค่อยๆ บุบทุบบั้นเอว เอาผ้ารีดสีข้างทั้งสองให้ผึ่งผายออก หรือด้วยทนผิงไฟแม้ในฤดูร้อน ขัดสีกายด้วยน้ำในฤดูหนาว ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อนในโลก หม่อมฉันจักต้องไปอย่างแน่นอน.
อนึ่ง บุรุษไม่สมควรอยู่ร่วมกับสตรีหม้ายที่เขาทิ้งแล้ว บุรุษไรเล่าจะจับมือถือแขนสตรีหม้าย ที่เขาไม่ต้องการคร่ามา เหล่าบุรุษจิกหย่อมผมของสตรีหม้ายมา แล้วเอาเท้าเขี่ยให้ล้มลง ณ พื้น ให้ทุกข์เป็นอันมากไม่ใช่น้อย แล้วไม่หลีกไป เหล่าบุรุษต้องการสตรีหม้ายผู้มีผิวขาว ถือตัวว่ารูปงามเลิศ ให้ทรัพย์เล็กน้อยฉุดคร่าสตรีหม้ายผู้ไม่ปรารถนาไป ดุจฝูงกาตอมจิกคร่านกเค้าไป ฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง สตรีหม้ายเมื่ออยู่ในสกุลญาติอันมั่งคั่ง รุ่งเรืองด้วยภาชนะทองคำ ไม่พึงได้ซึ่งคำกล่าวล่วงเกินแต่หมู่พี่น้องและเหล่าสหายว่า หญิงผู้หาผัวมิได้นี้ ต้องตกหนักแก่พวกเราตลอดชีวิต ฉะนี้ไม่มีเลย.
แม่น้ำไม่มีน้ำก็เปล่าดาย แว่นแคว้นไม่มีพระราชาปกครองก็สูญเปล่า สตรีแม้มีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ถ้าเป็นหม้ายก็สูญหาย. ธงเป็นเครื่องปรากฏแห่งราชรถ. ควันเป็นเครื่องปรากฏแห่งไฟ. พระราชาเป็นเครื่องปรากฏแห่งแว่นแคว้น. ภัสดาเป็นเครื่องปรากฏแห่งสตรี. ความเป็นหม้ายเป็นอาการเตรียมตรมในโลก หม่อมฉันจักต้องไปอย่างแน่นอน.
สตรีใดเข็ญใจก็ร่วมทุกข์กับสามีผู้เข็ญใจ ในคราวถึงทุกข์. สตรีใดมั่งมี มีเกียรติ ก็ร่วมสุขด้วยสามีผู้มั่งมีในคราวถึงสุข เทวดาและมนุษย์ย่อมสรรเสริญสตรีนั้น เพราะสตรีนั้นทำกรรมที่ทำได้โดยยาก หม่อมฉันจะนุ่งห่มผ้ากาสายะตามเสด็จพระภัสดาทุกเมื่อ ความเป็นหม้ายแห่งสตรีผู้มีแผ่นดินไม่แยก ก็ไม่เป็นที่ยินดี อีกประการหนึ่ง หม่อมฉันไม่ปรารถนาแผ่นดินที่ทรงไว้ ซึ่งทรัพย์เป็นอันมากมีสาครเป็นที่สุด เต็มไปด้วยรัตนะต่างๆ แต่พรากจากพระเวสสันดรผู้ภัสดา.
สตรีใดในเมื่อสามีทุกข์ร้อน ย่อมอยากได้ความสุขเพื่อตน สตรีนั้นเด็ดจริงหนอ หัวใจของหญิงเหล่านั้นเป็นอย่างไรหนอ เมื่อพระเวสสันดรมหาราชเจ้าผู้ยังสีพีรัฐให้เจริญ เสด็จออกพระนคร หม่อมฉันจักโดยเสด็จพระองค์ เพราะพระองค์ทรงประทานสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวงแก่เกล้ากระหม่อมฉัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมพรวิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระนางมัทรีได้สดับพระดำรัสของพระเจ้ากรุงสญชัยแล้วได้ทูลตอบพระเจ้ากรุงสญชัยนั้น. บทว่า อภิสมโภสสํ ได้แก่ จักสู้ทน คือจักอดกลั้น. บทว่า โปตกิลํ ได้แก่ หญ้าคมบาง. บทว่า ปนูทเหสสามิ ความว่า หม่อมฉันจักแหวกไปทางข้างหน้าพระเวสสันดร. บทว่า อุทรสสุปโรเธน ได้แก่ การงด คือกินอาหารแต่น้อย. บทว่า โคหนุเวฏฺฐเนน ความว่า เหล่ากุมาริการู้ว่า สตรีที่มีบั้นเอวกว้างและสีข้างผายย่อมได้สามี จึงเอาไม้มีสัณฐานเหมือนคางโคค่อยๆ ทุบบั้นเอว เอาผ้ารัดสีข้างทั้งสองให้ผึ่งผายออก ย่อมได้สามี.
บทว่า กฏกํ ได้แก่ ไม่น่ายินดี. บทว่า คจฉญฺญว ได้แก่ จักไปแน่นอน. บทว่า อปปตโต ความว่า ไม่สมควรจะบริโภคของที่เป็นเดนของหญิงหม้ายนั้นทีเดียว. บทว่า โย นํ ความว่า บุรุษใดมีชาติต่ำจับมือทั้งสองฉุดคร่าหญิงหม้ายนั้นผู้ไม่ปรารถนาเลย. บทว่า เกสคคหณมุกเขปา ภูมยา จ ปริมุมภนา ความว่า เหล่าบุรุษจิกหย่อมผมหญิงไม่มีสามี เขี่ยให้ล้มลง ณ พื้น ดูหมิ่นล่วงเกินหญิงเหล่านั้น. บทว่า ทตวา จ ความว่า บุรุษอื่นยังให้ความทุกข์เป็นอันมาก คือมิใช่น้อยเห็นปานนี้แก่หญิงไม่มีสามี. บทว่า โน ปกกมติ ความว่า เป็นผู้ปราศจากความรังเกียจยืนแลดูหญิงนั้น. บทว่า สกกจฉวี ได้แก่ มีผิวพรรณที่ถูด้วยจุรณสำหรับอาบ. บทว่า เวธเวรา แปลว่า ผู้มีความต้องการหญิงหม้าย. บทว่า ทตวา ได้แก่ ให้ทรัพย์มีประมาณน้อยอะไรๆ ก็ตาม. บทว่า สุภคคมานิโน ได้แก่ เข้าใจตัวว่าพวกเรางามเลิศ. บทว่า อกามํ ได้แก่ หญิงหม้าย คือหญิงไม่มีสามีผู้ไม่ปรารถนานั้น. บทว่า อุลูกญเญว วายสา ความว่า เหมือนฝูงกาจิกคร่านกเค้า. บทว่า กํสปปชโชตเน ได้แก่ รุ่งเรืองด้วยภาชนะทอง. บทว่า วสํ ได้แก่ อยู่ในสกุลญาติแม้เห็นปานนั้น. บทว่า เนวาติวากฺยํ น ลเภ ความว่า ไม่พึงได้ คือย่อมไม่ได้เลยทีเดียวซึ่งคำอันเป็นคำล่วงเกิน คือเป็นคำติเตียนนี้จากพี่น้องก็ตาม จากสหายก็ตาม ผู้กล่าวคำเป็นต้นว่า หญิงคนนี้ไม่มีสามี ตกหนักแก่พวกเราไปตลอดชีวิตทีเดียว. บทว่า ปญฺญาณํ ได้แก่ กระทำภาวะให้ปรากฏ.
บทว่า ยา ทลิทที ทลิททสส ความว่า ข้าแต่พระองค์ หญิงที่มีเกียรติ คือหญิงที่ในเวลาสามีผู้ยากจนของตนมีความทุกข์ แม้ตนเองยากจนก็ร่วมทุกข์ด้วย. ในเวลาที่สามีนั้นมั่งคั่งมีความสุข ตนเองก็มั่งคั่งมีความสุขกับสามีนั้นเหมือนกัน. บทว่า ตํ เว เทวา ปสํสนติ ความว่า แม้เทวดาทั้งหลายก็สรรเสริญหญิงนั้น คือเห็นปานนั้น. บทว่า อภิชชนตยา ได้แก่ ไม่แตก อธิบายว่า ก็แม้ถ้าแผ่นดินทั้งสิ้นของหญิงไม่แตก หญิงนั้นก็จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งสิ้น. ความเป็นหญิงหม้าย เป็นอาการเตรียมตรมแม้ถึงอย่างนั้นทีเดียว. บทว่า สุขรา วต อิตถิโย ได้แก่ เป็นหญิงเด็ดแท้หนอ.

พระเจ้าสญชัยมหาราชได้ตรัสกะพระนางมัทรี ผู้งามทั่วองค์นั้นว่า แน่ะแม่มัทรีผู้มีลักษณะงาม บุตรทั้งสองของแม่เหล่านี้ คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา ยังเด็กอยู่ แม่จงละไว้ไปแต่ตัว เราทั้งหลายจะเลี้ยงดูหลานทั้งสองนั้นเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาลี กณหาชินา จุโภ ได้แก่ บุตร
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Fri Apr 03, 2009 3:39 pm    เรื่อง: พระเวสสันดร ตอบโดยอ้างข้อความ

พระเจ้าสญชัยมหาราชได้ตรัสกะพระนางมัทรี ผู้งามทั่วองค์นั้นว่า แน่ะแม่มัทรีผู้มีลักษณะงาม บุตรทั้งสองของแม่เหล่านี้ คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา ยังเด็กอยู่ แม่จงละไว้ไปแต่ตัว เราทั้งหลายจะเลี้ยงดูหลานทั้งสองนั้นเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาลี กณหาชินา จุโภ ได้แก่ บุตรทั้งสอง คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา. บทว่า นิกขิป ความว่า แม่จงละหลานทั้งสองนี้ไปแต่ตัวเถิด.

พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วองค์ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยว่า ข้าแต่พระองค์ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้งสองเป็นลูกรักของหม่อมฉัน ลูกทั้งสองนั้นจักยังหฤทัยของหม่อมฉันทั้งสองผู้มีชีวิตเศร้าโศกให้รื่นรมย์ในป่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยมหํ ความว่า พวกเหล่านั้นจักยังหฤทัยของเราทั้งหลายให้รื่นรมย์ในป่านั้น. บทว่า ชีวิโสกินํ ความว่า จักยังหฤทัยของพวกเราผู้ยังไม่หายเศร้าโศก ให้รื่นรมย์.

พระเจ้าสญชัยมหาราชผู้ยังสีพีรัฐให้เจริญได้ตรัสกะพระนางมัทรีนั้นว่า เด็กทั้งสองเคยเสวยข้าวสาลี ที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด เมื่อต้องเสวยผลไม้ จักทำอย่างไร.
เด็กทั้งสองเคยเสวยในถาดทองหนักร้อยปละ ซึ่งเป็นของประจำราชสกุล เมื่อต้องเสวยในใบไม้ จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยทรงภูษากาสีรัฐโขมรัฐและโกทุมพรรัฐ เมื่อต้องทรงผ้าคากรอง จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยเสด็จไปด้วยคานหาม วอและรถ เมื่อต้องเสด็จไปด้วยพระบาท จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยบรรทมในตำหนักยอดไม่มีลม ลงลิ่มชิดแล้ว เมื่อต้องบรรทมที่โคนไม้ จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยบรรทมบนพรมทำด้วยขนแกะ ที่ลาดไว้อย่างวิจิตรบนบัลลังก์ เมื่อต้องบรรทมบนเครื่องลาดหญ้า จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยไล้ทาด้วยของหอม ทั้งกฤษณาและแก่นจันทน์ เมื่อต้องทรงธุลีละอองและโสโครก จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยมีผู้อยู่งานพัดด้วยจามรีและแพนหางนกยูง ดำรงอยู่ในความสุข ต้องสัมผัสเหลือบและยุง จักทำอย่างไร.

บรรดาเหล่านั้น บทว่า สตปเล กํเส ได้แก่ ในถาดทองที่ทำด้วยทองหนักหนึ่งร้อยปละ. บทว่า โคนเก จิตรสนถเต ได้แก่ ที่ปูลาดด้วยผ้าโกเชาว์ดำและเครื่องลาดอันวิจิตรบนตั่งใหญ่. บทว่า จามรโมรหตเถหิ ความว่า มีคนอยู่งานพัดด้วยจามรทั้งหลายและด้วยแพนหางนกยูง.

เมื่อกษัตริย์เหล่านั้นเจรจากันอยู่อย่างนี้แล ราตรีก็สว่าง ดวงอาทิตย์ขึ้น เจ้าพนักงานทั้งหลายนำรถที่นั่งอันตกแต่งแล้ว เทียมม้าสินธพ ๔ ตัว มาเทียบไว้แทบประตูวังเพื่อพระมหาสัตว์ พระนางมัทรีเทวีถวายบังคมพระสัสสุและพระสสุระ แล้วอำลาสตรีที่เหลือทั้งหลาย พาพระชาลีพระกัณหาชินาเสด็จไปก่อนพระเวสสันดร ประทับอยู่บนรถที่นั่ง

พระศาสดา เมื่อจะประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วองค์ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยว่า ข้าแต่เทพเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงคร่ำครวญเลย และอย่าเสียพระหฤทัยเลย หม่อมฉันทั้งสองยังมีชีวิต เพียงใด ทารกทั้งสองก็จักเป็นสุข เพียงนั้น พระนางมัทรีผู้งามทั่วองค์ ครั้นกราบทูลคำนี้แล้วเสด็จหลีกไป พระนางผู้ทรงศุภลักษณ์ทรงพาพระโอรสพระธิดา เสด็จไปตามมรรคาที่พระเจ้าสีวีราชเสด็จ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิวิมคเคน ได้แก่ ตามมรรคาที่พระเจ้าสีพีราชเสด็จ นั่นแล. บทว่า อเนวสิ ได้แก่ เสด็จไปสู่ทางนั้น คือเสด็จลงจากปราสาทขึ้นประทับรถที่นั่ง.

ลำดับนั้น พระราชาเวสสันดรบรมกษัตริย์ทรงบำเพ็ญทานแล้ว ถวายบังคมพระชนกและพระชนนี และทรงทำประทักษิณ เสด็จขึ้นสู่รถที่นั่งเทียมม้าสินธพ ๔ ตัววิ่งเร็ว ทรงพาพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีเสด็จไปสู่เขาวงกต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่พระนางมัทรีนั้นเสด็จขึ้นรถทันทีนั่นประทับอยู่. บทว่า ทตวาน ได้แก่ ทรงบำเพ็ญทานวันวาน. บทว่า กตวา จ นํ ปทกขิณํ ได้แก่ และทรงทำประทักษิณ. บทว่า นํ เป็นเพียงนิบาต.

แต่นั้นพระราชาเวสสันดรเสด็จไปโดยตรงที่มหาชนคอยเฝ้า ตรัสว่า เราทั้ง ๔ ขอลาไปละนะ ขอท่านทั้งหลายผู้เป็นญาติ จงปราศจากโรคเถิด.

เนื้อความของคาถานั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น พระราชาเวสสันดรทรงขับรถที่นั่ง ไปในที่ที่มหาชนยืนอยู่ ด้วยหวังว่า จักเห็นพระราชาเวสสันดร. เมื่อทรงลามหาชน ตรัสว่า พวกเราขอลาไปละนะ ขอญาติทั้งหลายจงไม่มีโรคเถิด. บทว่า ตํ ในคาถานั้นเป็นเพียงนิบาต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาเวสสันดรตรัสกะญาติทั้งหลาย ตรัสเรียกญาติทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลาย คือว่า เราทั้งหลายไปละ ขอท่านทั้งหลายจงมีความสุข ปราศจากความทุกข์เถิด.

เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสเรียกมหาชนมาประทานโอวาทแก่เขาเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท จงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ดังนี้อย่างนี้ แล้วเสด็จไป พระนางผุสดีราชมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ลูกของเรามีจิตน้อมไปในทาน จงบำเพ็ญทาน จึงให้ส่งเกวียนทั้งหลายเต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ พร้อมด้วยอาภรณ์ทั้งหลายไปสองข้างทางเสด็จ. ฝ่ายพระเวสสันดรก็ทรงเปลื้องเครื่องประดับที่มีอยู่ในพระวรกาย พระราชทานแก่เหล่ายาจกผู้มาถึงแล้ว ๑๘ ครั้ง ได้พระราชทานสิ่งที่เหลืออยู่ทั้งหมด พระองค์เสด็จออกจากพระนคร มีพระประสงค์จะกลับทอดพระเนตรราชธานี ครั้งนั้น อาศัยพระมนัสของพระองค์ ปฐพีในที่มีประมาณเท่ารถที่นั่งก็แยกออกหมุน เหมือนจักรของช่างหม้อ ทำรถที่นั่งให้มีหน้าเฉพาะเชตุดรราชธานี พระองค์ได้ทอดพระเนตรสถานที่ประทับของพระชนกพระชนนี เหตุอัศจรรย์ทั้งหลายมี แผ่นดินไหวเป็นต้น ได้มีแล้วด้วยการุญภาพนั้น.

ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า
เมื่อพระเวสสันดรเสด็จออกจากพระนคร ทรงกลับเหลียวมาทอดพระเนตร แม้ในกาลนั้น แผ่นดินอันมีขุนเขาสิเนรุ และหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ ก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหว.

ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเอง แล้วตรัสพระคาถาเพื่อให้ พระนางมัทรีทอดพระเนตรด้วย ว่า
แน่ะพระน้องมัทรี เชิญเธอทอดพระเนตร นั่นพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีพีราชผู้ประเสริฐ นั่นวังของฉันซึ่งพระราชบิดาประทาน ย่อมปรากฏเป็นภาพที่น่ารื่นรมย์ทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสาเมหิ ได้แก่ จงทอดพระเนตร.

ครั้งนั้น พระเวสสันดรมหาสัตว์ยังอำมาตย์ ๖ หมื่น ผู้สหชาติและเหล่าชนอื่นๆ ให้กลับแล้ว ขับรถที่นั่งไปตรัสกะพระนางมัทรีว่า แน่ะพระน้องผู้เจริญ ถ้ายาจกมาข้างหลัง แม่พึงคอยดูไว้ พระนางก็นั่งทอดพระเนตรดูอยู่. ครั้งนั้น มีพราหมณ์ ๔ คนมาไม่ทันรับสัตตสดกมหาทานของพระเวสสันดร จึงไปสู่พระนคร ถามว่า พระเวสสันดรราชเสด็จไปไหน. ครั้นได้ทราบว่า ทรงบริจาคทานเสด็จไปแล้ว. จึงถามว่า พระองค์เสด็จไปเอาอะไรไปบ้าง. ได้ทราบว่า เสด็จทรงรถไป. จึงติดตามไปด้วยคิดว่า พวกเราจักทูลขอม้า ๔ ตัวกะพระองค์. ครั้งนั้น พระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ทั้ง ๔ ตามมา จึงกราบทูลพระภัสดาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ยาจกทั้งหลายกำลังมา. พระมหาสัตว์ก็ทรงหยุดรถพระที่นั่ง พราหมณ์ทั้ง ๔ คนเหล่านั้นมาทูลขอม้าทั้งหลายที่เทียมรถ พระมหาสัตว์ได้พระราชทานม้าทั้ง ๔ ตัวแก่พราหมณ์ ๔ คนเหล่านั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พราหมณ์ทั้งหลายได้ตามพระเวสสันดรมา ได้ทูลขอม้าทั้ง ๔ นั้นต่อพระองค์ พระองค์อันเหล่าพราหมณ์ขอแล้ว ก็พระราชทานม้า ๔ ตัวแก่พราหมณ์ ๔ คน.

ก็เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานม้า ๔ ตัวไปแล้ว งอนรถพระที่นั่งได้ตั้งอยู่ในอากาศนั่นเอง ครั้งนั้น พอพวกพราหมณ์ไปแล้วเท่านั้น เทวบุตร ๔ องค์ จำแลงกายเป็นละมั่งทอง มารองรับงอนรถที่นั่งลากไป.

พระมหาสัตว์ทรงทราบว่า ละมั่งทั้ง ๔ นั้นเป็นเทพบุตร จึงตรัสคาถานี้ว่า
แน่ะพระน้องมัทรี เชิญเธอทอดพระเนตร มฤคทั้ง ๔ มีเพศเป็นละมั่ง เป็นเหมือนม้าที่ฝึกมาดีแล้วนำเราไป ย่อมปรากฏเป็นภาพที่งดงามทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกขิณสสา วหนติ มํ ความว่า เป็นราวกะม้าที่ศึกษาดีแล้ว นำเราไป.

ครั้งนั้น ยังมีพราหมณ์อีกคนหนึ่งมาทูลขอ รถที่นั่งต่อพระเวสสันดร ผู้กำลังเสด็จไปอยู่อย่างนี้ พระมหาสัตว์จึงยังพระโอรสพระธิดาและพระราชเทวีให้เสด็จลง แล้วพระราชทานรถแก่พราหมณ์ ก็ครั้นเมื่อพระมหาสัตว์พระราชทานรถที่นั่งแล้ว เทวบุตรทั้งหลายได้อันตรธานหายไป.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความที่พระโพธิสัตว์ทรงบริจาครถไปแล้ว จึงตรัสว่า
ครั้งนั้น พราหมณ์นั้นนับเป็นที่ ๕ ที่มาทูลขอรถที่นั่งต่อพระโพธิสัตว์ในป่านี้. พระองค์ก็ประทานมอบรถนั้นแก่พราหมณ์นั้น และพระหฤทัยของพระองค์มิได้ย่อหย่อนเลย.
ต่อนั้น พระราชาเวสสันดรก็ยังคนของพระองค์ ให้เสด็จลงจากรถ ทรงยินดีมอบรถม้าให้แก่พราหมณ์ ผู้แสวงหาทรัพย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเถตถ ได้แก่ ครั้งนั้น ในป่านี้. บทว่า น จสส ปหโต มโน ความว่า และพระหฤทัยของพระเวสสันดรนั้น ก็มิได้ย่อหย่อนเลย. บทว่า อสสาสยิ ความว่า ทรงยินดีมอบให้.

จำเดิมแต่นั้น กษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดก็เสด็จดำเนินด้วยพระบาท.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้มีพระดำรัสแก่พระนางมัทรีว่า
แน่ะแม่มัทรี แม่จงอุ้มกัณหาชินาเพราะเธอเป็นน้องเบา พี่จักอุ้มพ่อชาลีเพราะเธอเป็นพี่หนัก.

ก็แลครั้นตรัสฉะนี้แล้ว กษัตริย์ทั้งสองก็อุ้มพระโอรสพระธิดาเสด็จไป

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชาเวสสันดรทรงอุ้มพระกุมารชาลี พระมัทรีราชบุตรีทรงอุ้มพระกุมารีกัณหาชินา ต่างทรงบันเทิง ตรัสปิยวาจากะกันและกัน เสด็จไป.

จบทานกัณฑ์

วนปเวสนกัณฑ์

กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ มีพระเวสสันดรเป็นต้น ทอดพระเนตรเห็นคนทั้งหลายที่เดินสวนทางมา จึงตรัสถามว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน. คนทั้งหลายทูลตอบว่า ยังไกล.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ถ้ามนุษย์บางพวกเดินมาตามทาง หรือเดินสวนทางมา เราจะถามมรรคากะพวกนั้นว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน คนพวกนั้นเห็นเราทั้งหลายในป่านั้น จะพากันคร่ำครวญน่าสงสาร พวกเขาแจ้งให้ทราบ อย่างเป็นทุกข์ว่า เขาวงกตยังอยู่อีกไกล.

พระชาลีและพระกัณหาชินาได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ทรงผลต่างๆ สองข้างทางก็ทรงกันแสง ด้วยบุญญานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ ต้นไม้ที่ทรงผลก็น้อมลงมาสัมผัสพระหัตถ์ แต่นั้น พระเวสสันดรก็ทรงเลือกเก็บผลาผลที่สุกดี ประทานแก่สองกุมารกุมารีนั้น พระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงทราบว่า เป็นเหตุอัศจรรย์.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
พระราชกุมารกุมารีทอดพระเนตร เห็นพฤกษชาติเผล็ดผลในป่าใหญ่ ก็ทรงกันแสง เพราะเหตุอยากเสวยผลไม้เหล่านั้น ต้นไม้ทั้งหลายเต็มไปในป่า ประหนึ่งเห็นพระราชกุมารกุมารีทรงกันแสง ก็ร้อนใจน้อมกิ่งลงมาถึงพระราชกุมารกุมารีเอง พระนางมัทรีราชเทวี ผู้งามทั่วองค์ได้ทอดพระเนตรเห็น อัศจรรย์นี้ อันไม่เคยมีมา ทำให้ขนพองสยองเกล้า ก็ยังสาธุการ ให้เป็นไป ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ทำให้ขนพองสยองเกล้ามีในโลก พฤกษชาติทั้งหลายน้อมลงมาเอง ด้วยเดชานุภาพแห่งพระเวสสันดร.

ตั้งแต่เชตุดรราชธานีถึงภูเขาชื่อสุวรรณคิรีตาละ ๕ โยชน์. ตั้งแต่สุวรรณคิรีตาละถึงแม่น้ำชื่อโกนติมารา ๕ โยชน์. ตั้งแต่แม่น้ำโกนติมาราถึงภูเขาชื่ออัญชนคิรี ๕ โยชน์. ตั้งแต่ภูเขาอัญชนคิรีถึงบ้านพราหมณ์ชื่อตุณณวิถนาลิทัณฑ์ ๕ โยชน์. ตั้งแต่บ้านพราหมณ์ตุณณวิถนาลิทัณฑ์ถึงมาตุลนคร ๑๐ โยชน์ รวมตั้งแต่เชตุดรนครถึงแคว้นนั้นเป็น ๓๐ โยชน์. เทวดาย่นมรรคานั้น กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์จึงเสด็จถึงมาตุลนครในวันเดียวเท่านั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เทวดาทั้งหลายย่นมรรคา ด้วยอนุเคราะห์แก่พระราชกุมารกุมารี กษัตริย์ทั้ง ๔ ถึงเจตรัฐ โดยวันที่เสด็จออกนั้นเอง.

ก็แลกษัตริย์ทั้ง ๔ เมื่อเสด็จไป ได้เสด็จดำเนินตั้งแต่เวลาเสวยเช้าแล้ว ลุถึงมาตุลนครในเจตรัฐเวลาเย็น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
กษัตริย์ ๔ พระองค์เสด็จไปสิ้นทางไกลถึงเจตรัฐ ซึ่งเป็นชนบทมั่งคั่ง มีความสุข มีมังสะ สุรา และข้าวมาก.

กาลนั้น มีเจ้าครองอยู่ในมาตุลนคร ๖ หมื่นองค์ พระมหาสัตว์ไม่เสด็จเข้าภายในนคร ประทับพักอยู่ที่ศาลาใกล้ประตูเมือง. ครั้งนั้น พระนางมัทรีชำระเช็ดธุลีที่พระบาทของพระมหาสัตว์ แล้วถวายอยู่งานนวดพระบาท ทรงคิดว่า เราจักยังประชาชนให้รู้ความที่พระเวสสันดรเสด็จมา จึงเสด็จออกจากศาลา ประทับยืนอยู่ที่ประตูศาลาตรงทางประตูเมือง เพราะเหตุนั้น หญิงทั้งหลายผู้เข้าสู่เมืองและออกจากเมือง ก็ได้เห็นพระนางมัทรี ต่างเข้าห้อมล้อมพระองค์.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
สตรีชาวเจตรัฐเห็นพระนางมัทรีผู้มีลักษณะเสด็จมา ก็ปริวิตกว่า พระแม่เจ้าผู้สุขุมาลชาตินี้เสด็จมา ด้วยพระบาท พระนางเคยเสด็จไปไหนๆ ด้วยยานที่หาม หรือพระวอและรถที่นั่ง วันนี้พระนางมัทรีเสด็จดำเนินไปในป่า ด้วยพระบาท.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกขณมาคตํ ความว่า พระนางมัทรีผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะทั้งปวงเสด็จมา. บทว่า ปริธาวติ ความว่า พระนางเป็นเจ้าหญิงสุขุมาลชาติอย่างนี้หนอ ต้องเสด็จด้วยพระบาทเที่ยวไป. บทว่า ปริยายิตวา ความว่า เสด็จเที่ยวไปในนครเชตุดรในกาลก่อน. บทว่า สิวิกาย ได้แก่ ด้วยวอทอง.

มหาชนเห็นพระนางมัทรี พระเวสสันดร และพระโอรสทั้งสองพระองค์ เสด็จมาด้วยความเป็นผู้น่าอนาถ จึงไปแจ้งแก่พระยาเจตราชทั้งหลาย พระยาเจตราชทั้ง ๖ หมื่น ก็กันแสงร่ำพิไร มาเฝ้าพระเวสสันดร.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระยาเจตราชทั้งหลายเห็นพระเวสสันดร ก็ร้องให้เข้าไปเฝ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงพระสำราญ ไม่มีพระโรคาพาธแลหรือ พระราชบิดาของพระองค์หาพระโรคาพาธมิได้แลหรือ ชาวนครสีพีก็ไม่มีทุกข์หรือ.
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พลนิกายของพระองค์อยู่ที่ไหน. รถพระที่นั่งของพระองค์อยู่ที่ไหน. พระองค์ไม่มีม้าทรง ไม่มีรถทรง เสด็จดำเนินมาทางไกล ถูกข้าศึกย่ำยีกระมัง จึงเสด็จมาถึงประเทศนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสวา ได้แก่ เห็นแต่ไกลทีเดียว. บทว่า เจตปาโมกขา ได้แก่ กษัตริย์เจตราชทั้งหลาย. บทว่า อุปาคมํ ได้แก่ เข้าไปเฝ้า. บทว่า กุสลํ ได้แก่ ความไม่มีโรค. บทว่า อนามยํ ได้แก่ ความไม่มีทุกข์. บทว่า โก เต พลํ ความว่า กองทหารของพระองค์อยู่ที่ไหน. บทว่า รถมณฑลํ ความว่า เหล่ากษัตริย์เจตราชทูลถามว่า รถซึ่งประดับแล้วที่พระองค์เสด็จมานั้น อยู่ที่ไหน. บทว่า อนสสโก ได้แก่ ไม่มีม้าทรงเลย. บทว่า อรถโก ได้แก่ ไม่มีรถทรง. บทว่า ทีฆมทธานมาคโต ความว่า พระองค์เสด็จมาทางไกล. บทว่า ปกโต ได้แก่ ถูกข้าศึกครอบงำย่ำยี.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสถึงเหตุการณ์ที่พระองค์เสด็จมาแก่พระยาเจตราชหกหมื่นเหล่านั้น จึงตรัสว่า
แน่ะสหายทั้งหลาย เราไม่มีโรคาพาธ เรามีความสำราญ อนึ่ง พระราชบิดาของเราก็ทรงปราศจากพระโรคาพาธ และชาวสีพีก็สุขสำราญดี แต่เพราะเราให้ช้าง ซึ่งมีงาดุจงอนไถ เป็นราชพาหนะ รู้ชัยภูมิแห่งการยุทธ์ทุกอย่าง ขาวทั่วสรรพางค์ เป็นช้างสูงสุด คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง ซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ มีงางาม พร้อมด้วยพัดวาลวีชนี มีกายสีขาวเช่นกับเขาไกรลาส พร้อมด้วยเศวตฉัตร ทั้งเครื่องลาดอันงามทั้งหมด ทั้งคนเลี้ยง เป็นราชยานอันประเสริฐ เป็นช้างพระที่นั่ง ให้เป็นทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้ง ๘ คน เพราะเหตุนั้น ชาวสีพีพากันขัดเคืองเรา และพระราชบิดาก็กริ้วขับไล่เรา เราจะไปเขาวงกต แน่ะสหายทั้งหลาย ท่านทั้งหลายรู้โอกาสแห่งที่อยู่ของพวกเราที่จะอยู่ในป่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสมึ เม ความว่า ชาวสีพีทั้งหลายโกรธเราในเพราะเหตุนั้น. บทว่า อุปหโตมโน ความว่า พระราชบิดาก็กริ้ว คือทรงขัดเคืองด้วย จึงทรงขับไล่เราจากแว่นแคว้น. บทว่า ยตถ ความว่า พระเวสสันดรตรัสว่า พวกเราควรอยู่ในป่าใด ท่านทั้งหลายรู้โอกาส เป็นที่อยู่ของพวกเราในป่านั้น.

ลำดับนั้น พระยาเจตราชทั้งหลายทูลพระเวสสันดรว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว เสด็จมาแต่ไกลก็เหมือนใกล้ พระองค์ผู้เป็นอิสระเสด็จมาถึงแล้ว สิ่งใดมีอยู่ในประเทศนี้ โปรดรับสั่งให้ทราบเถิด ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์เสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันบริสุทธิ์ ทั้งผัก เหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อ พระองค์เสด็จมาเป็นแขกของข้าพระบาททั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเวทย ความว่า ข้าพระบาททั้งหลายขอมอบถวายทุกสิ่งที่พระองค์ตรัส. บทว่า ภึสํ ได้แก่ เหง้าบัว คือเหง้าอย่างใดอย่างหนึ่ง.

ลำดับนั้น พระเวสสันดรตรัสว่า
สิ่งใดอันท่านทั้งหลายให้แล้ว สิ่งนั้นเป็นอันเรารับแล้ว บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายกระทำแล้วทุกอย่าง พระราชบิดาทรงขับไล่เรา เราจะไปเขาวงกต พวกท่านรู้โอกาสแห่งที่อยู่ของพวกเรา ที่จะอยู่ในป่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปภิคคหิตํ ความว่า ทุกสิ่งนั้นที่ท่านทั้งหลายให้แล้ว ก็เป็นอันเรารับไว้แล้วเทียว. บทว่า สพพสส อคฆิยํ กตํ ความว่า บรรณาการ คือของมอบให้เป็นอัน ท่านทั้งหลายกระทำแล้วแก่เรา. บทว่า อวรุทธสิ มํ ราชา ความว่า ก็พระราชบิดาทรงขับไล่ คือเนรเทศเราจากแว่นแคว้น เพราะฉะนั้น เราจักไปเขาวงกตเท่านั้น ท่านทั้งหลายจงรู้สถานที่อยู่ในป่าของเรานั้น.

พระยาเจตราชทั้งหลายเหล่านั้นทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอเชิญเสด็จประทับอยู่ ณ เจตรัฐนี้ จนกว่าพระยาเจตราชทั้งหลายไปเฝ้าพระราชบิดาทูลขอโทษ ให้พระราชบิดาทรงเป็นผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญ ทรงทราบว่า พระองค์หาความผิดมิได้ เพราะเหตุนั้น พระยาเจตราชทั้งหลายจะเป็นผู้อิ่มใจได้ที่พึ่งแล้ว รักษาพระองค์แวดล้อมไป ข้าแต่บรมกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รญฺโญ สนติก ยาจิตํ ความว่า จักไปเฝ้าพระราชบิดาเพื่อทูลขอโทษ. บทว่า นิชฌาเปตํ ได้แก่ เพื่อให้ทรงทราบว่าพระองค์หาความผิดมิได้. บทว่า ลทะปจจยา ได้แก่ ได้ที่พึ่งแล้ว. บทว่า คจฉนติ ได้แก่ จักไป.

พระมหาสัตว์ตรัสว่า
ท่านทั้งหลายอย่าชอบใจไปเฝ้าพระราชบิดา เพื่อทูลขอโทษ และเพื่อให้พระองค์ทรงทราบว่า เราไม่มีความผิดเลย เพราะว่า พระองค์มิได้เป็นอิสระในเรื่องนั้น. แท้จริงชาวสีพี กองพล และชาวนิคมเหล่าใด ขัดเคืองแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็ปรารถนาจะกำจัดพระราชบิดา เพราะเหตุแห่งเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตถ ความว่า แม้พระราชบิดาก็มิได้เป็นใหญ่ ในการที่จะให้ว่าเรามิได้มีความผิด. บทว่า อจจุคคตา ได้แก่ ขัดเคืองยิ่ง. บทว่า พลคฺคา ได้แก่ พลนิกาย คือแม่ทัพ. บทว่า ปธํเสตุ? ได้แก่ เพื่อนำออกจากราชสมบัติ. บทว่า ราชานํ ได้แก่ แม้พระราชบิดา.

พระยาเจตราชเหล่านั้นทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ยังแคว้นให้เจริญ ถ้าพฤติการณ์นั้นเป็นไปในรัฐนี้ ชาวเจตรัฐขอถวายตัวเป็นบริวาร เชิญเสด็จครองราชสมบัติในเจตรัฐนี้ทีเดียว รัฐนี้ก็มั่งคั่งสมบูรณ์ ชนบทก็เพียบพูนกว้างใหญ่ ขอพระองค์ทรงปลงพระหฤทัยปกครองราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ เอสา ปวตเตตถ ความว่า ถ้าในรัฐนี้มีพฤติการณ์อย่างนี้. บทว่า รชชสสมนุสาสิตํ ได้แก่ เพื่อครอบครองราชสมบัติ อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้แหละ.

ลำดับนั้น พระเวสสันดรตรัสว่า
ดูก่อนพระยาเจตบุตรทั้งหลาย ความพอใจหรือความคิดเพื่อครองราชสมบัติ ไม่มีแก่เรา ผู้อันพระชนกนาถ เนรเทศจากแว่นแคว้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรา.
ชาวสีพี กองพล และชาวนิคมทั้งหลายคงจะไม่ยินดีว่า พระยาเจตราชทั้งหลาย อภิเษกเราผู้ถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น ความไม่ปรองดองจะพึงมีแก่พวกท่าน เพราะเราเป็นตัวการสำคัญ อนึ่ง ความบาดหมางและการทะเลาะกับชาวสีพี เราไม่ชอบใจ ใช่แต่เท่านั้น ความบาดหมางพึงรุนแรงขึ้น สงครามอันร้ายกาจก็อาจมีได้ คนเป็นอันมากพึงฆ่าฟันกันเอง เพราะเหตุแห่งเราผู้เดียว.
สิ่งใดอันท่านทั้งหลายให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นอันเรารับไว้แล้ว บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายกระทำแล้วทุกอย่าง พระราชบิดาทรงขับไล่เรา เราจักไปเขาวงกต ท่านทั้งหลายรู้ โอกาสแห่งที่อยู่ของพวกเรา ที่จะอยู่ในป่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เจตา รชเชภิเสจยํ ความว่า พวกชาวสีพีเหล่านั้นรู้ว่า ชาวเจตรัฐอภิเษกพระเวสสันดรในราชสมบัติ คงจะไม่ชอบพวกท่าน. บทว่า อสมโมทิยํ ได้แก่ ความไม่ปรองดอง. บทว่า อสส ได้แก่ ภเวยย ความว่า จักเป็น. บทว่า อถสส ความว่า คราวนั้น พวกท่านจักทะเลาะกัน เพราะเราคนเดียวเป็นเหตุ.

ก็และครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ แม้พวกพระยาเจตราชทูลวิงวอนโดยอเนกปริยาย ก็ไม่ทรงปรารถนาราชสมบัติ ครั้งนั้น พระยาเจตราชทั้งหลายได้ทำสักการะใหญ่แด่พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ไม่ปรารถนาจะเสด็จเข้าภายในพระนคร ครั้งนั้น พวกพระยาเจตราชจึงตกแต่งศาลานั้น กั้นพระวิสูตร ตั้งพระแท่นบรรทม ทั้งหมดช่วยกันแวดล้อมรักษา พระเวสสันดรพักแรมอยู่ ๑ ราตรี เหล่าพระยาเจตราชเหล่านั้นสงเคราะห์รักษา บรรทมที่ศาลา. รุ่งขึ้นสรงน้ำแต่เช้า เสวยโภชนาหารมีรสเลิศต่างๆ พระยาเจตราชเหล่านั้นแวดล้อม เสด็จออกจากศาลา พระยาเจตราชหกหมื่นเหล่านั้น โดยเสด็จด้วยพระเวสสันดร สิ้นระยะทาง ๑๕ โยชน์ หยุดอยู่ที่ประตูป่า.
เมื่อจะทูลระยะทางข้างหน้าอีก ๑๕ โยชน์ จึงกล่าวว่า
เชิญเสด็จเถิด ข้าพระองค์ทั้งหลายจักกราบทูลพระองค์ ให้ทรงทราบ อย่างที่คนฉลาดจะกราบทูล เสลบรรพต ซึ่งเป็นที่สงบของปวงราชฤาษี ผู้มีการบูชาเพลิงเป็นวัตร มีจิตตั้งมั่น โน่น ชื่อว่า คันธมาทน์ พระองค์จะประทับกับพระโอรสทั้งสอง และพระมเหสี.
พระยาเจตราชทั้งหลายร้องไห้ น้ำตาไหลอาบหน้า พร่ำทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์บ่ายพระพักตร์ตรงต่อทิศอุดร เสด็จไปจากที่นี้ โดยมรรดาใด ถัดนั้น พระองค์จักทอดพระเนตรเห็นวิปุลบรรพต อันเกลื่อนไปด้วยหมู่ไม้ต่างๆ มีเงาเย็นน่ารื่นรมย์ โดยมรรคานั้น ถัดนั้น พระองค์เสด็จพ้นวิปุลบรรพตนั้นแล้ว จักทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำเกตุมดี ลึกเป็นน้ำไหลมาแต่ซอกเขา ดาดาษไปด้วยมัจฉาชาติ แลมีท่าอันดี น้ำมากจงสรงเสวยที่แม่น้ำนั้น ให้พระโอรสพระธิดาและพระมเหสีทรงยินดี.
ถัดนั้น พระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นไม้ไทร มีผลพิเศษรสหวาน ซึ่งเกิดอยู่ที่ภูเขาน่ารื่นรมย์ มีเงาเย็นน่ายินดี ถัดนั้น พระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็น บรรพตชื่อนาลิกะ เกลื่อนไปด้วยหมู่นกต่างๆ แล้วไปด้วยศิลา เกลื่อนไปด้วยหมู่กินนร มีสระชื่อมุจลินท์ อยู่ด้านทิศอีสานแห่งนาลิกบรรพต ปกคลุมด้วยบุณฑริกและอุบลขาวมีประการต่างๆ และดอกไม้มีกลิ่นหอมหวล ถัดนั้น พระองค์จะเสด็จถึงวนประเทศคล้ายหมอก มีหญ้าแพรกเขียวอยู่เป็นนิตย์ แล้วเสด็จหยั่งลงสู่ไพรสณฑ์ ซึ่งปกคลุมด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสอง ดั่งราชสีห์เพ่งเหยื่อหยั่งลงสู่ไพรสณฑ์ ฉะนั้น. ฝูงนกในหมู่ไม้ซึ่งมีดอกบานแล้ว ตามฤดูกาลนั้น มีมากมีสีต่างๆ ร้องกลมกล่อมอื้ออึง ต่างร้องประสานเสียงกัน.
ถัดนั้น พระองค์จักเสด็จถึงซอกเขาอันเป็นทางกันดารเดินลำบาก เป็นแดนเกิดแห่งแม่น้ำทั้งหลาย จะได้ทอดพระเนตร เห็นสระโบกขรณีอันดาดาษ ด้วยสลอดน้ำและกุ่มบก มีหมู่ปลาหลากหลายเกลื่อนกล่น มีท่าเรียบราบ มีน้ำมากเปี่ยมอยู่เสมอ เป็นสระสี่เหลี่ยมมีน้ำจืดดี ไม่มีกลิ่นเหม็น.
พระองค์จงสร้างบรรณศาลา ด้านทิศอีสานแห่งสระโบกขรณีนั้น ครั้นทรงสร้างบรรณศาลาสำเร็จแล้ว ประทับสำราญพระอิริยาบถ ประพฤติแสวงหามูลผลาหาร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชิสิ ได้แก่ ผู้ที่เป็นพระราชาแล้วบวช. บทว่า สมาหิตา ได้แก่ เป็นผู้มีจิตแน่วแน่ พระยาเจตราชทั้งหลาย เมื่อยกหัตถ์ขวาขึ้น ทูลบอกว่า เชิญพระองค์เสด็จทางเชิงบรรพตนี้ กราบทูลด้วยบทว่า เอส นี้. บทว่า อจฉสิ ได้แก่ จักประทับอยู่. บทว่า อาปกํ ได้แก่ แม่น้ำเป็นทางน้ำไหล คือนำน้ำมา. บทว่า คิริคพภรํ ได้แก่ ไหลมาแต่ช่องเขาทั้งหลาย. บทว่า มธุวิปผลํ ได้แก่ มีผลอร่อย. บทว่า รมมเก ได้แก่ น่ารื่นรมย์. บทว่า กึปุริสายุตํ ได้แก่ ประกอบ คือเกลื่อนไปด้วยกินนรทั้งหลาย. บทว่า เสตโสคนธิเยหิ จ ความว่า ประกอบด้วยอุบลขาวและดอกไม้มีกลิ่นหอม มีประการต่างๆ. บทว่า สีโหวามิสเปกฺขีว ความว่า ดุจราชสีห์ต้องการเหยื่อ. บทว่า พินทุสสรา ได้แก่ มีเสียงกลมกล่อม. บทว่า วคฺคู ได้แก่ มีเสียงไพเราะ. บทว่า กูชนตมุปกูชนติ ความว่า เข้าไปร้องภายหลังร่วมกะนกที่ร้องอยู่ก่อน. บทว่า อุตสมปุปผิเต ทุเม ความว่า แอบที่ต้นไม้มีดอกบานตามฤดูกาล ส่งเสียงร้องพร้อมกะนกที่ส่งเสียงร้องอยู่. บทว่า โส อททส ความว่า พระองค์นั้นจักได้ทอดพระเนตร. บทว่า กรญชกกุธายุตํ ความว่า เกลื่อนไปด้วยต้นสลอดน้ำและต้นกุ่มทั้งหลาย. บทว่า อปปฏิคนธิยํ ได้แก่ ปราศจากกลิ่นเหม็น เต็มเปี่ยมด้วยน้ำหวาน ดาดาษด้วยปทุมและอุบลเป็นต้นมีประการต่างๆ. บทว่า ปณฺณ สาลํ อมาปย ความว่า พึงสร้างบรรณศาลา. บทว่า อมาเปตฺวา ได้แก่ ครั้นสร้างแล้ว. บทว่า อุญฉาจริยาย อีหถ ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ ลำดับนั้น พระองค์พึงดำรงพระชนมชีพ ด้วยการเที่ยวแสวงหา เป็นผู้ไม่ประมาทอยู่เถิด คือพึงเป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่เถิด.

พระยาเจตราชทั้งหลายกราบทูลมรรคา ๑๕ โยชน์ แด่พระเวสสันดร อย่างนี้แล้วส่งเสด็จ คิดว่า ปัจจามิตรคนใดคนหนึ่ง อย่าพึงได้โอกาสประทุษร้ายเลย เพื่อจะบรรเทาภยันตรายแห่งพระเวสสันดรเสีย จึงให้เรียกพรานป่าคนหนึ่ง ชื่อเจตบุตร. เป็นคนฉลาดศึกษาดีแล้ว มาสั่งว่า เจ้าจงกำหนดตรวจตราคนทั้งหลายที่ไปๆ มาๆ สั่งฉะนี้แล้ว ให้อยู่รักษาประตูป่า แล้วกลับไปสู่นครของตน.
ฝ่ายพระเวสสันดรพร้อมด้วยพระราชโอรสพระราชธิดาและพระราชเทวี เสด็จถึงเขาคันธมาทน์ ประทับยับยั้งอยู่ ณ ที่นั่นตลอดวัน แต่นั่นบ่ายพระพักตร์ทิศอุดร เสด็จลุถึงเชิงเขาวิปุลบรรพต ประทับนั่งที่ฝั่งเกตุมดีนที เสวยเนื้อมีรสอร่อย ซึ่งนายพรานป่าผู้หนึ่งถวาย พระราชทานเข็มทองคำแก่นายพรานนั้น ทรงสรงสนานที่แม่น้ำนั้น มีความกระวนกระวายสงบ เสด็จขึ้นจากแม่น้ำ ประทับนั่ง ณ ร่มไม้นิโครธ ที่ตั้งอยู่ยอดสานุบรรพตหน่อยหนึ่ง เสวยผลนิโครธ ทรงลุกขึ้นเสด็จไปถึงนาลิกบรรพต เมื่อเสด็จต่อไปก็ถึงสระมุจลินท์ เสด็จไปตามฝั่งสระถึงมุมด้านทิศอีสาน เสด็จเข้าสู่ชัฎไพรโดยทางเดินได้คนเดียว ล่วงที่นั้นก็บรรลุถึงสระโบกขรณีสี่เหลี่ยม ข้างหน้าของภูเขาทางกันดาร เป็นแดนเกิดแห่งแม่น้ำทั้งหลาย.
ขณะนั้น พิภพของท้าวสักกเทวราชสำแดงอาการเร่าร้อน ท้าวสักกะทรงพิจารณาก็ทรงทราบเหตุการณ์นั้น จึงทรงดำริว่า พระมหาสัตว์เสด็จเข้าสู่หิมวันตประเทศ พระองค์ควรได้ที่เป็นที่ประทับ จึงตรัสเรียก พระวิสสุกรรมเทพบุตรมาสั่งว่า ดูก่อนพ่อ ท่านจงไปสร้างอาศรมบทในสถานที่อันเป็นรมณีย์ ณ เวิ้งเขาวงกตแล้วกลับมา สั่งฉะนี้แล้ว ทรงส่งพระวิสสุกรรมไป. พระวิสสุกรรมรับเทวบัญชาว่า สาธุ. แล้วลงจากเทวโลกไป ณ ที่นั้น เนรมิตบรรณศาลา ๒ หลัง ที่จงกรม ๒ แห่ง และที่อยู่กลางคืน ที่อยู่กลางวัน แล้วให้มีกอไม้อันวิจิตรด้วยดอกต่างๆ และดงกล้วยในสถานที่นั้นๆ แล้วตกแต่งบรรพชิตบริขารทั้งปวง จารึกอักษรไว้ว่า ท่านผู้หนึ่งผู้ใดใคร่จะบวช ก็จงใช้บริขารเหล่านี้ แล้วห้ามกันเสียซึ่งเหล่าอมนุษย์ และหมู่เนื้อหมู่นกที่มีเสียงน่ากลัว แล้วกลับที่อยู่ของตน.
ฝ่ายพระมหาสัตว์ทอดพระเนตร เห็นทางเดินคนเดียว ทรงกำหนดว่า จักมีสถานที่อยู่ของพวกบรรพชิต จึงให้พระนางมัทรีและพระราชโอรสธิดาพักอยู่ที่ทวารอาศรมบท พระองค์เองเสด็จเข้าสู่อาศรมบท ทอดพระเนตรเห็นอักษรทั้งหลาย ก็ทรงทราบความที่ท้าวสักกะประทาน ด้วยเข้าพระทัยว่า ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็นเราแล้ว จึงเปิดทวารบรรณศาลาเสด็จเข้าไป ทรงเปลื้องพระแสงขรรค์ และพระแสงศรทั้งพระภูษา ทรงนุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดง พาดหนังเสือบนพระอังสา เกล้ามณฑลชฎาทรงถือเพศฤาษี ทรงจับธารพระกร เสด็จออกจากบรรณศาลา ยังสิริแห่งบรรพชิตให้ตั้งขึ้นพร้อม ทรงเปล่งอุทานว่า โอ เป็นสุข เป็นสุขอย่างยิ่ง เราได้ถึงบรรพชาแล้ว เสด็จขึ้นสู่ที่จงกรม เสด็จจงกรมไปมา แล้วเสด็จไปสำนักพระราชโอรสธิดาและพระราชเทวี ด้วยความสงบเช่นกับพระปัจเจกพุทธเจ้า. ฝ่ายพระนางมัทรีเทวี เมื่อทอดพระเนตรเห็นก็ทรงจำได้ ทรงหมอบลงที่พระบาทแห่งพระมหาสัตว์ ทรงกราบแล้วทรงกันแสง เข้าสู่อาศรมบทกับด้วยพระมหาสัตว์ แล้วไปสู่บรรณศาลาของพระนาง ทรงนุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดง พาดหนังเสือบนพระอังสา เกล้ามณฑลชฎา ทรงถือเพศเป็นดาบสินี. ภายหลังให้พระโอรสพระธิดา เป็นดาบสกุมารดาบสินีกุมารี. กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ประทับอยู่ ที่เวิ้งแห่งคีรีวงกต. ครั้งนั้น พระนางมัทรีทูลขอพรแต่พระเวสสันดรว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ไม่ต้องเสด็จไปสู่ป่า เพื่อแสวงหาผลไม้ จงเสด็จอยู่ ณ บรรณศาลากับพระราชโอรสและพระราชธิดา หม่อมฉันจะนำผลาผลมาถวาย.
จำเดิมแต่นั้นมา พระนางนำผลาผลมาแต่ป่า บำรุงปฏิบัติพระราชสวามีและพระราชโอรสพระราชธิดา. ฝ่ายพระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์ก็ทรงขอพรกะพระนางมัทรีว่า แน่ะพระน้องมัทรีผู้เจริญ จำเดิมแต่นี้เราทั้งสองชื่อว่า เป็นบรรพชิตแล้ว ขึ้นชื่อว่า หญิงเป็นมลทินแก่พรหมจรรย์ ตั้งแต่นี้ไป เธออย่ามาสู่สำนักฉัน ในเวลาไม่สมควร. พระนางทรงรับว่า สาธุ. แม้เหล่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งปวงในที่ ๓ โยชน์โดยรอบ ได้เฉพาะซึ่งเมตตาจิตต่อกันและกัน ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาของพระมหาสัตว์. พระนางมัทรีเทวีเสด็จอุฏฐาการแต่เช้า ตั้งน้ำดื่มน้ำใช้แล้ว นำน้ำบ้วนพระโอฐ น้ำสรงพระพักตร์มา ถวายไม้ชำระพระทนต์ กวาดอาศรมบท ให้พระโอรสพระธิดาทั้งสอง อยู่ในสำนักพระชนก แล้วทรงถือกระเช้า เสียมขอเสด็จเข้าไปสู่ป่า หามูลผลาผลในป่าให้เต็มกระเช้า เสด็จกลับจากป่า ในเวลาเย็น เก็บงำผลาผลไว้ในบรรณศาลาแล้วสรงน้ำ และให้พระโอรสพระธิดาสรง. ครั้งนั้น กษัตริย์ทั้ง ๔ องค์ ประทับนั่งเสวยผลาผลแทบทวารบรรณศาลา แต่นั้น พระนางมัทรีพาพระชาลีและพระกัณหาชินา ไปสู่บรรณศาลา กษัตริย์ทั้ง ๔ ประทับอยู่ ณ เวิ้งเขาวงกตสิ้น ๗ เดือน โดยทำนองนี้แล ด้วยประการฉะนี้.

จบวนปเวสนกัณฑ์

กาลนั้นมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า ชูชก เป็นชาวบ้านพราหมณ์ชื่อทุนนวิฏฐะ ในกาลิงครัฐ เที่ยวภิกขาจารได้ทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะ ฝากไว้ที่สกุลพราหมณ์แห่งหนึ่ง แล้วไปเพื่อประโยชน์แสวงหาทรัพย์อีก. เมื่อชูชกไปช้านาน สกุลพราหมณ์นั้นก็ใช้กหาปณะเสียหมด ภายหลังชูชกกลับมาทวง ก็ไม่สามารถจะให้ทรัพย์นั้น จึงยกธิดาชื่อ นางอมิตตตาปนา ให้ชูชก. ชูชกจึงพานางอมิตตตาปนาไปอยู่บ้านทุนนวิฏฐพราหมณ์คามในกาลิงครัฐ นางอมิตตตาปนาได้ปฏิบัติพราหมณ์โดยชอบ.
ครั้งนั้น พวกพราหมณ์หนุ่มๆ เหล่าอื่น เห็นอาจารสมบัติของนาง จึงคุกคามภรรยาของตนๆ ว่า นางอมิตตตาปนานี้ปฏิบัติพราหมณ์ชราโดยชอบ พวกเจ้าทำไมประมาทต่อเราทั้งหลาย. ภรรยาพราหมณ์เหล่านั้นจึงคิดว่า พวกเราจักยังนางอมิตตตาปนานี้ให้หนีไปเสียจากบ้านนี้ คิดฉะนี้แล้ว จึงไปประชุมกันด่านางอมิตตตาปนาที่ท่าน้ำ เป็นต้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อชูชก มีปกติอยู่ในกาลิงครัฐ ภรรยาสาวของพราหมณ์นั้นชื่ออมิตตตาปนา นางพราหมณีเหล่านั้นในหมู่บ้านนั้นไปตักน้ำที่ท่าน้ำ เป็นประหนึ่งแตกตื่นกัน มาประชุมกันกล่าวบริภาษนางอมิตตตาปนาว่า
แน่ะนางอมิตตตาปนา บิดามารดาของเจ้า เมื่อเจ้ายังเป็นสาวอยู่อย่างนี้ ยังมอบตัวเจ้าให้แก่ชูชกพราหมณ์แก่ได้ พวกญาติของเจ้าผู้มอบตัวเจ้าแก่พราหมณ์แก่ ทั้งที่เจ้ายังเป็นสาวอยู่อย่างนี้ เขาอยู่ในที่ลับปรึกษากันถึง เรื่องไม่เป็นประโยชน์ เรื่องทำชั่ว เรื่องลามก เรื่องไม่ยังใจให้เอิบอาบ เจ้าอยู่กับผัวแก่ไม่ยังใจให้เอิบอาบ เจ้าอยู่กับผัวแก่ เจ้าตายเสียดีกว่ามีชีวิตอยู่ บิดามารดาของเจ้าคงหาชายอื่นให้เป็นผัวไม่ได้แน่ จึงยกเจ้าซึ่งยังเป็นสาวอยู่อย่างนี้ให้พราหมณ์แก่.
เจ้าคงจักบูชายัญไว้ไม่ดี ในดิถีที่ ๙ คงจักไม่ได้ทำการบูชาไฟไว้ เจ้าคงจักด่าสมณพราหมณ์ผู้มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า ผู้มีศีล เป็นพหูสูต ในโลกเป็นแน่ จึงได้มาอยู่ในเรือนพราหมณ์แก่แต่ยังเป็นสาวอยู่อย่างนี้ ถูกงูกัดก็ไม่เป็นทุกข์ ถูกแทงด้วยหอกก็ไม่เป็นทุกข์ การที่เห็นผัวแก่นั้นแล เป็นความทุกข์ด้วย เป็นความร้ายกาจด้วย. การเล่นหัว การรื่นรมย์ย่อมไม่มีกับผัวแก่ การเจรจาปราศรัยก็ไม่มี แม้การกระซิกกระซี้ก็ไม่งาม. เมื่อใด ผัวหนุ่มเมียสาวเย้าหยอกกันอยู่ในที่ลับ เมื่อนั้นความเศร้าโศกทุกอย่างที่เสียดแทงหัวใจอยู่ ย่อมพินาศไปสิ้น. เจ้ายังเป็นสาวรูปสวย พวกชายปรารถนายิ่งนัก เจ้าจงไปอยู่เสียที่ตระกูลญาติเถิด คนแก่จักให้เจ้ารื่นรมย์ได้อย่างไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ แปลว่า ได้มีแล้ว. บทว่า วาสี กลิงเคสุ ความว่า เป็นชาวบ้านพราหมณ์ทุนนวิฏฐะ แคว้นกาลิงครัฐ. บทว่า ตา นํ ตตถ คตาโวจํ ความว่า หญิงในบ้านนั้นเหล่านั้นไปตักน้ำที่ท่าน้ำ ได้กล่าวกะนางอมิตตตาปนานั้น. บทว่า ถิโย นํ ปริภาสึสุ ความว่า หญิงเหล่านั้นมิได้กล่าวกะใครๆ อื่น ด่านางอมิตตตาปนานั้น โดยแท้แล. บทว่า กุตุหลา ได้แก่ เป็นประหนึ่งแตกตื่นกัน. บทว่า สมาคนตวา ได้แก่ ห้อมล้อมโดยรอบ. บทว่า ทหริยํ ได้แก่ ยังเป็นสาวรุ่นมีความงามเลิศ. บทว่า ชิณณสส ได้แก่ ในเรือนของพราหมณ์แก่เพราะชรา. บทว่า ทุยิฏฐนเต นวมิยํ ความว่า เจ้าจักบูชายัญไว้ไม่ดีในดิถีที่ ๙ คือเครื่องบูชายัญของเจ้านั้น จักเป็นของที่กาแก่ถือเอาแล้วก่อน. ปาฐะว่า ทุยิฏฐา เต นวมิยา ดังนี้ก็มี ความว่า เจ้าจักบูชายัญในดิถีที่ ๙ ไว้ไม่ดี. บทว่า อกตํ อคคิหุตตกํ ความว่า แม้การบูชาไฟท่านก็จักไม่กระทำ. บทว่า อภิสสสิ ความว่า ด่าสมณพราหมณ์ผู้มีบาปอันสงบแล้ว หรือผู้มีบาปอันลอยแล้ว. หญิงทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ ด้วยความประสงค์ว่า นี้เป็นผลแห่งบาปของเจ้านั้น. บทว่า ชคฆิตํปิ น โสภติ ความว่า แม้การหัวเราะของคนแก่ที่หัวเราะเผยฟันหัก ย่อมไม่งาม. บทว่า สพเพ โสกา วินสสนติ ความว่า ความเศร้าโศกของเขาเหล่านั้นทุกอย่างย่อมพินาศไป. บทว่า กึ ชิณโณ ความว่า พราหมณ์แก่คนนี้จักยังเจ้าให้รื่นรมย์ด้วยกามคุณ ๕ ได้อย่างไร.

นางอมิตตตาปํนาได้รับบริภาษแต่สำนักนางพราหมณีเหล่านั้น ก็ถือหม้อน้ำร้องไห้กลับไปเรือน ครั้นชูชกถามว่า ร้องไห้ทำไม.
เมื่อจะแจ้งความแก่ชูชก จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าแต่พราหมณ์ ฉันจะไม่ไปสู่แม่น้ำเพื่อน้ำตักมาให้ท่าน. ข้าแต่พราหมณ์ พราหมณีทั้งหลายบริภาษฉัน เพราะเหตุที่ท่านเป็นคนแก่.

ความของคาถานั้นว่า ข้าแต่พราหมณ์ พราหมณีทั้งหลายบริภาษฉันเพราะท่านแก่ เพราะฉะนั้น จำเดิมแต่นี้ไป ฉันจักไม่ไปสู่แม่น้ำตักน้ำมาให้ท่าน.

ชูชกกล่าวว่า
แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าอย่าได้ทำการงานเพื่อฉันเลย อย่าตักน้ำมาเพื่อฉันเลย ฉันจักตักน้ำเอง เจ้าอย่าขัดเคืองเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกมาหิสฺสํ ความว่า ฉันจักนำน้ำมาเอง.

พราหมณีอมิตตตาปนากล่าวว่า
แน่ะพราหมณ์ ฉันไม่ได้เกิดในตระกูลที่ใช้ผัวให้ตักน้ำ ท่านจงรู้อย่างนี้ ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน ถ้าท่านจักไม่นำทาสหรือทาสีมาให้ฉัน ท่านจงรู้อย่างนี้ ฉันจักไม่อยู่ในสำนักของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ ตมฺหิ ความว่า ฉันไม่ได้เกิดในตระกูลที่ใช้สามีให้ทำการงาน. บทว่า ยํ ตฺวํ ความว่า ฉันไม่ต้องการน้ำที่ท่านจักนำมา.

ชูชกกล่าวว่า
แน่ะพราหมณี พื้นฐานศิลปะหรือสมบัติ คือทรัพย์และข้าวเปลือกของฉันไม่มี ฉันจะหาทาสหรือทาสีมาเพื่อนางผู้เจริญแต่ไหน ฉันจักบำรุงนางผู้เจริญเอง แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าอย่าขัดเคืองเลย.

นางอมิตตตาปนาอันเทวดาดลใจ กล่าวกะพราหมณ์ชูชกว่า
มาเถิดท่าน ฉันจักบอกท่านตามที่ฉันได้ยินมา พระราชาเวสสันดรนั้นประทับอยู่ที่เขาวงกต ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงไปทูลขอทาสและทาสีกะพระองค์ เมื่อท่านทูลขอแล้ว พระองค์ผู้เป็นขัตติยชาติจักพระราชทานทาสและทาสีแก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอหิ เต อหมกขิสสํ ความว่า ฉันจักบอกแก่ท่าน นางอมิตตตาปนานั้นถูกเทวดาดลใจ จึงกล่าวคำนี้.

ชูชกกล่าวว่า
ฉันเป็นคนแก่ ไม่มีกำลัง และหนทางก็ไกล ไปแสนยาก แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าอย่าคร่ำครวญไปเลย อย่าน้อยใจเลย ฉันจักบำรุงนางผู้เจริญเอง เจ้าอย่าขัดเคืองฉันเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชิณโณหมสมิ ความว่า แน่ะนางผู้เจริญ ฉันเป็นคนแก่จักไปอย่างไรได้.

พราหมณีอมิตตตาปนากล่าวว่า
คนขลาดยังไม่ทันถึงสนามรบ ไม่ทันได้รบก็ยอมแพ้ ฉันใด ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ทันได้ไปเลยก็ยอมแพ้ ฉันนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านไม่หาทาสและทาสีมาให้ฉัน ท่านจงรู้อย่างนี้ ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน เมื่อใด ท่านเห็นฉันแต่งกายในงานมหรสพประกอบด้วยนักขัตฤกษ์ หรือพิธีตามที่เคยมี เมื่อนั้น ความทุกข์ก็จักมีแก่ท่าน เมื่อฉันรื่นรมย์กับด้วยชายอื่นๆ ความทุกข์ก็จักมีแก่ท่าน เมื่อท่านผู้ชราแล้วพิไรคร่ำครวญอยู่ เพราะไม่เห็นฉัน ร่างกายที่งอก็จักงอยิ่งขึ้น ผมที่หงอกก็จักหงอกมากขึ้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมนาปนฺเต ความว่า เมื่อท่านไม่ยอมไปเฝ้าพระเวสสันดร ทูลขอทาสและทาสีมา ฉันจักกระทำกรรมที่ท่านไม่ชอบใจ. บทว่า นกขตเต อุตปุพเกพสุ ความว่า ในงานมหรสพที่เป็นไปด้วยสามารถที่จัดขึ้นในคราวนักขัตกฤษ์ หรือด้วยสามารถที่จัดขึ้นประจำฤดูกาล ในบรรดาฤดูกาลทั้งหก.

ชูชกพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น ก็ตกใจกลัว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พราหมณ์ชูชกนั้นก็ตกใจกลัว ตกอยู่ในอำนาจของนางอมิตตตาปนาพราหมณี ถูกกามราคะบีบคั้น ได้กล่าวกะนางว่า แน่ะนางพราหมณี เจ้าจงจัดเสบียงเดินทางเพื่อฉัน คือจัดขนมที่ทำด้วยงา ขนมที่ปรุงด้วยน้ำตาล ขนมที่ทำเป็นก้อนด้วยน้ำผึ้ง ทั้งสัตตุก้อนสัตตุผงและข้าวผอก จัดให้ดี ฉันจักนำพี่น้องสองกุมารมาให้เป็นทาส กุมารกุมารีทั้งสองนั้นจักไม่เกียจคร้าน บำเรอปฏิบัติเจ้าตลอดคืนตลอดวัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อททิโต ได้แก่ เบียดเบียน คือบีบคั้น. บทว่า สํกุโล ได้แก่ ขนมที่ทำด้วยงา. บทว่า สงคุฬานิ จ ได้แก่ ขนมที่ปรุงด้วยน้ำตาล. บทว่า สตตภตตํ ได้แก่ ข้าวสัตตุก้อน ข้าวสัตตุผงและข้าวผอก. บทว่า เมถุนเก ได้แก่ ผู้เช่นเดียวกันด้วยชาติโคตรสกุลและประเทศ. บทว่า ทาสกุมารเก ได้แก่ สองกุมาร เพื่อประโยชน์เป็นทาสของเจ้า.

นางอมิตตตาปนารีบตระเตรียมเสบียง แล้วบอกแก่พราหมณ์ชูชก. ชูชกซ่อมประตูเรือน ทำที่ชำรุดให้มั่นคง หาฟืนแต่ป่ามาไว้ เอาหม้อตักน้ำใส่ไว้ในภาชนะทั้งปวงในเรือนจนเต็ม แล้วถือเพศเป็นดาบสในเรือนนั้นนั่นเอง สอนนางอมิตตตาปนาว่า แน่ะนางผู้เจริญ จำเดิมแต่นี้ไป ในเวลาค่ำมืดเจ้าอย่าออกไปนอกบ้าน. จงเป็นผู้ไม่ประมาท จนกว่าฉันจะกลับมา สอนฉะนั้นแล้วสวมรองเท้า ยกถุงย่ามบรรจุเสบียงขึ้นสะพายบ่า ทำประทักษิณนางอมิตตตาปนา มีนัยน์ตาเต็มด้วยน้ำตาร้องไห้หลีกไป.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์พรหมทำกิจนี้เสร็จแล้ว สวมรองเท้า แต่นั้น แกเรียกนางอมิตตตาปนาผู้ภรรยา มาพร่ำสั่งเสีย ทำประทักษิณภรรยา สมาทานวัตร มีหน้านองด้วยน้ำตา หลีกไปสู่นคร อันเจริญรุ่งเรืองของชาวสีพี เที่ยวแสวงหาทาสและทาสี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุณณมุโข ได้แก่ ร้องไห้น้ำตาอาบหน้า. บทว่า สหิตพพโต ได้แก่ มีวัตรอันสมาทานแล้ว อธิบายว่า ถือเพศเป็นดาบส. บทว่า จรํ ความว่า ชูชกเที่ยวแสวงหาทาสและทาสี มุ่งพระนครของชาวสีพีหลีกไปแล้ว.

ชูชกไปสู่นครนั้น เห็นชนประชุมกัน จึงถามว่า พระราชาเวสสันดรเสด็จไปไหน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พราหมณ์ชูชกไปในนครนั้นแล้ว ได้ถามประชาชนที่มาประชุมกันอยู่ในที่นั้นๆ ว่า พระเวสสันดรราชาประทับอยู่ที่ไหน เราทั้งหลายจะไปเฝ้าพระบรมกษัตริย์ได้ที่ไหน. ชนทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นได้ตอบพราหมณ์นั้นว่า
ดูก่อนพราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป ถึงถูกขับไล่จากแว่นแคว้นของพระองค์ เสด็จไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต ดูก่อนพราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป จึงทรงพาพระโอรสพระธิดา และพระมเหสีเสด็จไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกโต ความว่า พระเวสสันดรถูกเบียดเบียนบีบคั้น จึงไม่ได้ประทับอยู่ในพระนครของพระองค์ บัดนี้ ประทับอยู่ ณ เขาวงกต.

ชนเหล่านั้นกล่าวกะชูชกว่า พวกแกทำพระราชาของพวกเราให้พินาศแล้ว ยังมายืนอยู่ในที่นี้อีก กล่าวฉะนี้ แล้วก็ถือก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ไล่ตามชูชกไป ชูชกถูกเทวดาดลใจ ก็ถือเอามรรคาที่ไปเขาวงกตทีเดียว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พราหมณ์ชูชกถูกนางอมิตตตาปนาเตือนแล้ว เป็นผู้ติดใจในกาม จึงประสบทุกข์นั้น ในป่าที่เกลื่อนไปด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองเสพอาศัย. แกถือไม้เท้ามีสีดังผลมะตูม อีกทั้งเครื่องบูชาไฟและเต้าน้ำ เข้าไปสู่ป่าใหญ่ ซึ่งแกได้ฟังว่า พระเวสสันดรราชฤาษี ผู้ประทานผลที่บุคคลปรารถนาประทับอยู่ ฝูงสุนัขป่าก็ล้อมพราหมณ์นั้นผู้เข้าไปสู่ป่าใหญ่ แกหลงทางร้องไห้ ได้หลีกไปไกลจากทางไปเขาวงกต. แต่นั้น แกผู้โลภในโภคะ ไม่มีความสำรวมเดินไปแล้ว หลงทางที่จะไปสู่เขาวงกต ถูกฝูงสุนัขล้อมไว้ นั่งบนต้นไม้ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฆนฺตํ ได้แก่ ทุกข์นั้น คือทุกข์ที่ติดตามโดยมหาชน และทุกข์ที่จะต้องไปเดินป่า. บทว่า อคคิหุตตํ ได้แก่ ทัพพีเครื่องบูชาไฟ. บทว่า โกกา นํ ปริวารยุ? ความว่า ก็ชูชกนั้นเข้าสู่ป่าทั้งที่ไม่รู้ทางที่จะไปเขาวงกต จึงหลงทางเที่ยวไป. ลำดับนั้น สุนัขทั้งหลายของพรานเจตบุตร ผู้นั่งเพื่ออารักขาพระเวสสันดร ได้ล้อมชูชกนั้น. บทว่า วิกนฺทิ โส ความว่า ชูชกนั้นขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่งร้องไห้เสียงดัง. บทว่า วิปฺปรฏฺโฐ ได้แก่ ผิดทาง. บทว่า ทูเร ปนฺถา ความว่า หลีกไปไกลจากทางที่ไปเขาวงกต. บทว่า โภคลทโธ ได้แก่ เป็นผู้โลภในลาภคือโภคสมบัติ. บทว่า อสญฺญโต ได้แก่ ผู้ทุศีล. บทว่า วงกสโสกรเณเนตโถ ได้แก่ หลงในทางที่จะไปเขาวงกต.

ชูชกนั้นถูกฝูงสุนัขล้อมไว้ ขึ้นนั่งบนต้นไม้ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดร พระราชบุตรผู้ประเสริฐ ผู้ทรงชำนะมัจฉริยะ ไม่ปราชัยอีก ผู้ประทานความปลอดภัยในเวลามีภัยแก่เรา พระองค์เป็นที่อาศัยของเหล่ายาจก เช่นธรณีดลเป็นที่อาศัยแห่งเหล่าสัตว์.
ใครจะบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนแม่ธรณีแก่เราได้ พระองค์เป็นที่ไปเฝ้าของเหล่ายาจก ดังสาครเป็นที่ไหลไปแห่งแม่น้ำน้อยใหญ่. ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดร ผู้เปรียบเหมือนสาครแก่เราได้ พระองค์เป็นดังสระน้ำมีท่าอันงาม ลงดื่มได้ง่ายมีน้ำเย็น น่ารื่นรมย์ ดารดาษไปด้วยดอกบุณฑริกบัวขาบ ประกอบด้วยละอองเกสร.
ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดร ผู้เปรียบเสมือนสระน้ำแก่เราได้ พระองค์เปรียบประหนึ่งต้นนิโครธใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน. ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราชแก่เราได้ พระองค์เปรียบเหมือนต้นไทรที่ใกล้ทาง มีร่มเงา น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน.
ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราชแก่เราได้ พระองค์เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่ใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน. ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราชแก่เราได้ พระองค์เปรียบเหมือนต้นรังที่ใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ. เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน.
ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราชแก่เราได้ พระองค์เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน. ใครจะแจ้งข่าวของพระองค์ ผู้ทรงคุณเห็นปานนั้นแก่เรา. เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่ พร่ำเพ้ออยู่อย่างนี้. บุคคลใดบอกว่า ข้าพเจ้ารู้ข่าว บุคคลนั้นชื่อว่ายังความร่าเริงให้เกิดแก่เรา.
อนึ่ง เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่ พร่ำเพ้ออยู่อย่างนี้ บุคคลใดบอกข่าวว่า ข้าพเจ้ารู้จักราชนิวาสสถานของพระเวสสันดร บุคคลนั้นพึงประสพบุญมิใช่น้อย ด้วยคำบอกเล่าคำเดียวนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชยนตํ ได้แก่ ผู้ชนะความตระหนี่. บทว่า โก เม เวสสนตรํ วิทู ความว่า ชูชกกล่าวว่า ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรแก่เรา. บทว่า ปติฏฺฐาสิ ความว่า ได้เป็นที่พึ่งอาศัย. บทว่า สนฺตานํ ได้แก่ เป็นไปโดยรอบ. บทว่า กิลนฺตานํ ได้แก่ ผู้ลำบากในหนทาง. บทว่า ปฏิคฺคหํ ได้แก่ เป็นผู้รับ คือเป็นที่พึ่งอาศัย. บทว่า อหํ ชานนฺติ โย วชฺชา ความว่า ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ารู้สถานที่ประทับของพระเวสสันดร.

พรานเจตบุตรเป็นพรานล่าเนื้อ ที่เหล่าพระยาเจตราชตั้งไว้ เพื่ออารักขาพระเวสสันดร. เที่ยวอยู่ในป่า ได้ยินเสียงคร่ำครวญของชูชกนั้น จึงคิดว่า พราหมณ์นี้ย่อมคร่ำครวญอยากจะพบพระเวสสันดร. แต่แกคงไม่ได้มาตามธรรมดา คงจักขอพระมัทรีหรือพระโอรสพระธิดา เราจักฆ่าแกเสียในที่นี้แหละ. คิดฉะนี้ แล้วจึงไปใกล้ชูชก กล่าวว่า ตาพราหมณ์ ข้าจักไม่ให้ชีวิตแก. กล่าวฉะนี้ แล้วยกหน้าไม้ขึ้นสายขู่จะยิง.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พรานผู้เที่ยวอยู่ในป่าชื่อเจตบุตร กล่าวแก่ชูชกว่า แน่ะพราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ถูกพวกแกเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป จึงถูกขับไล่ออกจาก แว่นแคว้นของพระองค์ เสด็จไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต. แน่ะพราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ถูกพวกแกเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป จนต้องพาพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีเสด็จไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต. แกเป็นคนมีปัญญาทราม ทำสิ่งที่มิใช่กิจ มาจากรัฐสู่ป่าใหญ่ แสวงหาพระราชบุตร ดุจนกยางหาปลา. แน่ะพราหมณ์ ข้าจักไม่ไว้ชีวิตแก ในที่นี้ เพราะลูกศรนี้อันข้ายิงไปแล้ว จักดื่มโลหิตแก. แน่ะพราหมณ์ ข้าจักตัดหัวของแก เชือดเอาหัวใจพร้อมทั้งไส้พุง แล้วจักบูชาปันถสกุณยัญพร้อมด้วยเนื้อของแก. แน่ะพราหมณ์ ข้าจักเฉือนหัวใจของแกพร้อมด้วยเนื้อ มันข้น และเยื่อในสมองของแกบูชายัญ. แน่ะพราหมณ์ ข้าจักบูชาบวงสรวงด้วยเนื้อของแก จักไม่ให้แกนำพระราชเทวี พระโอรสพระธิดาของพระราชบุตรเวสสันดรไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกิจจการี ความว่า แกเป็นผู้กระทำสิ่งที่มิใช่กิจ. บทว่า ทุมเมโธ ได้แก่ ไม่มีปัญญา. บทว่า รฏฺฐ วิวนมาคโต ความว่า จากแว่นแคว้นมาป่าใหญ่. บทว่า สโร ปาสสติ ความว่า ลูกศรนี้จักดื่มโลหิตของแก. บทว่า วชฌยิตวาน ความว่า เราจักฆ่าแกแล้วตัดศีรษะของแกผู้ตกจากต้นไม้ให้เหมือนผลตาล. แล้วเฉือนเนื้อหัวใจพร้อมทั้งตับไตไส้พุง บูชายัญชื่อปันถสกุณแก่เทวดา ผู้รักษาหนทาง. บทว่า น จ ตฺวํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น แกจักนำพระมเหสี หรือพระโอรสพระธิดาของพระราชบุตรเวสสันดรไปไม่ได้.

ชูชกได้ฟังคำของพรานเจตบุตรแล้ว ก็ตกใจกลัวแต่มรณภัย เมื่อจะกล่าวมุสาวาท จึงกล่าวว่า
ดูก่อนเจตบุตร ข้าเป็นพราหมณทูตไม่ควรฆ่า เจ้าจงฟังข้าก่อน เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายจึงไม่ฆ่าทูต นี่เป็นธรรมเนียมเก่า ชาวสีพีทั้งปวงหายขัดเคือง พระชนกก็ทรงปรารถนาจะพบพระเวสสันดร ทั้งพระชนนีของท้าวเธอก็ถอยพระกำลัง พระเนตรทั้งสองพึงเสื่อมโทรม โดยกาลไม่นาน. ดูก่อนเจตบุตร ข้าเป็นผู้อันพระราชาพระราชินี ทรงส่งมาเป็นทูต เจ้าจงฟังข้าก่อน ข้าจักเชิญพระเวสสันดรราชโอรสกลับ ถ้าเจ้ารู้จงบอกหนทางแก่เรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิชฌตตา ได้แก่ เข้าใจกันแล้ว. บทว่า อจิรา จกขุนิ ขียเร ความว่า พระเนตรทั้งสองจักเสื่อมโทรม ต่อกาลไม่นานเลย เพราะทรงกันแสงเป็นนิตย์.

กาลนั้น พรานเจตบุตรก็มีความโสมนัส ด้วยคิดว่า ได้ยินว่า บัดนี้ พราหมณ์นี้จะมาเชิญเสด็จพระเวสสันดรกลับ จึงผูกสุนัขทั้งหลายไว้ให้อยู่ที่ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วให้ชูชกลงจากต้นไม้ ให้นั่งบนที่ลาดกิ่งไม้ ให้โภชนาหาร. เมื่อจะทำปฏิสันถาร จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าแต่ตาพราหมณ์ ตาเป็นทูตที่รักของพระเวสสันดรผู้เป็นที่รักของข้า ข้าจะให้กระบอกน้ำผึ้งและขาเนื้อย่างเป็นบรรณาการแก่ตา และจักบอกประเทศที่ พระเวสสันดรผู้ประทานความประสงค์ประทับอยู่แก่ตา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิยสส เม ความว่า ตาเป็นทูตที่รักของพระเวสสันดร ผู้เป็นที่รักของข้า ข้าจะให้บรรณาการแก่ตาเพื่อความเต็มแห่งอัธยาศัย.
จบชูชกบรรพ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Fri Apr 03, 2009 3:41 pm    เรื่อง: พระเวสสันดร ตอบโดยอ้างข้อความ

จุลวนวรรณนา
พรานเจตบุตรให้พราหมณ์ชูชกบริโภคแล้ว ให้กระบอกน้ำผึ้งและขาเนื้อย่างแก่ชูชก เพื่อเป็นเสบียงเดินทางอย่างนี้แล้ว ยืนที่หนทางยกมือเบื้องขวาขึ้น.
เมื่อจะแจ้งโอกาสเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระเวสสันดรมหาสัตว์ จึงกล่าวว่า
ดูก่อนมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์ล้วนแล้วไปด้วยศิลา ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา. ทรงเพศบรรชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง
ทิวไม้เขียวนั้นทรงผลต่างๆ และภูผาสูงยอดเสียดเมฆเขียวชะอุ่ม. นั่นแลเป็นเหล่าอัญชนภูผาเห็นปรากฏอยู่ นั่นเหล่าไม้ตะแบก ไม้หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้สะคร้อและเถายางทราย อ่อนไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุราครั้งแรกก็โซเซ ฉะนั้น. เหล่านกโพระดก นกดุเหว่า ส่งเสียงร้องบนกิ่งต้นไม้ พึงฟังดุจสังคีตโผผินบินจากต้นนั้นสู่ต้นนี้. กิ่งไม้และใบไม้ทั้งหลาย อันลมให้หวั่นไหวแล้วเสียดสีกัน ดังจะชวนบุคคลผู้ผ่านไปให้มายินดี และยังบุคคลผู้อยู่ในที่นั้นให้เพลิดเพลิน ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดรพร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนธมาทโน ความว่า นั่นภูเขาคันธมาทน์ ท่านบ่ายหน้าทางทิศอุดร เดินไปตามเชิงภูเขาคันธมาทน์ จักเห็นอาศรมที่ท้าวสักกะประทาน ซึ่งเป็นที่พระราชาเวสสันดรพร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา และพระมเหสีประทับอยู่. บทว่า พรสหมณวณณํ ได้แก่ เพศบรรพชิตผู้ประเสริฐ. บทว่า อาสทญจ มส?ชฏํ ความว่า ทรงขอสำหรับสอยเก็บผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง และชฎา. บทว่า จมมวาสี ได้แก่ ทรงหนังเสือเหลือง. บทว่า ฉมา เสติ ความว่า บรรทมเหนือเครื่องปูลาดใบไม้บนแผ่นดิน. บทว่า ธวสสกณณา ขทิรา ได้แก่ ไม้ตะแบก ไม้หูกวาง และไม้ตะเคียน. บทว่า สกึ ปีตาว มาณวา ความว่า เป็นราวกะนักเลงดื่มน้ำเมา ดื่มครั้งเดียวเท่านั้น. บทว่า อุปริ ทุมปริยาเยสุ ได้แก่ ที่กิ่งแห่งต้นไม้ทั้งหลาย. บทว่า สงคีติโยว สุยยเร ความว่า จะได้ฟังเสียงของเหล่านกต่างๆ ที่อยู่กัน ดุจทิพยสังคีต. บทว่า นชชหา ได้แก่ นกโพระดก. บทว่า สมปตนติ ได้แก่ เที่ยวส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าว. บทว่า สาขาปตตสมีริตา ความว่า เหล่านกถูกใบแห่งกิ่งไม้ เสียดสีก็พากันส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าว หรือกิ่งไม้มีใบอันลมพัดแล้ว นั่นแล. บทว่า อาคนตํ ได้แก่ คนที่จะจากไป. บทว่า ยตถ ความว่า ท่านไปในอาศรมบท ซึ่งเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระเวสสันดรแล้ว จักเห็นสมบัติแห่งอาศรมบทนี้.

พรานเจตบุตร เมื่อจะพรรณนาถึงอาศรมบทให้ยิ่งขึ้นกว่าที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงกล่าวว่า
ที่บริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้มะม่วง มะขวิด ขนุน ไม้รัง ไม้หว้า สมอพิเภก สมอไทย มะขามป้อม ไม้โพธิ์ พุทรา มะพลับทอง ไม้ไทร ไม้มะสัง ไม้มะซางมีรสหวาน งามรุ่งเรือง และมะเดื่อผลสุก อยู่ในที่ต่ำทั้งกล้วยงาช้าง กล้วยหอม ผลจันทน์มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ในป่านั้นมีรวงผึ้งไม่มีตัว คนถือเอาบริโภคได้เอง.
อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีดงมะม่วงตั้งอยู่ บางต้นกำลังออกช่อ บางต้นมีผลเป็นหัวแมลงวัน บางต้นมีผลห่ามเป็นปากตะกร้อ บางต้นมีผลสุก ทั้งสองอย่างนั้นมีพรรณดังสีหลังกบ. อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น บุรุษยืนอยู่ใต้ต้นก็เก็บมะม่วงสุกกินได้. ผลมะม่วงดิบและสุกทั้งหลาย มีสีสวยกลิ่นหอมรสอร่อยที่สุด.
เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้าเหลือเกิน. ถึงกับออกอุทานว่า อือๆ ที่ประทับของพระเวสสันดรนั้น เป็นดังที่อยู่แห่งเทวดาทั้งหลาย งดงามปานนันทนวัน. มีหมู่ตาล มะพร้าว และอินทผลัมในป่าใหญ่ ราวกะระเบียบดอกไม้ที่ช่างร้อยกรองตั้งไว้ ปรากฏดังยอดธง วิจิตรด้วยบุปผชาติมีพรรณต่างๆ เหมือนดาวเรื่อเรืองอยู่ในนภากาศ แลมีไม้มูกมัน โกฐ สะค้าน และแคฝอย บุนนาค บุนนาคขาและทองหลาง มีดอกบานสะพรั่ง.
อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะเกลือ กฤษณา รักดำ ก็มีมาก ต้นไทรใหญ่ ไม้รกฟ้า ไม้ประดู่ มีดอกบานสะพรั่งในบริเวณอาศรมนั้น. มีไม้อัญชันเขียว ไม้สน ไม้กะทุ่ม ขนุนสำมะกอ ไม้ตะแบก ไม้รังล้วนมีดอกเป็นพุ่มคล้ายลอมฟาง. ในที่ไม่ไกลอาศรมนั้น มีสระโบกขรณี ณ ภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ดาดาษไปด้วยปทุมและอุบล ดุจในนันทนอุทยานของเหล่าทวยเทพ ฉะนั้น.
อนึ่ง ในที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น มีฝูงนกดุเหว่าเมารสบุปผชาติ ส่งเสียงไพเราะจับใจ ทำป่านั้นอื้ออึงกึกก้อง ในเมื่อหมู่ไม้ผลิดอกแย้มบานตามฤดูกาล รสหวานดังน้ำผึ้งร่วงหล่นจากเกสรดอกไม้ลงมาค้างอยู่บนใบบัว เรียกว่าโบกขรมธุ น้ำผึ้งใบบัว (ขันฑสกร) อนึ่ง ลมทางทิศทักษิณและทิศประจิม ย่อมพัดมาที่อาศรมนั้น อาศรมเป็นสถานที่เกลื่อนกล่นด้วยละอองเกสรปทุมชาติ. ในสระโบกขรณีนั้นมีกระจับใหญ่ๆ ทั้งข้าวสาลีร่วงลง ณ ภูมิภาค เหล่าปูในสระนั้นก็มีมาก ทั้งมัจฉาชาติและเต่าว่ายไปตามกันเห็นปรากฏ ในเมื่อเหง้าบัวแตก น้ำหวานก็ไหลออก ดุจนมสด เนยใส ไหลออกจากเหง้าบัว ฉะนั้น.
วนประเทศนั้นฟุ้งไปด้วยกลิ่นต่างๆ หอมตลบไป วนประเทศนั้น เหมือนดังจะชวนเชิญชนผู้มาถึงแล้ว ให้ยินดีด้วยดอกไม้และกิ่งไม้ที่มีกลิ่นหอม. แมลงผึ้งทั้งหลายก็ร้องตอมอยู่โดยรอบ ด้วยกลิ่นดอกไม้. อนึ่ง ในที่ใกล้อาศรมนั้นมีฝูงวิหคเป็นอันมากมีสีสันต่างๆ กัน บันเทิงอยู่กับคู่ของตนๆ ร่ำร้องขานกะกันและกัน มีฝูงนกอีก ๔ หมู่ ทำรังอยู่ใกล้สระโบกขรณี คือหมู่ที่ ๑ ชื่อนันทิกา ย่อมร้องทูลเชิญพระเวสสันดรให้ชื่นชมยินดี อยู่ในป่านี้. หมู่ที่ ๒ ชื่อชีวปุตตา ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้พระเวสสันดร พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี จงมีพระชนม์ยืนนานด้วยความสุขสำราญ. หมู่ที่ ๓ ชื่อชีวปุตตาปิยาจโน ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้พระเวสสันดร พร้อมทั้งพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ผู้เป็นที่รักของพระองค์จงทรงสำราญ มีพระชนมายุยืนนานไม่มีข้าศึกศัตรู. หมู่ที่ ๔ ชื่อปิยาปุตตาปิยานันทา ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้พระโอรสพระธิดาและพระมเหสี จงเป็นที่รักของพระองค์. ขอพระองค์จงเป็นที่รักของพระโอรสพระธิดาและมเหสี ทรงชื่นชมโสมนัสต่อกันและกัน.
ทิวไม้ราวกะระเบียบดอกไม้ที่ช่างร้อย กรองตั้งไว้ ปรากฏดังยอดธง วิจิตรด้วยบุปผชาติมีพรรณต่างๆ เหมือนคนฉลาดเก็บมาร้อยกรองไว้. ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิงกับทั้งชฏา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จารุติมพรุกขา ได้แก่ ต้นมะพลับทอง. บทว่า มธุมธุกา ได้แก่ มะซางมีรสหวาน. บทว่า เถวนติ แปลว่า ย่อมรุ่งเรือง. บทว่า มธุตถิกา ได้แก่ เหมือนน้ำผึ้ง หรือเช่นกับรวงผึ้งเพราะมีน้ำหวานไหลเยิ้ม. บทว่า ปาเรวตา ได้แก่ ต้นกล้วยงาช้าง. บทว่า ภเวยยา ได้แก่ กล้วยมีผลยาว. สกมาทาย ความว่า ถือเอารวงผึ้งนั้นบริโภคได้เองทีเดียว. บทว่า โทวิลา ได้แก่ มีดอกและใบร่วงหล่น มีผลดาษดื่น. บทว่า เภงควณณา ตทูภยํ ความว่า มะม่วงทั้งสองอย่างนั้นคือ ดิบบ้าง สุกบ้าง มีสีเหมือนสีของหลังกบทีเดียว. บทว่า อเถตถ เหฏ?า ปุริโส ความว่า อนึ่ง ณ อาศรมนั้น บุรุษยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วงเหล่านั้น ย่อมเก็บผลมะม่วงได้ ไม่จำเป็นต้องขึ้นต้น. บทว่า วณณคนธรสุตตมา ได้แก่ อุดมด้วยสีเป็นต้นเหล่านี้. บทว่า อเตว เม อจฉริยํ ความว่า เป็นที่อัศจรรย์แก่ข้าพเจ้าเหลือเกิน. บทว่า หิงกาโร ได้แก่ ทำเสียงว่า หึๆ.
บทว่า วิเภทิกา ได้แก่ ต้นตาล บทว่า มาลาว คนถิตา ความว่า ดอกไม้ทั้งหลายตั้งอยู่บนต้นไม้ ที่มีดอกบานสะพรั่ง เหมือนพวงมาลัยที่นายมาลาการร้อยกรองไว้. บทว่า ธชคคาเนว ทิสสเร ความว่า ต้นไม้เหล่านั้นปรากฏราวกะยอดธงที่ประดับแล้ว. บทว่า กุฏชี กุฏ?ตครา ได้แก่ รุกขชาติอย่างหนึ่งชื่อว่าไม้มูกมัน กอโกฐ และกอกฤษณา. บทว่า คิริปุนนาคา ได้แก่ บุญนาคใหญ่. บทว่า โกวิฬารา ได้แก่ ต้นทองหลาง. บทว่า อุทธาลกา ได้แก่ ต้นราชพฤกษ์ดอกสีเหลือง. บทว่า ภลลิยา ได้แก่ ต้นรักดำ. บทว่า ลพุชา ได้แก่ ต้นขนุนสำมะลอ. บทว่า ปุตตชีวา ได้แก่ ต้นไทรใหญ่. บทว่า ปลาลขลสนนิภา ความว่า พรานเจตบุตรกล่าวว่า ดอกไม้ที่ร่วงหล่นใต้ต้นไม้เหล่านั้น คล้ายลอมฟาง. บทว่า โปกขรณี ได้แก่ สระโบกขรณีสี่เหลี่ยม. บทว่า นนทเน ได้แก่ เป็นราวกะสระนันทนโบกขรณี ในนันทนวนอุทยาน. บทว่า ปุปผรสมตตา ได้แก่ เมาด้วยรสของบุปผชาติ คือถูกรสของบุปผชาติรบกวน. บทว่า มกรนเทหิ ได้แก่ เกสรดอกไม้.
บทว่า โปกขเร โปกขเร ความว่า เรณูร่วงจากเกสรดอกบัวเหล่านั้นลงบนใบบัว ชื่อโปกขรมธุน้ำผึ้งใบบัว (ซึ่งแพทย์ใช้เข้ายาเรียกว่า ขัณฑสกร). บทว่า ทกขิณา อถ ปจฉิมา ความว่า ลมจากทิศน้อยทิศใหญ่ทุกทิศ ท่านแสดงด้วยคำเพียงเท่านี้. บทว่า ถูลา สึฆาฏกา ได้แก่ กระจับขนาดใหญ่. บทว่า สสาทิยา ได้แก่ ข้าวสาลีเล็กๆ ซึ่งเป็นข้าวสาลีที่เกิดเองตั้งอยู่ เรียกว่าข้าวสาลีบริสุทธิ์ ก็มี. บทว่า ปสาทิยา ได้แก่ ข้าวสาลีเหล่านั้นแหละร่วงลงบนพื้นดิน. บทว่า พฺยาวิธา ความว่า เหล่าสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เที่ยวไปเป็นกลุ่มๆ ในน้ำใส ว่ายไปตามลำดับปรากฏอยู่. บทว่า มูปยานกา ได้แก่ ปู. บทว่า มธํ ภึเสหิ ความว่า เมื่อเหง้าบัวแตก น้ำหวานไหลออกเช่นกับน้ำผึ้ง. บทว่า ขีรํ สปปิ มูฬาลิภิ ความว่า น้ำหวานที่ไหลออกจากเหง้าบัว เป็นราวกะเนยข้นเนยใสผสมน้ำนม. บทว่า สมโมทิเตว ความว่า เป็นเหมือนจะยังชนที่ถึงแล้วให้ยินดี. บทว่า สมนตามภินาทิตา ความว่า เที่ยวบินร่ำร้องอยู่โดยรอบ.
บทว่า นนทิกา เป็นต้นเป็นชื่อของนกเหล่านั้น ก็บรรดานกเหล่านั้น นกหมู่ที่ ๑ ร้องถวายพระพรว่า ข้าแต่พระเวสสันดรเจ้า ขอพระองค์จงชื่นชมยินดีประทับอยู่ในป่านี้เถิด. นกหมู่ที่ ๒ ร้องถวายพระพรว่า ขอพระองค์พร้อมทั้งพระโอรสพระธิดา และพระมเหสีจงมีพระชนม์ยืนนาน ด้วยความสุขสำราญเถิด. นกหมู่ที่ ๓ ร้องถวายพระพรว่า ขอพระองค์พร้อมทั้งพระโอรสพระธิดา และพระมเหสีผู้เป็นที่รักของพระองค์ จงทรงสำราญมีพระชนม์ยืนนาน. ไม่มีข้าศึกศัตรูเถิด. นกหมู่ที่ ๔ ร้องถวายพระพรว่า ขอพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี จงเป็นที่รักของพระองค์. ขอพระองค์จงเป็นที่รักของพระโอรสพระธิดา และพระมเหสี. ทรงชื่นชมโสมนัสกันและกันเถิด. เพราะเหตุนั้น นกเหล่านั้นจึงได้มีชื่ออย่างนี้แล. บทว่า โปกขรณีฆรา ได้แก่ ทำรังอยู่ใกล้สระโบกขรณี.

พรานเจตบุตรแจ้งสถานที่ประทับของพระเวสสันดรอย่างนี้แล้ว ชูชกก็ยินดี เมื่อจะทำปฏิสันถาร จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ก็สัตตูผงอันระคนด้วยน้ำผึ้งและสัตตูก้อน มีรสหวานอร่อยของลุงนี้ อมิตตตาปนาจัดแจงให้แล้ว ลุงจะแบ่งให้แก่เจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตตุภตตํ ได้แก่ ภัตตาหาร คือสัตตูที่คล้ายน้ำผึ้งเคี่ยว. มีคำอธิบายว่า สัตตูของลุงที่มีอยู่นี้นั้น ลุงจะให้แก่เจ้า เจ้าจงรับเอาเถิด.

พรานเจตบุตรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ จงเอาไว้เป็นเสบียงทางของลุงเถิด ข้าพเจ้าไม่ต้องการเสบียงทาง ขอเชิญลุงรับน้ำผึ้งกับขาเนื้อย่าง จากสำนักของข้านี้เอาไปเป็นเสบียงทาง ขอให้ลุงไปตามสบายเถิด ทางนี้เป็นทางเดินได้คนเดียว มาตามทางนี้ ตรงไปสู่อาศรมอัจจุตฤาษี.
พระอัจจุตฤาษีอยู่ในอาศรมนั้น มีฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ทรงเพศเป็นพราหมณ์ มีขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ครองหนังเสือเหลือง นอนเหนือแผ่นดิน นมัสการเพลิง ลุงไปถึงแล้วถามท่านเถิด ท่านจักบอกหนทางให้แก่ลุง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมพลํ ได้แก่ เสบียงทาง. บทว่า เอติ ความว่า หนทางเดินได้เฉพาะคนเดียวมาตรงหน้าเราทั้งสองนี้ ตรงไป อาศรมบท. บทว่า อจจโต ความว่า ฤาษีองค์หนึ่งมีชื่ออย่างนี้ อยู่ในอาศรมนั้น.

ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ได้ฟังคำนี้แล้ว ทำประทักษิณเจตบุตร มีจิตยินดี เดินทางไปยังสถานที่ อัจจุตฤาษีอยู่ ดังนี้แล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยนาสิ ความว่า อัจจุตฤาษีอยู่ในที่ใด ชูชกไปแล้วในที่นั้น.
จบจุลวนวรรณนา
เมื่อชูชกพราหมณ์ภารทวาชโคตรไป ก็ได้พบพระอัจจุตฤาษี ครั้นได้พบท่านแล้วก็สนทนาปราศรัยกับพระอัจจุตฤาษีว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่มีโรคาพาธกระมัง พระผู้เป็นเจ้ามีความผาสุกสำราญกระมัง พระผู้เป็นเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยการเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง. เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานที่จะมีน้อยกระมัง ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภารทวาโช ได้แก่ ชูชก. บทว่า อปปเมว ได้แก่ น้อยทีเดียว. บทว่า หึสา ได้แก่ ความเบียดเบียนให้ท่านลำบากด้วยสามารถแห่งสัตว์เหล่านั้น.

ดาบสกล่าวว่า
ดูก่อนพราหมณ์ รูปไม่ค่อยมีอาพาธ สุขสำราญดี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะหาผลไม้สะดวกดี และมูลผลาหารก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีบ้างก็เล็กน้อย ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศ ที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแก่รูป เมื่อรูปอยู่อาศรมหลายพรรษา รูปมิได้รู้จักอาพาธที่ทำใจไม่ให้ยินดีเกิดขึ้นเลย.
ดูก่อนมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้วและมาไกลก็เหมือนใกล้ เชิญเข้าข้างใน ขอให้ท่านเจริญเถิด ชำระล้างเท้าของท่านเสีย. ดูก่อนพราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า เป็นผลไม้มีรสหวานเล็กๆ น้อยๆ เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ที่ดีๆ เถิด. ดูก่อนพราหมณ์ น้ำดื่มนี้เย็นนำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญดื่มเถิด ถ้าปรารถนาจะดื่ม.

ชูชกกล่าวว่า
สิ่งที่พระคุณเจ้าให้แล้ว เป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการอันพระคุณเจ้ากระทำแล้วทุกอย่าง ข้าพเจ้ามาเพื่อพบพระราชโอรสของพระเจ้าสญชัยที่ถูกชาวสีพีขับไล่นั้น ถ้าพระคุณเจ้าทราบก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมหํ ทสสมาคโต ความว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อพบพระเวสสันดรนั้น

ดาบสกล่าวว่า
มิใช่แกมาเพื่อพบพระเจ้าสีวีราชผู้มีบุญ ชะรอยแกปรารถนาพระมเหสีของท้าวเธอ ซึ่งเป็นผู้ยำเกรงพระราชสามี หรือชะรอยแกอยากได้พระกัณหาชินาไปเป็นทาสี และพระชาลีไปเป็นทาส แน่ะตาพราหมณ์ อีกอย่างหนึ่ง แกมาเพื่อนำ พระราชเทวีพระราชกุมารกุมารีทั้งสามพระองค์ไปจากป่า โภคสมบัติและพระราชทรัพย์อันประเสริฐของพระเวสสันดร ย่อมไม่มี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตสส โภคา วิชชนติ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ พระเวสสันดรนั้นอยู่ในป่า ย่อมไม่มีโภคสมบัติและพระราชทรัพย์อันประเสริฐ พระองค์ท่านอยู่อย่างเข็ญใจ แกจักไปเฝ้าพระองค์ทำไม.

ชูชกได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญยังไม่ควรจะโกรธเคืองข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามิได้มาขอทาน การเห็นพระผู้ประเสริฐย่อมให้สำเร็จประโยชน์ การอยู่ร่วมกับพระผู้ประเสริฐเป็นความสุขทุกเมื่อ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระเจ้าสีวีราชที่ถูกชาวสีพีขับไล่ ข้าพเจ้ามาเพื่อจะพบพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้าทราบก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานาสิ สํส เม มีคำอธิบายว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่ควรที่ท่านผู้เจริญจะโกรธเคือง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ด้วยว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อจะขออะไรๆ กะพระเวสสันดร ก็หามิได้ อนึ่ง การได้เห็นพระผู้ประเสริฐทั้งหลาย ยังประโยชน์ให้สำเร็จ และการอยู่ร่วมกับพระผู้ประเสริฐเหล่านั้นก็เป็นความสุข ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ ผู้เป็นอาจารย์ของพระเวสสันดรนั้น จำเดิมแต่พระองค์ถูกชาวสีพีขับไล่นั้น ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นพระองค์เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงมาเพื่อพบเห็นพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้ารู้สถานที่ประทับของพระเวสสันดร ก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้า.

พระอัจจุตฤาษีได้ฟังคำของชูชกก็เชื่อ จึงกล่าวว่า เอาเถอะ พรุ่งนี้ เราจักแสดงประเทศที่ประทับของพระเวสสันดรแก่ท่าน วันนี้ท่านอยู่ในที่นี้ก่อน กล่าวฉะนี้แล้วให้ชูชกกินผลาผลจนอิ่ม

รุ่งขึ้น เมื่อจะชี้หนทาง จึงเหยียดมือขวาออก กล่าวว่า
ดูก่อนมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์ล้วนแล้วไปด้วยศิลา ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฏา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.
ทิวไม้เขียวนั้นทรงผลต่างๆ และภูผาสูงยอดเสียดเมฆ เขียวชะอุ่ม นั่นแลเป็นเหล่าอัญชนภูผาเห็นปรากฏอยู่. นั่นเหล่าไม้ตะแบก ไม้หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้สะคร้อ และเถายางทราย อ่อนไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุราครั้งแรกก็โซเซ ฉะนั้น. เหล่านกโพระดก นกดุเหว่า ย่อมร่ำร้องบนกิ่งต้นไม้ พึงฟังดุจสังคีตโผผินบินจากต้นนั้นสู่ต้นนี้ กิ่งไม้และใบไม้ทั้งหลาย อันลมให้หวั่นไหวแล้ว. ดังจะชวนบุคคลผู้ไปให้มายินดี และยังบุคคลผู้อยู่ในที่นั้นให้เพลิดเพลิน. ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.
ดอกกุ่มหล่นเกลื่อนในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ ภาคพื้นเขียวไปด้วยหญ้าแพรก ละอองธุลีไม่มีฟุ้งขึ้นในสถานที่นั้น. ภูมิภาคนั้นเช่นกับสัมผัสนุ่น คล้ายคอนกยูง หญ้าทั้งหลายขึ้นเสมอกันเพียง ๔ องคุลี. ไม้มะม่วง ไม้หว้า ไม้มะขวิด และมะเดื่อมีผลสุกอยู่ในที่ต่ำ ราวไพรยังความยินดีให้เจริญ เพราะมีเหล่าต้นไม้ที่ใช้บริโภคได้. น้ำใสสะอาดกลิ่นหอมดี สีดังแก้วไพฑูรย์ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาไหลหลั่งมาในป่านั้น.
ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจไม่ไกลอาศรมนั้น มีสระโบกขรณีดารดาษไปด้วยปทุมและอุบล ดุจในนันทนอุทยานของเหล่าทวยเทพ ฉะนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ในสระนั้นมีอุบลชาติ ๓ ชนิดคือ เขียว ขาว และแดง งามวิจิตรมิใช่น้อย.

เนื้อความของคาถานั้น เหมือนกับที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า กเรริมาลา วิคตา ความว่า เกลื่อนกลาดไปด้วยดอกกุ่มทั้งหลาย. บทว่า สทฺทลา หริตา ความว่า ภูมิภาคเขียวไปด้วยหญ้าแพรกประจำ. บทว่า น ตตถุทธํสเต รโช ความว่า ธุลีแม้มีประมาณน้อยก็ไม่ฟุ้งขึ้นในที่นั้น. บทว่า ตูลผสสสมูปมา ได้แก่ เช่นกับสัมผัสแห่งนุ่น เพราะมีสัมผัสอ่อนนุ่ม. บทว่า ติณานิ นาติวตตนติ ความว่า หญ้ามีสีเหมือนสีคอนกยูงในภูมิภาคนั้นเหล่านั้น ขึ้นสูงแค่ ๔ องคุลีเท่านั้นโดยรอบ. ไม่งอกยาวเลยกว่านั้น. บทว่า อมพา ชมมู กปฏฐา จ ได้แก่ ไม้มะม่วงด้วย ไม้หว้าด้วย ไม้มะขวิดด้วย. บทว่า ปริโภเคหิ ได้แก่ ต้นไม้ที่บริโภคได้ มีดอกมีผล หลายอย่าง. บทว่า สนฺทติ ความว่า น้ำหลั่งจากภูเขาไหลเป็นไปในไพรสณฑ์นั้น. บทว่า วิจิตฺรนีลาเนกานิ เสตานิ โลหิตกานิ จ ความว่า อัจจุตฤาษีแสดงว่า สระนั้นงามด้วยอุบลชาติสามอย่างเหล่านี้ คือ อุบลเขียวอย่างหนึ่ง อุบลขาวอย่างหนึ่ง อุบลแดงอย่างหนึ่ง ซึ่งคล้ายผอบดอกไม้ที่จัดแต่งไว้ อย่างวิจิตรงดงาม.

พระอัจจุตฤาษีพรรณนาสระโบกขรณีสี่เหลี่ยมอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนาสระมุจลินท์อีก จึงกล่าวว่า
ปทุมชาติในสระนั้นสีขาวดังผ้าโขมพัสตร์ สระนั้นชื่อว่ามุจลินท์ ดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลนีและผักทอดยอด อนึ่ง ปทุมชาติในสระนั้นมีดอกบานสะพรั่ง ปรากฏเหมือนไม่มีกำหนดประมาณ บานในคิมหันตฤดูและเหมันตฤดู แผ่ไปในน้ำแค่เข่า เหล่าปทุมชาติงามวิจิตรชูดอกสะพรั่งส่งกลิ่นหอมฟุ้ง หมู่ภมรบินว่อนร่อนร้องอยู่รอบๆ เพราะกลิ่นหอมแห่งบุปผชาติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โขมาว ได้แก่ สีขาวราวกะว่าสำเร็จแด่ผ้าใยไหม. บทว่า เสตโสคนฺธิเยหิ จ ความว่า สระนั้นดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลนีและผักทอดยอดทั้งหลาย. บทว่า อปริยนฺตาว ทิสฺสเร ความว่า ปรากฏเหมือนหาประมาณมิได้. บทว่า คิมหา เหมนติกา ได้แก่ ปทุมชาติที่บานสะพรั่งในคิมหันตฤดูและเหมันตฤดู. บทว่า ชณณุตคฆา อุปตถรา ความว่า แผ่ไป ได้แก่ บาน คือปรากฎราวกะดำรงอยู่ในน้ำประมาณแค่เข่า. บทว่า วิจิตรา ปุปผสณฐิตา ความว่า ปทุมชาติทั้งหลายงามวิจิตรชูดอกสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทุกเมื่อ.

ดูก่อนพราหมณ์ อนึ่ง ที่ขอบสระนั้นมีรุกขชาติหลากหลายขึ้นอยู่ คือ ไม้กระทุ่ม ไม้แคฝอย ไม้ทองหลาง ผลิดอกบานสะพรั่ง ไม้ปรู ไม้สัก ไม้ราชพฤกษ์ ดอกบานสะพรั่ง ไม้กากะทิง มีอยู่สองฟากสระมุจลินท์ ไม้ซึก ไม้แคขาว บัวบก ไม้คนทิสอ ไม้ยางทรายขาว ไม้ประดู่ ดอกบานหอมฟุ้งที่ใกล้สระนั้น ต้นมะคำไก่ ต้นพิกุล ต้นแก้ว ต้นมะรุม ต้นการเกด ต้นกรรณิการ์ ต้นชะบา ต้นรกฟ้าขาว ต้นรกฟ้าดำ ต้นสะท้อน และต้นทองกวาว ดอกบานผลิดอกออกยอดพร้อมๆ กัน ตั้งอยู่รุ่งเรืองแท้ ต้นมะรื่น ต้นตีนเป็ด ต้นกล้วย ต้นคำฝอย ต้นนมแมว ต้นคนทา ต้นประดู่ลายกับต้นกากะทิง มีดอกบานสะพรั่ง ต้นมะไฟ ต้นงิ้ว ต้นช้างน้าว ต้นพุดขาว ต้นพุดซ้อน โกฐเขมา โกฐสอ มีดอกบานสะพรั่ง. พฤกษชาติทั้งหลายในสถานที่นั้น มีทั้งอ่อนทั้งแก่ ต้นไม่คด ดอกบาน ตั้งอยู่สองข้างอาศรม รอบเรือนไฟ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติฏฺฐนติ ความว่า ตั้งล้อมรอบสระ. บทว่า กทมพา ได้แก่ ต้นกระทุ่ม. บทว่า กจจิการา จ ได้แก่ ต้นไม้ที่มีชื่ออย่างนั้น. บทว่า ปาริชญญา ได้แก่ มีดอกแดง. บทว่า วารณา วุยหนา ได้แก่ ต้นนาคพฤกษ์. บทว่า มุจลินทมภโต ได้แก่ ณ ข้างทั้งสองของสระมุจลินท์. บทว่า เสตปาริสา ได้แก่ รุกขชาติที่เป็นพุ่มขาว ได้ยินว่า ต้นแคขาวเหล่านั้นมีลำต้นขาว ใบใหญ่ มีดอกคล้ายดอกกรรณิการ์. บทว่า นิคคณฑี สรนิคคณฑี ได้แก่ ต้นคนทิสอธรรมดา และต้นคนทิสอดำ. บทว่า ปงฺกุรา ได้แก่ ต้นไม้สีขาว. บทว่า กุสุมภรา ได้แก่ ไม้กอชนิดหนึ่ง. บทว่า ธนุตกการีปุปเผหิ ความว่า งดงามด้วยดอกนมแมวและดอกคนทาทั้งหลาย. บทว่า สีสปาวารณาหิ จ ได้แก่ งดงามด้วยต้นประดู่ลาย และต้นกากะทิงทั้งหลาย. แม้บทว่า อจฉิปา เป็นต้นก็เป็นชื่อต้นไม้ทั้งนั้น. บทว่า เสตเครุตคริกา ได้แก่ ต้นพุดขาวและต้นกฤษณา. บทว่า มํสิโกฏฐกุลาวรา ได้แก่ กอต้นชาเกลือ กอต้นโกฐ และต้นเปราะหอม. บทว่า อกุฏิลา ได้แก่ ต้นตรง. บทว่า อคยาคารํ สมนตตโต ความว่า ตั้งแวดล้อมเรือนไฟ.

อนึ่ง ที่ขอบสระนั้นมีพรรณไม้เกิดเอง เกิดขึ้นเป็นอันมาก คือ ตะไคร้ ถั่วเขียว ถั่วราชมาส ถั่วครั่ง น้ำในสระมุจลินท์นั้นกระเพื่อมเนื่องถึงฝั่งน้ำ แมลงผึ้งทั้งหลายเรียกว่าหิงคุชาล. รุกขชาติทั้งสอง คือไม้สีเสียดและไม้เต่าร้าง ก็มี ณ สระมุจลินท์นั้น. ผักทอดยอดเป็นอันมากก็มี ณ เบื้องต่ำ.
ดูก่อนพราหมณ์ รุกขชาติทั้งหลายอันเถาสลิดปกคลุมตั้งอยู่ กลิ่นของดอกสลิดเป็นต้นเหล่านั้น ทรงอยู่ได้ ๗ วันไม่จางหาย. ฝั่งสระมุจลินท์ทั้งสองฟาก มีต้นไม้ตั้งอยู่เป็นส่วนๆ ราวกะบุคคลปลูกไว้ ป่านั้นดารดาษไป ด้วยหมู่ต้นราชพฤกษ์งามดี กลิ่นแห่งดอกราชพฤกษ์เป็นต้นเหล่านั้น ทรงอยู่ได้กึ่งเดือน ไม่จางหาย. อัญชัญเขียว อัญชัญขาว และกรรณิการ์เขาดอกบานสะพรั่ง.
ป่านั้นปกคลุมไปด้วยอบเชยและแมงลัก อันบุคคลยินดีด้วยกลิ่นจากดอกและกิ่งก้าน. หมู่ภมรบินว่อนร่อนร้องอยู่รอบๆ เพราะกลิ่นหอมแห่งบุปผชาติ. ดูก่อนพราหมณ์ ณ ที่ใกล้สระนั้นมี ฟักแฟง แตง น้ำเต้าสามชนิด. ชนิดหนึ่งผลโตเท่าหม้อ อีกสองชนิดผลโตเท่าตะโพน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผณิชชกา ได้แก่ ติณชาติที่เกิดเอง. บทว่า มุคคติโย ได้แก่ ถั่วเขียวชนิดหนึ่ง. บทว่า กรติโย ได้แก่ ถั่วราชมาส. บทว่า เสวาลํ สีสกํ ได้แก่ แม้ต้นไม้เหล่านี้ก็เป็นไม้กอ นั่นแล อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า สีสกํ ท่านกล่าวว่า จันทน์แดง. บทว่า อุธาปวตตํ อุลลุลิตํ ความว่า น้ำนั้นถูกลมพัดกระเพื่อมเนื่องถึงริมฝั่งตั้งอยู่. บทว่า มกขิกา หิงคุชาลิกา ความว่า แมลงผึ้ง ๕ สีที่กลุ่มดอกไม้แย้มบานที่เรียกหิงคุชาล ต่างบินวนว่อนร่อนร้องด้วยเสียงอันไพเราะอยู่ในสระนั้น. บทว่า ทาสิมกญจโก เจตถ ความว่า ในสระนั้นมีรุกขชาติอยู่สองชนิด. บทว่า นีเจ กลมพกา ได้แก่ ผักทอดยอดมี ณ เบื้องต่ำ. บทว่า เอลมพกรุกขสญฉนนา ความว่า อันไม้เถาซึ่งมีชื่ออย่างนี้ปกคลุม. บทว่า เตสํ ได้แก่ ดอกเหล่านั้นของไม้เถานั้น กลิ่นของดอกสลิดเป็นต้นเหล่านั้น แม้ทั้งหมดหอมอยู่ตลอด ๗ วัน ดอกไม้ทั้งหลายสมบูรณ์ด้วยกลิ่นหอม ภูมิภาคเต็มไปด้วยทรายคล้ายแผ่นเงิน. บทว่า คนโธ เตสํ ความว่า กลิ่นของดอกราชพฤกษ์เป็นต้นเหล่านั้น หอมอยู่กึ่งเดือน. บทว่า นีลปุปผิ เป็นต้น ได้แก่ ไม้เถามีดอก. บทว่า ตุลสีหิ จ ความว่า ผลของไม้เถา ๓ ชนิด คือ ฟักแฟง แตง น้ำเต้า ไม้เถาเหล่านั้น ไม้เถาชนิดหนึ่งมีผลเท่าหม้อใหญ่ อีก ๒ ชนิดผลเท่าตะโพน เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ อีกอย่างหนึ่ง ๒ ชนิด มีผลเท่าตะโพนและกอกระเพรา.

อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีพรรณผักกาดเป็นอันมาก ทั้งกระเทียมประกอบด้วยใบเขียว ต้นเหลาชะโอนตั้งอยู่ดุจต้นตาล ผักสามหาวมีเป็นอันมาก ควรเด็ดดอกด้วยกำมือ เถาโคกกระออม นมตำเลีย เถาหญ้านาง เถาชะเอม ไม้อโศก ต้นเทียน บรเพ็ดไฟ ชิงช้าชาลี ว่านหางช้าง อังกาบ ไม้หนาด ไม้กากะทิงและมะลิซ้อนบานแล้ว ต้นทองเครือก็บานขึ้นต้นไม้อื่นตั้งอยู่ ต้นก้างปลา กำยาน คัดเค้า ชะเอม มะลิเลื้อย มะลิธรรมดา ชบา บัวบก ย่อมงดงาม แคฝอย ฝ้ายทะเล กรรณิการ์ บานแล้ว. ปรากฏดังข่ายทอง งามรุ่งเรืองดุจเปลวเพลิง. ดอกไม้เหล่านั้นเหล่าใด เกิดแต่ที่ดอนและในน้ำ ดอกไม้เหล่านั้นทั้งหมดปรากฏในสระนั้น. เพราะขังน้ำอยู่มากน่ารื่นรมย์ ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาเหล่านั้น บทว่า สาสโป ได้แก่ พรรณผักกาด. บทว่า พหุโก แปลว่า มาก. บทว่า นาทิโย หริตายุโต ความว่า กระเทียมประกอบด้วยใบเขียว ธรรมชาติกระเทียมเหล่านี้มีสองชนิด กระเทียมแม้นั้นมีมากที่สระนั้น. บทว่า อสีตาลาว ติฏฐนติ ความว่า ต้นไม้มีชื่อว่าเหลาชะโอน อย่างนี้ปรากฏ ณ ภูมิภาคที่เรียบราบ ตั้งอยู่คล้ายต้นตาล. บทว่า เฉชชา อินทวรา พหู ความว่า ที่ริมน้ำมีผักสามหาวเป็นอันมาก พอที่จะเด็ดได้ด้วยกำมือตั้งอยู่. บทว่า อปโผฏา ได้แก่เถาโคกกระออม. บทว่า วลลิโภ ขุททปุปผิโย ได้แก่บรเพ็ด และชิงช้าชาลี. บทว่า นาคมลลิกา ได้แก่ไม้กากะทิงและมะลิซ้อน. บทว่า กึสุกวลลิโย ได้แก่ธรรมชาติไม้เถาที่มีกลิ่นหอมเป็นประมาณ. บทว่า กเตรุหา ปวาเสนฺติ ได้แก่ทั้งสองอย่างเหล่านี้เป็นไม้กอมีดอก. บทว่า มธุคนธิยา ได้แก่มีกลิ่นเหมือนน้ำผึ้ง. บทว่า นิลิยา สุมนา ภณฑี ได้แก่มะลิเลื้อย มะลิปกติ และชบา. บทว่า ปทุมตตโร ได้แก่ ต้นไม้ชนิดหนึ่ง. บทว่า กณิการา จ ได้แก่กรรณิการ์เถาบ้าง กรรณิการ์ต้นบ้าง. บทว่า เหมชาลาว ความว่า ปรากฏเหมือนข่ายทองที่ขึงไว้. บทว่า มโหทธิ ได้แก่สระมุจลินท์ขังน้ำไว้มาก.

อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีเหล่าสัตว์ที่เที่ยวหากินในน้ำเป็นอันมาก คือปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก จระเข้ ปลามังกร ปลาฉลาม ผึ้งที่ไม่มีตัว ชะเอมเครือ กำยาน ประยงค์ กระวาน แห้วหมู สัตตบุษย์ สมุลแว้ง ไม้กฤษณาต้นมีกลิ่นหอม แฝกดำ แฝกขาว บัวบก เทพทาโร โกฐทั้ง ๙ กระทุ่มเลือดและดองดึง ขมิ้น แก้วหอม หรดาลทอง คำคูน สมอพิเภก ไคร้เครือ การบูรและรางแดง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อถสสา โปกขรณิยา ความว่า อัจจุตฤาษีกล่าวเรียกสระนั่นแหละว่า โบกขรณีในที่นี้. เพราะเป็นเช่นกับสระโบกขรณี. บทว่า โรหิตา เป็นต้น เป็นชื่อของสัตว์ที่เที่ยวหากินในน้ำเหล่านั้น. บทว่า มธุ จ ได้แก่ ผึ้งที่ไม่มีตัว. บทว่า มธุลฏฐิ จ ได้แก่ ชะเอมเครือ. บทว่า ตาลิยา เป็นต้น ทั้งหมดเป็นไม้มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ.

อนึ่ง ที่ป่านั้นมีเหล่าราชสีห์ เสือโคร่ง ยักขินี ปากเหมือมลา และเหล่าช้าง เนื้อฟาน ทราย กวางดง ละมั่ง ชะมด สุนัขจิ้งจอก กระต่าย บ่าง สุนัขใน จามรี เนื้อสมัน ชะนี ลิงลม ค่าง ลิง ลิงโทน กวาง ละมั่ง หมี โคถึก ระมาด สุนัขป่า พังพอน กระแต มีมากที่ใกล้สระนั้น กระบือป่า สุนัขใน สุนัขจิ้งจอก ลิงลมมีโดยรอบ เหี้ย คชสีห์มีตระพองดังคชสาร เสือดาว เสือเหลือง กระต่าย แร้ง ราชสีห์ เสือแผ้ว ละมั่ง นกยูง หงส์ขาว และไก่ฟ้า นกกวัก ไก่เถื่อน นกหัสดีลิงค์ ร่ำร้องหากันและกัน นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน นกหัสดิน เหล่าเหยี่ยว นกโนรี นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน นกกระทา อีรุ้ม อีร้า เหล่านกค้อนหอย นกพระหิต นกคับแล นกกระทา นกกระจอก นกแซงแซว นกกระเต็น และนกกางเขน นกกรวิก นกกระไน นกเค้าโมง นกเค้าแมว. สระมุจลินท์เกลื่อนไปด้วยฝูงนกนานาชนิด กึกก้องไปด้วยเสียงต่างๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุริสาลู ได้แก่ ยักขินีมีปากเหมือนลา. บทว่า โรหิตา สรภา มิคา ได้แก่ กวางดง ละมั่ง ชะมด. บทว่า โกฏฐสุณา ได้แก่ สุนัขจิ้งจอก. ปาฐะว่า โกฏฐโสณา ก็มี. บทว่า สุโณปิ จ ได้แก่ มฤคชาติเล็กๆ ที่ว่องไวชนิดหนึ่ง. บทว่า ตุลิยา ได้แก่ บ่าง. บทว่า นฬสนนิภา ได้แก่ สุนัขในมีสีคล้ายดอกอ้อ. บทว่า จามรี จลนี ลงฺฆี ได้แก่ จามรี เนื้อสมันและลิงลม. บทว่า ฌาปิตา มกกฏา ได้แก่ ลิงใหญ่สองชนิดนั่นแล. บทว่า ปิจุ ได้แก่ ลิงตัวเมียชนิดหนึ่งหาอาหารกินที่ริมสระ. บทว่า กกกฏา กตมายา จ ได้แก่ มฤคใหญ่สองชนิด. บทว่า อิกฺกา ได้แก่ หมี. บทว่า โคณสิรา ได้แก่ โคป่า. บทว่า กาฬเกตฺถ พหุตโส ความว่า ชื่อว่า เหล่ากาฬมฤคมีมากใกล้สระนี้. บทว่า โสณา สิงฺคาลา ได้แก่ สุนัขป่า สุนัขใน และสุนัขจิ้งจอก. บทว่า จปฺปกา ความว่า เหล่าลิงลมที่อาศัยบนกอไผ่ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่รอบอาศรม. บทว่า อากุจฺจา ได้แก่ เหี้ย. บทว่า ปจฺลากา ได้แก่ คชสีห์มีตะพองดังคชสาร. บทว่า จิตฺรกา จาปิ ทีปิโย ได้แก่ เสือดาว และเสือเหลือง. บทว่า เปลกา จ ได้แก่ กระต่าย. บทว่า วิฆาสาทา ได้แก่ นกแร้งเหล่านั้น. บทว่า สีหา ได้แก่ ไกรสรราชสีห์. บทว่า โกกนิสาตกา ได้แก่ มฤคร้ายที่มีปกติจับสุนัขป่ากิน. บทว่า อฏ?ปาทา ได้แก่ ละมั่ง. บทว่า ภสสรา ได้แก่ หงส์ขาว. บทว่า กุกฏ?กา ได้แก่ ไก่ฟ้า. บทว่า จงฺโกรา ได้แก่ นกกด. บทว่า กุกกุฏา ได้แก่ ไก่ป่า. บทว่า ทินทิภา โกญฺจวาทิกา ได้แก่ เหล่านกทั้งสามชนิดนี้นั่นแล. บทว่า พยคฆินสา ได้แก่ เหยี่ยว. บทว่า โลหปิฏ?า ได้แก่ นกสีแดง. บทว่า จปปกา ได้แก่ นกโพระดก. บทว่า กปิ?ชรา ติตติราโย ได้แก่ นกกระเรียนและนกกระทา. บทว่า กุลาวา ปฏิกุฏฐกา ได้แก่ นกทั้งหลายสองชนิดแม้เหล่านี้. บทว่า มณฑาลกา เจลเกฬุ ได้แก่ นกค้อนหอย และนกพระหิต. บทว่า ภณฑุติตติรนามกา ได้แก่ นกคับแค นกกระทา และนกแขวก. บทว่า เจลาวกา ปิงคุลาโย ได้แก่ สกุณชาติสองชนิด นกกระเต็น นกกางเขน ก็เหมือนกัน. บทว่า สคคา ได้แก่ นกกระไน. บทว่า อุหุงการา ได้แก่ นกเค้าแมว.

ยังมีนกทั้งหลายที่ใกล้สระนั้น คือเหล่านกขนเขียว เรียกนกพระยาลอ พูดเพราะพร้อมกับตัวเมียร่ำร้องต่อกันและกันบันเทิงอยู่. และเหล่านกที่มีเสียงไพเราะ มีนัยน์ตางาม มีหางตาสีขาวทั้งสองข้าง มีขนปีกวิจิตร มีอยู่ใกล้สระนั้น. อนึ่ง เหล่าสกุณชาติที่มีอยู่ใกล้สระนั้น เป็นพวกนกมีเสียงไพเราะ มีหงอนและขนคอเขียว ร่ำร้องต่อกันและกัน. เหล่านกกระไน นกกด นกเปล้า นกดอกบัว เหยี่ยวแดง เหยี่ยวกันไกร นกกระลิง นกแขกเต้า นกสาลิกาสีเหลือง สีแดง สีขาว นกกระจิบ นกหัสดิน นกเค้าโมง นกเคล้า นกแก้ว นกดุเหว่า นกออกดำ นกออกขาว หงส์ขาว นกค้อนหอย นกระวังไพร หงส์แดง นกกระไน นกโพระดก นกพระหิด นกพิลาป หงส์ทอง นกจากพราก ผู้เที่ยวไปทั้งในน้ำและบนบก. และนกหัสดินทรี ร้องน่ายินดี ร้องในกาลเช้ากาลเย็น. ยังเหล่าสกุณชาติมีสีต่างกันเป็นอันมาก มีอยู่ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องต่อกันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นเสียงไพเราะ ร้องอยู่สองฟากสระมุจลินท์.
อนึ่งยังมีเหล่าสกุณชาติชื่อกรวี (การเวก) ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องหากันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นร้องเสียงไพเราะ อยู่สองฟากสระมุจลินท์
อนึ่งยังมีเหล่าสกุณชาติชื่อกรวี (การเวก) ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องหากันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นร้องเสียงไพเราะ อยู่สองฟากสระมุจลินท์
สองฟากสระมุจลินท์เกลื่อนไปด้วยเนื้อทรายและกวาง มีหมู่ช้างอยู่อาศัย ปกคลุมไปด้วยลดาวัลย์ต่างๆ อันชะมดอยู่อาศัยแล้ว และแถบสระมุจลินท์นั้นมีหญ้ากับแก้ ข้าวฟ่าง ลูกเดือยมากมาย และข้าวสาลีที่เกิดเองตามธรรมชาติ และอ้อยก็มีมิใช่น้อย ที่ใกล้สระมุจลินท์นั้น
นี้เป็นหนทางเดินได้คนเดียวจึงไปได้ ตรงไปจะถึงอาศรมสถาน. บุคคลถึง ณ อาศรมนั้นแล้ว จะไม่ได้ความลำบาก ความระหายและความไม่ยินดี แต่อย่างไรเลย. เป็นที่พระเวสสันดรราชฤาษีพร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา และพระมเหสีประทับอยู่. ทรงเพศบรรพชิตผู้ประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะในการบูชาเพลิง และชฏา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน นมัสการเพลิง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีลกา ได้แก่ มีขนปีกลายวิจิตรสวยงาม. บทว่า มญชุสสราสิตา ได้แก่ มีเสียงไพเราะเป็นนิตย์. บทว่า เสตกขูฏา ภทรกขา ความว่า มีนัยน์ตางาม ประกอบด้วยหางตาขาวทั้งสองข้าง. บทว่า จิตรเปกขณา ได้แก่ มีขนปีกอันวิจิตร. บทว่า กุฬีรกา ได้แก่ นกกด. บทว่า โกฏฐา เป็นต้น เป็นเหล่าสกุณชาติ. บทว่า วารณา ได้แก่ นกหัสดีลิงค์. บทว่า กทมพา ท่านกำหนดเอานกแก้วใหญ่. บทว่า สุวโกกิลา ได้แก่ นกแก้วที่เที่ยวไปกับนกดุเหว่า และนกดุเหว่าทั้งหลาย. บทว่า กุกกุสา ได้แก่ นกออกดำ. บทว่า กุรุรา ได้แก่ นกออกขาว. บทว่า หํสา ได้แก่ หงส์ขาว. บทว่า อาฏา ได้แก่ นกที่มีปากมีสัณฐานคล้ายทัพพี. บทว่า ปริวเทนฺติกา ได้แก่ สกุณชาติชนิดหนึ่ง. บทว่า วารณภิรุทา รมฺมา ได้แก่ นกหัสดินทรีร้องน่ายินดี. บทว่า อุโภ กาลุปกูชิโน ความว่า ส่งเสียงร้องกึกก้องเป็นอันเดียวกัน ตลอดเชิงบรรพต ทั้งเย็นทั้งเช้า. บทว่า เอเณยยา ปสตากิณณํ ความว่า เกลื่อนไปด้วยเนื้อทราย กวาง และกวางดาวทั้งหลาย.
บทว่า ตตถ ปตโต น วินทติ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ คนที่ไปถึงอาศรมของพระเวสสันดรแล้ว จะไม่ได้ความหิว หรือความระหายน้ำดื่ม หรือความไม่พอใจ ในอาศรมนั้นเลย.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ชูชกพรหมพันธุ์ได้ฟังคำของพระอัจจุตฤาษีนี้แล้ว ทำประทักษิณพระฤาษี มีจิตยินดี หลีกไปยังสถานที่พระเวสสันดรประทับอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสสนตโร อหุ ความว่า พระเวสสันดรมีอยู่ในที่ใด ชูชกก็ไปสู่ที่นั้น.
จบมหาวนวรรณนา

ฝ่ายชูชกไปจนถึงฝั่งโบกขรณีสี่เหลื่อมตามทาง ที่พระอัจจุตดาบสบอก คิดว่า วันนี้เย็นเกินไปเสียแล้ว บัดนี้ พระนางมัทรีจักเสด็จกลับจากไป ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงย่อมกระทำอันตรายแก่ทาน พรุ่งนี้เวลาพระนางเสด็จไปป่า เราจึงไปสู่อาศรมบทเฝ้าพระเวสสันดรราชฤาษี ทูลขอกุมารกุมารีทั้งสอง เมื่อพระนางยังไม่เสด็จกลับ ก็จักพาสองกุมารกุมารีนั้นหลีกไป. จึงขึ้นสู่เนินภูผาแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลสระนั้นนอน ณ ที่มีความสำราญ.
ก็ราตรีนั้นเวลาใกล้รุ่ง พระนางมัทรีได้ทรงพระสุบิน ความในพระสุบินนั้นว่า มีชายคนหนึ่งผิวดำ นุ่งห่มผ้ากาสายะสองผืน ทัดดอกไม้สีแดงทั้งสองหู ถืออาวุธตะคอกขู่ มาเข้าสู่บรรณศาลาจับพระชฎาของพระนางคร่ามา ให้พระนางล้มหงาย ณ พื้น ควักดวงพระเนตรทั้งสอง และตัดพระพาหาทั้งสองของพระนางผู้ร้องไห้อยู่ ทำลายพระอุระถือเอาเนื้อพระหทัย ซึ่งมีหยาดพระโลหิตไหลอยู่ แล้วหลีกไป. พระนางมัทรีตื่นบรรทมทั้งตกพระหทัยทั้งสะดุ้ง ทรงรำพึงว่า เราฝันร้าย บุคคลผู้จะทำนายฝัน เช่นกับพระเวสสันดรไม่มี เราจักทูลถามพระองค์. ทรงคิดฉะนี้ แล้วเสด็จไปเคาะพระทวารบรรณศาลาแห่งพระมหาสัตว์.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงสดับเสียงเคาะพระทวารนั้น จึงตรัสทักถามว่า นั่นใคร. พระนางทูลสนองว่า หม่อมฉันมัทรี พระเจ้าค่ะ. พระเวสสันดรตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ เธอทำลายกติกาวัตรของเราทั้งสองเสียแล้ว เพราะเหตุไร จึงมาในเวลาอันไม่สมควร. พระนางมัทรีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้มาเฝ้าด้วยอำนาจกิเลส ก็แต่ว่าหม่อมฉันฝันร้าย. พระเวสสันดรตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงเล่าไป. พระนางมัทรีก็เล่าถวาย โดยทำนองที่ทรงสุบินทีเดียว. พระมหาสัตว์ทรงกำหนดพระสุบินนั้น แล้วทรงดำริว่า ทานบารมีของเราจักเต็มรอบ พรุ่งนี้จักมียาจกมาขอบุตรี เราจักยังนางมัทรีให้อุ่นใจ แล้วจึงกลับไป. ทรงดำริฉะนี้ แล้วตรัสว่า แน่ะมัทรี จิตของเธอขุ่นมัว เพราะบรรทมไม่ดี เสวยอาหารไม่ดี เธออย่ากลัวเลย. แล้วตรัสโลมเล้าเอาพระทัยให้อุ่นพระหทัย แล้วตรัสส่งให้เสด็จกลับไป.
ในเมื่อราตรีสว่าง พระนางมัทรีทรงทำกิจที่ควรทำทั้งปวง แล้วสวมกอดพระโอรสพระธิดา จุมพิต ณ พระเศียร แล้วประทานโอวาทว่า แน่ะแม่และพ่อ วันนี้มารดาฝันร้าย แม่และพ่ออย่าประมาท แล้วเสด็จไปเฝ้าพระมหาสัตว์ ทูลขอให้ พระมหาสัตว์ทรงรับพระโอรสและพระธิดา ด้วยคำว่า ขอพระองค์อย่าทรงประมาทในทารกทั้งสอง แล้วทรงถือกระเช้าและเสียมเป็นต้น เช็ดน้ำพระเนตรเข้าสู่ป่า เพื่อต้องการมูลผลาผล.
ฝ่ายชูชกคิดว่า บัดนี้ พระนางมัทรีจักเสด็จไปป่าแล้ว จึงลงจากเนินผามุ่งหน้ายังอาศรม เดินไปตามทางที่เดินได้เฉพาะคนเดียว. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เสด็จออกหน้าพระบรรณศาลาประทับนั่ง ดุจสุวรรณปฏิมาตั้งอยู่ ณ แผ่นศิลา ทรงคิดว่า บัดนี้ ยาจกจักมา ก็ประทับทอดพระเนตรทางมาแห่งยาจกนั้น ดุจนักเลงสุราอยากดื่ม ฉะนั้น. พระราชโอรสและพระราชธิดาทรงเล่นอยู่ ใกล้พระบาทมูลแห่งพระราชบิดา พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรทางมา ก็ทอดพระเนตรเห็นชูชกพราหมณ์มาอยู่ ทรงเป็นเหมือนยกทานธุระซึ่งทอดทิ้งมา ๗ เดือน จึงตรัสว่า แน่ะพราหมณ์ผู้เจริญ แกจงมาเถิด ทรงโสมนัส เมื่อตรัสเรียกพระชาลีราชกุมาร จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

แน่ะพ่อชาลี พ่อจงลุกขึ้นยืน การมาของพวกยาจกในวันนี้ ปรากฏเหมือนการมาของพวกยาจกครั้งก่อนๆ พ่อเห็นเหมือนดังพราหมณ์ ความชื่นชมยินดีทำให้พ่อเกษมศานติ์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปรณํ วิย ทิสสติ ความว่า การมาของยาจกในวันนี้ ปรากฏเหมือนการมาของยาจกทั้งหลายแต่ทิศต่างๆ ในนครเชตุดรในกาลก่อน. บทว่า นนทิโย มาภิกีรเร ความว่า จำเดิมแต่กาลที่ เราเห็นพราหมณ์นั้นความโสมนัสก็แผ่คลุมเรา เป็นเหมือนเวลารดน้ำเย็น ๑,๐๐๐ หม้อ ลงบนศีรษะของผู้ที่ถูกแดดเผาในฤดูร้อน.

พระชาลีราชกุมารได้ทรงฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้น จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่เสด็จพ่อ แม้เกล้ากระหม่อมก็เห็น ผู้นั้นปรากฏเหมือนพราหมณ์ที่เขาจะต้องการอะไรมาอยู่ เขาเป็นแขกของเราทั้งหลาย.

ก็และครั้นกราบทูลฉะนี้แล้ว ได้ทรงทำความเคารพพระมหาสัตว์ เสด็จลุกไปต้อนรับพราหมณ์ชูชก ตรัสถามถึงการจะช่วยรับเครื่องบริขาร. พราหมณ์ชูชกเห็นพระชาลีราชกุมาร คิดว่า เด็กคนนี้จักเป็นพระชาลีราชกุมาร พระราชโอรสของพระเวสสันดร เราจักกล่าวผรุสวาจาแก่เธอเสียตั้งแต่ต้นทีเดียว คิดฉะนี้แล้ว จึงชี้นิ้วมือหมายให้รู้ว่า ถอยไป ถอยไป ดังนี้. พระชาลีกุมารเสด็จหลีกไป ทรงคิดว่า ตาพราหมณ์นี้หยาบเหลือเกิน เป็นอย่างไรหนอ ทอดพระเนตรสรีระของชูชกก็เห็นบุรุษโทษ ๑๘ ประการ ฝ่ายพราหมณ์ชูชกเข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์ เมื่อจะทำปฏิสันถาร จึงกล่าวว่า
พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธกระมัง พระองค์มีความผาสุกสำราญกระมัง พระองค์ทรงยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานที่จะมีน้อยกระมัง ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับชูชกนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่ค่อยมีอาพาธ สุขสำราญดี ยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยเสาะแสวงหาผลไม้สะดวกดี และมูลผลาหารก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีบ้างก็เล็กน้อย ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแก่เรา.
เมื่อพวกเรามาอยู่ในป่า มีชีวิตเตรียมตรมตลอด ๗ เดือน เราเพิ่งเห็นพราหมณ์ผู้มีเพศอันประเสริฐ ถือไม้เท้ามีสีดังผลมะตูม ภาชนะสำหรับบูชาเพลิงและหม้อน้ำ.
แม้นี้เป็นครั้งแรก ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมาดีแล้วและมาไกลก็เหมือนใกล้ เชิญเข้าข้างใน ขอให้ท่านเจริญเถิด ชำระล้างเท้าของท่านเสีย. ดูก่อนพราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหวด ผลมะซาง และผลหมากเม่า เป็นผลไม้มีรสหวาน เล็กๆน้อยๆ เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ที่ดีๆ เถิด.
ดูก่อนพราหมณ์ น้ำดื่มนี้เย็น นำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญดื่มเถิด ถ้าปรารถนาจะดื่ม.

ก็และครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า พราหมณ์นี้จักไม่มาสู่ป่าใหญ่นี้ โดยไม่มีเหตุการณ์ เราจักถามแกถึงเหตุที่มาไม่ให้เนิ่นช้า จึงตรัสคาถานี้ว่า

ก็ท่านมาถึงป่าใหญ่ด้วยเหตุการณ์ เป็นไฉน เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วณเณน ได้แก่ ด้วยเหตุ. บทว่า เหตุนา ได้แก่ ด้วยปัจจัย.

ชูชกทูลตอบว่า
ห้วงน้ำซึ่งเต็มเปี่ยมตลอดเวลา ย่อมไม่เหือดแห้ง ฉันใด พระองค์มีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา ฉันนั้น. ข้าพระองค์มาเพื่อทูลขอพระโอรสพระธิดากะพระองค์ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระโอรสพระธิดา แก่ข้าพระองค์ผู้ทูลขอเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาริวโห ได้แก่ ห้องน้ำในปัญจมหานที. บทว่า น ขียติ ความว่า คนผู้ระหายมาสู่แม่น้ำ ใช้มือทั้งสองบ้าง ภาชนะทั้งหลายบ้างตักขึ้นดื่ม ก็ไม่หมดสิ้นไป บทว่า เอวนตํ ยาจิตาคญฺฉึ ความว่า ข้าพระองค์เข้าใจว่า พระองค์เป็นผู้มีอย่างนี้เป็นรูปทีเดียว เพราะเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา จึงได้มาทูลขอกะพระองค์. บทว่า ปุตเต เม เทหิ ยาจิโต ความว่า พระองค์อันข้าพระองค์ทูลขอแล้ว โปรดพระราชทานพระโอรสพระธิดาทั้งสองของพระองค์ เพื่อประโยชน์เป็นทาสของข้าพระองค์

พระเวสสันดรมหาสัตว์ได้ทรงสดับคำของชูชกดังนั้น ก็ทรงโสมนัส ทรงยังเชิงบรรพตให้บันลือลั่น ดุจบุคคลวางถุงเต็มด้วยกหาปณะหนึ่งพันในมือของบุคคลที่เหยียดออกรับ ฉะนั้น ตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เรายกให้ ไม่หวั่นไหว ท่านจงเป็นใหญ่นำไปเถิด พระนางมัทรีราชบุตรีเสด็จไปป่า เพื่อแสวงหาผลาผลแต่เช้า จักกลับมาเวลาเย็น. ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงอยู่ค้างเสียคืนหนึ่งก่อน รุ่งขึ้นเช้าจึงไป พากุมารกุมารีซึ่งพระมารดาของเธอให้สรงแล้ว สูดดมที่เศียรแล้ว ประดับระเบียบดอกไม้ ไปในมรรคาที่ปกคลุม ด้วยนานาบุปผชาติ ประดับด้วยนานาคันธชาติ เกลื่อนไปด้วยมูลผลาหาร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสสโร ความว่า ท่านจงเป็นใหญ่ คือเป็นเจ้าของพระโอรสพระธิดาทั้งสองของเรา นำเขาไป แต่ยังมีเหตุการณ์นี้ อีกอย่างหนึ่ง คือ พระราชบุตรีมัทรีผู้เป็นพระมารดาของกุมารกุมารีเหล่านี้ ไปหาผลาผลแต่เช้า จักกลับมาจากป่าเวลาเย็น ท่านบริโภคผลาผลอร่อยๆ ที่พระนางมัทรีนั้นนำมา วันนี้พักอยู่คืนหนึ่งในป่านี้แหละ แล้วค่อยพาเด็กทั้งสองไปแต่เช้าทีเดียว. บทว่า ตสสา นหาเต ได้แก่ พระนางมัทรีสรงให้แล้ว. บทว่า อุปสึฆาเต ได้แก่ สูดดมเศียรแล้ว. บทว่า อถ เน มาลธาริเน ได้แก่ ตกแต่งด้วยระเบียบดอกไม้อันวิจิตร นำระเบียบดอกไม้นั้นไปด้วย. ก็บทว่า อถ เน ท่านเขียนไว้ในคัมภีร์บาลี เนื้อความของบทนั้นท่านมิได้วิจารณ์ไว้. บทว่า มูลผลากิณเณ ความว่า เกลื่อนไปด้วยมูลผลาผลต่างๆ ที่ให้ไว้เพื่อประโยชน์แก่เสบียงในมรรคา.

ชูชกกล่าวว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์ไม่ชอบใจอยู่แรม ข้าพระองค์ชอบใจกลับไป แม้อันตรายจะพึงมีแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็ต้องไปทีเดียว เพราะว่า สตรีทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้ไม่สมควรแก่การขอ เป็นผู้ทำอันตราย รู้มนต์ ถือเอาสิ่งทั้งปวงโดยเบื้องซ้าย เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทานด้วยพระศรัทธา พระองค์อย่าได้ทรงเห็นพระมารดาของพระปิโยรสทั้งสองเลย พระมารดาจะทำอันตราย ข้าพระองค์จะต้องไปทีเดียว ขอพระองค์ตรัสเรียกพระโอรสพระธิดาทั้งสองมา พระโอรสพระธิดาทั้งสองอย่าต้องพบพระมารดาเลย.
เมื่อพระองค์ทรงบริจาคทานด้วยพระศรัทธา บุญก็ย่อมเจริญทั่วด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระราชฤาษี ขอพระองค์ตรัสเรียกพระราชบุตรพระราชบุตรีมา พระราชบุตรพระราชบุตรีทั้งสองอย่าต้องพบพระมารดาเลย พระองค์พระราชทานทรัพย์แก่ยาจกเช่นข้าพระองค์แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นํ ในบาทคาถาว่า น เหตา ยาจโยคี นํ นี้ เป็นเพียงนิบาต มีคำอธิบายว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ธรรมดาสตรีเหล่านี้เป็นผู้ไม่ควรจะขอเลย คือย่อมเป็นผู้ไม่สมควรแก่การขอโดยแท้. บทว่า อนตรายสส การิยา ความว่า ย่อมกระทำอันตรายแก่บุญของทายก กระทำอันตรายแก่ลาภของยาจก. บทว่า มนตํ ความว่า สตรีทั้งหลายย่อมรู้มายา. บทว่า วามโต ความว่า ถือเอาสิ่งทั้งปวงโดยเบื้องซ้าย ไม่ถือเอาโดยเบื้องขวา. สทธาย ทานํ ททโต ความว่า เมื่อพระองค์ทรงเชื่อกรรม และผลแห่งกรรมบริจาคทาน. บทว่า มาสํ ความว่า อย่าต้องพบพระมารดาของพระกุมารกุมารีเหล่านั้นเลย. บทว่า กยิรา แปลว่า พึงกระทำ. บทว่า อามนตยสสุ ความว่า ชูชกทูลว่า ขอพระองค์โปรดให้ทราบว่าจะส่งไปกับข้าพระองค์. บทว่า ททโต ได้แก่ เมื่อทรงบริจาค.

พระเวสสันดรตรัสว่า
ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะพบพระมเหสี ผู้มีวัตรอันงามของข้าไซร้ ท่านจงถวายชาลีกุมารและกัณหาชินากุมารีทั้งสองนี้แด่พระเจ้าสญชัยผู้เป็นพระอัยกา พระอัยกาทอดพระเนตรเห็นพระกุมารกุมารีทั้งสองนี้ผู้มีเสียงไพเราะเจรจาน่ารัก จักทรงปีติดีพระทัย พระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยยกสส ได้แก่ แด่พระเจ้าสญชัยมหาราชผู้เป็นพระชนกนาถของเรา. บทว่า ทสสติ เต ความว่า พระเจ้าสญชัยมหาราชพระองค์นั้นจักพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่าน.

ชูชกทูลว่า
ข้าแต่พระราชบุตร ข้าพระองค์กลัวต่อข้อหาชิงพระกุมารกุมารีแล้วจับข้าพระองค์ไว้ ขอพระองค์โปรดฟังข้าพระองค์ พระเจ้าสญชัยมหาราชพึงพระราชทานตัวข้าพระองค์แก่อำมาตย์ทั้งหลาย เพื่อลงราชทัณฑ์ หรือพึงให้ข้าพระองค์ขายพระโอรสพระธิดา หรือพึงประหารชีวิตเสีย ข้าพระองค์ขาดจากทรัพย์ และทาสทาสี นางอมิตตตาปนาพราหมณีจะพึงติเตียน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจเฉทนสส ได้แก่ ต่อข้อหาชิงกุมารกุมารีแล้วจับ. บทว่า ราชทณฑาย มํ ทชชา ความว่า พระเจ้ากรุงสญชัยพึงพระราชทานข้าพระองค์แก่อำมาตย์ทั้งหลาย เพื่อลงราชทัณฑ์ ด้วยข้อหาอย่างนี้ว่า พราหมณ์คนนี้เป็นโจรลักเด็ก จงลงราชทัณฑ์แก่มัน. บทว่า คาเรยหสส พรหมพนธุยา ความว่า และข้าพระองค์จักพึงถูกนางอมิตตตาปนาพราหมณีติเตียน.

พระเวสสันดรตรัสว่า
พระมหาราชเจ้าผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ สถิตอยู่ในธรรม ทอดพระเนตรเห็น พระกุมารกุมารีผู้มีเสียงไพเราะ เจรจาน่ารักนี้ ทรงได้ปีติโสมนัส จักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก.

ชูชกทูลว่า
ข้าพระองค์จักทำตามรับสั่งไม่ได้ ข้าพระองค์จักนำทารกทั้งสองไปให้บำเรอนางอมิตตตาปนาพราหมณี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทารเกว ความว่า ข้าพระองค์ไม่ต้องการทรัพย์อย่างอื่น ข้าพระองค์จักนำสองทารกเหล่านี้ ไปให้บำเรอพราหมณีของข้าพระองค์.

พระชาลีราชกุมารและพระกัณหาชินาราชกุมารี ได้สดับผรุสวาจานั้นของชูชก ก็เกรงกลัว พากันเสด็จไปหลังบรรณศาลา แล้วหนีไปจากที่แม้นั้นซ่อนองค์ที่ชัฏพุ่มไม้ องค์สั่นทอดพระเนตรเห็น พระองค์เหมือนถูกชูชกมาจับไป แม้ในที่นั้น เมื่อไม่สามารถจะดำรงอยู่ ณ ที่ไรๆ ก็วิ่งไปแต่ที่นี้บ้างๆ เลยเสด็จไปถึงสระโบกขรณีสี่เหลี่ยม ทรงนุ่งผ้าเปลือกไม้มั่น ตกพระทัยกลัวลงสู่น้ำ เอาใบบัววางไว้บนพระเศียร เอาน้ำบังองค์ประทับยืนอยู่.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้นพระกุมารกุมารีได้ฟังคำที่ชูชกผู้ร้ายกาจกล่าว ก็สะทกสะท้าน ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินาสององค์ พากันวิ่งไปแต่ที่นั้นๆ.

ฝ่ายชูชกไม่เห็นสองกุมาร จึงพูดรุกรานพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระเวสสันดรผู้เจริญ พระองค์ประทานกุมารกุมารีแก่ข้าพระองค์ บัดนี้ ครั้นข้าพระองค์ทูลว่า ข้าพระองค์จักไม่ไปเชตุดรราชธานี จักนำกุมารกุมารี ไปให้บำเรออมิตตตาปนาพราหมณีของข้าพระองค์ พระองค์ก็ให้สัญญาโบกไม้โบกมือ ให้พระโอรสพระธิดาหนีไปเสีย แล้วนั่งทำเป็นไม่รู้ คนพูดมุสาเช่นพระองค์ เห็นจะไม่มีในโลก.
ฝ่ายพระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นก็ตกพระทัย ทรงดำริว่า เด็กทั้งสองจักหนีไป จึงรับสั่งว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าคิดเลย เราจักนำตัวมาทั้งสองคน ตรัสฉะนี้ แล้วเสด็จลุกขึ้นไปหลังบรรณศาลา ก็ทรงทราบว่า พระโอรสพระธิดาเข้าไปสู่ป่าชัฏ จึงเสด็จไปสู่ฝั่งสระโบกขรณี ตามรอยพระบาทของสองกุมารกุมารีนั้น ทอดพระเนตรเห็นรอยพระบาทลงสู่น้ำ ก็ทรงทราบว่า พระโอรสและพระธิดาจักลงไปยืนอยู่ในน้ำ จึงตรัสเรียกว่า พ่อชาลี แล้วตรัสคาถาว่า

ดูก่อนพ่อชาลีพระลูกรัก พ่อจงมา จงเพิ่มพูนบารมีของพ่อให้เต็ม จงช่วยโสรจสรงหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ จงทำตามคำของพ่อ ขอเจ้าทั้งสองจงเป็นดังยานนาวาของพ่อ ไม่หวั่นไหวต่อสาคร คือภพ. พ่อจักข้ามฝั่ง คือชาติ จักยังมนุษย์ทั้งเทวดาให้ข้ามด้วย.

พระชาลีราชกุมารได้ทรงสดับพระดำรัสของพระราชบิดา จึงทรงคิดว่า
ตาพราหมณ์จงทำเราตามใจชอบเถิด เราจักไม่กล่าวคำสองกับพระราชบิดา จึงโผล่พระเศียรแหวกใบบัวออกเสด็จขึ้นจากน้ำ หมอบแทบพระบาทเบื้องขวาแห่งพระมหาสัตว์ กอดข้อพระบาทไว้มั่น ทรงกันแสง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงตรัสถามพระชาลีว่า แน่ะพ่อ น้องหญิงของพ่อไปไหน. พระชาลีทูลสนองว่า ข้าแต่พระราชบิดา ธรรมดาว่าสัตว์ทั้งหลาย เมื่อภัยเกิดขึ้น ก็ย่อมรักษาตัวทีเดียว. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ก็ทรงทราบว่า ลูกทั้งสองของเราจักนัดหมายกัน จึงตรัสเรียกว่า แม่กัณหา แม่จงมา แล้วตรัสคาถาว่า
ดูก่อนแม่กัณหาธิดารัก แม่จง มาจงเพิ่มพูนทานบารมีที่รักของพ่อ จงช่วยโสรจสรงหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ จงทำตามคำของพ่อ ขอเจ้าทั้งสองจงเป็นดังยานนาวาของพ่อ ไม่หวั่นไหวต่อสาคร คือภพ. พ่อจักข้ามฝั่ง คือชาติ จักยกขึ้นซึ่งมนุษย์ทั้งเทวดาด้วย.
พระนางกัณหาชินาราชกุมารีได้ทรงสดับพระดำรัสของพระราชบิดา จึงทรงคิดว่า
เราจักไม่กล่าวคำสองกับพระราชบิดา จึงเสด็จขึ้นจากน้ำเหมือนกัน หมอบแทบพระบาทเบื้องซ้ายแห่งพระมหาสัตว์. กอดข้อพระบาทไว้มั่นทรงกันแสง. พระอัสสุชลของสองพระกุมารกุมารี ตกลงยังหลังพระบาทแห่งพระมหาสัตว์. ซึ่งมีพรรณดุจดอกปทุมบาน พระอัสสุชลของพระมหาสัตว์ก็ตกลงบน พระปฤษฏางค์แห่งสองพระกุมารกุมารี ซึ่งเช่นกับแผ่นทองคำ.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ถึงความกวัดแกว่ง ราวกะว่ามีพระทัยหดหู่ ทรงลูบพระปฤษฏางค์แห่งราชกุมารกุมารี ด้วยฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม. ยังพระราชกุมารกุมารีให้ลุกขึ้น ปลอบโยนแล้วตรัสว่า แน่ะพ่อชาลี เจ้าไม่รู้ว่า พ่อวิตกถึงทานบารมีของพ่อดอกหรือ. เจ้าจงยังอัธยาศัยของพ่อให้ถึงที่สุด. ตรัสฉะนี้ แล้วประทับยืนกำหนดราคาราชบุตรราชบุตรี ในที่นั้น. ดุจนายโคบาลตีราคาโค ฉะนั้น.
ได้ยินว่า พระมหาสัตว์ตรัสเรียกพระโอรสมาตรัสว่า
แน่ะพ่อชาลี ถ้าพ่อใคร่เพื่อจะเป็นไท พ่อควรให้ทองคำพันลิ่มแก่พราหมณ์ชูชก จึงควรเป็นไท. ก็กนิษฐภคินีของพ่อเป็นผู้ทรงอุดมรูป ใครๆ ชาติต่ำพึงให้ทรัพย์เล็กน้อยแก่พราหมณ์ ทำกนิษฐภคินีของพ่อให้เป็นไท ทำให้แตกชาติ ยกเสียแต่พระราชาใครจะให้สิ่งทั้งปวงอย่างละ ๑๐๐ ย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น กนิษฐภคินีของพ่ออยากจะเป็นไท พึงให้สิ่งทั้งปวงอย่างละ ๑๐๐ อย่างนี้ คือ ทาสี ทาส ช้าง ม้า โค อย่างละ ๑๐๐ และทองคำ ๑๐๐ ลิ่ม แก่ชูชก แล้วจงเป็นไทเถิด.
พระเวสสันดรโพธิสัตว์ทรงกำหนดราคาพระราชกุมารกุมารีอย่างนี้แล้ว ทรงปลอบโยนแล้วเสด็จไปสู่อาศรม จับพระเต้าน้ำ เรียกชูชกมาตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ จงมานี่ แล้วทรงหลั่งน้ำลงในมือชูชก ทำให้เนื่องด้วยพระสัพพัญญุตญาณ. ตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ พระสัพพัญญุตญาณย่อมเป็นที่รักยิ่งกว่า บุตรและบุตรีผู้เป็นที่รักกว่าร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า.
เมื่อจะทรงยังปฐพีให้บันลือลั่น ได้พระราชทานปิยบุตรทานแก่พราหมณ์ชูชก.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเวสสันดรราชฤาษีผู้ยังแคว้นของชาวสีพีให้เจริญ ทรงพาพระชาลีราชโอรส และพระกัณหาชินาราชธิดาทั้งสององค์ มาพระราชทานให้เป็นปุตตกทานแก่พราหมณ์ชูชก. แต่นั้น พระเวสสันดรราชฤาษีทรงพาพระชาลีราชโอรส และพระกัณหาชินาราชธิดาทั้งสององค์มา. ทรงปลื้มพระมนัสพระราชทานพระราชโอรส และพระราชธิดาให้เป็นทานอันอุดม แก่พราหมณ์ชูชก.
อัศจรรย์อันให้สยดสยอง และยังโลมชาติให้ชูชัน ในเมื่อพระกุมารกุมารีทั้งสอง อันพระเวสสันดรพระราชทานแก่พราหมณ์ชูชก เมทนีดลก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหว ได้เกิดมีแล้ว ในกาลนั้น.
อัศจรรย์อันให้สยดสยอง และยังโลมชาติให้ชูชัน พระเวสสันดรราชฤาษีผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญ อันผู้ประชุมชนกระทำอัญชลี ได้พระราชทานพระราชกุมารกุมารีผู้กำลังเจริญในความสุข ให้เป็นทานแก่พราหมณ์ชูชก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตโต ได้แก่ ทรงเกิดพระปีติโสมนัส. บทว่า ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ความว่า ในกาลนั้น แผ่นดินใหญ่หนาแน่นสองแสนสี่หมื่นโยชน์ อึกทึกกึกก้อง คำรามลั่น สั่นสะเทือน เสมือนช้างพลายตกมัน ด้วยเดชแห่งทานบารมี ในกาลนั้น สาครก็กระเพื่อม สิเนรุราชบรรพตก็น้อมยอดลงไปทางเขาวงกตตั้งอยู่ คล้ายหน่อหวายที่ต้มให้สุกดีแล้ว ท้าวสักกเทวราชทรงปรบพระหัตถ์ มหาพรหมได้ประทานสาธุการ เทวดาทั้งหมดก็ได้ให้สาธุการ ได้เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันจนถึงพรหมโลก ฟ้าคำรามพร้อมกับเสียงปฐพีให้ฝนตกลงชั่วขณะ สายฟ้าแลบ ในสมัยมิใช่กาล สัตว์จตุบาทมีราชสีห์ เป็นต้น ที่อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้บันลือเสียงเป็นอันเดียวกัน ทั่วหิมวันต์ อัศจรรย์อันน่าสยดสยองได้มี เห็นปานฉะนี้ แต่ในบาลีท่านกล่าวเพียงว่า เมทนีสะเทือน เท่านั้นเอง. บทว่า ยํ แปลว่า ในกาลใด. บทว่า กุมาเร สุขวจฉิเต ความว่า ได้พระราชทานพระกุมารกุมารีที่เจริญอยู่ในความสุข คืออยู่ในความสุขบริจาคอย่างเป็นสุข. บทว่า อทา ทานํ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ พระสัพพัญญุตญาณย่อมเป็นที่รักยิ่งกว่าบุตรบุตรีของเรา โดยร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า ดังนั้น จึงได้พระราชทานเพื่อประโยชน์พระสัพพัญญุตญาณนั้น.

พระมหาสัตว์ทรงบำเพ็ญบุตรทานแล้ว ยังพระปีติให้เกิดขึ้นว่า โอ ทานของเรา เราได้ให้ดีแล้วหนอ. แล้วทอดพระเนตรดูพระกุมารกุมารีประทับยืนอยู่.
ฝ่ายชูชกเข้าไปสู่ชัฏป่า เอาฟันกัดเถาวัลย์ถือมา ผูกพระหัตถ์เบื้องขวาแห่งพระชาลีกุมาร รวมกันกับพระหัตถ์เบื้องซ้ายแห่งพระกัณหาชินากุมารี ถือปลายเถาวัลย์นั้นไว้ โบยตีพาไป.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พราหมณ์ผู้ร้ายกาจนั้น ก็เอาฟันกัดเถาวัลย์ ผูกพระกรแห่งพระกุมารกุมารี ด้วยเถาวัลย์อีกข้างหนึ่งไว้ แต่นั้น พราหมณ์ถือเถาวัลย์ ถือไม้เฆี่ยนตี นำพระกุมารกุมารีไปต่อหน้าที่นั่งแห่งพระเวสสันดรสีวีราช.

พระฉวีของพระชาลีพระกัณหาชินาแตกตรงที่ที่ถูกตีแล้วๆนั้นๆ พระโลหิตไหล. พระชาลีและพระกัณหาชินาต่างเอาพระปฤษฎางค์ เข้ารับไม้แทนกันและกัน ในเมื่อถูกตี ลำดับนั้น ชูชกพลาดล้มลงในสถานที่ไม่เสมอแห่งหนึ่ง เถาวัลย์อันแข็งเคลื่อนหลุดจากพระหัตถ์อันอ่อนแห่งพระกุมารกุมารี พระกุมารกุมารีทรงกันแสงหนีไปหาพระมหาสัตว์.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระชาลีและพระกัณหาหลีกไปจากที่นั้น พ้นพราหมณ์ชูชก มีพระเนตรทั้งสองนองไปด้วยพระอัสสุชล พระชาลีชะเง้อดูพระบิดา องค์สั่นดุจใบอัสสัตถพฤกษ์ อภิวาทพระบาทพระบิดา ครั้นถวายบังคมพระบาทพระบิดาแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า
ข้าแต่พระบิดา พระมารดาเสด็จออกไปป่าแล้ว พระบิดาประทานหม่อมฉันทั้งสอง ขอพระบิดาจงประทานหม่อมฉันทั้งสอง ต่อเมื่อหม่อมฉันทั้งสองได้พบพระมารดาก่อนเถิด
ข้าแต่พระบิดา พระมารดาเสด็จออกไปป่าแล้ว พระบิดาประทานหม่อมฉันทั้งสอง ขอพระบิดาอย่าเพิ่งประทานหม่อมฉันทั้งสอง จนกว่าพระมารดาของหม่อมฉันทั้งสองจะเสด็จกลับมา พราหมณ์ชูชกนี้จงขายหรือจงฆ่า ในกาลนั้นแน่แท้.
ชูชกนี้ประกอบด้วยบุรุษโทษ ๑๘ ประการ คือตีนแบ ๑ เล็บเน่า ๑ มีปลีน่องย้อยยาน ๑ มีริมฝีปากบนยาว ๑ น้ำลายไหล ๑ มีเขี้ยวยาวออกจากริมฝีปากดังเขี้ยวหมู ๑ จมูกหัก ๑ ท้องโตดังหม้อ ๑ หลังค่อม ๑ ตาเหล่ ๑ หนวดสีเหมือนทองแดง ๑ ผมสีเหลือง ๑ เส้นเอ็นขึ้นสะพรั่ง เกลื่อนไปด้วยกระดำ ๑ ตาเหลือกเหลือง ๑ เอวคด หลังโกง คอเอียง ๑ ขากาง ๑ เดินตีนลั่นดังเผาะๆ ๑ ขนตามตัวดกและหยาบ ๑.
นุ่งห่มหนังเสือเหลือง เป็นดังอมนุษย์น่ากลัว แกเป็นอมนุษย์ หรือยักษ์กินเนื้อและเลือด มาแต่บ้านสู่ป่า ทูลขอทรัพย์พระบิดา. ข้าแต่พระบิดาพระองค์ทอดพระเนตร เห็นหม่อมฉันทั้งสองอันแก ผู้ดุจปีศาจนำไป หรือหนอ พระหฤทัยของพระองค์ ราวกะผูกมั่นด้วยเหล็ก แน่ทีเดียว.
พราหมณ์ชูชกผู้แสวงหาทรัพย์ ผู้ร้ายกาจเกินเปรียบ ผูกหม่อมฉันทั้งสอง และตีหม่อมฉันทั้งสอง เหมือนตีฝูงโค พระองค์ไม่ทรงทราบหรือ น้องกัณหาจงอยู่ ณ ที่นี้ เพราะเธอยังไม่รู้จักทุกข์สักนิดเดียว.
ลูกมฤคีที่ยังกินนม พรากไปจากฝูงก็ร้องไห้หาแม่เพื่อจะกินนม ฉันใด น้องกัณหาชินา เมื่อไม่เห็นพระมารดา ก็จะกันแสงเหี่ยวแห้งสิ้นชนมชีพ ฉันนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกขสิ ความว่า ไปสำนักพระมหาสัตว์ หวาดหวั่นไหวแลดูอยู่. บทว่า เวธํ ได้แก่ ตัวสั่น. บทว่า ตวญจ โน ตาต ทสสสิ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์ได้ประทานหม่อมฉันทั้งสองให้แก่พราหมณ์ ในเมื่อเสด็จแม่ยังมิได้กลับมาเลย ขอเสด็จพ่ออย่าได้ทรงกระทำอย่างนี้เลย โปรดยับยั้งไว้ก่อน พระเจ้าค่ะ จนกว่า หม่อมฉันทั้งสองจะได้เห็นเสด็จแม่ ต่อนั้น พระองค์จึงค่อยประทาน ในกาลที่หม่อมฉันทั้งสองได้เห็นเสด็จแม่แล้ว พระเจ้าค่ะ. บทว่า วิกกีณาตุ หนาตุ วา ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ในเวลาที่เสด็จแม่เสด็จมา พราหมณ์ชูชกนี้จงขายหรือจงฆ่าหม่อมฉันทั้งสองก็ตาม หรือจงทำตามที่ปรารถนาเถิด.
อนึ่ง พระชาลีราชกุมารได้กราบทูลบุรุษโทษ ๑๘ ประการว่า พราหมณ์กักขละหยาบช้านี้ประกอบด้วยบุรุษโทษ ๑๘ ประการ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พลงกปาโท ได้แก่ ตีนแป. บทว่า อทธนโข ได้แก่ เล็บเน่า. บทว่า โอพทธปิณฑิโก ได้แก่ มีเนื้อปลีแข้งหย่อนลงข้างล่าง. บทว่า ทีโฆตตโรฏโฐ ได้แก่ ประกอบด้วยริมฝีปากบนยาวยื่นปิดปาก. บทว่า จปโล ได้แก่ มีน้ำลายไหล. บทว่า กฬาโร ได้แก่ ประกอบด้วยเขี้ยวยื่นออกเหมือนเขี้ยวหมู. บทว่า ภคคนาสโก ได้แก่ ประกอบด้วยจมูกหักคือไม่เสมอกัน. บทว่า โลหมสสุ ได้แก่ มีหนวดมีสีเหมือนทองแดง. บทว่า หริตเกโส ได้แก่ มีผมสีเหมือนทองงอกหยิก. บทว่า วลีนํ ได้แก่ หนังย่นเป็นเกลียวทั่วตัว. บทว่า ติลกาหโก ได้แก่ เกลื่อนไปด้วยกระดำ. บทว่า ปิงคโล ได้แก่ มีตาเหลือกเหลือง คือประกอบด้วยตาทั้งสองคล้ายตาแมว. บทว่า วินโต ได้แก่ มีคดในที่ ๓ แห่ง คือ เอว หลัง คอ. บทว่า วิกโฏ ได้แก่ มีเท้าลั่น. ท่านกล่าวว่า มีที่ต่อกระดูกมีเสียง ก็มี คือประกอบด้วยที่ต่อกระดูกมีเสียงดังเผาะๆ. บทว่า พรหา ได้แก่ ยาว.
บทว่า อมนุสโส ความว่า พราหมณ์นี้มิใช่มนุษย์ เป็นยักษ์ที่เที่ยวไปในป่า ด้วยเพศของมนุษย์เป็นแน่ นะเสด็จพ่อ. บทว่า ภยานโก ได้แก่ น่ากลัวเหลือเกิน. บทว่า มนุสโส อุทาหุ ยกโข ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ถ้าใครๆ เห็นพราหมณ์นี้แล้วถาม ก็ควรจะตอบว่า กินเนื้อและเลือดเป็นอาหาร. บทว่า ธนํ ตํ ตาต ยาจติ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พราหมณ์นี้ประสงค์จะกินเนื้อของหม่อมฉันทั้งสอง. จึงทูลขอทรัพย์ คือบุตรต่อพระองค์. บทว่า อุทิกขสิ ได้แก่ เพ่งดู. บทว่า อสมา นูน เต หทยํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาบิดามารดาทั้งหลาย ย่อมมีหทัยอ่อนในบุตรทั้งหลาย ไม่ทนดูความทุกข์ของบุตรทั้งหลายอยู่ได้. แต่พระหฤทัยของพระองค์เห็นจะเหมือนแผ่นหิน. อีกอย่างหนึ่ง หฤทัยของพระองค์คงจะใช้เหล็กผูกไว้มั่น ฉะนั้น. เมื่อหม่อมฉันทั้งสองมีความทุกข์เกิดขึ้น เห็นปานฉะนี้. เสด็จพ่อจึงไม่เดือดร้อน. บทว่า น ชานาสิ ความว่า พระองค์ประทับนั่งอยู่เหมือนไม่รู้สึก.
บทว่า อจจายิเกน ลุทเทน ได้แก่ ร้ายกาจเหลือเกิน คือเกินประมาณ. บทว่า โน โย ความว่า พระองค์ไม่ทรงทราบหรือว่า หม่อมฉันสองพี่น้องถูกพราหมณ์ผูกมัดไว้. บทว่า สุมภติ ได้แก่ เฆี่ยนตี. บทว่า อิเธว อจฉตํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ น้องกัณหาชินานี้ยังไม่รู้จักความทุกข์ยากอะไรๆ เลย เมื่อไม่เห็นเสด็จแม่ก็จะกันแสง จักเหี่ยวแห้งสิ้นชนมชีพไป เหมือนลูกมฤคีน้อยที่ยังกินนม พรากจากฝูง เมื่อไม่เห็นแม่ ย่อมร้องคร่ำครวญอยากกินนม ฉะนั้น เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงประทาน หม่อมฉันเท่านั้นแก่พราหมณ์ หม่อมฉันจักไป ขอให้น้องกัณหาชินานี้อยู่ในที่นี้แหละ.

เมื่อพระชาลีราชกุมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ก็มิได้ตรัสอะไรๆ แต่นั้น พระชาลีราชกุมาร เมื่อทรงคร่ำครวญปรารภถึงพระชนกชนนี จึงตรัสว่า
ทุกข์เห็นปานดังนี้ของลูกนี้ ไม่สู้กระไร เพราะทุกข์นี้ลูกผู้ชายพึงได้รับ แต่การที่ลูกไม่ได้พบพระมารดา เป็นทุกข์ยิ่งกว่าทุกข์ เห็นปานดังนี้,
พระมารดาพระบิดา เมื่อไม่ทอดพระเนตร เห็นกัณหาชินากุมารีผู้งามน่าดู ก็จะเป็นผู้กำพร้าทรงกันแสง สิ้นราตรีนาน พระมารดาพระบิดา เมื่อไม่ทอดพระเนตรเห็นกัณหาชินากุมารีผู้งามน่าดู ก็จะเป็นผู้กำพร้าทรงกันแสง อยู่นานในพระอาศรม พระมารดาพระบิดาจะเป็นผู้กำพร้าทรงกันแสงตลอดราตรีนาน จักเหี่ยวแห้งในกึ่งราตรีหรือตลอดราตรี ดุจแม่น้ำเหือดแห้งไป ฉะนั้น.
วันนี้ เราทั้งสองจะละรุกขชาติต่างๆ เช่นไม้หว้า ไม้ยางทรายซึ่งมีกิ่งห้อยย้อย และรุกขชาติที่มีผลต่างๆ เช่นไม้โพบาย ขนุน ไทร มะขวิด. วันนี้ เราทั้งสองจะละสวนและแม่น้ำซึ่งมีน้ำเย็น ที่เราเคยเล่นในกาลก่อน. วันนี้ เราทั้งสองจะละบุปผชาติต่างๆ บนภูผาซึ่งเคยทัดทรง ในกาลก่อน และผลไม้ต่างๆ บนภูผาซึ่งเคยบริโภคในกาลก่อน. วันนี้เราทั้งสองจะละตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ซึ่งพระบิดาทรงปั้นประทาน ที่เราเคยเล่นในกาลก่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุมุนา ความว่า ทุกข์นี้อันบุรุษผู้ท่องเที่ยวอยู่ในภพ พึงได้. บทว่า ตํ เม ทุกขตรํ อิโต ความว่า ทุกข์ของเรา เมื่อไม่ได้เห็นพระมารดานั้นเป็นทุกข์ยิ่งกว่า ทุกข์ที่เกิดแต่ถูกเฆี่ยนตีนี้ร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า. บทว่า รุจฉติ ได้แก่ จักทรงกันแสง. บทว่า อฑฒรตเต ว รตเต วา ความว่า ทรงนึกถึงเราทั้งสอง จักทรงกันแสงนานตลอดกึ่งราตรี หรือตลอดราตรี. บทว่า อวสุสสติ ความว่า จักเหี่ยวแห้ง เหมือนแม่น้ำเล็กๆซึ่งมีน้ำน้อย คือจักเหี่ยวแห้งสิ้นพระชนม์ เหมือนแม่น้ำนั้นจักเหือดแห้งทันทีในเมื่ออรุณขึ้น ฉะนั้น พระชาลีราชกุมารกล่าวอย่างนี้ด้วยความประสงค์ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เวทิสา ได้แก่ มีกิ่งห้อย. บทว่า ตานิ ความว่า รากไม้ดอกไม้ผลของต้นไม้เหล่าใดที่เราจับเล่นเป็นเวลานาน เราทั้งสองจะต้องละต้นไม้เหล่านั้นไปในวันนี้. บทว่า หตถิกา ได้แก่ ตุ๊กตาช้างที่พระบิดาปั้นให้เราทั้งสองเล่น.

เมื่อพระชาลีราชกุมารทรงคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ กับพระภคินีกัณหาชินา ชูชกก็มาโบยตีกุมารกุมารี พาตัวหลีกไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชกุมารกุมารีทั้งสอง เมื่อถูกชูชกนำไป ได้กราบทูลคำนี้แด่พระราชบิดาว่า ขอเสด็จพ่อโปรดรับสั่งแก่เสด็จแม่ว่าหม่อมฉันทั้งสองสบายดี และขอให้เสด็จพ่อจงทรงมีความสุขสำราญเถิด.
ขอเสด็จพ่อจงทรงประทานตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว เหล่านี้ของหม่อมฉันทั้งสองแด่เสด็จแม่ เสด็จแม่จักนำความโศกออกได้ ด้วยตุ๊กตาเหล่านี้.
เสด็จแม่ทอดพระเนตรเห็นเครื่องเล่น คือ ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ของหม่อมฉันทั้งสองเหล่านี้นั้น จักทรงบรรเทาความเศร้าโศกเสียได้.

กาลนั้น ความเศร้าโศกมีกำลัง เพราะปรารภพระโอรสพระธิดา ได้เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ พระหทัยมังสะของพระมหาสัตว์ได้เป็นของร้อน พระองค์ทรงหวั่นไหวด้วยความเศร้าโศก ดุจช้างพลายตกมันถูกไกรสรราชสีห์จับ และดุจดวงจันทร์เข้าไปในปากแห่งราหู ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ ด้วยภาวะของพระองค์ มีพระเนตรนองไปด้วยพระอัสสุชล เสด็จเข้าบรรณศาลา ทรงปริเทวนาการ อย่างน่าสงสาร.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเวสสันดรราชขัตติยดาบสทรงบริจาคปิยบุตรทาน แล้วเสด็จเข้าสู่บรรณศาลา ทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร.

คาถาแสดงการพร่ำรำพันของพระมหาสัตว์มีดังต่อไปนี้
วันนี้ เด็กทั้งสองจะเป็นอย่างไรหนอ หิว กลัว เดินทาง ร้องไห้ เวลาเย็นบริโภคอาหาร. ใครจะให้โภชนาหารแก่เด็กทั้งสองนั้น. เด็กทั้งสองจะร้องขออาหารว่า แม่จ๋า หม่อมฉันทั้งสองหิว ขอเสด็จแม่จงประทานอาหารแก่หม่อมฉันทั้งสอง. เด็กทั้งสองดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ไม่มีรองพระบาท จะดำเนินไปตามหนทาง อย่างไรหนอ. เมื่อเด็กทั้งสองมีพระบาทพองบวมทั้งสองข้าง ใครจักจูงหัตถ์เธอทั้งสองไป ชูชกตีลูกๆผู้ไม่ประทุษร้ายต่อหน้าเรา แกช่างไม่อดสูแก่ใจบ้างเลยหนอ แกเป็นอลัชชีแท้ ใครที่มีความอดสูแก่ใจ จักกล้าตีทาสีทาส หรือคนใช้อื่นของเราที่สละให้แล้วได้ ชูชกแกด่าตีลูกๆ ที่รักของเราทั้งเห็นต่อตา ดุจคนหาปลา ตีปลาที่ติดอยู่ในปากแห.

บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า กนวชช ตัดบทเป็น กํ นุ อชช บทว่า อุปรุจเฉนติ ความว่า จักเดินร้องไห้ไปตลอดทาง ๖๐ โยชน์. บทว่า สํเวสนากาเล ได้แก่ เวลามหาชนเข้าเมือง. บทว่า โก เน ทสสติ ความว่า ใครจักให้โภชนาหารแก่ลูกๆ เหล่านั้น. บทว่า กถนนุ ปถํ คจฉนติ ความว่า จักเดินทาง ๖๐ โยชน์ได้อย่างไรหนอ. บทว่า ปตติกา ได้แก่ เว้นจากยาน คือช้างเป็นต้น. บทว่า อุปาหนา ได้แก่ มีเท้าละเอียดอ่อนเว้น แม้เพียงรองเท้าก็ไม่มี. บทว่า คเหสสติ ความว่า ใครจักช่วยประคอง เพื่อบรรเทาความลำบาก. บทว่า ทาสีทาสสฺส ความว่า เป็นทาสีเป็นทาส. บทว่า อญฺโญ วา ปน เปสิโย ความว่า ซึ่งเป็นคนใช้ คือผู้ทำการรับใช้คนที่ ๔ ของเราโดยสืบต่อๆ กันมาของทาสและนายทาสอย่างนี้ว่า เป็นทาสของผู้นั้นบ้าง เป็นทาสของผู้นั้นบ้าง รู้ว่า คนนี้เป็นทาสและนายทาสของพระเวสสันดรพระองค์นั้น ซึ่งทรงสละให้แล้วอย่างนี้. บทว่า โก ลชฺชี ความว่า ใครที่มีความอดสูแก่ใจจะกล้าตีด้วยคิดว่า การตีลูกๆ ของเราผู้ไม่มีความอดสูแก่ใจนั้น ไม่สมควรเลยหนอ. บทว่า วาริชสเสว ความว่า ของเรา เหมือนตีปลาที่ติดอยู่ในปากแห. อ อักษร ในบทว่า อปสฺสโต เป็นเพียงนิบาต ชูชกทั้งด่าทั้งตีลูกๆ ที่รักของเราทั้งเห็นต่อตาทีเดียว โอ ตานี่ทารุณเหลือเกิน.

ครั้งนั้น ความปริวิตกได้เกิดขึ้นแก่พระเวสสันดรมหาสัตว์ ด้วยทรงสิเนหาในพระโอรสและพระธิดาอย่างนี้ว่า พราหมณ์นี้เบียดเบียน ลูกทั้งสองของเราเหลือเกิน เมื่อไม่อาจกลั้นความโศกไว้ได้ดังนี้ เราจักติดตามไปฆ่าพราหมณ์เสีย แล้วนำลูกทั้งสองกลับมา แต่นั้น กลับทรงหวนคิดได้ว่า การที่ลูกเราทั้งสองถูกเบียดเบียน เป็นความลำบากยิ่ง นั่นไม่ใช่ฐานะ การบริจาคปิยบุตรทานแล้ว จะเดือดร้อนภายหลัง หาใช่ธรรมของสัตบุรุษไม่.
คาถาแสดงความปริวิตก ๒ คาถาที่ส่องเนื้อความนั้น มีดังนี้ว่า
เราจะถือคันพระแสงศร เหน็บพระแสงขรรค์ไว้เบื้องซ้าย นำลูกทั้งสองของเรากลับมา เพราะการที่ลูกทั้งสองถูกเฆี่ยนตี นำมาซึ่งความทุกข์. แต่ลูกทั้งสองพึงลำบากยากเข็ญนั้น ไม่ใช่ฐานะ ก็ใครเล่ารู้ธรรมของสัตบุรุษ บำเพ็ญทานแล้วจะเดือดร้อนภายหลัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ ได้แก่ ธรรมคือประเพณีของพระโพธิสัตว์ในกาลก่อน ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์นั้นทรงอนุสรณ์ถึงประเพณีแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายในขณะนั้น แต่นั้น พระองค์ทรงดำริว่า พระโพธิสัตว์ทั้งปวงไม่ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ ประการ คือ บริจาคทรัพย์ บริจาคอวัยวะ บริจาคชีวิต บริจาคบุตร บริจาคภรรยา หาเคยเป็นพระพุทธเจ้าได้ไม่ ก็ตัวเราก็เข้าอยู่ในจำพวกพระโพธิสัตว์เหล่านั้น แม้เราไม่บริจาคบุตรและชายา ก็ไม่อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ทรงดำริฉะนี้แล้ว ยังสัญญาให้เกิดขึ้นว่า แน่ะเวสสันดร เป็นอย่างไร ท่านไม่รู้ความที่บุตรและบุตรีที่ให้ เพื่อเป็นทาสทาสีแก่ชนเหล่าอื่น จะนำมาซึ่งความทุกข์ดอกหรือ เราจักตามไปฆ่าชูชก ด้วยเหตุไรเล่า แล้วทรงดำริต่อไปว่า ขึ้นชื่อว่า บริจาคทานแล้ว ตามเดือดร้อนภายหลัง หาสมควรแก่เราไม่. ทรงตัดพ้อพระองค์เองอย่างนี้แล้ว ทรงอธิษฐานสมาทานศีลมั่น โดยมนสิการว่า ถ้าชูชกฆ่าลูกทั้งสองของเรา จำเดิมแต่เวลาที่เราบริจาคแล้ว เราจะไม่กังวลอะไรๆ ทรงอธิษฐานมั่น ฉะนี้แล้ว. เสด็จออกจากบรรณศาลา ประทับนั่ง ณ แผ่นศิลา แทบทวารบรรณศาลา ดุจปฏิมาทองคำ ฉะนั้น.

ฝ่ายชูชกตีพระชาลีและพระกัณหาชินา ต่อหน้าพระที่นั่งแห่งพระมหาสัตว์ นำไป.
ลำดับนั้น พระชาลีราชกุมารตรัสรำพันว่า
ได้ยินว่า นรชนบางพวกในโลกนี้ กล่าวความจริงไว้อย่างนี้ว่า ผู้ใดไม่มีมารดาของตน ผู้นั้นเหมือนไม่มีทั้งบิดามารดา. แน่ะน้องกัณหา มาเถิด เราจักตายด้วยกันอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ พระบิดาผู้จอมชนได้ประทานเราทั้งสองแก่พราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์ แกร้ายกาจเหลือเกิน แกตีเราทั้งสองเหมือนนายโคบาลตีฝูงโค. แน่ะน้องกัณหา เราทั้งสองจะละรุกขชาติต่างๆ เช่นไม้หว้า ไม้ยางทราย ซึ่งมีกิ่งห้อยย้อย และรุกขชาติที่มีผลต่างๆ เช่นไม้โพบาย ขนุน ไทร มะขวิด ละสวนและแม่น้ำ ซึ่งมีน้ำเย็นที่เราเคยเล่นในกาลก่อน. ละบุปผชาติต่างๆ บนภูผา ซึ่งเคยทัดทรงในกาลก่อน. ละผลไม้ต่างๆ บนภูผา ซึ่งเคยบริโภคในกาลก่อน และละตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ที่พระบิดาทรงปั้นประทาน ที่เราเคยเล่นในกาลก่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสส ความว่า มารดาของตนไม่มีในสำนักของผู้ใด.

ชูชกพราหมณ์พลาดล้มในสถานที่ไม่เสมอแห่งหนึ่งอีก เถาวัลย์ที่ผูกก็เคลื่อนหลุดจากพระหัตถ์ พระราชกุมารกุมารีทั้งสององค์มีพระกายสั่นดุจไก่ถูกตี หนีมาหาพระราชบิดาโดยเร็วพร้อมกัน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ชาลีราชกุมารและกัณหาชินาราชกุมาร ทั้งสององค์ที่ถูกชูชกพราหมณ์นำไป พอหลุดพ้นจากแกมาได้ก็วิ่งไปสู่ สำนักพระเวสสันดรราชบิดา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตน เตน ความว่า ได้วิ่งไปหาพระราชบิดาของเธอทั้งสอง ของที่หลุดพ้นจากพราหมณ์ชูชกนั้น อธิบายว่า วิ่งมาสู่สำนักของพระราชบิดา ทีเดียว.

ฝ่ายชูชกลุกขึ้นโดยเร็วถือเถาวัลย์และไม้ ท่วมไปด้วยความโกรธเหมือนไฟตั้งขึ้นแต่กัลป์ ฉะนั้น. มาแล้วกล่าวว่า หนูทั้งสองฉลาดหนีเหลือเกิน ผูกพระหัตถ์ทั้งสองแล้วนำพระกุมารกุมารีไปอีก.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พราหมณ์ถือเถาวัลย์ถือไม้เฆี่ยนตี นำกุมารกุมารีไปต่อหน้าที่นั่งแห่งพระเวสสันดรสีวีราช.
เมื่อพระชาลีและพระกัณหาชินา อันชูชกนำไปอยู่อย่างนี้ พระกัณหาชินาเหลียวกลับมาทอดพระเนตรทูลพระราชบิดา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระกัณหาชินาราชกุมารีได้ทูลพระราชบิดาว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พราหมณ์นี้ตีหม่อมฉันด้วยไม้ เหมือนนายตีทาสีที่เกิดในเรือน ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม แต่ตาพราหมณ์นี้หาเป็นดังนั้นไม่ ยักษ์มาด้วยเพศพราหมณ์ เพื่อจะนำหม่อมฉันสองพี่น้องไปเคี้ยวกิน หม่อมฉันสองพี่น้องอันปีศาจนำไปอยู่ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหรือหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ได้แก่ พระเจ้าสีวีราชผู้พระชนกซึ่งประทับนั่งทอดพระเนตรดูอยู่นั้น. บทว่า ทาสิยํ ได้แก่ ทาสี. บทว่า ขาทิตุ? ได้แก่ เพื่อต้องการจะเคี้ยวกิน.

พระกัณหาชินาราชกุมารีทรงคร่ำครวญว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็ตาพราหมณ์นี้นำหม่อมฉันสองพี่น้อง ไปยังไม่ทันถึงประตูป่าเลย แกมีตาทั้งคู่แดงเป็นเหมือนมีโลหิตไหล เพื่อจะเคี้ยวกิน คือนำไปด้วยหวังว่า จักเคี้ยวกินเสียทั้งหมด พระองค์ก็ทรงเห็น หม่อมฉันสองพี่น้องถูกนำไปเพื่อเคี้ยวกิน หรือเพื่อต้มเสีย ขอพระองค์จงมีความสุขทุกเมื่อเถิด.
เมื่อพระกัณหาชินากุมารีน้อยทรงพิลาปรำพันองค์สั่นเสด็จไปอยู่ พระเวสสันดรมหาสัตว์ทรงเศร้าโศกเป็นกำลัง พระหทัยวัตถุร้อน เมื่อพระนาสิกไม่พอจะระบายพระอัสสาสะปัสสาสะ ก็ต้องทรงปล่อยให้พระอัสสาสะปัสสาสะ อันร้อนออกทางพระโอษฐ์ พระอัสสุเป็นดังหยาดพระโลหิตไหลออกจากพระเนตรทั้งสอง. พระเวสสันดรมหาสัตว์ทรงดำริว่า ทุกข์เห็นปานนี้เกิดเพราะ โทษแห่งความเสน่หา หาใช่เพราะเหตุการณ์อื่นไม่ เพราะฉะนั้น ควรเราเป็นผู้มีจิตมัธยัสถ์วางอารมณ์เป็นกลาง อย่าทำความเสน่หา ทรงดำริฉะนี้แล้ว ทรงบรรเทาความโศกเห็นปานนั้นเสีย ด้วยกำลังพระญาณของพระองค์ ประทับนั่งด้วยพระอาการเป็นปกติ.

พระกัณหากุมารียังเสด็จไม่ถึงประตูป่า ก็ทรงพิลาปรำพันพลาง เสด็จไปว่า
เท้าน้อยๆ ของเราสองพี่น้องนี้ นำมาซึ่งความทุกข์ ทั้งหนทางก็ยาวไกลไปได้ยาก เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงลงต่ำ พราหมณ์ก็ให้เราสองพี่น้องเดินไป ข้าพเจ้าสองพี่น้องขอน้อมนบไหว้ด้วยเศียรเกล้าต่อเทพเจ้าเหล่าที่สิงสถิตอยู่ ณ ภูผาพนาลัย และที่สระปทุมชาติ และแม่น้ำซึ่งมีท่าอันดี ทั้งที่ติณชาติลดาวัลย์ สรรพพฤกษาที่เป็นโอสถอันเกิด ณ บรรพตและแนวไพร ขอเทพเจ้าเหล่านั้นจงทูลแด่พระมารดาว่า หม่อมฉันสองพี่น้องมีความสำราญ.
พราหมณ์นี้กำลังนำหม่อมฉันสองพี่น้องไป ข้าแต่เทพเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย ขอเหล่าท่านจงทูลแด่พระมารดาของข้าพเจ้าสองพี่น้อง ผู้มีพระนามว่าพระแม่มัทรี ว่า ถ้าพระมารดาทรงใคร่จะติดตามลูกทั้งสอง จงเสด็จติดตามมาโดยพลัน ทางนี้เป็นทางเดินได้เฉพาะคนเดียว มาตรงไปสู่อาศรม พระแม่เจ้าจงเสด็จตามมาทางนั้น จะได้ทอดพระเนตร เห็นลูกทั้งสองทันท่วงที. โอ ข้าแต่พระแม่ชฏินีผู้ทรงนำมูลผลาผล มาแต่ไพร ความระทมทุกข์จักมีแด่พระแม่เจ้า เพราะทอดพระเนตร เห็นอาศรมนั้นว่างเปล่า มูลผลาผลที่พระแม่เจ้าได้มา ด้วยทรงเสาะหาจนล่วงเวลา คงไม่น้อย พระแม่เจ้าคงไม่ทรงทราบว่า ลูกทั้งสองถูกพราหมณ์ผู้แสวงทรัพย์ ผู้ร้ายกาจเหลือเกิน ผูกไว้ แกตีลูกทั้งสอง เหมือนเขาตีฝูงโค.
เออ ก็ลูกทั้งสองได้ประสบพระแม่เจ้าผู้เสด็จมา แต่ที่ทรงเสาะหามูลผลาผล ณ เย็นวันนี้ พระแม่เจ้าคงประทานผลไม้กับทั้งรวงผึ้งแก่พราหมณ์ พราหมณ์นี้ได้กินอิ่มแล้ว คงไม่ยังลูกทั้งสองให้รีบเดินไป เท้าของลูกทั้งสองบวมพองแล้ว พราหมณ์ก็ยังรีบเดินไป พระชาลีและพระกัณหาปรารถนาจะพบพระมัทรีผู้พระมารดา ก็ทรงพิลาปรำพันในสถานที่นั้น ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาทุกา ได้แก่ เท้าน้อยๆ. บทว่า โอกนทามหเส ได้แก่ คร่ำครวญ. ข้าพเจ้าสองพี่น้องขอแสดงความนับถือ คือความประพฤตินอบน้อมให้ทราบ. บทว่า สรสส ความว่า ขอกราบไหว้เหล่าเทวดาผู้รักษาสระปทุมนี้ ด้วยเศียรเกล้า. บทว่า สุปติตเถ จ อาปเก ความว่า ขอกราบไหว้แม้เทวดาที่สิงสถิต อยู่ในแม่น้ำซึ่งมีท่าอันดี. บทว่า ติณา ลตา ได้แก่ ติณชาติและลดาชาติที่ห้อยย้อยลง. บทว่า โอสโธฺย ได้แก่ พฤกษชาติที่เป็นโอสถ พระกัณหาชินากุมารีตรัสอย่างนี้ ทรงหมายถึง เหล่าเทวดาที่สิงสถิตอยู่ในที่ทั้งปวง.
บทว่า อนุปติตุกามา ความว่า แม้ถ้าพระแม่เจ้านั้นมีพระประสงค์จะเสด็จมาตาม รอยเท้าของลูกทั้งสอง. บทว่า อปิ ปสเสสิ โน ลหุ? ความว่า ถ้าพระแม่เจ้าเสด็จตามมาทางที่เดินได้ เฉพาะคนเดียวนั้น ก็จะได้พบลูกน้อยทั้งสองของพระองค์ทันท่วงที. ฉะนั้น พระกัณหากุมารีจึงตรัสอย่างนี้ พระกัณหากุมารีตรัสเรียกพระแม่เจ้า ด้วยการเรียกลับหลังว่า ชฏินี. บทว่า อติเวลํ ได้แก่ ทำให้เกินประมาณ. บทว่า อุญฺฉา ได้แก่ มูลผลในป่า ที่ได้มาด้วยการเที่ยวเสาะหา. บทว่า ขุทเทน มิสสกํ ได้แก่ ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย. บทว่า อาสิโต ได้แก่ ได้กิน คือบริโภคผลไม้แล้ว. บทว่าฉาโต ได้แก่ มีความพอใจแล้ว. บทว่า น พาฬหํ ตรเยยย ความว่า ไม่พึงนำไปด้วยความเร็วจัด. บทว่า มาตุคิทธิโน ความว่า พระชาลีและพระกัณหาชินาประกอบด้วยความรักในพระมารดา มีความเสน่หาเป็นกำลัง จึงได้พร่ำรำพันอย่างนี้

จบกุมารบรรพ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Fri Apr 03, 2009 3:49 pm    เรื่อง: พระเวสสันดร ตอบโดยอ้างข้อความ

มัทรีบรรพ

ก็ในเมื่อ พระเวสสันดรราชฤาษีทรงบริจาคปิยบุตรมหาทาน เกิดมหัศจรรย์ มหาปฐพีบันลือลั่นโกลาหลเป็นอันเดียวกันตลอดถึงพรหมโลก หมู่เทวดาที่อยู่ ณ หิมวันตประเทศ เป็นประหนึ่งมีหทัยจะภินทนาการ ด้วยเหตุอันได้ยินเสียง พิลาปรำพันนั้นแห่งพระชาลีราชกุมาร และพระกัณหาชินาราชกุมารี ที่ชูชกพราหมณ์นำไป ต่างปรึกษากันว่า ถ้าพระนางมัทรีเสด็จมาสู่อาศรมสถานแต่วัน พระนางไม่เห็นพระโอรสธิดาในอาศรมนั้น ทูลถามพระเวสสันดรทรงทราบว่า พระราชทานแก่พราหมณ์ชูชกไปแล้ว พึงเสด็จแล่นตามไปด้วยความเสน่หาเป็นกำลัง ก็จะพึงเสวยทุกข์ใหญ่.
ลำดับนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงบังคับสั่งเทพบุตร ๓ องค์ว่า ท่านทั้ง ๓ จงจำแลงกายเป็นราชสีห์ เป็นเสือโคร่ง เป็นเสือเหลือง กั้นทางเสด็จพระนางมัทรีไว้ แม้พระนางวิงวอนขอทางก็อย่าให้ จนกว่าดวงอาทิตย์อัสดงคต พึงจัดอารักขาให้ดี เพื่อไม่ให้ราชสีห์เป็นต้น เบียดเบียนพระนางได้ จนกว่าได้เสด็จเข้าอาศรม ด้วยแสงจันทร์.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เทพเจ้าทั้งหลายได้ฟังความคร่ำครวญของราชกุมารกุมารี จึงได้กล่าวกะเทพบุตรทั้ง ๓ ว่า ท่านทั้งสามจงจำแลงกายเป็นสัตว์ร้ายในป่า คือเป็นราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง คอยกันพระนางมัทรีราชบุตรี อย่าพึงเสด็จกลับมาจากเสาะหาผลาผลแต่เย็นเลย เหล่าพาลมฤคในป่าอันเป็นเขตแดนของพวกเรา อย่าได้เบียดเบียนพระนางเจ้าเลย ถ้าราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง พึงเบียดเบียนพระนางเจ้าผู้มีลักษณะ พระชาลีราชกุมารจะไม่พึงมีพระชนม์อยู่ พระกัณหาชินาจะพึงมีพระชนม์ อยู่แต่ไหน พระนางเจ้าผู้มีลักษณะจะพึงเสื่อมจากพระราชสวามี และพระปิยบุตรทั้งสอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ วจนมพรวํ ความว่า เทวดาเหล่านั้นได้กล่าวคำนี้กะเทพบุตรทั้งสามว่า ท่านทั้งหลายคือทั้งสามองค์ จงแปลงเป็นพาลมฤคในป่า สามชนิดอย่างนี้คือราชสีห์หนึ่ง เสือโคร่งหนึ่ง เสือเหลืองหนึ่ง. บทว่า มา เหว โน ความว่า เทวดาทั้งหลายกล่าวว่า พระนางมัทรีราชบุตรีอย่าเสด็จกลับมาจากเสาะหาผลาผลแต่เย็นเลย จงเสด็จมาจนค่ำ อาศัยแสงเดือน. บทว่า มา เหวมหากํ นิพโภเค ความว่า พาลมฤคไรๆ ในป่าอันเป็นเขตแดน คือเป็นแว่นแคว้นของพวกเรา อย่าได้เบียดเบียนพระนางเจ้า ในป่าชัฏของพวกเราเลย เทวดาทั้งหลายสั่งเทพบุตรทั้งสามว่า พวกท่านจงอารักขาพระนางมัทรี โดยประการที่สัตว์ร้ายทั้งหลายเบียดเบียนไม่ได้. บทว่า สีโห เจ นํ ความว่า ก็ถ้าสัตว์ร้ายไรๆ ในบรรดาราชสีห์เป็นต้น พึงเบียดเบียนพระนางมัทรี ซึ่งไม่มีการระวังรักษา ครั้นเมื่อพระนางมัทรีถึงชีพิตักษัย พระชาลีราชกุมารจะไม่พึงมีพระชนม์อยู่ พระกัณหาชินาราชกุมารีจะพึงมีพระชนม์อยู่ แต่ไหน พระนางเจ้าผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะนั้น จะพึงเสื่อมจากพระปิยบุตรทั้งสองทีเดียว. บทว่า ปติปุตเต จ ความว่า พระนางเจ้ามัทรีจะพึงเสื่อมจากส่วนทั้งสอง เพราะฉะนั้น ท่านทั้งสามจงจัดอารักขาให้ดี.

ครั้งนั้น เทพบุตรทั้งสามรับคำของเทวดาเหล่านั้นว่า สาธุ. ต่างจำแลงกายกลายเป็นราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง มานอนหมอบเรียงกันอยู่ ในมรรคาที่พระนางเจ้ามัทรีเสด็จมา.
ฝ่ายพระนางมัทรีหวั่นพระหฤทัยว่า วันนี้เราฝันร้าย จักหามูลผลาผลในป่ากลับอาศรมแต่วัน ก็ทรงพิจารณาหามูลผลาผลทั้งหลาย. ลำดับนั้น (เกิดลางร้าย) เสียมหลุดจากพระหัตถ์ของพระนางเจ้า กระเช้าก็หลุดจากพระอังสา. พระเนตรเบื้องขวาก็เขม่น พฤกษาชาติที่มีผลก็เป็นเหมือนไม่มีผล. พฤกษาชาติที่ไม่เคยมีผล ก็ปรากฏเป็นราวกะว่ามีผล. ทิศทั้งปวงก็ไม่ปรากฏ. พระนางเจ้ามัทรีทรงพิจารณาว่า นี่เป็นอย่างไรหนอ ไม่เคยมีมาแต่ก่อนก็มามี ในวันนี้เหตุการณ์อะไรจักมีแก่เราแก่ลูกทั้งสองของเรา หรือแด่พระเวสสันดรราชสวามี กระมัง.

ทรงคิดฉะนี้แล้ว ตรัสว่า
เสียมก็ตกจากมือของเรา และนัยน์ตาขวาของเราก็เขม่น รุกขชาติที่เคยมีผลก็หาผลมิได้. ทิศทั้งปวง เราก็ฟั่นเฟือนลุ่มหลง. พระนางเจ้าเสด็จมาสู่อาศรมในเวลาเย็น ในเมื่อดวงอาทิตย์อัศดงคต พาลมฤคก็ปรากฏในหนทาง.
ครั้นเมื่อพระอาทิตย์โคจรลงต่ำ อาศรมก็ยังอยู่ไกล เราจักนำมูลผลาผลใดไปแต่ที่นี้ เพื่อพระราชสวามีและลูกทั้งสอง พระราชสวามีและลูกทั้งสองพึงเสวยมูลผลาผล อันเป็นของเสวยนั้น พระบรมกษัตริย์ผู้ภัสดาเสด็จอยู่ที่บรรณศาลา แต่พระองค์เดียวแท้ๆ ทรงเห็นว่า เรายังไม่กลับ ก็จะทรงปลอบโยนพระโอรสพระธิดาผู้หิว ลูกทั้งสองของเราเป็นกำพร้า ด้วยความเข็ญใจ. เคยเสวยนม เคยเสวยน้ำ ในเวลาที่คนสามัญเรียกให้อาหารเวลาเย็น ลูกทั้งสองของเราเป็นกำพร้า ด้วยความเข็ญใจ. เคยลุกยืนรับเรา เหมือนลูกโคอ่อนยืนคอยแม่โคนม ลูกทั้งสองของเราเป็นกำพร้า ด้วยความเข็ญใจ. หรือประหนึ่งลูกหงส์ยืนอยู่บนเปือกตมคอยแม่. ลูกทั้งสองของเราเป็นกำพร้าด้วยความเข็ญใจ. เคยยืนรับเราแต่ที่ใกล้อาศรม ทางเดินไปมีเฉพาะทางเดียว เป็นทางเดินได้คนเดียว เพราะมีสระและที่ลุ่มลึกอยู่ข้างๆ เราไม่เห็นทางอื่นซึ่งจะพึงแยกไปสู่อาศรม.
ข้าขอนอบน้อมพระยาพาลมฤคผู้มีกำลังมากในป่า ท่านทั้งหลายจงเป็นพี่ของข้าโดยธรรม จงให้มรรคาแก่ข้าผู้ขอเถิด. ข้าเป็นมเหสีของพระเวสสันดรราชบุตรผู้มีสิริ ผู้ถูกเนรเทศจากแคว้น ข้าผู้อนุวัตรไม่ล่วงเกินพระราชสวามี ดุจนางสีดาผู้อนุวัตรไม่ล่วงเกินพระรามราชสวามี ฉะนั้น. ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ข้า แล้วไปพบลูกทั้งสอง เพราะถึงเวลาเรียกกินอาหารเย็นแล้ว. ส่วนข้าก็จะได้ไปพบชาลี และกัณหาชินาบุตรบุตรีทั้งสองของข้า. รากไม้ผลไม้นี้มีมากและภักษานี้ก็มีไม่น้อย. ข้าให้กึ่งหนึ่งแต่มูลผลาผลนั้น แก่ท่านทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายจงให้มรรคาแก่ข้าผู้ขอเถิด พระมารดาของพวกข้าเป็นพระราชบุตรี และพระบิดาของพวกข้าก็เป็นพระราชบุตร. ท่านทั้งหลายจงเป็นภาดาของข้าโดยธรรม จงให้มรรคาแก่ข้าผู้ขอเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสสา ได้แก่ เรานั้น. บทว่า อสสมาคมนํ ปติ ความว่า มาหมายเฉพาะอาศรม. บทว่า อุปฏ?หํ ได้แก่ ปรากฏขึ้น เล่ากันมาว่า สามสัตว์เหล่านั้นนอนเรียงกันอยู่ก่อน. เวลาพระนางมัทรีเสด็จมา จึงลุกขึ้นบิดตัวแล้ว แล้วกั้นมรรคายืนขวางเรียงกันอยู่. บทว่า ยญฺจ เนสํ ความว่า ชนทั้งสามนั้น คือ พระเวสสันดรและลูกน้อยทั้งสองของพระองค์ พึงบริโภคมูลผลาผล ที่ข้านำไปแต่ป่านี้เพื่อเขา โภชนาหารอย่างอื่นไม่มีแก่เขาเหล่านั้น. บทว่า อนายตึ ความว่า พระเวสสันดรทราบว่า ข้ายังไม่กลับมา พระองค์เดียวนั่นแหละ ประทับนั่งปลอบโยนเด็กทั้งสองแน่ๆ. บทว่า สํเวสนากาเล ได้แก่ ในเวลาที่ตนให้กินอาหาร ให้ดื่มน้ำในวันอื่นๆ. บทว่า ขีรํ ปีตาว ความว่า พระนางมัทรีตรัสว่า ลูกน้อยมฤคีที่ยังไม่อดนมร้องหิวนม เมื่อไม่ได้นมก็ร้องไห้จนหลับไป ฉันใด. ลูกน้อยทั้งสองของข้า ร้องไห้อยากผลาผล เมื่อไม่ได้ผลาผลก็จักร้องไห้จนหลับไป ฉันนั้น. บทว่า วารึ ปีตาว ความว่า ในอาศรมบท พึงเห็นเนื้อความโดยนัยนี้ว่า เหมือนลูกน้อยมฤคีมีความระหาย ร้องหิวน้ำ. เมื่อไม่ได้น้ำก็ร้องคร่ำครวญจนหลับไป. บทว่า อจฉเร ได้แก่ อยู่. บทว่า ปจจุคตา มํ ตฏฺ?นติ ความว่า ยืนคอยรับเรา. ปาฐะว่า ปจจุคคตํ ก็มีความว่า ต้อนรับ. บทว่า เอกายโน ได้แก่ เป็นที่ไปแห่งคนผู้เดียวเท่านั้น คือเป็นทางเดินได้เฉพาะคนเดียว. บทว่า เอกปโถ ความว่า ทางนั้นเฉพาะคนเดียวเท่านั้น ไม่มีคนที่สอง คือไม่อาจแม้จะก้าวลงไปได้. เพราะเหตุไร เพราะมีสระและที่ลุ่มลึกอยู่ข้างทาง.
บทว่า นมตฺถุ ความว่า พระนางมัทรีนั้นทอดพระเนตรไม่เห็นทางอื่นคิดว่า เราจักอ้อนวอนสามสัตว์เหล่านี้ให้ช่วยเรากลับไปได้ จึงลดกระเช้าผลไม้ลงจากพระอังสา ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวอย่างนี้. บทว่า ภาตโร ความว่า ก็พวกเราเป็นลูกของเจ้ามนุษย์ แม้พวกท่านก็เป็นลูกของเจ้ามฤค. ดังนั้น ขอพวกท่านจงเป็นพี่โดยธรรมของข้าเถิด. บทว่า อวรุทธสส ได้แก่ ถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น. บทว่า รามํ สีตาวนุพพตา ความว่า พระนางมัทรีกล่าวว่า พระเทวีสีดาผู้พระกนิษฐาของพระราม เป็นพระอัครมเหสีของพระรามนั้นเอง เป็นผู้อนุวัตรตามพระราม คือ เคารพยำเกรงพระรามผู้สวามีเหมือนเทวดา เป็นผู้ไม่ประมาทบำรุงบำเรอพระรามราชโอรสของพระเจ้าทศรถมหาราช ฉันใด. แม้ข้าก็เป็นผู้ไม่ประมาทบำรุงบำเรอพระเวสสันดร ฉันนั้น. บทว่า ตุมฺเห จ ความว่า พระนางมัทรีอ้อนวอนว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้มรรคาแก่เราแล้วไปพบลูกๆ ของท่านในเวลากินอาหารเย็น. ส่วนข้าก็จะพบลูกๆ ของข้า. ขอท่านทั้งหลายจงให้มรรคาเถิด.

ครั้งนั้น เทพบุตร (ที่จำแลงเป็นสามสัตว์) เหล่านั้น แลดูเวลาก็รู้ว่า บัดนี้เป็นเวลาที่จะให้มรรคาแก่พระนางแล้ว จึงลุกขึ้นหลีกไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระนางเจ้ามัทรีทรงพิไรรำพันอยู่ เหล่ามฤคจำแลงได้ฟังพระวาจาอันอ่อนหวาน กอรปด้วยน่าเอ็นดูมาก ก็หลีกไปจากทางเสด็จ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนลปตึ ความว่า วาจาอ่อนหวานบริสุทธิ์ ไม่มากไปด้วยน้ำลาย คือปราศจากน้ำลายแตก.

เมื่อพาลมฤคทั้งสามหายไปแล้ว พระนางเจ้ามัทรีก็เสด็จไปถึงอาศรม ก็ในกาลนั้นเป็นวันบูรณมีอุโบสถ พระนางเจ้าเสด็จถึงท้ายที่จงกรม ไม่เห็นพระลูกรักทั้งสองซึ่งเคยเห็นในที่นั้นๆ จึงตรัสว่า
พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยลุกยืนรับเราในประเทศนี้ ดุจลูกวัวอ่อนยืนคอยแม่โคนม ฉะนั้น. พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนต้อนรับแม่อยู่ตรงนี้ดุจหงส์ยืนอยู่บนเปือกตม ฉะนั้น. พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนรับเราอยู่ที่ใกล้อาศรมนี้. ลูกทั้งสองเคยร่าเริงหรรษา วิ่งมาต้อนรับแม่ ดุจมฤคชาติชูหูวิ่งแล่นไปโดยรอบ ฉะนั้น. ร่าเริงบันเทิงเป็นไป ประหนึ่งยังหัวใจแม่ให้ยินดี.
วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น วันนี้แม่ละลูกทั้งสองออกไปหาผลไม้ เหมือนแม่แพะแม่เนื้อและแม่นกพ้นไปจากรัง และแม่ราชสีห์อยากได้เหยื่อละลูกไว้ออกไป ฉะนั้น แม่กลับมาก็ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น ซึ่งมีรอยบาทก้าวไปมาปรากฏอยู่ ดุจรอยเท้าแห่งช้าง ข้างภูเขาและกองทรายที่ลูกทั้งสองกองไว้ ยังเกลื่อนอยู่ในที่ไม่ไกลอาศรม แม่ไม่เห็นลูกทั้งสองซึ่งเคยเอาทรายโปรยเล่น จนกายขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นวิ่งไปรอบๆ วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสอง ซึ่งแต่ก่อนเคยต้อนรับแม่ผู้กลับจากป่ามาแต่ไกล วันนี้แม่ไม่เห็นลูกทั้งสองซึ่งคอยรับแม่ แลดูแม่แต่ไกลดุจลูกแพะลูกเนื้อวิ่งมาหาแม่ของตนแต่ไกล ก็ผลมะตูมเหลืองนี้เป็นของเล่นของลูกทั้งสองตกอยู่แล้ว วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น ถันทั้งสองของแม่นี้เต็มด้วยน้ำนม แต่อุระราวกะจะแตกทำลาย.
วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น. ลูกชายหรือลูกหญิงเลือกดื่มนมอยู่บนตักของแม่ ราวกะถันข้างหนึ่งของแม่จะยาน. วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น. ลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นในสายัณห์สมัย มาเกลือกกลิ้งไปมาบนตักแม่. แม่ไม่เห็นลูกทั้งสองนั้น เมื่อก่อนอาศรมนี้นั้นปรากฏแก่เราราวกะมีมหรสพ. วันนี้แม่ไม่เห็นลูกทั้งสองนั้น อาศรมเหมือนจะหมุนไป.
นี่อย่างไร อาศรมสถานเงียบเสียงเสียทีเดียว ปรากฏแก่แม่. แม้แต่ฝูงกาก็ไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของแม่จักสิ้นชนมชีพเสียแน่แล้ว. นี่อย่างไร อาศรมสถานเงียบเสียงเสียทีเดียว ปรากฏแก่แม่. แม้แต่ฝูงสกุณชาติก็ไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของแม่จักสิ้นชนมชีพเสียแน่แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ปํสุกุณฐิตา ได้แก่ เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่น. บทว่า ปจจคคตา มํ ความว่า คอยรับเรา. ปาฐะว่า ปจจุคนตํ ดังนี้ก็มี ความว่า ต้อนรับ. บทว่า อุกกณณา ความว่า เหมือนพวกลูกเนื้อตัวน้อยๆ เห็นแม่ก็ยกหูชูคอเข้าไปหาแม่ ร่าเริงยินดี วิ่งเล่นอยู่รอบๆ. บทว่า วตมานาว กมปเร ความว่า เป็นไปราวกะยังหัวใจของแม่ให้ยินดี. เมื่อก่อนลูกทั้งสองของเราเป็นอย่างนี้. บทว่า ตยชฺช ความว่า วันนี้แม่ไม่เห็นลูกรักทั้งสองนั้น. บทว่า ฉคิลีว มิคี ฉาปํ ความว่า พระนางมัทรีกล่าวว่า แม่แพะ แม่เนื้อและแม่นกที่พ้นไปจากรัง คือกรง และแม่ราชสีห์ที่อยากได้เหยื่อ ละลูกน้อยของตนหลีกไปหาเหยื่อ ฉันใด. แม่ก็ละลูกทั้งสองออกไป ฉันนั้น.
บทว่า อิทํ เนสํ ปรกกนตํ ความว่า รอยเท้าที่วิ่งไปวิ่งมาในสถานที่เล่นของลูกทั้งสองยังปรากฏอยู่ ดุจรอยเท้าช้างที่เนินเขาในฤดูฝน. บทว่า จิตกา ได้แก่ กองทรายที่ลูกทั้งสองกองเข้าไว้. บทว่า ปริกิณณาโย ได้แก่ กระจัดกระจาย. บทว่า สมนฺตามภิธาวนฺติ ความว่า วิ่งแล่นไปรอบๆ ในวันอื่นๆ. บทว่า ปจจเทนติ ได้แก่ ต้อนรับ. บทว่า ทูรมายตึ ได้แก่ ผู้มาแต่ไกล. บทว่า ฉคิลึว มิคึ ฉาปา ความว่า เห็นแม่ของตนแล้ววิ่งมาหา เหมือนลูกแพะเห็นแม่แพะ ลูกเนื้อเห็นแม่เนื้อ. บทว่า อิทญฺจ เนสํ กีฬนํ ความว่า ผลมะตูมมีสีดังทองนี้ เป็นของเล่นของลูกทั้งสองซึ่งเล่นตุ๊กตาช้างเป็นต้น กลิ้งตกอยู่แล้ว. บทว่า มยฺหิเม ความว่า ก็ถันทั้งสองของเรานี้เต็มด้วยน้ำนม. บทว่า อุโร จ สมปทาลิภิ ความว่า แต่หทัยเหมือนจะแตก. บทว่า อุจจงเก เม วิวตตนติ ความว่า กลิ้งเกลือกอยู่บนตักของเรา. บทว่า สมมชโช ปฏิภาติ มํ ความว่า ปรากฏแก่เราเหมือนโรงมหรสพ. บทว่า ตยชช ตัดบทเป็น เต อชช ความว่า วันนี้เราไม่เห็นลูกทั้งสองนั้น. น ปสสนตยา ได้แก่ เราไม่เห็นอยู่. บทว่า ภมเต วิย ความว่า ย่อมหมุนเหมือนจักรของช่างหม้อ. บทว่า กาโกลา ได้แก่ ฝูงกาป่า. บทว่า มตา นูน ความว่า จักตายคือจักถูกใครๆ นำไปแน่. บทว่า สกุณาปิ ได้แก่ ฝูงนกที่เหลือ. บทว่า มตา นูน ความว่า จักตายเสียเป็นแน่แล้ว

พระนางมัทรีพิลาปรำพันอยู่ ด้วยประการฉะนี้ เสด็จไปเฝ้าพระเวสสันดรมหาสัตว์ ปลงกระเช้าผลไม้ลง เห็นพระมหาสัตว์ประทับนั่งนิ่งอยู่ เมื่อไม่เห็นพระโอรสธิดาในสำนักพระภัสดา จึงทูลถามว่า
นี่อย่างไร พระองค์ทรงนิ่งอยู่ เออก็เมื่อหม่อมฉันฝันในราตรี ใจก็นึกถึงอยู่ แม้ฝูงกาฝูงนกก็ไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของหม่อมฉันจักสิ้นชีพเสียแน่แล้ว ข้าแต่พระลูกเจ้า พาลมฤคในป่าที่ไร้ผลและเงียบสงัด ได้กัดกินลูกทั้งสองของหม่อมฉันเสีย แล้วกระมัง หรือใครนำลูกทั้งสองของหม่อมฉันไปเสียแล้ว ลูกทั้งสองของหม่อมฉัน พระองค์ให้เป็นทูตส่งไปเฝ้าพระสีวีราชกรุงเชตุดร หรือเธอผู้ช่างตรัสเป็นที่รักบรรทม หลับในบรรณศาลา หรือเธอขวนขวายในการเล่นเสด็จออกไปข้างนอกหนอ เส้นพระเกสาของลูกทั้งสองไม่ปรากฏ พระหัตถ์และพระบาทซึ่งมีลายตาข่าย ก็ไม่ปรากฏเลย เห็นจะถูกนกทั้งหลายโฉบคาบไป ลูกทั้งสองของหม่อมฉัน อันใครนำไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ รตเตว เม มโน ความว่า เออ ก็ใจของหม่อมฉันเป็นเหมือนเห็นสุบิน ในเวลาใกล้รุ่ง. บทว่า มิคา ได้แก่ พาลมฤคมีราชสีห์เป็นต้น. บทว่า อีริเน ได้แก่ ไร้ผล. บทว่า วิวเน ได้แก่ เงียบสงัด. บทว่า อาทู เต ความว่า หรือว่าพระองค์ให้เป็นทูตส่งไปเฝ้าพระเจ้าสีวีราชกรุงเชตุดร. บทว่า อาทู สุตตา ความว่า เสด็จเข้าบรรทมภายในบรรณศาลา. บทว่า อาทู พหิ โน ความว่า พระนางมัทรีทูลถามว่า หรือว่าลูกทั้งสองของหม่อมฉันเหล่านั้น ขวนขวายในการเล่นออกไปข้างนอก. บทว่า เนวาสํ เกสา ทิสสนติ ความว่า ข้าแต่พระสวามีเวสสันดร เกสาสีดอกอัญชันดำของลูกทั้งสองนั้น ไม่ปรากฏเลย หัตถ์และบาทซึ่งมีลายตาข่าย ก็ไม่ปรากฏ. บทว่า สกุณานญฺจ โอปาโต ความว่า ในหิมวันตประเทศมีนกหัสดีลิงค์ นกเหล่านั้นบินมาพาไปทางอากาศนั่นแล เหตุนั้น หม่อมฉันอันนกเหล่านั้นนำไปหรือ แม้นกอะไรๆ อื่นจากนี้ซึ่งเป็นราวกะว่านกเหล่านั้นโฉบเอาไป ขอพระองค์โปรดบอก ลูกทั้งสองของหม่อมฉันอันใครนำไป.

แม้เมื่อพระนางมัทรีกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ก็มิได้ตรัสอะไร ลำดับนั้น พระนางจึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสกะหม่อมฉัน หม่อมฉันมีความผิดอย่างไร ทูลฉะนี้ แล้วตรัสว่า
การที่พระองค์ไม่ตรัสกะหม่อมฉันนี้ เป็นทุกข์ยิ่งกว่า การที่วันนี้หม่อมฉันไม่เห็นชาลี และกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น เหมือนแผลที่ถูกแทงด้วยลูกศร การไม่เห็นลูกทั้งสองและพระองค์ไม่ตรัสกะหม่อมฉัน แม้นี้เป็นทุกข์ซ้ำสอง เหมือนลูกศรแทงหทัยของหม่อมฉัน
ข้าแต่พระราชบุตร วันนี้ ถ้าพระองค์ไม่ตรัสกะหม่อมฉันตลอดราตรีนี้ พรุ่งนี้เช้า ชะรอยพระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นหม่อมฉันปราศจากชีวิตตายเสียแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ ตโต ทุกขตรํ ความว่า ข้าแต่พระสวามีเวสสันดร การที่พระองค์ไม่ตรัสกับหม่อมฉัน เป็นทุกข์แก่หม่อมฉันยิ่งกว่า ทุกข์ที่หม่อมฉันถูกเนรเทศจากแว่นแคว้นมาอยู่ป่า และทุกข์ที่หม่อมฉันไม่เห็นลูกทั้งสอง. เพราะพระองค์ทำให้หม่อมฉันลำบากด้วยความนิ่ง. เหมือนรื้อเรือนไฟไหม้ เหมือนเอาไม้ตีคนตกต้นตาล เหมือนเอาลูกศรแทงที่แผล. ด้วยว่า หทัยของหม่อมฉันนี้ย่อมหวั่นไหวและเจ็บปวด เหมือนแผลที่ถูกแทงด้วยลูกศร. ปาฐะว่า สํวิทฺโธ ดังนี้ก็มี ความว่า แทงทะลุตลอด. บทว่า โอกกนตสนตมํ ได้แก่ ซึ่งหม่อมฉันผู้ปราศจากชีวิต. โน อักษร ในบทว่า ทกฺขสิ โน นี้เป็นเพียงนิบาต ความว่า พระองค์จะได้ทอดพระเนตร เห็นหม่อมฉันตายเสียแล้วตรงเวลาทีเดียว.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราจักให้พระนางมัทรีละความโศก เพราะบุตรเสียด้วยถ้อยคำหยาบ จึงตรัสคาถานี้ว่า
แน่ะมัทรี เธอเป็นราชบุตร มีรูปงาม มียศ ไปเสาะหาผลไม้แต่เช้า ไฉนหนอ จึงกลับมาจนเย็น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมิทํ สายมาคตา ความว่า พระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์ตรัสคุกคามและลวงว่า แน่ะมัทรี เธอมีรูปงามน่าเลื่อมใส และในหิมวันตประเทศก็มีพรานป่า ดาบสและวิทยาธรเป็นต้น ท่องเที่ยวอยู่เป็นอันมาก ใครจะรู้เรื่องอะไรๆ ที่เธอทำแล้ว เธอไปป่าแต่เช้า กลับมาจนเย็น นี่อย่างไร ธรรมดา หญิงที่ละเด็กเล็กๆไปป่า จะเป็นหญิงมีสามีหรือไม่มีก็ตาม ย่อมไม่เป็นอย่างนี้ ความคิดแม้เพียงนี้ว่า ลูกน้อยของเราจะเป็นอย่างไร หรือสามีของเราจักคิดอย่างไร ดังนี้มิได้มีแก่เธอ เธอไปแต่เช้า กลับมาด้วยแสงจันทร์นี้ เป็นโทษแห่งความยากเข็ญของฉัน.

พระนางมัทรีได้สดับพระราชดำรัสดังนั้น จึงทูลสนองว่า
พระองค์ได้ทรงสดับเสียงกึกก้องของพาลมฤค ที่มาสู่สระเพื่อดื่มน้ำ คือราชสีห์ เสือโคร่ง ผู้บันลือเสียงแล้ว มิใช่หรือ? บุรพนิมิตได้เกิดมีแก่หม่อมฉันผู้เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เสียมหลุดจากมือของหม่อมฉัน กระเช้าที่คล้องอยู่บนบ่าก็พลัดตก กาลนั้น หม่อมฉันตกใจกลัว ได้กระทำอัญชลีไหว้ทิศต่างๆ ทุกทิศด้วยปรารถนาว่า ขอความปลอดโปร่งแต่ภัยนี้พึงมีแก่เรา และพระราชบุตรของเราทั้งหลาย อันราชสีห์และเสือเหลืองอย่าได้เบียดเบียนเลย ทั้งกุมารกุมารีทั้งสอง อันหมี หมาป่า และเสือดาว อย่าได้มาจับต้องเลย พาลมฤคในป่าทั้งสามสัตว์ คือราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง เหล่านั้น พบหม่อมฉันแล้วขวางทางไว้ ด้วยเหตุนั้น หม่อมฉันจึงได้กลับเย็นไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย สรํ ปาตุ? ความว่า สัตว์เหล่าใดมาสู่สระนี้เพื่อดื่มน้ำ. บทว่า พยคฆสส จ ความว่า พระนางมัทรีทูลถามว่า พระองค์ได้ทรงสดับเสียงของเสือโคร่งและสัตว์สี่เท้าอื่นๆ มีช้างเป็นต้น และฝูงนกที่ส่งเสียงร้องกึกก้องเป็นอันเดียวกันแล้ว มิใช่หรือ. ก็เสียงนั้น ได้มีในเวลาที่พระมหาสัตว์พระราชทานพระโอรสและพระธิดา. บทว่า อหุ ปุพฺพนิมิตฺตํ ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ บุรพนิมิตเพื่อเสวยทุกข์อันนี้ ได้มีแก่หม่อมฉันแล้ว. บทว่า อุคฺคีวํ ได้แก่ กระเช้าที่คล้องอยู่บนบ่าพลัดตก. บทว่า ปุถุ? ความว่า หม่อมฉันนมัสการแต่ละทิศทั่วสิบทิศ. บทว่า มา เหว โน ความว่า หม่อมฉันนมัสการปรารถนาว่า ขอพระราชบุตรเวสสันดรของพวกเรา จงอย่าถูกพาลมฤคมีราชสีห์เป็นต้นฆ่า ขอลูกทั้งสองจงอย่าถูกหมีเป็นต้นแตะต้อง. บทว่า เต มํ ปริยาวรุ? มคฺคํ ความว่า พระนางมัทรีกราบทูลว่า ข้าแต่พระสวามี หม่อมฉันคิดว่า เราได้เห็นเหตุที่น่ากลัวเหล่านี้เป็นอันมาก และเห็นสุบินร้ายวันนี้ เราจักกลับมาให้ทันเวลาทีเดียว เห็นต้นไม้ที่ผลิตผลเหมือนไม่มีผล ต้นไม้ที่ไม่มีผล ก็เหมือนผลิตผล เก็บผลาผลได้โดยยาก ไม่อาจมาถึงประตูป่า ทั้งราชสีห์เป็นต้นเหล่านั้นเห็นหม่อมฉัน แล้วได้ยืนเรียงกันกั้นทางเสีย เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงมาจนเย็น ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าค่ะ.

พระมหาสัตว์ตรัสพระวาจาเท่านี้กับพระนางมัทรีแล้ว มิได้ตรัสอะไรๆ อีกจนอรุณขึ้น จำเดิมแต่นี้ พระนางมัทรีพิลาปรำพันมีประการต่างๆ ตรัสว่า
หม่อมฉันผู้เป็นชฏินีพรหมจารินี บำรุงพระสวามีและลูกทั้งสองตลอดวันคืน ดุจมาณพบำรุงอาจารย์ หม่อมฉันนุ่งห่มหนังเสือเหลืองนำมูลผลในป่ามา ประพฤติอยู่ตลอดวันคืน เพราะใคร่ต่อพระองค์และบุตรธิดา. หม่อมฉันฝนขมิ้นสีเหมือนทองนี้เพื่อทาลูกทั้งสอง และนำผลมะตูมสุกเหลืองนี้ เพื่อถวายให้ทรงเล่น และนำผลไม้ทั้งหลายมาด้วยหวังว่า ผลไม้เหล่านี้จะเป็นเครื่องเล่นของพระโอรสธิดาแห่งพระองค์.
ข้าแต่บรมกษัตริย์ขอพระองค์ พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา จงเสวยสายบัว เหง้าบัว กระจับประกอบด้วยรสหวานน้อยๆนี้ พระองค์จงประทานดอกกุมุทแก่แม่กัณหา พระองค์จะได้ทอดพระเนตรพระกุมาร ผู้ประดับระเบียบดอกไม้ฟ้อนรำอยู่ โปรดตรัสเรียกสองพระราชบุตรมาเถิด แม่กัณหาชินาจะได้มานี่ ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ขอพระองค์จงพิจารณาดูแม่กัณหาชินาผู้มีเสียงดังไพเราะ ขณะเข้าไปสู่อาศรม เราทั้งสองถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น เป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ก็พระองค์ได้ทรงเห็น พระราชบุตรทั้งสองคือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาบ้าง หรือไม่ ชะรอยว่า หม่อมฉันได้บริภาษ สมณพราหมณ์ผู้มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ผู้มีศีล ผู้พหูสูต ในโลกไว้กระมัง วันนี้จึงไม่พบลูกทั้งสอง คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาจริยมิว มาณโว ความว่า เหมือนอันเตวาสิกผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติอาจารย์. บทว่า อนุฏฺฐิตา ความว่า หม่อมฉันบำรุง คือเป็นผู้ไม่ประมาทปฏิบัติด้วยการลุกขึ้นบำเรอ. บทว่า ตุมฺหํ กามา ความว่า ปรารถนาพระองค์ด้วยใคร่ต่อพระองค์. พระนางมัทรีคร่ำครวญรำพันถึงสองกุมารด้วยบทว่า ปุตตกา. บทว่า สุวณณหาลิททํ ความว่า หม่อมฉันฝน คือบดขมิ้นซึ่งมีสีเหมือนทอง ถือมาเพื่อสรงสนานพระโอรสธิดาของพระองค์. บทว่า ปณฑุเวลุวํ ความว่า แม้ผลมะตูมสุกซึ่งมีสีเหมือนทองนี้ หม่อมฉันก็นำมาเพื่อพระองค์ทรงเล่น. บทว่า รุกขปกกานิ ความว่า แม้ผลไม้อื่นๆ ซึ่งเป็นที่ชอบใจ. หม่อมฉันก็ได้นำมาเพื่อพระองค์ทรงเล่น. บทว่า อิเมโว ความว่า พระนางมัทรีกล่าวว่า ลูกน้อยทั้งสองนี้เป็นเครื่องเล่นของพระองค์. บทว่า มูฬาลิวตตกํ ได้แก่ สายบัว. บทว่า สาลุกํ ความว่า แม้เหง้าบัวมีอุบลเป็นต้นนี้ หม่อมฉันก็นำมาเป็นอันมาก. บทว่า ชิญชโรทกํ ได้แก่ กระจับ. บทว่า ภุญฺช ความว่า พระนางมัทรีคร่ำครวญว่า ขอพระองค์โปรดเสวยของนี้ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย พร้อมด้วยพระโอรสธิดา. บทว่า สิวิ ปุตตานิ อวยห ความว่า ข้าแต่พระเจ้าสีวีราชผู้สวามี ขอพระองค์โปรดรีบตรัสเรียกพระโอรสธิดาจากที่บรรทมในบรรณศาลา. บทว่า อปิ สิวิ ปุตเต ปสเสสิ ความว่า ข้าแต่พระเจ้าสีวีราชผู้สวามี ขอพระองค์ทอดพระเนตรดูพระโอรสธิดาทั้งสองเถิด ถ้าทรงเห็นก็โปรดแสดงแก่หม่อมฉัน ขอได้โปรดอย่าให้หม่อมฉันลำบากนักเลย. บทว่า อภิสสึ ความว่า หม่อมฉันได้ด่าเป็นแน่อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าพบบุตรธิดาของพวกท่านเลย.

แม้พระนางมัทรีทรงพิลาปรำพันอยู่อย่างนี้ พระเวสสันดรมหาสัตว์ก็มิได้ตรัสอะไรๆ ด้วยเลย ครั้นพระมหาสัตว์ไม่ตรัสด้วย พระนางมัทรีก็หวั่นพระหฤทัย เสด็จเที่ยวค้นหาพระโอรสพระธิดาของพระองค์ ด้วยอาศัยแสงจันทร์ เสด็จถึงสถานที่ทั้งปวงนั้นๆ มีต้นหว้าเป็นต้น ซึ่งเป็นที่พระโอรสพระธิดาเคยเล่น ทรงคร่ำครวญตรัสว่า
รุกขชาติต่างๆ เช่นไม้หว้า ไม้ยางทรายซึ่งมีกิ่งห้อยย้อย อนึ่ง รุกขชาติที่มีผลต่างๆ เช่นไม้โพใบ ขนุน ไทร มะขวิด ปรากฏอยู่ทั้งนั้น แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่. ลูกทั้งสองเคยเล่นที่สวนและแม่น้ำซึ่งมีน้ำเย็น เคยทัดทรงบุปผชาติต่างๆ บนภูผา และเคยเสวยผลไม้ต่างๆ บนภูผา แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่. ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ที่ลูกทั้งสองเคยเล่นยังปรากฏอยู่ แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิโม โน หตถิกา อสสา ความว่า พระนางมัทรีทรงค้นหาพระโอรสพระธิดาบนภูเขา ไม่เห็น ก็ทรงคร่ำครวญ เสด็จลงจากภูเขามาสู่อาศรมบทอีก ทรงคร่ำครวญถึงพระโอรสพระธิดาในอาศรมบทนั้น ทอดพระเนตรเห็นของเล่นทั้งหลายของพระโอรสพระธิดา จึงตรัสอย่างนี้.

ครั้งนั้น ฝูงมฤคและปักษีต่างออกจากที่อยู่ เพราะสำเนียงทรงคร่ำครวญ และเสียงฝีพระบาทของพระนางมัทรี. พระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นสัตว์เหล่านั้น จึงตรัสว่า
ตุ๊กตาเนื้อทรายทอง ตุ๊กตากระต่าย ตุ๊กตานกเค้า และตุ๊กตาชะมดเหล่านี้เป็นอันมาก ที่ลูกทั้งสองเคยเล่นยังปรากฏอยู่ แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่. เหล่าตุ๊กตาหงส์ ตุ๊กตานกกระเรียน และตุ๊กตานกยูงขนหางวิจิตรเหล่านี้ ที่ลูกทั้งสองเคยเล่นปรากฏอยู่ แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามา ได้แก่ เนื้อทรายทองตัวเล็กๆ. บทว่า สโสลูกา ได้แก่ กระต่ายและนกเค้าป่า.

พระนางมัทรีไม่เห็นพระปิยบุตรทั้งสอง ณ อาศรมบท จึงเสด็จออกจากอาศรมบทเข้าสู่ชัฏป่าดอกไม้ ทอดพระเนตรดูสถานที่นั้นๆ ตรัสว่า
พุ่มไม้มีดอกตลอดกาล และสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ มีนกจากพรากส่งเสียงร้อง ดาดาษไปด้วยมณฑาดอกและปทุมอุบล ซึ่งเป็นที่ลูกทั้งสองเคยเล่นยังปรากฏอยู่ แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วนคุมพาโย ได้แก่ พุ่มดอกไม้ป่านั่นเอง.

พระนางมัทรีไม่ประสบพระปิยบุตรทั้งสอง ณ ที่ไรๆ ก็เสด็จมาเฝ้าพระมหาสัตว์อีก เห็นพระองค์ประทับนั่งมีพระพักตร์เศร้าหมอง จึงทูลว่า
พระองค์ไม่หักไม้แห้ง ไม่นำน้ำมา ไม่ติดไฟ เป็นไฉนหนอ พระองค์ดูเหมือนอ่อนแรงซบเซาอยู่ พระองค์เป็นที่รักของหม่อมฉัน ความทุกข์หายไปเพราะสมาคมกับพระองค์ ผู้เป็นที่รักของหม่อมฉัน วันนี้ หม่อมฉันไม่เห็นลูกทั้งสอง คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หาสิโต ได้แก่ ไม่ให้ลุกโพลง. ท่านอธิบายไว้ว่า ข้าแต่พระสวามี เมื่อก่อนพระองค์หักฟืน นำน้ำมาตั้งไว้ก่อไฟในกระเบื้องถ่านเพลิง วันนี้พระองค์ไม่ทำแม้อย่างเดียว ในเรื่องเหล่านั้น เป็นเหมือนอ่อนแรงซบเซาอยู่ เพราะเหตุไรหนอ หม่อมฉันไม่ชอบใจกิริยาของพระองค์เลย. บทว่า ปิโย ปิเยน ความว่า พระเวสสันดรเป็นที่รักของหม่อมฉัน ที่รักของหม่อมฉันยิ่งกว่าพระเวสสันดรนี้ ไม่มี เมื่อก่อน ความทุกข์ย่อมหายไป คือย่อมปราศจากไป เพราะมาสมาคม คือมาประชุมกับพระองค์ผู้เป็นที่รักของหม่อมฉันนี้ แต่วันนี้ แม้หม่อมฉันเห็นพระองค์อยู่ ความเศร้าโศกก็ไม่ปราศจากไป เหตุอะไรหนอ. บทว่า ตยชช ความว่า เหตุการณ์ที่หม่อมฉันเห็นแล้ว จงยกไว้เถิด วันนี้หม่อมฉันไม่เห็นลูกทั้งสองนั้น เพราะเหตุนั้น แม้เมื่อหม่อมฉันเห็นพระองค์อยู่ ความเศร้าโศกก็ไม่หายไป.

แม้พระนางมัทรีกราบทูลถึงอย่างนี้ พระมหาสัตว์ก็ประทับนั่งนิ่งอยู่นั่นเอง เมื่อพระมหาสัตว์ไม่ตรัสด้วย พระนางเจ้าก็เต็มแน่นไปด้วยลูกศรคือความโศก พระกายสั่นดุจแม่ไก่ถูกตี เสด็จเที่ยวค้นหาตามที่เคยค้นหาครั้งแรกแล้ว เสด็จกลับมาเฝ้าพระมหาสัตว์ กราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่พบคนที่นำลูกทั้งสองไป ลูกทั้งสองคงสิ้นชนมชีพแล้ว ฝูงกาฝูงนกทั้งหลายไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของหม่อมฉันคงสิ้นชนมชีพเสียแล้ว เป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น โข โน ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่เห็นลูกทั้งสองของเราเลย. บทว่า เยน เต นีหฏา มตา ความว่า พระนางมัทรีทูลด้วยความประสงค์ว่า หม่อมฉันไม่ทราบว่า ใครนำลูกทั้งสองไป.

แม้พระนางมัทรีกราบทูลถึงอย่างนี้ พระมหาสัตว์ก็มิได้ตรัสอะไรๆ พระนางมัทรีอันความโศกในเพราะพระโอรสถูกต้องแล้ว ทรงพิจารณาพระโอรสทั้งสอง เสด็จเที่ยวไปยังสถานที่นั้นๆ ด้วยความเร็วดุจลมถึง ๓ วาระ ได้ยินว่า สถานที่พระนางเจ้าเสด็จเที่ยวไปตลอดราตรีหนึ่ง ประมาณระยะทางราว ๑๕ โยชน์. ลำดับนั้น ราตรีสว่างอรุณขึ้น พระนางเจ้าเสด็จมาประทับยืนคร่ำครวญอยู่ ณ ที่ใกล้พระมหาสัตว์อีก.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระนางมัทรีเสด็จเที่ยวร่ำไรรำพันไปตามภูผา และป่าไม้ในเวิ้งเขาวงกตแล้ว เสด็จกลับมาสู่อาศรมอีก ทรงกันแสง ณ สำนักพระภัสดาว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่พบคนที่นำลูกทั้งสองไป ลูกทั้งสองคงสิ้นชนมชีพแล้ว ฝูงกาฝูงนกย่อมไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของหม่อมฉันคงสิ้นชีพเสียแล้ว เป็นแน่. เมื่อพระนางมัทรีผู้ทรงโฉม ผู้เป็นพระราชบุตรีพระเจ้ามัททราชผู้มียศเสด็จเที่ยวไป ณ ภูเขาและถ้ำทั้งหลาย ทรงประคองพระพาหากันแสงว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่เห็นคนที่นำลูกทั้งสองของเราไป ลูกทั้งสองคงสิ้นชนมชีพแล้ว ด้วยประการฉะนี้ แล้วก็ล้มลง ณ ภูมิภาคแทบพระยุคลบาทแห่งพระเวสสันดรนั้น นั่นเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามิกสสนติ โรทติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระนางมัทรีนั้นเสด็จเที่ยวคร่ำครวญไปตามเนินผา และป่าไม้ในเวิ้งเขาวงกตนั้น แล้วเสด็จมาอาศัยพระภัสดาอีก. ประทับยืน ณ ที่ใกล้พระภัสดา ทรงกันแสง คือทรงครวญคร่ำรำพันว่า น โข โน เป็นต้น. เพื่อต้องการพระโอรสและพระธิดา. บทว่า อิติ มทฺที วราโรหา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระนางมัทรีผู้ทรงพระรูปอันอุดม ชื่อว่าผู้ทรงโฉมนั้นเสด็จเที่ยวไป ณ โคนไม้เป็นต้น. ไม่เห็นพระโอรสพระธิดา ประคองพระพาหาคร่ำครวญว่า ลูกทั้งสองจักตายเสียแน่แล้ว. ดังนี้ แล้วล้มลง ณ ภูมิภาคแทบพระยุคลบาทแห่งพระเวสสันดรนั้นเอง เสมือนต้นกล้วยสีทองถูกตัด ฉะนั้น.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าพระองค์สั่นด้วยทรงสำคัญว่า พระนางมัทรีสิ้นพระชนม์เสียแล้ว ทรงรำพึงว่า มัทรีมาสิ้นพระชนม์ในที่ต่างด้าว อันไม่ใช่ฐานะ หากว่าเธอทำกาลกิริยาในเชตุดรราชธานี การบริหารก็จักเป็นการใหญ่ รัฐทั้งสองก็สะเทือนถึงกัน ก็ตัวเราอยู่ในอรัญญประเทศแต่ผู้เดียวเท่านั้น จักทำอย่างไรดีหนอ ทรงคำนึงดังนี้แล้ว แม้เป็นผู้มีความโศกมีกำลัง ก็ทรงตั้งพระสติให้มั่น เสด็จลุกขึ้นด้วยทรงสำคัญว่า เราจักต้องรู้ให้แน่ก่อน จึงวางพระหัตถ์เบื้องขวาตรงพระหทัยวัตถุแห่งพระนางเจ้า ก็ทรงทราบว่า ยังมีความอบอุ่นเป็นไปอยู่ จึงทรงนำน้ำมาด้วยพระเต้า แม้มิได้ทรงถูกต้องพระกายตลอด ๗ เดือน แต่ไม่อาจจะทรงกำหนดความที่พระองค์เป็นบรรพชิต เพราะความโศกมีกำลัง มีพระนัยนาเต็มไปด้วยพระอัสสุชล ช้อนพระเศียรของพระนางเจ้าขึ้นวางไว้บนพระเพลา พรมด้วยน้ำ ลูบพระพักตร์และที่ตรงพระหทัย ประทับนั่งอยู่. ฝ่ายพระนางมัทรี พอสักครู่หนึ่งก็กลับได้พระสติ เข้าตั้งไว้เฉพาะซึ่งหิริและโอตตัปปะ ลุกขึ้นกราบพระมหาสัตว์ ทูลถามว่า ข้าแต่พระสวามีเวสสันดร ลูกทั้งสองของพระองค์ไปไหน. พระมหาสัตว์ตรัสตอบว่า แน่ะพระเทวี ฉันให้เพื่อเป็นทาสแห่งพราหมณ์คนหนึ่งไปแล้ว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
วันนี้ พระเวสสันดรทรงประพรมพระนางมัทรีราชบุตรผู้ล้มลงด้วยน้ำ ทรงทราบว่า พระนางเจ้าค่อยสำราญ ทีนั้น จึงตรัสคำนี้กะพระนาง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมชช ปตตํ ความว่า ผู้ล้มลงใกล้พระองค์ อธิบายว่า ผู้ล้มลงถึงวิสัญญีภาพแทบพระยุคลบาท. บทว่า เอตมพรวิ ความว่า ได้ตรัสคำนี้ คือคำว่า ฉันให้เพื่อเป็นทาสแห่งพราหมณ์คนหนึ่งไปแล้ว.

แต่นั้น เมื่อพระนางมัทรีทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ประทานลูกทั้งสองแก่พราหมณ์แล้ว ไม่รับสั่งให้หม่อมฉันผู้คร่ำครวญเที่ยวอยู่ตลอดราตรี ทราบความ เพราะเหตุไร พระมหาสัตว์จึงตรัสว่า
แน่ะมัทรี ฉันไม่ปรารถนาจะบอกเธอแต่แรกให้เป็นทุกข์ว่า พราหมณ์แก่เป็นยาจกเข็ญใจมาสู่อาศรม บุตรบุตรีฉันให้แก่พราหมณ์นั้นแล้ว แน่ะมัทรี เธออย่ากลัวเลย จงยินดีเถิด เธอจงเห็นแก่ฉัน อย่าเห็นแก่บุตรบุตรี อย่าคร่ำครวญนักเลย เราทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีโรคก็จักได้พบบุตรบุตรี และสัตว์ของเลี้ยง ธัญญาหารทั้งทรัพย์อย่างอื่นในเรือน สัตบุรุษเห็นยาจกมาก็บริจาคทาน.
ดูก่อนมัทรี เธอจงอนุโมทนาปิยบุตรทาน อันเป็นอุดมทานของฉัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิเยเนว ได้แก่ แต่แรก มีคำอธิบายว่า ถ้าฉันบอกความเรื่องนี้แก่เธอแต่แรก เมื่อเธอได้ฟังดังนั้น ก็จะไม่อาจกลั้นความโศกไว้ได้ หทัยพึงแตก เพราะฉะนั้น ฉันจึงไม่ปรารถนาจะบอกแก่เธอ แต่แรกให้เป็นทุกข์ นะมัทรี. บทว่า ฆรมาคโต ความว่า มายังสถานที่อยู่ของพวกเรานี้. บทว่า อโรคา จ ภวามหเส ความว่า พระเวสสันดรมหาสัตว์ตรัสว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทั้งสองเป็นผู้ไม่มีโรค ยังมีชีวิตอยู่ จักพบลูกทั้งสองที่พราหมณ์นำไปเป็นแน่. บทว่า ยญฺจ อญฺญฆเร ธนํ ได้แก่ สวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์อย่างอื่นในเรือน. บทว่า ทชฺชา สปปุริโส ทานํ ความว่า สัตบุรุษเมื่อปรารถนาประโยชน์สูงสุด พึงผ่าอุระควักเนื้อหัวใจให้เป็นทาน.

พระนางมัทรีทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันขออนุโมทนาปิยบุตรทานอันอุดมของพระองค์ พระองค์ทรงบริจาคทานแล้ว จงยังพระหฤทัยให้เลื่อมใส ขอจงทรงบำเพ็ญทานให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด ข้าแต่พระชนาธิปราช ในเมื่อชนทั้งหลายมีความตระหนี่ พระองค์ผู้ยังแคว้นของชาวสีพีให้เจริญ ได้ทรงบริจาคบุตรทานแก่พราหมณ์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทามิ เต ความว่า พระนางมัทรีทรงอุ้มพระครรภ์ ๑๐ เดือน ประสูติแล้วให้สรงสนาน ให้ทรงดื่มให้เสวยวันละสองสามครั้ง ประคับประคองพระลูกน้อยทั้งสองนั้น ให้บรรทมบนพระอุรประเทศ ครั้นพระโพธิสัตว์พระราชทานพระลูกน้อยทั้งสองไป จึงทรงอนุโมทนาส่วนบุญเอง พระนางมัทรีตรัสอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนี้ พึงทราบว่า บิดาเท่านั้นเป็นเจ้าของเด็กๆทั้งหลาย. บทว่า ภิยฺโย ทานํ ทโท ภว ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงเป็นผู้บริจาคทานบ่อยๆ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด. ทานอันพระองค์ทรงบริจาคดีแล้ว ด้วยประการฉะนี้. ขอพระองค์ผู้ได้พระราชทานพระปิยบุตรทั้งสอง ในเมื่อสัตว์ทั้งหลายมีความตระหนี่นั้น จงยังพระหฤทัยให้เลื่อมใสเถิด.

ครั้นพระนางมัทรีทูลอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงตรัสถึง เหตุอัศจรรย์ทั้งปวงมีแผ่นดินไหวเป็นต้นว่า แน่ะมัทรี นั่นเธอพูดอะไร ถ้าฉันให้ลูกทั้งสอง แล้วไม่ทำจิตให้เลื่อมใส ความอัศจรรย์ทั้งหลายของฉันเหล่านี้ ก็ไม่พึงเป็นไป แต่นั้น พระนางมัทรีได้ประกาศความอัศจรรย์เหล่านั้นนั่นแล.

เมื่อจะทรงอนุโมทนาปิยบุตรทาน จึงตรัสว่า
ปฐพีบันลือลั่นเสียงสาธุการก้องไปถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญปิยบุตรทาน สายฟ้าก็แวบวาบไปโดยรอบ เสียงโกลาหลนั้นปรากฏ ดังหนึ่งเสียงภูเขาถล่มทลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชชุลตา อาคู ความว่า สายฟ้าผิดฤดูกาลแลบโดยรอบ ในหิมวันตประเทศ. บทว่า คิรีนํว ปฏิสสุตา ความว่า เสียงโกลาหลปรากฏ ราวกะเสียงภูเขาถล่มทลาย.

เทพนิกายทั้งสอง คือนารทะและปัพพตะเหล่านั้น ย่อมอนุโมทนาแก่พระเวสสันดรนั้น พระอินทร์ พระพรหม พระปชาบดี พระโสม พระยม และพระเวสวัณมหาราช ทั้งเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมด พร้อมด้วยพระอินทร์ ต่างอนุโมทนาทานของพระองค์ พระนางมัทรีราชบุตรีผู้ทรงโฉม ผู้มียศ ทรงอนุโมทนาปิยบุตรทานอันอุดมแห่งพระเวสสันดร ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นารทปพฺพตา ความว่า เทพนิกายทั้งสองแม้เหล่านี้ สถิตอยู่ที่ประตูวิมานของตนๆ นั่นเอง. อนุโมทนาแด่พระองค์ว่า ทานอันพระองค์ประทานดีแล้วหนอ. บทว่า ตาวตึสา สอินฺทกา ความว่า แม้เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ซึ่งมีพระอินทร์เป็นหัวหน้า ก็พากันอนุโมทนา ทานของพระองค์.

พระมหาสัตว์ทรงสรรเสริญทานของพระองค์อย่างนี้แล้ว พระนางมัทรีก็ทรงกลับเอาข้อความนั้นเองมาทรงสรรเสริญว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ทานอันพระองค์ประทานดีแล้ว ดังนี้แล้ว ทรงอนุโมทนาประทับนั่งอยู่.
ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสคาถาว่า อิติ มทฺที วราโรหา ดังนี้เป็นต้น.

จบมัทรีบรรพ

เมื่อกษัตริย์ทั้งสององค์ คือพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ตรัสสัมโมทนียกถาต่อกันและกันอยู่อย่างนี้. ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า เมื่อวันวานนี้ พระเวสสันดรมหาราชนี้ได้ประทานปิยบุตรแก่ชูชกพราหมณ์ แผ่นดินไหว. บัดนี้ ถ้าจะมีคนต่ำช้าผู้หนึ่งไปเฝ้าพระเวสสันดร ทูลขอพระนางมัทรีผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้งปวง มีศีลาจารวัตรบริบูรณ์ พาพระนางมัทรีไป ทำให้ท้าวเธออยู่คนเดียว แต่นั้น ท้าวเธอก็จะเปล่าเปลี่ยวขาดผู้ปฏิบัติ อย่ากระนั้นเลย เราจะจำแลงเพศเป็นพราหมณ์ ไปเฝ้าท้าวเธอ ทูลขอพระนางมัทรี ให้ถือเอาทานนั้นเป็นยอดแห่งทานบารมี. ทำให้ไม่ควรสละแก่ใครๆ แล้วถวายพระนางเจ้านั้นคืนท้าวเธอไว้อีก แล้วกลับเทวสถานของเรา. ท้าวสักกเทวราชนั้นได้เสด็จไปสู่ สำนักแห่งพระบรมโพธิสัตว์ ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ลำดับนั้น เมื่อราตรีสิ้นไป ดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา ท้าวสหัสสนัยจำแลงเพศเป็นพราหมณ์ ได้ปรากฏแก่สองกษัตริย์นั้น แต่เช้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาโต เนสํ อทิสฺสถ ความว่า ได้มีรูปปรากฏ ยืนอยู่เบื้องหน้าของกษัตริย์ทั้งสอง แต่เช้าทีเดียว

ก็และครั้นประทับยืนอยู่แล้ว เมื่อจะทรงทำปฏิสันถาร จึงตรัสว่า
พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธกระมัง พระองค์มีความผาสุกสำราญกระมัง พระองค์ทรงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง. เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทีจะมีน้อยกระมัง. ความเบียดเบียนให้ลำบาก ในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.

เมื่อท้าวสักกเทวราชทูลถามอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ เมื่อทรงทำปฏิสันถารกับท้าวสักกเทวราชนั้น ตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่มีอาพาธ สุขสำราญดี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะแสวงหาผลไม้สะดวกดี และผลาผลก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลานมีบ้างก็เล็กน้อย. ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศ ที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแก่เรา. เมื่อพวกเรามาอยู่ป่า มีชีวิตเตรียมตรมตลอด ๗ เดือน เราพึงเห็นพราหมณ์ผู้มีเพศดังเพศแห่งเทพ ถือไม้เท้ามีสีดังผลมะตูม ทรงหนังเสือเหลืองเป็นเครื่องปกปิดกาย แม้นี้เป็นคนที่สอง.
ดูก่อนมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว และมาไกล ก็เหมือนใกล้ เชิญเข้าข้างใน ขอให้ท่านเจริญเถิด ชำระล้างเท้าของท่านเสีย ดูก่อนพราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า เป็นผลไม้มีรสหวานปานน้ำผึ้ง เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ที่ดีๆ เถิด. ดูก่อนพราหมณ์ น้ำดื่มนี้เย็นนำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญดื่มเถิด ถ้าปรารถนาจะดื่ม.

พระมหาสัตว์ทรงทำปฏิสันถารกับพราหมณ์นั้นอย่างนี้แล้ว ตรัสถามว่า
ก็ท่านมาถึงป่าใหญ่ด้วยเหตุการณ์เป็นไฉน เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด.

พระมหาสัตว์ตรัสถามถึงเหตุที่ท้าวสักกะมา ด้วยประการฉะนี้ ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทูลสนองว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์เป็นคนแก่มาในที่นี้ มาเพื่อทูลขอประทานพระนางมัทรีอัครมเหสีของพระองค์ ขอพระองค์โปรดประทานพระนางเจ้านั้นแก่ข้าพระองค์.
ครั้นทูลฉะนี้แล้ว กล่าวคาถาว่า
ห้วงน้ำซึ่งเต็มเปี่ยมตลอดเวลา ไม่มีเวลาเหือดแห้ง ฉันใด. พระองค์มีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา ฉันนั้น. ข้าพระองค์มาเพื่อทูลขอพระนางมัทรีกะพระองค์ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระมเหสีแก่ข้าพระองค์ ผู้ทูลขอเถิด.

เมื่อท้าวสักกเทวราชแปลงทูลอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์มิได้ตรัสว่า เมื่อวานนี้ อาตมาได้ให้บุตรบุตรีแก่พราหมณ์ไปแล้ว อาตมาจะต้องอยู่ในป่ารูปเดียวเท่านั้น จักให้มัทรีแก่ท่านได้อย่างไร ดังนี้ เป็นเพียงดัง ผู้มีกำลังวางถุงกหาปณะพันหนึ่ง ลงบนหัตถ์ที่เหยียดออกรับ มีพระมนัสไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่หดหู่ เป็นราวกะยังภูผาให้บันลือลั่น ตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ อาตมาให้สิ่งที่ท่านขอต่ออาตมา อาตมาไม่หวั่นหวาด ไม่ซ่อนสิ่งที่มีอยู่ ใจของอาตมายินดีในทาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตํ นปฺปฏิคุยฺหามิ ความว่า ไม่ซ่อนสิ่งที่มีอยู่.

ก็และครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ทรงนำน้ำมาด้วยพระเต้าทันทีทีเดียว หลั่งน้ำลงในมือของพราหมณ์ พระราชทานปิยทารทานแก่พราหมณ์ มหัศจรรย์ทั้งปวงมีประการดังกล่าวแล้ว ในหนหลัง ได้ปรากฏในขณะนั้นนั่นเทียว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ ทรงจับพระกรพระนางมัทรีด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่ง จับพระเต้าน้ำด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่ง หลั่งอุทกลงในมือพราหมณ์ ได้พระราชทานพระนางมัทรีแก่พราหมณ์. มหัศจรรย์อันให้สยดสยอง และยังโลมชาติให้ชูชัน คือเมื่อพระเวสสันดรทรงบริจาคพระนางมัทรีแก่พราหมณ์. แผ่นดินได้กัมปนาทหวั่นไหว ในกาลนั้น พระนางมัทรีมิได้ทำพระพักตร์สยิ้วกริ้วพระภัสดา ไม่ทรงแสดงพระอาการขวยเขิน ไม่ทรงกันแสง เมื่อพระภัสดาทอดพระเนตรพระนางเจ้าก็ทรงดุษณีภาพ พระภัสดาก็ทรงทราบพระอัธยาศัยอันประเสริฐของพระนางเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทา ทานํ ความว่า พระเวสสันดรมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นเป็นที่รักของอาตมา ยิ่งกว่าแม้พระนางมัทรีร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า ขอทานของอาตมานี้ จงเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ดังนี้แล้ว ได้ทรงบริจาคปิยทารทาน.

สมจริงดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
เราตถาคต เมื่อสละชาลีโอรส กัณหาชินาธิดา และมัทรีเทวีผู้เคารพต่อภัสดา มิได้คิดเสียดายเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น ลูกทั้งสองเป็นที่เกลียดชังของเรา ก็หามิได้. มัทรีเทวีไม่เป็นที่รักของเรา ก็หามิได้ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรายิ่งกว่า เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้บุตรธิดาและเทวีผู้เป็นที่รักเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมกมฺปถ(๑. ม. สมปกมฺปถ.) ความว่า แผ่นดินไหวจดถึงน้ำ. บทว่า เนวสฺส มทฺที ภกุฏี ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะนั้นพระนางมัทรีมิได้มีพระพักตร์สยิ้ว เพราะกริ้วว่า พระราชาเวสสันดรประทานเราแก่พราหมณ์แก่. บทว่า น สนฺธียติ น โรทติ ความว่า มิได้ทรงเก้อเขิน มิได้ทรงกันแสง จนน้ำตาเต็มพระเนตรทั้งสอง ด้วยทรงคิดว่า พระสวามีดูเราทำไม ทั้งทรงดุษณีภาพเข้าพระทัยว่า เมื่อให้นางแก้วเช่นเรา จักไม่ให้เพราะไร้เหตุ อธิบายว่า พระนางมัทรีประทับยืนทอดพระเนตร ดูพระพักตร์ของพระเวสสันดรซึ่งมีวรรณะดังดอกปทุมบาน ด้วยเข้าพระทัยว่า พระสวามีของเรานี้แหละ ทรงทราบสิ่งที่ประเสริฐ.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรดูพระพักตร์ของพระนางมัทรี ด้วยทรงคิดว่า มัทรีจะเป็นอย่างไร. พระนางเจ้าจึงทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ทอดพระเนตรดูหน้าหม่อมฉัน ทำไม.
เมื่อทรงบันลือสีหนาท จึงตรัสคาถานี้ว่า
หม่อมฉันผู้ยังเป็นสาว เป็นเทวีของพระองค์ท่านใด พระองค์ท่านนั้นเป็นพระภัสดา เป็นใหญ่ของหม่อมฉัน พระองค์ท่านทรงปรารถนาจะพระราชทานแก่บุคคลใด ก็จงพระราชทานแก่บุคคลนั้น หรือจะพึงขายพึงฆ่าเสีย ก็ย่อมได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ความว่า หม่อมฉันเป็นเทวีสาวของพระองค์ท่านใด พระองค์ท่านนั้นแหละเป็นพระภัสดาด้วย เป็นใหญ่ด้วยของหม่อมฉัน พระองค์ท่านปรารถนาจะพระราชทานแก่ผู้ใด ก็พึงพระราชทานแก่ผู้นั้น หรือเมื่อต้องการทรัพย์ ก็พึงขายหม่อมฉัน หรือเมื่อต้องการเนื้อก็พึงฆ่าหม่อมฉัน เพราะฉะนั้น พระองค์จงกระทำสิ่งที่ทรงชอบพระทัยเถิด หม่อมฉันไม่โกรธ.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบอัธยาศัยอันประณีตของกษัตริย์ทั้งสอง จึงทรงชมเชยสองกษัตริย์นั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบพระดำริของสองกษัตริย์ จึงได้ตรัสคำนี้ว่า ข้าศึกทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ พระองค์ทั้งสองทรงชนะแล้ว ปฐพีบันลือลั่นเสียงสาธุการก้องไปถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพ สายฟ้าก็แวบวาบไปโดยรอบ เสียงโกลาหลนั้นปรากฏ ดังหนึ่งเสียงภูเขาถล่มทลาย เทพนิกายทั้งสอง คือนารทะและปัพพตะเหล่านั้น ย่อมอนุโมทนาแก่สองกษัตริย์นั้น พระอินทร์ พระพรหม พระปชาบดี พระโสม พระยม และพระเวสวัณมหาราช เทพเจ้าทั้งหมดย่อมอนุโมทนาว่า
พระองค์ทรงทำกิจที่ทำได้ยากแท้ เพราะความที่เหล่าผู้ให้ทานให้ด้วยยาก เพราะความที่เหล่าผู้ทำบุญกรรมทำด้วยยาก อสัตบุรุษทั้งหลายทำตามไม่ได้ ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย อันอสัตบุรุษทั้งหลายนำไปยาก เหตุดังนั้น คติภูมิที่ไปจากโลกนี้ของสัตบุรุษและอสัตบุรุษทั้งหลายต่างกัน อสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไปสู่นรก สัตบุรุษทั้งหลายมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ข้อที่พระองค์ เมื่อเสด็จประทับแรมอยู่ในป่า ได้พระราชทานกุมารกุมารีและพระมเหสีนี้ นับว่าเป็นพรหมยานอันสัมฤทธิ์แล้วแด่พระองค์ เพราะจะมิต้องเสด็จไปในอบายภูมิ ขอพระกุศลทานอันนั้น จงอำนวยวิบากสมบัติแด่พระองค์ในสวรรค์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจูหา ได้แก่ ข้าศึก. บทว่า ทิพฺพา ได้แก่ ห้ามเสียซึ่งทิพยสมบัติ. บทว่า มานุสา ได้แก่ ห้ามเสียซึ่งมนุษยสมบัติ แต่อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า บทว่า เต ได้แก่ ธรรม คือความตระหนี่. ความตระหนี่ทุกอย่างนั้น อันพระมหาสัตว์ผู้ประทานโอรสธิดาและมเหสี ทรงชำนะแล้ว เพราะเหตุนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสว่า สพฺเพ ชิตา เต ปจฺจูหา ดังนี้. บทว่า ทุกฺกรํ หิ กโรติ โส ความว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า เทวดาทั้งปวงเหล่านั้นอนุโมทนาอย่างนี้ว่า พระราชาเวสสันดรนั้นประทับอยู่ในป่า พระองค์เดียวเท่านั้น เมื่อประทานพระมเหสีแก่พราหมณ์ ย่อมกระทำกรรมที่ทำได้โดยยาก ท้าวสักกเทวราช เมื่อทรงทำอนุโมทนา จึงตรัสคาถาว่า ยเมตํ เป็นต้น. บทว่า วเน วสํ แปลว่า ประทับอยู่ในป่า. บทว่า พฺรหฺมยานํ ได้แก่ ยานอันประเสริฐก็ธรรม คือความสุจริตสามอย่าง และธรรม คือการบริจาค เห็นปานนี้ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งอริยมรรค ดังนั้น ท่านจึงเรียกว่าพรหมยาน เพราะฉะนั้น พรหมยานนี้จึงสำเร็จแก่พระองค์ ผู้ให้ทานในวันนี้เพราะไม่ต้องเสด็จไปสู่อบายภูมิ. บทว่า สคฺเค เต ตํ วิปจฺจตุ ความว่า จงให้พระสัพพัญญุตญาณ ในที่สุดแห่งวิบากนั่นเทียว

ท้าวสักกเทวราชทรงอนุโมทนาแด่พระเวสสันดรอย่างนี้แล้ว ทรงดำริว่า บัดนี้ ควรที่เราจะไม่ชักช้าในที่นี้ ควรถวายคืนพระนางมัทรีแด่พระเวสสันดร แล้วกลับไป.
ทรงดำริฉะนี้ แล้วตรัสว่า
ข้าพระองค์ขอถวายพระนางมัทรีพระมเหสีผู้งามทั่วสรรพางค์ คืนแด่พระองค์ผู้เจริญ เพราะพระองค์มีพระฉันทะอัธยาศัย เสมอด้วยพระนางมัทรี และพระนางมัทรีก็ทรงมีพระฉันทะอัธยาศัย เสมอด้วยพระองค์ผู้พระสวามี น้ำนมและสังข์มีสีเสมอเหมือนกัน ฉันใด พระองค์และพระนางมัทรี ก็มีพระมนัสเจตนาเสมอเหมือนกัน ฉันนั้น พระองค์ทั้งสองเป็นขัตติยชาติ สมบูรณ์ด้วยพระวงศ์ เกิดดีแล้วแต่พระมารดาพระบิดา ถูกเนรเทศเสด็จมาแรมอยู่ ณ อาศรมในราวไพรนี้ ขอพระองค์ เมื่อทรงบำเพ็ญทานต่อๆ ไป พึงบำเพ็ญบุญกุศล ตามสมควรเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺโน ได้แก่ สมควร. บทว่า อุโภ สมานวณฺณิโน ความว่า ทั้งสองมีวรรณะเสมอกันบริสุทธิ์แท้. บทว่า สมานมนเจตสา ความว่า ประกอบด้วยใจ กล่าวคือมนะที่เสมอกัน โดยคุณมีอาจาระเป็นต้น. บทว่า อวรุทฺเธตฺถ ความว่า ถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น ประทับอยู่ในอรัญประเทศนี้. บทว่า ยถา ปุญฺญานิ ความว่า พระองค์อย่าทรงยินดีด้วยบุญเพียงเท่านี้ คือบุญที่ทรงทำไว้เป็นอันมากในกรุงเชตุดร บุญที่ทรงทำ เช่นเมื่อวันวานพระราชทานพระโอรสธิดา วันนี้พระราชทานพระมเหสี ทรงบริจาคทานต่อๆไป แม้ยิ่งขึ้นกว่าที่กล่าวแล้วนั้น พึงบำเพ็ญบุญทั้งหลายตามสมควรเถิด.

ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงมอบพระนางมัทรีแด่พระมหาสัตว์แล้ว เมื่อจะแจ้งพระองค์ว่าเป็นพระอินทร์ เพื่อถวายพระพร จึงตรัสว่า
หม่อมฉัน คือท้าวสักกะจอมเทพ มาสู่สำนักของพระองค์ ข้าแต่พระราชฤาษี ขอพระองค์จงทรงเลือกเอาพระพร หม่อมฉันขอถวายพระพร ๘ ประการแด่พระองค์ท่าน.

เมื่อท้าวสักกะจอมเทพตรัสอยู่นั่นเอง ก็รุ่งเรืองเปล่งปลั่งด้วยอัตภาพทิพย์ สถิตอยู่ในอากาศ ปานประหนึ่งภาณุมาศเปล่งรัศมีอ่อนๆ ฉะนั้น.
แต่นั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะทรงรับพระพร จึงตรัสว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ของสรรพสัตว์ ถ้าพระองค์จะประทานพระพรแก่หม่อมฉัน ขอพระชนกของหม่อมฉันพึงทรงยินดี ให้หม่อมฉันกลับจากป่านี้สู่นิเวศน์ของหม่อมฉัน พึงเชื้อเชิญด้วยราชบัลลังก์ หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๑. หม่อมฉันไม่ชอบการฆ่าคน แม้ทำผิดร้ายแรง พึงยังคนมีโทษให้พ้นจากการประหารชีวิต หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๒. ชนเหล่าใดเป็นคนแก่ เป็นคนหนุ่ม และเป็นคนกลางคน ชนเหล่านั้นพึงอาศัยหม่อมฉันเลี้ยงชีพ หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๓. หม่อมฉันไม่พึงถึงภรรยาของชนอื่น พึงขวนขวายแต่ในภรรยาของตน และไม่พึงตกอยู่ในอำนาจแห่งสตรีทั้งหลาย หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๔.
ข้าแต่ท้าวสักกะ บุตรของหม่อมฉันที่พลัดพรากไปนั้น พึงมีอายุยืน พึงครองแผ่นดินโดยธรรม หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๕. เมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา ขอให้ภิกษาหารอันเป็นทิพย์พึงปรากฏมี หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๖. เมื่อหม่อมฉันบริจาคทาน ทรัพย์สมบัติพึงไม่หมดสิ้นไป บริจาคแล้วไม่พึงเดือดร้อนภายหลัง เมื่อกำลังบริจาคพึงทำจิตให้ผ่องใส หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๗. เมื่อหม่อมฉันพ้นจากอัตภาพนี้ พึงไปสู่สวรรค์ถึงชั้นดุสิตอันวิเศษ จุติจากชั้นดุสิตนั้นมาเป็นมนุษย์ พึงเป็นผู้ไม่เกิดอีก หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๘.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนโมเทยฺย ได้แก่ พึงทรงรับ คือไม่กริ้ว. บทว่า อิโต ปตฺตํ ได้แก่ จากป่านี้ถึงนิเวศน์ของตน. บทว่า อาสเนน ได้แก่ ด้วยราชบัลลังก์ คือพระเวสสันดรตรัสว่า ขอพระชนกจงประทานราชสมบัติแก่หม่อมฉัน. บทว่า อปิ กิพฺพิสการกํ ความว่า หม่อมฉันเป็นพระราชา พึงปล่อยนักโทษประหาร แม้เป็นผู้ทำความผิดต่อพระราชา ให้พ้นจากถูกประหาร. หม่อมฉัน แม้เป็นถึงอย่างนี้ก็ไม่ชอบการประหาร. บทว่า มเมว อุปชีเวยฺยุ? ความว่า ขอเขาเหล่านั้นทั้งหมดพึงอาศัยหม่อมฉันนี่แหละเลี้ยงชีพ. บทว่า ธมฺเมน ชิเน ความว่า จงชนะโดยธรรม คือจงครองราชสมบัติโดยเรียบร้อย. บทว่า วิเสสคู ความว่า พระเวสสันดรตรัสว่า ขอหม่อมฉันจงเป็นผู้ไปสู่สวรรค์ชั้นพิเศษ คือเป็นผู้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต. บทว่า อนิพฺพตฺตี ตโต อสฺสํ ความว่า พระเวสสันดรตรัสว่า หม่อมฉันจุติจากดุสิตพิภพนั้ นแล้วมาสู่ความเป็นมนุษย์ พึงเป็นผู้ไม่บังเกิดในภพใหม่ทีเดียว คือ พึงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงสดับพระดำรัสของพระมหาสัตว์นั้นแล้ว ได้ตรัสคำนี้ว่า พระราชบิดาผู้บังเกิดเกล้าของพระองค์จักเสด็จมาพบพระองค์ โดยไม่นานนัก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฏฺฐเมสฺสติ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระบิดาของพระองค์ประสงค์จะเยี่ยมพระองค์ จักเสด็จมาที่นี้โดยไม่นานนัก ก็และครั้นเสด็จมาแล้ว จักพระราชทานเศวตฉัตรแด่พระองค์ แล้วเชิญเสด็จไปกรุงเชตุดรทีเดียว ความปรารถนาของพระองค์ทุกอย่างจักถึงที่สุด อย่าร้อนพระหฤทัยไปเลย จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด มหาราช.

ครั้นประทานโอวาทแด่พระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราชก็เสด็จไปสู่ทิพยสถานของพระองค์ นั่นแล.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวมัฆวานสุชัมบดีเทวราชตรัสดังนี้แล้ว ประทานพระพรแด่พระเวสสันดร แล้วเสด็จไปสู่ หมู่เทพในสรวงสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสฺสนฺตเร ได้แก่ แด่พระเวสสันดร. บทว่า อปกฺกมิ ได้แก่ เสด็จไปแล้ว คือเสด็จถึงแล้วโดยลำดับ นั่นแล.
จบสักกบรรพ

กาลนั้น พระเวสสันดรโพธิสัตว์และพระนางมัทรี ทรงบันเทิงเสด็จแรมอยู่ในอาศรม ที่ท้าวสักกะประทาน. ครั้งนั้น พราหมณ์ชูชกพาพระชาลีพระกัณหาทั้งสององค์เดินทาง ๖๐ โยชน์ เหล่าเทพเจ้าได้อารักขาพระกุมารกุมารี. ฝ่ายชูชก ครั้นดวงอาทิตย์อัสดงคต ก็ผูกพระกุมารกุมารีทั้งสองไว้ที่กอไม้ ให้บรรทมเหนือพื้นดิน ตนเองขึ้นต้นไม้นอนที่หว่างค่าคบกิ่งไม้ ด้วยเกรงพาลมฤคที่ดุร้าย.
ในขณะนั้น มีเทพบุตรองค์หนึ่งแปลงเพศเป็นพระเวสสันดรมา ภายหลังมีเทพธิดาองค์หนึ่งแปลงเพศเป็นพระนางมัทรี มาแก้สองกุมาร นวดพระหัตถ์และพระบาทของสองกุมาร สรงน้ำ ประดับ ให้เสวยทิพยโภชนาหาร ตกแต่งด้วยสรรพาลังการ ให้บรรทมบนพระยี่ภู่ทิพย์. พออรุณขึ้น ก็ให้บรรทมด้วยเครื่องพันธนาการตามเดิมอีก แล้วอันตรธานหายไป ราชกุมารกุมารีทั้งสองนั้น หาพระโรคมิได้ เสด็จไปด้วยเทวสงเคราะห์อย่างนี้. เมื่อราตรีนั้นสว่างแล้ว ชูชกลงจากต้นไม้ ล้างหน้าบ้วนปากสีฟัน แล้วบริโภคผลาผล. กาลนั้น แกพาสองกุมารไปถึงมรรคาหนึ่ง คิดว่า เราจักไปกาลิงครัฐ แล้วเดินไปเห็นทางสองแพร่ง. ทางหนึ่งไปกาลิงครัฐ ทางหนึ่งไปกรุงเชตุดร เทวดาดลใจ แกจึงละทางไปกาลิงครัฐ เห็นทางหนึ่งไปกรุงเชตุดร จึงนำสองกุมารไป ด้วยสำคัญว่า ทางนี้เป็นทางไปกาลิงครัฐ. แกคิดว่า เราจักไปกาลิงครัฐ ล่วงเชิงภูผาของภูผาที่ไปยากทั้งหลาย ถึงกรุงเชตุดรโดยกาล นับได้กึ่งเดือน.
วันนั้นเวลาใกล้รุ่ง พระเจ้ากรุงสญชัยสีวีมหาราชทรงพระสุบิน พระสุบินนั้นมีข้อความนี้ว่า เมื่อพระเจ้าสญชัยมหาราชประทับนั่ง ในสถานที่มหาวินิจฉัย มีชายคนหนึ่งผิวดำ นำดอกปทุมสองดอกมาวางไว้ในพระหัตถ์แห่งพระราชา พระราชาทรงรับดอกปทุมทั้งสองดอกนั้นไว้ ทรงประดับที่พระกรรณสองข้าง ละอองเกสรแห่งดอกปทุมสองดอกนั้น ล่วงลงบนพระอุระแห่งพระราชา. พระเจ้าสญชัยตื่นบรรทม ตรัสเรียกพวกพราหมณ์ผู้รู้ทำนายสุบิน มาตรัสถาม พราหมณ์เหล่านั้นทูลพยากรณ์ว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระประยูรญาติของพระองค์ที่จากไปนานจักมา. พระเจ้ากรุงสญชัยได้ทรงสดับคำพยากรณ์นั้น ทรงยินดี โปรดให้พราหมณ์เหล่านั้นกลับไป สนานพระเศียรแต่เช้า แล้วเสวยโภชนาหารมีรสเลิศต่างๆ ตกแต่งพระองค์ด้วยเครื่องอลังการ คืออาภรณ์ทั้งปวง ประทับนั่ง ณ สถานมหาวินิจฉัย. เทวดานำพราหมณ์กับกุมาร มายืนอยู่ที่พระลานหลวง.
ขณะนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยทอดพระเนตรดูมรรคาทรงเห็นสองกุมาร จึงตรัสว่า
นั่นเป็นดวงหน้าของใครงามนัก ราวกะว่าทองคำที่หลอมร้อนแล้วด้วยไฟ หรือประหนึ่งว่า ลิ่มแห่งทองคำที่ละลายคว้างในปากเบ้า ทั้งสองกุมารกุมารีมีอวัยวะคล้ายกัน ทั้งสองกุมารกุมารีมีลักษณะคล้ายกัน คนหนึ่งเหมือนพระชาลี คนหนึ่งเหมือนแม่กัณหาชินา ทั้งสองกุมารกุมารีมีรูปสมบัติ ดังราชสีห์ออกจากถ้ำ กุมารกุมารีเหล่านี้ปรากฏประดุจหล่อด้วยทองคำทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุตฺตตฺตมคฺคินา ได้แก่ หลอมร้อนแล้วด้วยไฟ. บทว่า สีหา วิลาว นิกฺขนฺตา ความว่า เป็นราวกะราชสีห์ออกจากถ้ำทอง ทีเดียว.

พระเจ้าสญชัยตรัสสรรเสริญสองกุมารด้วยคาถา ๓ คาถาอย่างนี้แล้ว มีพระราชดำรัสสั่ง อมาตย์คนหนึ่งผู้ฉลาดศึกษาดีแล้วว่า เจ้าจงไปนำพราหมณ์กับทารกทั้งสองมา. อมาตย์นั้นได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นไปโดยเร็ว นำพราหมณ์กับทารกทั้งสองมาแสดงแด่พระเจ้าสญชัย.
ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัย เมื่อตรัสถามพราหมณ์ชูชก ตรัสว่า
ดูก่อนตาพราหมณ์ภารทวาชโคตร แกนำทารกทั้งสองนี้มาแต่ไหน แกมาจากไหนถึงแว่นแคว้น ในวันนี้.

ชูชกกราบทูลสนองว่า
ข้าแต่พระเจ้าสญชัย พระราชกุมารราชกุมารีทั้งสองนี้ พระเวสสันดรทรงยินดี พระราชทานแก่ข้าพระบาท ๑๕ ราตรีทั้งวันนี้ นับแต่ข้าพระบาทได้พระราชกุมารกุมารีมา.

พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับคำชูชกกราบทูล จึงตรัสว่า
แกได้มาด้วยวาจาพึงให้รักอย่างไร ต้องให้พวกข้าเชื่อด้วยเหตุโดยชอบ ใครบ้างจะให้บุตรบุตรี อันเป็นทานสูงสุดเป็นทานแก่แก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทินฺนา จิตฺเตน ได้แก่ ยินดี คือเลื่อมใส. บทว่า อชฺช ปณฺณรสา รตฺตี ความว่า ชูชกกราบทูลว่า จำเดิมแต่วันที่ข้าพระบาทได้สองกุมารกุมารีนี้มา ๑๕ ราตรีเข้าวันนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกน วาจาย เปยฺเยน ความว่า ตาพราหมณ์ แกได้สองกุมารกุมารีเหล่านั้น ด้วยคำอันเป็นที่รักอย่างไร. บทว่า สมฺมา ญาเยน สทฺทเห ความว่า แกอย่าทำมุสาวาท ต้องให้พวกข้าเชื่อด้วยเหตุการณ์ โดยชอบทีเดียว. บทว่า ปุตฺตเก ความว่า ใครจะทำลูกน้อยๆ ที่น่ารักของตน ให้เป็นทานอันสูงสุดแล้วให้ทานนั้นแก่แก.

ชูชกกราบทูลว่า
พระราชาเวสสันดรพระองค์ใด เป็นที่พึ่งอาศัยของยาจกทั้งหลาย ดุจธรณีเป็นที่พึ่งอาศัยของสัตว์ทั้งหลาย หรือเป็นที่ไปมาของยาจกทั้งหลาย ดุจสาครเป็นที่ไหลหลั่งไปมาแห่งแม่น้ำทั้งหลาย พระราชาเวสสันดรพระองค์นั้น เมื่อเสด็จประทับแรม ณ ราวไพร ได้พระราชทานพระโอรสพระธิดาแก่ข้าพระบาท.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปติฏฺฐาสิ ได้แก่ เป็นที่พึ่ง.

อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังชูชกกล่าวดังนั้น เมื่อจะติเตียนพระเวสสันดร จึงกล่าวว่า
เรื่องนี้พระราชาเวสสันดร ถึงมีพระราชศรัทธา แต่ยังครองฆราวาสวิสัย ทำไม่ถูก พระองค์ถูกขับจากราชอาณาจักรไปประทับอยู่ในป่า พึงพระราชทานพระโอรสพระธิดาเสีย อย่างไรหนอ ท่านผู้เจริญทั้งหลายผู้มาประชุมกัน ณ ที่นี้ จงพิจารณาเรื่องนี้ดู.
พระราชาเวสสันดร เมื่อประทับอยู่ในป่า พระราชทานพระโอรสพระธิดาเสียอย่างไร พระราชาเวสสันดรควรพระราชทานทาส ทาสี ม้า แม่ม้าอัสสดร รถ ช้างตัวประเสริฐ พระองค์ต้องพระราชทานพระโอรสพระธิดา ทำไมหนอ พระองค์ควรพระราชทานทอง เงิน ศิลา แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ แก้วมณี แก้วประพาฬ พระองค์ต้องพระราชทานพระโอรสพระธิดา ทำไม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺเธน ความว่า แม้มีศรัทธา. บทว่า ฆรเมสินา ความว่า เรื่องนี้ พระราชาเวสสันดร เมื่อทรงอยู่ครองฆราวาสวิสัย ทรงทำไม่ถูก คือทรงทำไม่ควรหนอ. บทว่า อวรุทฺธโก ความว่า พระเวสสันดรถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ประทับแรมในป่า. บทว่า อิมํ โภนฺโต ความว่า อมาตย์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ ด้วยความประสงค์ว่า ขอชาวพระนครผู้เจริญทั้งหลาย บรรดาที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ทั้งหมด จงพิจารณา คือใคร่ครวญเรื่องนี้ดูเถิด พระเวสสันดรนี้พระราชทานพระโอรสน้อยๆ ของพระองค์ให้เป็นทาสได้อย่างไร เรื่องอย่างนี้เคยมีใครทำไว้. บทว่า ทชฺชา ความว่า จงพระราชทานทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาทรัพย์ทั้งหลายมีทาสเป็นต้น. บทว่า กถํ โส ทชฺชา ทารเก ความว่า อมาตย์ทั้งหลายกล่าวว่า พระเวสสันดรได้พระราชทานพระโอรสธิดาเหล่านี้ ด้วยเหตุไร.

พระชาลีราชกุมารได้ทรงฟังคำอมาตย์เหล่านั้น เมื่อทรงอดทนคำครหาพระชนกไม่ได้ เป็นผู้ราวกะจะค้ำจุนเขาสิเนรุที่ถูกลมประหาร ด้วยพระพาหาของพระองค์ จึงตรัสคาถานี้ว่า
ทาส ม้า แม่ม้าอัสสดร รถ และช้างกุญชรตัวประเสริฐ ไม่มีในนิเวศน์แห่งพระราชบิดา ข้าแต่พระอัยกาเจ้า พระราชบิดาจะพึงพระราชทานอะไรเล่า. ในอาศรมแห่งพระราชบิดาไม่มีศิลา ทอง เงิน แก้วมณีและแก้วประพาฬ ข้าแต่พระอัยกาเจ้า พระราชบิดาจะพึงพระราชทานอะไรเล่า.

พระเจ้ากรุงสญชัยได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนพระหลานน้อย พวกเราสรรเสริญทานของบิดาเจ้าดอก มิได้ติเตียนเลย บิดาของหลานให้หลานทั้งสองแก่คนขอทาน หฤทัยของเขาเป็นอย่างไรหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทานมสฺส ปสํสาม ความว่า ดูก่อนพระหลานน้อย พวกเราสรรเสริญทานของบิดาเจ้า มิได้ติเตียน.

พระชาลีราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ข้าแต่พระอัยกามหาราช พระบิดาของหม่อมฉันพระราชทานหม่อมฉันทั้งสอง แก่คนขอทานแล้ว. ได้ทรงฟังวาจาอันน่าสงสาร ที่น้องหญิงกัณหากล่าว.
พระองค์ทรงมีพระทัยเป็นทุกข์และเร่าร้อน มีพระเนตรแดงก่ำดังดาวโรหิณี มีพระอัสสุชลหลั่งไหล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขสฺส ความว่า ข้าแต่พระอัยกาเจ้า พระบิดานั้นทรงสดับคำนี้ ที่น้องกัณหาชินาของหม่อมฉันกล่าว พระองค์ได้มีพระหฤทัยเป็นทุกข์. บทว่า โรหิณีเหว ตามฺพกฺขี ความว่า พระบิดาของหม่อมฉันมีพระเนตรแดงก่ำ ราวกะดาวโรหิณีที่มีสีแดง ฉะนั้น. ทรงมีพระอัสสุชลหลั่งไหลเป็นดังสายเลือด ในขณะนั้น.

บัดนี้ พระชาลีราชกุมาร เมื่อจะทรงแสดงพระวาจาของพระกัณหาชินานั้น จึงตรัสว่า
น้องกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์นี้ตีหม่อมฉันด้วยไม้เท้า ดุจตีทาสีผู้เกิดในเรือน. ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์ทั้งหลายเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม แต่พราหมณ์นี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ แกเป็นยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์ มานำหม่อมฉันทั้งสองไปเคี้ยวกิน ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันทั้งสองถูกปีศาจนำไป พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหรือหนอ.

ลำดับนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยทอดพระเนตรเห็นพระราชนัดดาทั้งสอง ยังไม่พ้นจากมือพราหมณ์ชูชก จึงตรัสคาถาว่า
พระมารดาของหลานทั้งสองก็เป็นราชบุตรี พระบิดาของหลานทั้งสองก็เป็นราชโอรส แต่ก่อน หลานทั้งสองขึ้นนั่งบนตักปู่ เดี๋ยวนี้มายืนอยู่ไกล เพราะอะไรหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ เม ความว่า แต่ก่อนนี้ หลานทั้งสองเห็นปู่เข้ามาโดยเร็วขึ้นตักปู่ บัดนี้ เหตุอะไรหนอ หลานทั้งสองจึงยืนอยู่ไกล.

พระชาลีราชกุมารกราบทูลว่า
พระชนนีของหม่อมฉันทั้งสองเป็นพระราชบุตรี พระชนกของหม่อมฉันทั้งสองเป็นพระราชบุตร แต่หม่อมฉันทั้งสองเป็นทาสของพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันทั้งสองจึงต้องยืนอยู่ไกล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทาสา มยํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อก่อน หม่อมฉันทั้งสองรู้ตัวว่าเป็นราชบุตร แต่เดี๋ยวนี้ หม่อมฉันทั้งสองเป็นทาสของพราหมณ์ ไม่ได้เป็นนัดดาของพระองค์.

พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
หลานรักทั้งสองอย่าได้พูดอย่างนี้เลย หทัยของปู่เร่าร้อน กายของปู่เหมือนถูกยกขึ้นไว้บนจิตกาธาร ปู่ไม่ได้ความสุขในราชบัลลังก์ หลานรักทั้งสองอย่าได้พูดอย่างนี้เลย เพราะยิ่งเพิ่มความโศกแก่ปู่ ปู่จักไถ่หลานทั้งสองด้วยทรัพย์ หลานทั้งสองจักไม่ต้องเป็นทาส.
แน่ะพ่อชาลี บิดาของหลานให้หลานทั้งสองแก่พราหมณ์ ตีราคาไว้เท่าไร หลานจงบอกปู่ตามจริง พนักงานจะได้ให้พราหมณ์รับทรัพย์ไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺม เป็นคำแสดงความรัก. บทว่า จิตกายํว เม กาโย ความว่า บัดนี้ กายของปู่เป็นเหมือนถูกยกขึ้นสู่เชิงตะกอนถ่านเพลิง. บทว่า ชเนถ มํ ความว่า ให้เกิดแก่ปู่ บาลีก็อย่างนี้แหละ. บทว่า นิกฺกีณิสฺสามิ ทพฺเพน ความว่า จักให้ทรัพย์แล้วเปลื้องจากความเป็นทาส. บทว่า กิมคฺฆิยํ ความว่า ตีราคาไว้เท่าไร. บทว่า ปฏิปาเทนฺติ ความว่า ให้รับทรัพย์.

พระชาลีราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ข้าแต่พระอัยกา พระบิดาพระราชทานหม่อมฉันแก่พราหมณ์ ทรงตีราคาพันตำลึงทองคำ ทรงตีราคาน้องกัณหาชินาผู้มีพระพักตร์ผ่องใส ด้วยทรัพย์มีช้างเป็นต้น อย่างละร้อย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสคฺฆํ หิ มํ ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระบิดาพระราชทานหม่อมฉันแก่พราหมณ์ ทรงตีราคาพันลิ่มทองคำ. บทว่า อจฺฉํ ความว่า แต่น้องหญิงกัณหาชินาของหม่อมฉัน บทว่า หตฺถิอาทิสเตน ความว่า พระชาลีทูลว่า พระบิดาทรงตีราคาด้วยช้าง ม้ารถ เหล่านี้ทั้งหมดอย่างละร้อย. แม้โดยที่สุดจนเตียงและตั่ง ก็อย่างละร้อยทั้งนั้น.

พระเจ้าสญชัยได้ทรงฟังพระชาลีกราบทูล เมื่อจะทรงโปรดให้ไถ่พระกุมารกุมารีทั้งสององค์ จึงตรัสว่า
ดูก่อนเสวกามาตย์ เจ้าจงลุกขึ้นรีบให้ทาสี ทาส โคเมีย โคผู้ ช้าง อย่างละร้อยๆ แก่พราหมณ์เป็นค่าไถ่แม่กัณหา และจงให้ทองคำพันตำลึง เป็นค่าไถ่พ่อชาลี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวากรา ได้แก่ จงให้. บทว่า นิกฺกยํ ความว่า จงให้ค่าไถ่.

เสวกามาตย์ทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสสั่ง ดังนั้นแล้ว จึงกระทำตามนั้น ได้จัดค่าไถ่สองกุมารให้แก่พราหมณ์ทันที.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น เสวกามาตย์รีบให้ทาสี ทาส โคเมีย โคผู้ ช้าง อย่างละร้อยๆ แก่พราหมณ์เป็นค่าไถ่พระกัณหา และได้ให้ทองคำพันตำลึงเป็นค่าพระชาลี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวากริ ได้แก่ ได้ให้แล้ว. บทว่า นิกฺกยํ ความว่า ให้ค่าไถ่.

พระเจ้าสญชัยได้พระราชทาน สิ่งทั้งปวงอย่างละร้อย และทองคำพันตำลึง แก่พราหมณ์ชูชก เป็นค่าไถ่พระราชกุมารกุมารี และพระราชทานปราสาท ๗ ชั้นแก่ชูชก ด้วยประการฉะนี้ จำเดิมแต่นั้น ชูชกก็มีบริวารมาก แกรวบรวมทรัพย์ขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนบัลลังก์ใหญ่ บริโภคโภชนะมีรสอันดี แล้วนอนบนที่นอนใหญ่.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้าสญชัยสีวีราชได้พระราชทานทาสี ทาส โคเมีย ช้าง โคผู้ แม่ม้าอัสดรและรถ ทั้งเครื่องบริโภคอุปโภคทั้งปวงอย่างละร้อยๆ และทองคำพันตำลึง แก่พราหมณ์ชูชกผู้แสวงหาทรัพย์ ผู้ร้ายกาจเหลือเกิน เป็นค่าไถ่สองกุมารกุมารี.

ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัยมหาราชให้พระชาลีและพระกัณหา สนานพระเศียร แล้วให้เสวยโภชนาหาร ทรงประดับราชกุมารกุมารีทั้งสอง ทรงจุมพิตพระเศียร. พระเจ้าสญชัยให้พระชาลีประทับนั่งบนพระเพลา พระนางเจ้าผุสดีให้พระกัณหาชินาประทับนั่งบนพระเพลา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระอัยกาพระอัยกีทรงไถ่พระชาลีพระกัณหาแล้ว ให้สนานพระกาย ให้เสวยโภชนาหาร แต่งองค์ด้วยราชาภรณ์ แล้วให้ประทับนั่งบนพระเพลา. เมื่อพระราชกุมารกุมารีสนานพระเศียร ทรงภูษาอันหมดจด ประดับด้วยสรรพาภรณ์และสรรพาลังการ คือกุณฑลซึ่งมีเสียงดังเสนาะ ทั้งระเบียบดอกไม้แล้ว พระอัยกาให้พระชาลีประทับนั่งบนพระเพลา แล้วตรัสถาม ด้วยคำนี้ว่า.
แน่ะพ่อชาลี พระชนกชนนีทั้งสองของพ่อ ไม่มีพระโรคาพาธกระมัง. ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง. มูลผลาหารมีมากกระมัง. เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทีจะมีน้อยกระมัง. ความเบียดเบียนให้ลำบาก ในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุณฺฑเล ได้แก่ ให้ประดับกุณฑลทั้งหลาย. บทว่า ฆุสิเต ได้แก่ กุณฑลซึ่งมีเสียงดังเสนาะ คือส่งเสียงเป็นที่ยินดีแห่งใจ. บทว่า มาเล ได้แก่ ให้ประดับดอกไม้นั้นๆ ทั้งสอง. บทว่า องฺเก กริตฺวาน ได้แก่ ให้พระชาลีราชกุมารประทับนั่งบนพระเพลา.

พระชาลีราชกุมารได้ทรงฟังพระราชดำรัสถามดังนั้น จึงกราบทูลสนองว่า
ข้าแต่สมมติเทพ พระชนกชนนีทั้งสองของหม่อมฉัน ไม่ค่อยมีพระโรคาพาธ ยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกดี และมูลผลาหารก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน มีบ้างก็เล็กน้อย ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแด่พระชนกพระชนนีทั้งสองนั้น พระชนนีของหม่อมฉันทั้งสองเสด็จไปขุดมัน กระชากมันอ่อน มันมือเสือ มันนก และนำผลกะเบา ผลจาก ผลมะนาว มาเลี้ยงกัน พระชนนีเป็นผู้หามูลผลในป่า ทรงนำมาซึ่งมูลผลใด หม่อมฉันทั้งหลายประชุมพร้อมกันเสวยมูลผลนั้น ในเวลากลางคืน ไม่ได้เสวยในเวลากลางวัน.
พระชนนีของหม่อมฉันทั้งสองเป็นสุขุมาลชาติ ต้องทรงหาผลไม้ในป่ามาเลี้ยงกัน จนทรงซูบมีพระฉวีเหลือง เพราะลมและแดด ดุจดอกปทุมอยู่ในกำมือ เมื่อพระชนนีเสด็จเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ซึ่งเกลื่อนไปด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัย พระเกสาก็ยุ่งเหยิง พระองค์เกล้าพระชฎาบนพระเกสา ทรงเปรอะเปื้อนที่พระกัจฉประเทศ พระชนกทรงเพศบรรพชิตผู้ประเสริฐ ทรงถือไม้ขอ ภาชนะเครื่องบูชาเพลิงและชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นพระภูษา ทรงบรรทมเหนือแผ่นดิน นมัสการเพลิง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนนฺตาลุกลมฺพานิ ความว่า พระชาลีราชกุมารทรงพรรณนาถึงชีวิตลำเค็ญของพระชนกชนนี ด้วยคำว่า ขุดมันมือเสือ มันนกเป็นต้น. บทว่า โน ในบทว่า ตนฺโน นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ปทุมํ หตฺถคตมิว ความว่า เหมือนดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ. บทว่า ปตนูเกสา ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อพระชนนีของหม่อมฉันเสด็จเที่ยวไปหามูลผลาหารในป่าใหญ่ พระเกศาซึ่งดำมีสีเหมือนขนปีกแมลงภู่ ถูกกิ่งไม้เป็นต้นเกี่ยวเสียยุ่งเหยิง. บทว่า ชลฺลมธารยิ ความว่า มีพระกัจฉประเทศทั้งสองข้างเปรอะเปื้อน เสด็จเที่ยวไปด้วยเครื่องแต่งองค์ปอนๆ.

พระชาลีราชกุมารกราบทูลถึงความที่พระชนนีมีความทุกข์ยากอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลท้วงพระอัยกา จึงตรัสว่า
ลูกทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ผู้เป็นพ่อแม่ทั้งหลาย พระอัยกาของหม่อมฉันทั้งสอง คงไม่เกิดเสน่หาในพระโอรสเป็นแน่ทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทปชฺชึสุ ความว่า ย่อมเกิดขึ้น.

ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัย เมื่อชี้โทษของพระองค์ จึงตรัสว่า
ดูก่อนพระหลานน้อย จริงทีเดียว การที่ปู่ให้ขับไล่พระบิดาของเจ้าผู้ไม่มีโทษ เพราะถ้อยคำของชาวสีพีนั้น ชื่อว่าปู่ได้กระทำกรรมอันชั่วช้า ทำกรรมอันทำลายความเจริญแก่พวกเรา สิ่งใดๆ ของปู่ที่อยู่ในนครนี้ก็ดี ทรัพย์และธัญชาติที่มีอยู่ก็ดี ปู่ขอยกให้แก่พระบิดาของเจ้าทั้งสิ้น ขอให้เวสสันดรจงมาเป็นราชาปกครองในสีพีรัฐเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปต ความว่า ดูก่อนชาลีกุมารหลานน้อย นั่นเป็นกรรมที่พวกเราทำไว้ชั่ว. บทว่า ภูนหจจํ ได้แก่ เป็นกรรมที่ทำลายความเจริญ. บทว่า ยํ เม กิญฺจิ ความว่า สิ่งอะไรๆของปู่มีอยู่ในพระนครนี้ สิ่งนั้นทั้งหมดปู่ยกให้แก่พระบิดาของหลาน. บทว่า สิวิรฏฺเฐ ปสาสตุ ความว่า ขอพระเวสสันดรนั้น จงเป็นราชาปกครองในพระนครนี้.

พระชาลีราชกุมารกราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ พระชนกของหม่อมฉันคงจักไม่เสด็จมาเป็นพระราชาของชาวสีพี เพราะถ้อยคำของหม่อมฉัน ขอพระองค์เสด็จไปอภิเษกพระราชโอรสด้วยราชสมบัติ ด้วยพระองค์เองเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิวิสุตฺตโม ได้แก่ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดของชาวสีพี. บทว่า สิญฺจ ความว่า อภิเษกด้วยราชสมบัติ เหมือนมหาเมฆโปรยหยาดน้ำฝน ฉะนั้น.

พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับฟังพระชาลีตรัส จึงมีพระราชดำรัสเรียกหาเสนาคุตอมาตย์มา สั่งให้ตีกลองใหญ่ป่าวประกาศทั่วเมือง

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเจ้าสญชัยบรมกษัตริย์ตรัสกะเสนาบดีว่า กองทัพ คือกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ จงผูกสอดศัสตราวุธ. ชาวนิคม พราหมณ์ปุโรหิตจงตามข้าไป.
แต่นั้น อมาตย์หกหมื่นผู้สหชาตของบุตรเรางามน่าดู ประดับแล้วด้วยผ้าสีต่างๆ. พวกหนึ่งทรงผ้าสีเขียว พวกหนึ่งทรงผ้าสีเหลือง พวกหนึ่งทรงผ้าสีแดงเป็นดุจอุณหิส พวกหนึ่งทรงผ้าสีขาว. ผูกสอดศัสตราวุธ จงมาโดยพลัน.
เขาหิมวันต์ เขาคันธรและเขาคันธมาทน์ ปกคลุมด้วยนานาพฤกษชาติ เป็นที่อยู่แห่งหมู่ยักษ์ ยังทิศทั้งหลายให้รุ่งเรืองฟุ้งตลบไปด้วยทิพยโอสถ ฉันใด. โยธาทั้งหลายผูกศัสตราวุธแล้ว จงมาพลัน จงยังทิศทั้งหลายให้รุ่งเรืองฟุ้งตลบไป ฉันนั้น.
จงผูกช้างหมื่นสี่พันเชือกให้มีสายรัดแล้วด้วยทองแท่ง เครื่องประดับแล้วด้วยทอง อันเหล่าควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่. ผูกสอดศัสตราวุธแล้ว มีอลังการปรากฏ บนคอช้าง จงรีบมา.
แต่นั้น จงผูกม้าหมื่นสี่พันตัว ที่เป็นชาติอาชาไนยสินธพมีกำลัง อันควาญม้าถือดาบและแล่งธนูขี่ ผูกสอดศัสตราวุธแล้ว ประดับกายแล้วอยู่บนหลังม้า จงรีบมา.
แต่นั้น จงเทียมรถหมื่นสี่พันคัน ซึ่งมีกงรถแล้วด้วยเหล็ก มีเรือนรถขจิตด้วยทอง จงยกขึ้นซึ่งธง โล่ เขน แล่งธนู ในรถนั้น เป็นผู้มีธรรมมั่นคง มุ่งประหารข้าศึก ผูกสอดศัสตราวุธแล้ว เป็นช่างรถอยู่ในรถ จงรีบมา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺนาหยนฺตุ ได้แก่ จงผูกสอดอาวุธทั้งหลาย. บทว่า สฏฺฐีสหสฺสานิ ได้แก่ อมาตย์หกหมื่นผู้เป็นสหชาติกับบุตรของเรา. บทว่า นีลวตฺถาธราเนเก ความว่า พวกหนึ่งทรงผ้าสีเขียว คือเป็นผู้นุ่งห่มผ้าสีเขียวจงมา. บทว่า มหาภูตคณาลโย ได้แก่ เป็นที่อยู่ของหมู่ยักษ์ทั้งหลาย. บทว่า ทิสา ภนฺตุ ปวนฺตุ จ ความว่า จงให้รุ่งเรืองและฟุ้งตลบไปด้วยอาภรณ์และเครื่องลูบไล้ทั้งหลาย. บทว่า หตฺถิกฺขนฺเธหิ ความว่า ควาญช้างเหล่านั้นจงขี่คอช้างรีบมา. บทว่า ทสฺสิตา ได้แก่ มีเครื่องประดับปรากฏ. บทว่า อโยสุกตเนมิโย ได้แก่ มีกงรถที่ใช้เหล็กหุ้มอย่างดี. บทว่า สุวณฺณจิตฺรโปกฺขเร ความว่า พระเจ้าสญชัยตรัสว่า จงเทียมรถหมื่นสี่พันคันปานนี้ ซึ่งมีเรือนรถขจิตด้วยทอง. บทว่า วิปฺผาเลนฺตุ ได้แก่ จงยกขึ้น.

พระเจ้าสญชัยจัดกองทัพอย่างนี้แล้ว ตรัสสั่งว่า พวกเจ้าจงตกแต่งมรรคาเป็นที่มา ให้มีพื้นเรียบกว้างแปดอุสภะ ตั้งแต่เชตุดรราชธานีจนถึงเขาวงกต แล้วทำสิ่งนี้ด้วยๆ เพื่อต้องการตกแต่งมรรคาให้งดงาม แล้วตรัสว่า
พวกเจ้าจงจัดบุปผชาติทั้งระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องทา กับทั้งข้าวตอกเรี่ยรายลง ทั้งบุปผชาติและรัตนะอันมีค่า. จัดหม้อสุราเมรัย ๑๐๐ หม้อทุกประตูบ้าน. จัดมังสะ ขนม ขนมทำด้วยงา ขนมกุมมาสประกอบด้วยปลา และจัดเนยใส น้ำมัน น้ำส้ม นมสด สุราทำด้วยแป้งข้าวฟ่างให้มาก แล้วจงยืนอยู่ ณ ทางที่พ่อเวสสันดรลูกข้าจะมา ให้มีคนหุงต้ม พ่อครัว คนฟ้อนรำ คนโลดเต้น และคนขับร้องเพลง ปรบมือ กลองยาว คนขับเสียงแจ่มใส คนเล่นกลสามารถกำจัดความโศกได้ จงนำพิณทั้งปวง และกลอง ทั้งมโหระทึกมา จงเป่าสังข์ ตีกลองหน้าเดียว จงประโคมตะโพน บัณเฑาะว์ สังข์ และดุริยางค์ ๔ คือ โคธะ กลองใหญ่ กลองรำมะนา กุฏุมพะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลาชา โอโลกิยา ปุปฺผา ความว่า พระเจ้าสญชัยมีรับสั่งว่า จงจัดโปรยดอกไม้ดอกกับข้าวตอกทั้งหลาย ซึ่งชื่อว่าดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ห้า โปรยดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้ในมรรคา ห้อยดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ที่เพดาน. บทว่า อคฺฆิยานิ จ ความว่า จงตั้งบุปผชาติและรัตนะอันมีค่าในทางที่ลูกของเราจะมา. บทว่า คาเม คาเม ได้แก่ ตั้งไว้ทุกๆ ประตูบ้าน. บทว่า ปติตา ฐนฺตุ ความว่า จงจัดแจงตั้งหม้อสุราเมรัยเป็นต้น เพื่อผู้ระหายจะได้ดื่ม. บทว่า มจฺฉสํยุตา ได้แก่ ประกอบด้วยปลาทั้งหลาย. บทว่า กงฺคุปิฏฺฐา ได้แก่ สำเร็จด้วยแป้งข้าวฟ่าง. บทว่า มุทฺทิกา ได้แก่ คนขับร้องเสียงใส. บทว่า โสกชฺฌายิกา ความว่า พวกเล่นกล หรือแม้คนอื่นๆใครก็ตามที่สามารถระงับความโศกที่เกิดขึ้นเสียได้ ท่านเรียกว่า โสกชฺฌายิกา. บทว่า ขรมุขานิ ได้แก่ สังข์ใหญ่เกิดแต่สมุทรเป็นทักษิณาวัฏ. บทว่า สํขา ได้แก่ สังข์สองชนิดคือ สังข์รูปกำมือ และสังข์รูปขวด ดนตรี ๔ อย่างเหล่านี้คือ โคธะ กลองใหญ่ กลองรำมะนา และกุฏุมพะ.

พระเจ้าสญชัยทรงสั่งจัดการประดับมรรคาด้วยประการฉะนี้. กาลนั้น ฝ่ายชูชกบริโภคอาหารเกินประมาณ ไม่อาจให้อาหารที่บริโภคนั้นย่อยได้ ก็ทำกาลกิริยาในที่นั้นเอง ครั้งนั้น พระเจ้าสญชัยให้ทำฌาปนกิจชูชก ให้ตีกลองใหญ่ป่าวประกาศในพระนครว่า คนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติของชูชก จงเอาสมบัติที่พระราชทานเหล่านี้ไป. ครั้นไม่พบคนที่เป็นญาติของชูชก จึงโปรดให้ขนทรัพย์ทั้งปวงคืนเข้าพระคลังหลวงอีกตามเดิม.
ครั้งนั้น พระเจ้าสญชัยจัดประชุมกองทัพทั้งปวงประมาณ ๑๒ อักโขภิณีสิ้น ๗ วัน พระบรมกษัตริย์พร้อมด้วยราชบริพารใหญ่ ยกกองทัพออกจากพระนคร ให้พระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทางเสด็จ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
กองทัพใหญ่นั้น เป็นพาหนะของชนชาวสีพีควบคุมกัน มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทางไปสู่เขาวงกต ช้างพลายกุญชรมีอายุ ๖๐ ปี พอควาญช้างผูกสายรัด ก็บันลือโกญจนาท ม้าอาชาไนยทั้งหลายก็ร่าเริง เสียงกงรถก็เกิดดังกึกก้อง ธุลีละอองก็ฟุ้งปิดนภากาศ.
เมื่อกองทัพพาหนะของชาวสีพีควบคุมกันยกไป กองทัพใหญ่นั้นควบคุมกัน นำสิ่งที่ควรนำไป มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทางไปสู่เขาวงกต โยธาทั้งหลายเข้าไปสู่ป่าใหญ่อันมีกิ่งไม้มาก มีน้ำมาก ดาดาษไปด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสองอย่าง เสียงหยาดน้ำไหลในไพรสณฑ์นั้นดังลั่น นกทั้งหลายเป็นอันมากมีพรรณต่างๆ กัน เข้าไปร่ำร้องกะนกที่ร่ำร้องอยู่ที่แถวไม้อันมีดอกบานตามฤดูกาล. กษัตริย์ทั้ง ๔ องค์ เสด็จทางไกลล่วงวันและคืน ก็ลุถึงประเทศที่พระเวสสันดรประทับอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหตี ได้แก่กองทัพนับประมาณ ๑๒ อักโขภิณี. บทว่า อุยฺยุตฺตา ได้แก่ ควบคุมกัน. บทว่า โกญจํ นทติ ความว่า ในกาลนั้น พราหมณ์ชาวกาลิงครัฐ เมื่อฝนตกในแคว้นของตนแล้ว ก็นำช้างปัจจัยนาคตัวประเสริฐนั้นมาถวายคืนแด่พระเจ้าสญชัย. ช้างนั้นดีใจว่า จักได้พบนายละหนอ จึงได้บันลือโกญจนาท ท่านกล่าวคำนี้หมายเอาช้างนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กจฺฉาย ความว่า พอควาญช้างผูกสายรัดทองคำ ก็ดีใจบันลือโกญจนาท. บทว่า หสิสฺสนฺติ ได้แก่ ได้ส่งเสียงดัง. บทว่า หาริหารินี ได้แก่ สามารถนำสิ่งที่พึงนำไป. บทว่า ปาวึสุ ได้แก่ เข้าไปแล้ว. บทว่า พหุสาขํ ได้แก่ มีกิ่งไม้มาก. บทว่า ทีฆมทฺธานํ ได้แก่ ทางประมาณ ๖๐ โยชน์. บทว่า อุปาคญฺฉุ? ความว่า ลุถึงประเทศที่พระเวสสันดรประทับอยู่.

จบมหาราชบรรพ
ฝ่ายพระชาลีราชกุมารให้ตั้งค่ายแทบฝั่งสระมุจลินท์ ให้กลับรถหมื่นสี่พันคัน ตั้งให้มีหน้าเฉพาะทางที่มา. แล้วให้จัดการรักษาสัตว์ร้าย มีราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง และแรดเป็นต้น ในประเทศนั้นๆ. เสียงพาหนะทั้งหลายมีช้างเป็นต้น อื้ออึงสนั่น. ครั้งนั้น พระเวสสันดรมหาสัตว์ได้ทรงสดับเสียงนั้นก็ทรงกลัวแต่มรณภัย. ด้วยเข้าพระทัยว่า เหล่าปัจจามิตรของเราปลงพระชนม์ พระชนกของเรา แล้วมาเพื่อต้องการตัวเรากระมังหนอ จึงพาพระนางมัทรีเสด็จขึ้นภูผาทอดพระเนตรดูกองทัพ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรราชฤาษีได้ทรงสดับเสียงกึกก้องแห่งกองทัพเหล่านั้น ก็ตกพระหฤทัย เสด็จขึ้นสู่บรรพต ทอดพระเนตรดูกองทัพด้วยความกลัว ตรัสว่า แน่ะพระน้องมัทรี เธอจงพิจารณาสำเนียงกึกก้องในป่า ฝูงม้าอาชาไนยร่าเริง ปลายธงปรากฏไสว พวกที่มาเหล่านี้ ดุจพวกพรานล้อมฝูงมฤคชาติในป่าไว้ด้วยข่าย ต้อนให้ตกในหลุมก่อน แล้วทิ่มแทงด้วยหอกสำหรับฆ่ามฤคชาติอันคม เลือกฆ่าเอาแต่ที่มีเนื้อล่ำๆ เราทั้งหลายผู้หาความผิดมิได้ ต้องเนรเทศมาอยู่ป่า ถึงความฉิบหายด้วยมืออมิตร เธอจงดูคนฆ่าคนไม่มีกำลัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า ตักเตือน. บทว่า นิสาเมหิ ความว่า เธอจงดู คือใคร่ครวญดูว่า กองทัพของเรา หรือกองทัพปรปักษ์ การเชื่อมความของสองคาถากึ่งว่า อิเม นูน อรญฺญมฺหิ เป็นต้น พึงทราบอย่างนี้ แน่ะพระน้องมัทรี พวกพรานล้อมฝูงมฤคในป่าไว้ด้วยข่ายหรือต้อนลงหลุม พูดในขณะนั้นว่า จงฆ่าสัตว์ร้ายเสีย ทิ่มแทงด้วยหอกสำหรับฆ่ามฤคอันคม เลือกฆ่ามฤคเหล่านั้นเอาแต่ตัวล่ำๆ ฉันใด สองเรานี้ถูกทิ่มแทงด้วยวาจาอสัตบุรุษว่า จักฆ่าเสียด้วยหอกอันคม และเราผู้ไม่มีผิด ถูกขับไล่คือเนรเทศออกจากแว่นแคว้นมาอยู่ในป่า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น. บทว่า อมิตฺตหตฺถฏฺฐคตา ได้แก่ ก็ยังถึงความฉิบหายด้วยมือของเหล่าอมิตร. บทว่า ปสฺส ทุพฺพลฆาตกํ ความว่า พระเวสสันดรทรงคร่ำครวญเพราะมรณภัยด้วยประการฉะนี้.

พระนางมัทรีได้ทรงสดับพระราชดำรัส จึงทอดพระเนตรกองทัพ ก็ทรงทราบว่า เป็นกองทัพของตน เมื่อจะให้พระมหาสัตว์ทรงอุ่นพระหฤทัย จึงตรัสคาถานี้
เหล่าอมิตรไม่พึงข่มเหงพระองค์ได้ เหมือนเพลิงไม่พึงข่มเหงทะเลได้ ฉะนั้น ขอพระองค์ทรงพิจารณาถึงพระพรที่ท้าวสักกเทวราชประทานนั้น นั่นแล ความสวัสดีจะพึงมีแก่เราทั้งหลายจากพลนิกายนี้ เป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิว อุทกณฺณเว ความว่า ไฟที่ติดด้วยคบหญ้าเป็นต้น ย่อมไม่ข่มเหงน้ำทั้งกว้างทั้งลึก กล่าวคือทะเล คือไม่อาจทำให้ร้อนได้ ฉันใด ปัจจามิตรทั้งหลายย่อมข่มเหงพระองค์ไม่ได้ คือข่มขี่ไม่ได้ ฉันนั้น. บทว่า ตเทว ความว่า พระนางมัทรีให้พระมหาสัตว์อุ่นพระหฤทัยว่า ก็พรอันใดที่ท้าวสักกเทวราชประทานแด่พระองค์ตรัสว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ไม่นานนักพระชนกของพระองค์จะเสด็จมา ขอพระองค์จงพิจารณาพร้อมนั้นเถิด ความสวัสดีพึงมีแก่พวกเราจากพลนิกายนี้ เป็นแน่แท้.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงบรรเทาความโศกให้เบาลงแล้ว พร้อมด้วยพระนางมัทรีเสด็จลงจากภูเขาประทับ นั่งที่ทวารบรรณศาลา ฝ่ายพระนางมัทรีก็ประทับนั่งที่ทวารบรรณศาลาของพระองค์.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเวสสันดรราชฤาษีเสด็จลงจากบรรพต ประทับนั่ง ณ บรรณศาลา ทำพระหฤทัยให้มั่นคง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหํ กตฺวาน มานสํ ความว่า ประทับนั่งทำพระหฤทัยให้มั่นคงว่า เราเป็นบรรพชิต ใครจักทำอะไรแก่เรา.

ขณะนั้น พระเจ้าสญชัยตรัสเรียกพระนางผุสดีราชเทวีมารับสั่งว่า แน่ะผุสดีผู้เจริญ เมื่อพวกเราทั้งหมดไปพร้อมกัน จักมีความเศร้าโศกใหญ่ ฉันจะไปก่อน ต่อนั้น เธอจงกำหนดดูว่า เดี๋ยวนี้ พวกเข้าไปก่อนจักบรรเทาความเศร้าโศกนั่งอยู่แล้ว พึงไปด้วยบริวารใหญ่ ลำดับนั้น พ่อชาลีและแม่กัณหาชินารออยู่สักครู่หนึ่ง แล้วจงไปภายหลัง ตรัสสั่งฉะนี้ แล้วให้กลับรถให้มีหน้าเฉพาะทางที่มา จัดการรักษาในที่นั้นๆ เสด็จลงจากคอช้างตัวประเสริฐซึ่งประดับ แล้วเสด็จไปสู่สำนักของพระราชโอรส.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้าสญชัยผู้ชนกนาถให้กลับรถ ให้กองทัพตั้งยับยั้งอยู่แล้ว เสด็จไปยังพระเวสสันดรผู้โอรส ซึ่งเสด็จประทับอยู่ในป่าพระองค์เดียว. เสด็จลงจากคอช้างพระที่นั่ง ทรงสะพักเฉวียงพระอังสาประนมพระหัตถ์ อันเหล่าอำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จมาเพื่ออภิเษกพระโอรส พระเจ้าสญชัยได้ทอดพระเนตรเห็นพระเวสสันดรราชโอรส มีพระกายมิได้ลูบไล้ตกแต่ง มีพระมนัสแน่วแน่ นั่งเข้าฌานอยู่ในบรรณศาลานั้น ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุฏฺฐาเปตฺวาน เสนิโย ความว่า ให้พลนิกายตั้งยับยั้งอยู่เพื่อประโยชน์แก่การอารักขา. บทว่า เอกํโส ได้แก่ ทำผ้าห่มเฉวียงพระอังสาข้างหนึ่ง. บทว่า สิญฺจิตุมาคมิ ความว่า เสด็จเข้าไปเพื่ออภิเษกในราชสมบัติ. บทว่า รมฺมรูปํ ได้แก่ มิได้ลูบไล้และตกแต่ง.

พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตร เห็นพระราชบิดาผู้มีความรักในพระโอรสนั้น เสด็จมาเสด็จลุก
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
webmaster
Site Admin


เข้าร่วม: 25 Jan 2008
ตอบ: 117

ตอบตอบเมื่อ: Fri Apr 03, 2009 4:02 pm    เรื่อง: พระเวสสันดร ตอบโดยอ้างข้อความ

พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตร เห็นพระราชบิดาผู้มีความรักในพระโอรสนั้น เสด็จมาเสด็จลุกต้อนรับถวายบังคม. ฝ่ายพระนางมัทรีทรงซบพระเศียรอภิวาทแทบพระบาทพระสัสสุระ กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมัทรีผู้สะใภ้ของพระองค์ขอถวายบังคม ณ พระยุคลบาทของพระองค์. พระเจ้าสญชัยทรงสวมกอดสองกษัตริย์ประทับทรวง. ฝ่าพระหัตถ์ลูบพระปฤษฎางค์อยู่ไปมา ณ อาศรมนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเท วนฺทามิ เต หุสา ความว่า พระนางมัทรีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันผู้สะใภ้ของพระองค์ ขอถวายบังคมแทบพระยุคลบาท กราบทูลฉะนี้แล้วถวายบังคม. บทว่า เตสุ ตตฺถ ได้แก่ กษัตริย์ทั้งสองนั้น ณ อาศรมที่ท้าวสักกเทวราชประทานนั้น. บทว่า ปลิสชฺช ความว่า ให้อิงแอบแนบพระทรวง ทรงจุมพิตพระเศียร ทรงลูบพระปฤษฎางค์ของสองกษัตริย์ด้วยพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม.

ต่อนั้น พระเจ้าสญชัยทรงกันแสงคร่ำครวญ ครั้นสร่างโศกแล้ว เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับสองกษัตริย์นั้น จึงตรัสว่า
ลูกรัก พ่อไม่มีโรคาพาธกระมัง สุขสำราญดีกระมัง ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทีจะมีน้อยกระมัง ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับพระดำรัสของพระบิดา จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันทั้งสองมีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง เที่ยวเสาะแสวงหามูลผลาหารเลี้ยงชีพ. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายเป็นผู้เข็ญใจ ฝึกแล้ว คือหมดพยศ. ความเข็ญใจฝึกหม่อมฉันทั้งหลาย ดุจนายสารถีฝึกม้าให้หมดพยศ ฉะนั้น. ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันทั้งหลายถูกเนรเทศมีร่างกายเหี่ยวแห้ง ด้วยการหาเลี้ยงชีพในป่า จึงมีเนื้อหนังซูบลง เพราะไม่ได้เห็นพระชนกและพระชนนี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิสิ กีทิสา ความว่า เป็นความเป็นอยู่ต่ำอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า กสิรา ชีวิกา โหม ความว่า ข้าแต่พระบิดา ความเป็นอยู่ของหม่อมฉันทั้งหลายเป็นทุกข์ เพราะหม่อมฉันทั้งหลายมีชีวิตอยู่ด้วยการเที่ยวเสาะแสวงหามูลผลาหาร. บทว่า อนิทฺธินํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ความเข็ญใจย่อมฝึกคนจนที่เข็ญใจ และความเข็ญใจนั้นย่อมฝึก คือทำให้หมดพยศ เหมือนนายสารถีผู้ฉลาดฝึกม้า ฉะนั้น หม่อมฉันทั้งหลายอยู่ในที่นี้เป็นผู้เข็ญใจอันความเข็ญใจฝึกแล้ว คือทำให้หมดพยศแล้ว ความเข็ญใจนั่นแหละฝึกหม่อมฉันทั้งหลาย. ปาฐะว่า ทเมถ โน ดังนี้ก็มี ความว่า ฝึกหม่อมฉันทั้งหลายแล้ว. บทว่า ชีวิโสกินํ ความว่า พระเวสสันดรทูลว่า หม่อมฉันทั้งหลายมีความเศร้าโศกอยู่ในป่า จะมีความสุขอย่างไรได้.

ก็และครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเวสสันดร เมื่อจะทูลถามถึงข่าวคราวของพระโอรสและพระธิดาอีก จึงทูลว่า
ทายาทผู้มีมโนรถยังไม่สำเร็จ ของพระองค์ผู้ประเสริฐของชาวสีพี คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้งสองตกอยู่ในอำนาจของพราหมณ์ร้ายกาจเหลือเกิน. แกตีพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา ดุจคนตีฝูงโค. ถ้าพระองค์ทรงทราบ หรือได้สดับข่าวลูกทั้งสองของพระราชบุตรีมัทรีนั้น. ขอได้โปรดตรัสบอกแก่หม่อมฉันทั้งสองทันที ดุจหมองูเยียวยามาณพที่ถูกงูกัด ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทายาทปฺปตฺตมานสา ความว่า พระเวสสันดรกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ทายาทของพระองค์ผู้ประเสริฐของชาวสีพี มีมนัสยังไม่ถึงแล้ว คือมีมโนรถยังไม่สมบูรณ์ ตกอยู่ในอำนาจของพราหมณ์. พราหมณ์นั้นแกตีสองกุมารนั้น ราวกะว่าคนตีฝูงโค. ถ้าพระองค์ทรงทราบ หรือได้สดับข่าวลูกทั้งสองของพระราชบุตรีมัทรีนั้น ด้วยได้ทอดพระเนตรเห็น หรือด้วยได้ทรงสดับข่าวก็ตาม. บทว่า สปฺปทฏฺฐว มาณวํ ความว่า ขอได้โปรดแจ้งให้ทราบ คือตรัสบอกแก่หม่อมฉันทั้งสองทันที เหมือนหมองูเยียวยามาณพที่ถูกงูกัด เพื่อสำรอกพิษเสีย ฉะนั้น.

พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
หลานทั้งสองคือชาลีและกัณหาชินา พ่อได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ชูชกไถ่ไว้แล้ว เจ้าอย่าวิตกเลย จงโปร่งใจเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺกีตา ได้แก่ ให้ทรัพย์ไถ่ไว้แล้ว.

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงได้ความโปร่งพระหฤทัย เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับพระบิดา จึงตรัสว่า
ข้าแต่พระบิดา พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธกระมัง สุขสำราญดีกระมัง พระเนตรแห่งพระมารดาของหม่อมฉัน ยังไม่เสื่อมกระมัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุ ความว่า พระเวสสันดรทูลถามว่า พระเนตรของพระมารดาผู้ทรงกันแสง เพราะความเศร้าโศกถึงพระโอรส ไม่เสื่อมเสียหรือ.

พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
ลูกรัก พ่อไม่ค่อยมีโรคและมีความสุขสำราญดี อนึ่ง จักษุของมารดาเจ้าก็ไม่เสื่อม.

พระมหาสัตว์กราบทูลว่า
ยวดยานของพระองค์หาโรคภัยมิได้กระมัง พาหนะยังใช้ได้คล่องแคล่วดีกระมัง ชนบทมั่งคั่งกระมัง ฝนตกต้องตามฤดูกาลกระมัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุฏฺฐิ ได้แก่ ฝน.

พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
ยวดยานของพ่อไม่มีโรคภัย พาหนะยังใช้ได้คล่องแคล่วดี ชนบทก็มั่งคั่ง ฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล.

เมื่อสามกษัตริย์ตรัสปราศรัยกันอยู่อย่างนี้ พระนางผุสดีเทวีทรงกำหนดว่า บัดนี้ กษัตริย์ทั้งสามจักทำความโศกให้เบาบาง ประทับนั่งอยู่ จึงเสด็จไปสู่สำนักพระโอรส พร้อมด้วยบริวารใหญ่.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อสามกษัตริย์กำลังตรัสกันอยู่อย่างนี้ พระนางผุสดีราชมารดาผู้เป็นพระราชบุตรีพระเจ้ามัททราช เสด็จด้วยพระบาทไม่ได้สวมฉลองพระบาท ได้ปรากฏแทบช่องภูผา พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตร เห็นพระราชชนนีผู้มีความรักในพระโอรสกำลังเสด็จมา. ก็เสด็จลุกต้อนรับ เสด็จถวายบังคม. พระนางมัทรีทรงอภิวาทแทบพระบาทแห่งพระสัสสุด้วยพระเศียร ทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันมัทรีผู้สะใภ้ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระแม่เจ้า.

ก็ในเวลาที่พระเวสสันดรและพระนางมัทรี ถวายบังคมพระนางผุสดีเทวี แล้วประทับยืนอยู่ พระชาลีและพระกัณหาชินาทั้งสอง อันกุมารกุมารีห้อมล้อมเสด็จมาถึง พระนางมัทรีประทับยืน ทอดพระเนตรทางมาแห่งพระโอรสพระธิดาอยู่ พระนางเจ้าทอดพระเนตรเห็นพระโอรสพระธิดาเสด็จมาโดยสวัสดี ก็ไม่สามารถจะทรงพระวรกายอยู่ด้วยภาวะของพระองค์ ทรงคร่ำครวญเสด็จไปแต่ที่นั้น ดุจแม่โคมีลูกอ่อน ฉะนั้น ฝ่ายพระชาลีและพระกัณหาทอดพระเนตรเห็นพระมารดา ก็ทรงคร่ำครวญวิ่งตรงเข้าไปหาพระมารดาทีเดียว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระชาลีและพระกัณหาชินาผู้มาโดยสวัสดีแต่ที่ไกล ทอดพระเนตรเห็นพระนางมัทรี ก็ทรงกันแสงวิ่งเข้าไปหา ดุจลูกโคอ่อนเห็นแม่ ก็ร้องวิ่งเข้าไปหา ฉะนั้น พระนางมัทรีเล่า พอทอดพระเนตรเห็นพระโอรสพระธิดาผู้มาโดยสวัสดีแต่ที่ไกล ก็สั่นระรัวไปทั่วพระวรกาย คล้ายแม่มดที่ผีสิงตัวสั่น ฉะนั้น น้ำนมก็ไหลออกจากพระถันทั้งคู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กนฺทนฺตา อภิธาวึสุ ความว่า ร้องไห้วิ่งเข้าไปหา. บทว่า วารุณีว ปเวเธนฺติ ความว่า ตัวสั่นเหมือนแม่มดที่ถูกผีสิง. บทว่า ถนธาราภิสิญฺจถ ความว่า สายน้ำนมไหลออกจากพระถันทั้งสอง.

ได้ยินว่า พระนางมัทรีทรงคร่ำครวญด้วยพระสุรเสียงอันดัง พระกายสั่นถึงวิสัญญีภาพล้มลงเหยียดยาวเหนือปฐพี. ฝ่ายพระชาลีและพระกัณหาก็เสด็จมาโดยเร็วถึงพระชนนี ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลงทับพระมารดา. ในขณะนั้น น้ำนมก็ไหลออกจากพระยุคลถันของพระนางมัทรี เข้าพระโอษฐ์แห่งกุมารกุมารีทั้งสองนั้น. ได้ยินว่า ถ้าจักไม่มีลมหายใจประมาณเท่านี้ พระกุมารกุมารีทั้งสองจักมีหทัยแห้ง พินาศไป.
ฝ่ายพระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นพระปิยบุตรบุตรี ก็ไม่อาจทรงกลั้นโศกาดูรไว้ ถึงวิสัญญีภาพล้มลง ณ ที่นั้นเอง. แม้พระชนกและพระชนนีแห่งพระเวสสันดร ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลงในที่นั้น เหมือนกัน.
เหล่าอำมาตย์หกหมื่นผู้สหชาติของพระมหาสัตว์ เห็นกิริยาของ ๖ กษัตริย์ดังนั้น ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลง ณ ที่นั้น เหมือนกัน. บรรดาราชบริพารทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์อันน่าสงสารนั้น. แม้คนหนึ่งก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยภาวะของตน. อาศรมบททั้งสิ้นได้เป็นเหมือนป่ารัง อันลมยุคันตวาตย่ำยีแล้ว. ขณะนั้น ภูผาทั้งหลายก็บันลือลั่น มหาปฐพีก็หวั่นไหว มหาสมุทรก็กำเริบ เขาสิเนรุราชก็โอนเอนไปมา เทวโลกทั่วกามาพจรก็เกิดโกลาหล เป็นอันเดียวกัน.
ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า กษัตริย์ทั้ง ๖ องค์ พร้อมด้วยราชบริษัทถึงวิสัญญีภาพ ไม่มีใครแม้คนหนึ่งที่สามารถจะลุกขึ้น รดน้ำลงบนสรีระของใครได้ เอาเถอะ เราจักยังฝนโบกขรพรรษให้ตกลงเพื่อชนเหล่านั้น ในบัดนี้ ดำริฉะนี้ แล้วจึงยังฝนโบกขรพรรษให้ตกลง ณ สมาคมแห่งกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์. ชนเหล่าใดใคร่ให้เปียกชนเหล่านั้นก็เปียก เหล่าชนที่ไม่ต้องการให้เปียก แม้สักหยาดเดียวก็ไม่ตั้งอยู่ในเบื้องบนแห่งชนเหล่านั้น เพียงดังน้ำกลิ้งไปจากใบบัว ฉะนั้น. ฝนโบกขรพรรษนั้นเป็นเหมือนน้ำฝนที่ตกลงบนใบบัว ด้วยประการฉะนี้ ในกาลนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ก็กลับฟื้นพระองค์ มหาชนทราบความมหัศจรรย์ว่า ฝนโบกขรพรรษ ตก ณ สมาคมพระญาติแห่งพระมหาสัตว์ และแผ่นดินไหว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ความกึกก้องใหญ่ได้เกิดแก่สมาคมพระญาติ ภูเขาทั้งหลายก็บันลือลั่น แผ่นดินก็หวั่นไหว ฝนตกลงเป็นท่อธาร ในกาลนั้น. ลำดับนั้น พระราชาเวสสันดรก็ประชุมด้วยพระประยูรญาติทั้งหลาย พระชาลีและพระกัณหาชินาผู้พระราชนัดดา พระนางมัทรีผู้สะใภ้ พระเวสสันดรผู้พระราชโอรส พระเจ้าสญชัยผู้มหาราชและพระนางเจ้าผุสดีผู้พระมเหสี ได้ประชุมโดยความเป็นอันเดียวกัน ในกาลใด. ความมหัศจรรย์อันให้ขนพองสยองเกล้าได้มี ในกาลนั้น.
ชาวแคว้นสีพีที่มาประชุมกันทั้งหมด ร้องไห้อยู่ในป่าอันน่ากลัว ประนมมือแด่พระเวสสันดร ทูลวิงวอนพระเวสสันดรและพระนางมัทรีว่า ขอพระองค์เป็นอิสรราชแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทั้งสองพระองค์จงครองราชสมบัติ เป็นพระราชาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โฆโส ได้แก่ ความกึกก้องอันประกอบด้วยความกรุณา. บทว่า ปญฺชลิกา ความว่า ชาวพระนคร ชาวนิคมและชาวชนบททั้งหมด ต่างประคองอัญชลี. บทว่า ตสฺส ยาจนฺติ ความว่า หมอบลงแทบพระบาทแห่งพระเวสสันดร ร้องไห้คร่ำครวญวิงวอนว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงเป็นนาย เป็นใหญ่ เป็นบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย มหาชนประสงค์จะอภิเษกทั้งสองพระองค์ ในที่นี้นี่แหละ แล้วนำเสด็จสู่พระนคร. ขอพระองค์จงรับเศวตฉัตร อันเป็นของมีอยู่แห่งราชสกุล.
จบฉขัตติยบรรพ

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสกับพระชนก จึงตรัสคาถานี้ว่า
พระองค์ และชาวชนบท ชาวนิคม ประชุมกันให้เนรเทศหม่อมฉันผู้ครองราชสมบัติโดยธรรม จากแว่นแคว้น.

ต่อนั้น พระเจ้าสญชัย เมื่อจะยังพระโอรสให้อดโทษแก่พระองค์ จึงตรัสว่า
ลูกรัก จริงทีเดียว การที่พ่อให้ขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษ เพราะถ้อยคำของชาวสีพีนั้น ชื่อว่าพ่อได้กระทำกรรมอันชั่วช้า ทำกรรมอันทำลายความเจริญแก่พวกเรา.

ครั้นตรัสคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงวิงวอนพระโอรสเพื่อนำความทุกข์ของพระองค์ไปเสีย จึงตรัสคาถานี้ว่า
ธรรมดาบุตรควรนำความทุกข์ของบิดามารดา หรือพี่น้องหญิงออกเสีย ด้วยคุณที่ควรสรรเสริญอันใดอันหนึ่ง แม้ด้วยชีวิตของตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทพฺพเห ได้แก่ พึงนำไป. บทว่า อปิ ปาเณหิ อตฺตโน ความว่า ได้ยินว่า พระเจ้าสญชัยตรัสอย่างนี้กะพระเวสสันดร ด้วยพระประสงค์อันนี้ว่า แน่ะพ่อ ธรรมดาบุตรพึงนำความทุกข์ เพราะความเศร้าโศกของบิดามารดาไปเสีย แม้ต้องสละชีวิต เพราะเหตุนั้น ลูกอย่าเก็บโทษของพ่อไว้ในใจ จงทำตามคำของพ่อ จงเปลื้องเพศฤาษีออก แล้วถือเพศกษัตริย์เถิดนะลูก.

พระโพธิสัตว์ แม้ทรงใคร่จะครองราชสมบัติ แต่เมื่อไม่ตรัสคำมีประมาณเท่านี้ ก็หาชื่อว่า เป็นผู้หนักไม่ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสกับพระราชบิดา พระเจ้าสญชัยทรงอาราธนาพระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ทรงรับว่า สาธุ.
ครั้งนั้น เหล่าอำมาตย์หกหมื่นผู้สหชาติ รู้ว่า พระมหาสัตว์ทรงรับอาราธนา จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เวลานี้เป็นเวลาสนานพระวรกาย จงชำระล้างธุลีและสิ่งเปรอะเปื้อนเถิด.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายรอสักครู่หนึ่ง เสด็จเข้าบรรณศาลา ทรงเปลื้องเครื่องฤาษีเก็บไว้ ทรงพระภูษาสีดุจสังข์ เสด็จออกจากบรรณศาลา ทรงรำพึงว่า สถานที่นี้เป็นที่อันเราเจริญสมณธรรมสิ้น ๙ เดือนครึ่ง และสถานที่นี้เป็นที่แผ่นดินไหว เหตุเราผู้ถือเอายอดแห่งพระบารมี บริจาคปิยบุตรทารทาน ทรงรำพึงฉะนี้แล้ว ทำประทักษิณบรรณศาลา ๓ รอบ ทรงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วทรงสถิตอยู่.
ครั้งนั้น เจ้าพนักงานมีภูษามาลาเป็นต้น ก็ทำกิจมีเจริญพระเกสา และพระมัสสุเป็นต้นแห่งพระมหาสัตว์. ชนทั้งหลายได้อภิเษกพระมหาสัตว์ ผู้ประดับด้วยราชาภรณ์ทั้งปวงผู้รุ่งเรืองดุจเทวราช ในราชสมบัติ.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเวสสันดรราชทรงชำระล้างธุลีและของไม่สะอาดแล้ว สละวัตรปฏิบัติทั้งปวง ทรงเพศเป็นพระราชา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวาหยิ ความว่า ให้นำไป ก็และครั้นให้นำไปแล้ว ให้ถือเพศเป็นพระราชา.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์เป็นผู้มีพระยศใหญ่ สถานที่พระองค์ทอดพระเนตรแล้ว ทอดพระเนตรแล้ว ก็หวั่นไหว. เหล่าผู้รู้มงคลทรงจำมงคลไว้ด้วยปาก ก็ยังมงคลทั้งหลายให้กึกก้อง. พวกประโคมก็ประโคมดนตรีทั้งปวงขึ้นพร้อมกัน ความกึกก้องโกลาหลแห่งดนตรี เป็นการครึกครื้นใหญ่ ราวกะเสียงกึกก้องแห่งเมฆคำรามกระหึ่มในท้องมหาสมุทร ฉะนั้น. เหล่าอำมาตย์ประดับหัตถีรัตนะ แล้วเตรียมเทียบไว้รับเสด็จพระเวสสันดร. มหาสัตว์ทรงผูกพระแสงขรรค์รัตนะ แล้วเสด็จขึ้นหัตถีรัตนะ. เหล่าอำมาตย์หกหมื่นผู้สหชาติทั้งปวง ประดับเครื่องสรรพาลังการ แวดล้อมพระมหาสัตว์. ฝ่ายนางกัญญาทั้งปวงให้พระนางมัทรีสนานพระกาย แล้วตกแต่งพระองค์ถวายอภิเษก. เมื่อถวายการรดน้ำสำหรับอภิเษก ณ พระเศียรแห่งพระนางมัทรี ได้กล่าวมงคลทั้งหลายเป็นต้นว่า ขอพระเวสสันดรจงทรงอภิบาล.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรมหาสัตว์สนานพระเศียร ทรงพระภูษาอันสะอาด ประดับด้วยราชปิลันธนาภรณ์ทุกอย่าง ทรงผูกสอดพระแสงขรรค์อันทำให้ราชปัจจามิตรเกรงขาม เสด็จขึ้นทรงพระยาปัจจัยนาคเป็นพระคชาธาร. ลำดับนั้น เหล่าสหชาติโยธาหาญทั้งหกหมื่นผู้งามสง่าน่าทัศนา ต่างร่าเริงแวดล้อมพระมหาสัตว์ผู้จอมทัพ.
แต่นั้น เหล่าสนมกำนัลของพระเจ้ากรุงสีพีประชุมกัน สรงสนานพระนางมัทรีราชกัญญา ทูลถวายพระพรว่า ขอพระเวสสันดรจงอภิบาลพระแม่เจ้า ขอพระชาลีและพระกัณหาชินาทั้งสองพระองค์ จงอภิบาลพระแม่เจ้า. อนึ่ง ขอพระเจ้าสญชัยมหาราช จงคุ้มครองรักษาพระแม่เจ้าเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจยํ นาคมารุยฺห ได้แก่ ช้างตัวประเสริฐซึ่งเกิดในวันที่พระเวสสันดรประสูตินั้น. บทว่า ปรนฺตปํ ได้แก่ ยังอมิตรให้เกรงขาม. บทว่า ปริกรึสุ ได้แก่ แวดล้อม. บทว่า นนฺทยนฺตา ได้แก่ ให้ยินดี. บทว่า สิวิกญฺญา ความว่า เหล่าปชาบดีของพระเจ้าสีพีราช ประชุมกันให้พระนางมัทรีสรงสนานด้วยน้ำหอม. บทว่า ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ความว่า แม้พระโอรสพระธิดาของพระแม่เจ้าเหล่านี้ ก็จงรักษาพระมารดา.

พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทรงได้ปัจจัยนี้ ทรงอนุสรณ์ถึงการประทับแรมในป่า อันเป็นความลำบากของพระองค์มาแต่ก่อน จึงให้ตีอานันทเภรีเที่ยวป่าวร้องตามเวิ้งเขาวงกต อันเป็นที่ควรยินดี.
พระนางมัทรีทรงได้ปัจจัยนี้ ทรงอนุสรณ์ถึงการประทับแรมในป่า อันเป็นความลำบากแห่งพระองค์มาแต่ก่อน. พระนางถึงพร้อมด้วยพระลักษณะ มีพระหฤทัยร่าเริงยินดี ที่พบพระโอรสและพระธิดา.
พระนางมัทรีทรงได้ปัจจัยนี้ ทรงอนุสรณ์ถึงการประทับแรมในป่า อันเป็นความลำบากของพระองค์มาแต่ก่อน. ทรงมีพระลักษณะ ดีพระหฤทัย อิ่มพระหฤทัยแล้วพร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทญฺจ ปจฺจยํ ลทฺธา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเวสสันดรและพระนางมัทรี ทรงได้ปัจจัยนี้ คือที่พึ่งนี้แล้วดำรงอยู่ในราชสมบัติ. บทว่า ปุพฺเพ ความว่า ทรงอนุสรณ์ถึงการประทับแรมอยู่ในป่า อันเป็นความลำบากของพระองค์ในกาลก่อนแต่นี้ จึงให้ตีกลองอานันทเภรีเที่ยวป่าวร้อง. บทว่า รมฺมณีเย คิริพฺพเช ความว่า ให้ตีกลองอานันทเภรีที่ผูกด้วยลดาทองท่องเที่ยวป่าวร้อง ในเวิ้งเขาวงกตอันเป็นที่ควรยินดีว่า เป็นอาณาเขตแห่งพระราชาเวสสันดร จัดเล่นมหรสพให้เพลิดเพลิน. บทว่า อานนฺทจิตฺตา สุมนา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยพระลักษณะ ความว่า พระนางมัทรีได้พบพระโอรสพระธิดา ทรงดีพระหฤทัย คือยินดีเหลือเกิน. บทว่า ปีติตา ได้แก่ มีปีติโสมนัสเป็นไปแล้ว.

ก็และครั้นทรงอิ่มพระหฤทัยอย่างนี้แล้ว พระนางมัทรีได้ตรัสแก่พระโอรสพระธิดาว่า
แน่ะลูกรักทั้งสอง เมื่อก่อนแม่กินอาหารมื้อเดียว นอนเหนือแผ่นดินเป็นนิตย์ แม่ได้ประพฤติอย่างนี้ เพราะใคร่ต่อลูก วัตรนั้นสำเร็จแล้วแก่แม่ในวันนี้ เพราะอาศัยลูกทั้งสอง วัตรนั้นเกิดแต่แม่ก็ตาม เกิดแต่พ่อก็ตาม จงอภิบาลลูก อนึ่ง ขอพระมหาราชสญชัยจงคุ้มครองลูก บุญอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งแม่และพ่อได้บำเพ็ญไว้ จงสำเร็จแก่ลูก ด้วยอำนาจบุญกุศลนั้นทั้งหมด ขอลูกจงอย่าแก่ (เร็ว) อย่าตาย (เร็ว).

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุมฺหํ กามา หิ ปุตฺตกา ความว่า พระนางมัทรีตรัสว่า แน่ะลูกน้อยทั้งสอง แม่ปรารถนาลูกๆ เมื่อลูกๆ ถูกพราหมณ์นำไปในกาลก่อน แม่กินอาหารมื้อเดียว นอนเหนือแผ่นดิน แม่มีความปรารถนาลูกๆ จึงได้ประพฤติวัตรนี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สมิทฺธชฺช ความว่า วัตรนั่นแลสำเร็จแล้วในวันนี้. บทว่า มาตุชํปิ ตํ ปาเลตุ ปิตุชํปิ จ ปุตฺตกา ความว่า โสมนัสที่เกิดแต่แม่ก็ตาม เกิดแต่พ่อก็ตาม จงคุ้มครองลูกๆ คือบุญที่เป็นของแม่และพ่อ จงคุ้มครองลูก เพราะเหตุนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยํกิญฺจิตฺถิ กตํ ปุญฺญํ ดังนี้.

ฝ่ายพระนางผุสดีเทวีมีพระดำริว่า ตั้งแต่นี้ไป สุณิสาของเราจงนุ่งห่มภูษาเหล่านี้และทรงอาภรณ์เหล่านี้ ดำริฉะนี้แล้ว สั่งให้บรรจุวัตถาภรณ์เต็มในหีบทอง ส่งไปประทาน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้นจึงตรัสว่า
พระผุสดีราชเทวีผู้พระสัสสุได้ประทานกัปปาสิกพัสตร์ โขมพัสตร์ และโกทุมพรพัสตร์ อันเป็นเครื่องงดงามแห่งพระนางมัทรีผู้พระสุณิสา แต่นั้น พระนางเจ้าประทานเครื่องประดับพระศอแล้วไปด้วยทองคำ เครื่องประดับต้นพระกร เครื่องประดับบั้นพระองค์แล้วไปด้วยแก้วมณี เครื่องประดับพระศออีกชนิดหนึ่ง สัณฐานดุจผลอินทผลัมแล้วไปด้วยทองคำ เครื่องประดับพระศอแล้วไปด้วยรัตนะ เครื่องประดับพระนลาตซึ่งขจิตด้วยสุวรรณเป็นต้น เครื่องประดับวิการด้วยสุวรรณ ส่วนพระกายมีพระทนต์เป็นอาทิ เครื่องประดับมีพรรณต่างๆ แล้วไปด้วยแก้วมณี เครื่องประดับทรวง เครื่องประดับบนพระอังสา เครื่องประดับ บั้นพระองค์ชนิดแล้วไปด้วยสุวรรณและหิรัญ เครื่องประดับที่พระบาทและเครื่องประดับที่ปักด้วยด้ายและมิได้ปักด้วยด้าย อันเป็นเครื่องงดงามแห่งพระนางมัทรีผู้พระสุณิสา.
พระนางมัทรีผู้ราชบุตรีทรงเพ่งพินิจพระวรกายอันยังบกพร่องด้วยเครื่องประดับนั้นๆ ก็ทรงประดับให้บริบูรณ์ งดงามดุจเทพกัญญาในนันทนวัน. พระนางมัทรีสนานพระเศียร ทรงพระภูษาอันสะอาด ประดับด้วยราชปิลันธนาภรณ์ทุกอย่าง. งามดุจเทพอัปสรในดาวดึงส์พิภพ. วันนั้น เสด็จลีลาศงามดังกัทลีชาติต้องลมที่เกิดอยู่ ณ จิตรลดาวัน สมบูรณ์ด้วยริมพระโอษฐ์มีสีแดง ดังผลตำลึงและพระนางมีพระโอษฐ์แดงดังผลนิโครธสุกงาม ประหนึ่งกินรี อันเรียกว่ามานุสินี เพราะเกิดมามีสรีระดุจมนุษย์ มีปีกอันวิจิตรกางปีกร่อนไปในอัมพรวิถี ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โขมญฺจ กายูรํ ได้แก่ เครื่องประดับพระศอมีสัณฐาน ดังผลอินทผลัมแล้วไปด้วยทองคำ. บทว่า รตนามยํ ได้แก่ เครื่องประดับพระศอ อีกชนิดหนึ่งแล้วไปด้วยรัตนะ. บทว่า องฺคทํ มณิเมขลํ ได้แก่ เครื่องประดับต้นพระกร และเครื่องประดับบั้นพระองค์แล้วไปด้วยแก้วมณี. บทว่า อุณฺณตํ ได้แก่ เครื่องประดับชนิดหนึ่ง. บทว่า มุขผุลฺลํ ได้แก่ เครื่องประดับดิลกบนพระนลาต. บทว่า นานารตฺเต ได้แก่ มีสีต่างๆ. บทว่า มาณิเย ได้แก่ แล้วไปด้วยแก้วมณี. เครื่องประดับสองชนิด แม้เหล่านี้ คือเครื่องประดับทรวงและพระอังสา. บทว่า เมขลํ ได้แก่ เครื่องประดับบั้นพระองค์แล้วไปด้วยสุวรรณและหิรัญ. บทว่า ปฏิปาทุกํ ได้แก่ เครื่องประดับพระบาท. บทว่า สุตฺตญฺจ สุตฺตวชฺชญฺจ ได้แก่ เครื่องประดับที่มีสายร้อย และมิได้มีสายร้อย. แต่ในบาลีเขียนไว้ว่า สุปฺปญฺจ สุปฺปวชฺชญฺจ ดังนี้ก็มี. บทว่า อุปนิชฺฌาย เสยฺยสิ ความว่า พระนางมัทรีราชเทวีทรงตรวจดูพระวรกายที่ยังบกพร่องด้วยเครื่องประดับที่มีสายร้อยและมิได้มีสายร้อย ก็ทรงประดับให้บริบูรณ์ ทำให้ทรงพระโฉมประเสริฐขึ้นอีก งดงามเพียงเทพกัญญาในนันทนวัน. บทว่า วาตจฺฉุปิตา ความว่า วันนั้น พระนางเจ้าเสด็จลีลาศงาม ดุจกัทลีทองต้องลมซึ่งเกิดที่จิตรลดาวัน ฉะนั้น. บทว่า ทนฺตาวรณสมฺปนฺนา ได้แก่ ประกอบด้วยริมพระโอษฐ์สีแดงเช่นผลตำลึงสุก. บทว่า สกุณี มานุสินีว ชาตา จิตฺตปฺปตฺตา ปติ ความว่า แม้สกุณีมีนามว่ามานุสินี ซึ่งเกิดมาโดยสรีระดุจมนุษย์ มีขนปีกอันวิจิตร กางปีกบินร่อนไปในอากาศ ย่อมงดงาม ฉันใด พระนางมัทรีมีพระโอษฐ์ดังผลนิโครธสุก เพราะมีพระโอฐแดงก็งดงาม ฉันนั้น.

อมาตย์ทั้งหลายนำช้างตัวประเสริฐไม่แก่นัก เป็นช้างทนต่อหอกและศร มีงาดุจงอนรถ สามารถนำมาเพื่อพระนางมัทรีทรง พระนางมัทรีนั้นเสด็จขึ้นสู่ช้างตัวประเสริฐไม่แก่นัก เป็นช้างทนต่อหอกและศร มีงาดุจงอนรถมีกำลังกล้าหาญ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺสา จ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อมาตย์ทั้งหลายได้นำช้างหนุ่มเชือกหนึ่งซึ่งไม่แก่นัก ยังหนุ่มมัชฌิมวัย เป็นช้างทนต่อการประหารด้วยหอกและศร ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเพื่อพระนางมัทรี. บทว่า นาคมารุหิ ความว่า เสด็จขึ้นทรงหลังช้าง.

พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จไปสู่กองทัพด้วยพระอิสริยยศใหญ่ ด้วยประการฉะนี้ ฝ่ายพระเจ้าสญชัยมหาราชประพาสเล่นตามภูผาและป่า ประมาณหนึ่งเดือนกับด้วยทวยหาญ ๑๒ อักโขภิณี พาลมฤคและนกในป่าใหญ่ถึงเพียงนั้น มิได้เบียดเบียนสัตว์ไรๆ ด้วยเดชานุภาพแห่งพระมหาสัตว์.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เหล่ามฤคชาติและปักษีชาติมีอยู่ในป่านั้นทั้งหมดเพียงไร ย่อมไม่เบียดเบียนกันและกัน ด้วยเดชานุภาพแห่งพระเวสสันดร เมื่อพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ เสด็จไปแล้ว เหล่ามฤคชาติและปักษีชาติมีอยู่ในป่านั้นทั้งหมดเพียงไร ต่างมาชุมนุมกันอยู่ที่เดียวกัน เมื่อพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ เสด็จไปแล้ว เหล่ามฤคชาติและปักษีชาติ ในป่านั้นทั้งหมดเพียงไร ต่างไม่ร้องเสียงหวาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวนฺเตตฺถ ตัดบทเป็น ยาวนฺโต เอตฺถ ความว่า ตลอดทั้งในป่านั้น. บทว่า เอกชฺฌํ สนฺนิปตึสุ ความว่า ประชุมในที่เดียวกัน ก็และครั้นประชุมกันแล้ว ได้มีความโทมนัสว่า ตั้งแต่นี้ไป เราทั้งหลายจักไม่มีความละอาย หรือความสังวรต่อกันและกัน ในบัดนี้. บทว่า นาสฺส มญฺชูนิ กูชึสุ ความว่า มีความทุกข์เพราะพลัดพรากจากพระมหาสัตว์ จึงไม่ส่งเสียงร้องไพเราะอ่อนหวาน.

พระเจ้าสญชัยนรินทรราช ครั้นเสด็จประพาสเล่นตามภูผาและราวไพร ประมาณหนึ่งเดือนกับทวยหาญ ๑๒ อักโขภิณีแล้ว ตรัสเรียกเสนาคุตอมาตย์มาตรัสถามว่า เราทั้งหลายอยู่ในป่ากันนานแล้ว มรรคาเสด็จของบุตรเรา พวกเจ้าตกแต่งแล้วหรือ ครั้นเหล่าอมาตย์กราบทูลว่า ตกแต่งแล้ว และทูลเชิญเสด็จว่า ถึงเวลาเสด็จแล้ว พระเจ้าค่ะ จึงโปรดให้ทูลพระเวสสันดร ให้ตีกลองป่าวร้องให้ทราบกาลเสด็จกลับพระนคร แล้วทรงพากองทัพเสด็จกลับ พระเวสสันดรมหาสัตว์เสด็จยาตราด้วยราชบริพารใหญ่ สู่มรรคาที่ตกแต่งแล้ว กำหนดได้ ๖๐ โยชน์ตั้งแต่เวิ้งเขาวงกต จนถึงกรุงเชตุดร.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ทางหลวงตกแต่งแล้ว วิจิตรงดงามโปรยปรายด้วยดอกไม้ ตั้งแต่เขาวงกตที่พระเวสสันดรประทับจนถึงกรุงเชตุดร. แต่นั้น โยธาหกหมื่นงดงามน่าทัศนา นางข้างใน ราชกุมาร พ่อค้า พราหมณ์ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ห้อมล้อมพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ ผู้เสด็จไปอยู่โดยรอบ. ทหารสวมหมวก ทรงหนังเครื่องบังที่คอ ถือธนู สวมเกราะไปข้างหน้าพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ ผู้เสด็จไปอยู่ และชาวชนบท ชาวนิคม พร้อมกันห้อมล้อมพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ ผู้เสด็จไปอยู่โดยรอบ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปยตฺโต ได้แก่ ตกแต่งเหมือนในกาลจัดบูชาพิเศษในวันวิสาขบูรณมี. บทว่า วิจิตฺโต ได้แก่ วิจิตรไปด้วยต้นกล้วย หม้อน้ำเต็ม ธงและแผ่นผ้าเป็นต้น. บทว่า ปุปฺผสณฺ?โต ได้แก่ โปรยปรายด้วยดอกไม้ทั้งหลายมีข้าวตอกเป็นที่ห้า. บทว่า ยตฺถ ความว่า ประดับตกแต่งมรรคาตั้งแต่เขาวงกตที่พระเวสสันดรประทับอยู่ ติดต่อกันจนถึงกรุงเชตุดร. บทว่า กโรฏิยา ได้แก่ หมู่ทหารสวมหมวกบนศีรษะที่ได้นามว่า สีสกโรฏิกะ ทหารสวมหมวกเกราะ. บทว่า จมฺมธรา ได้แก่ ทรงหนังเครื่องบังที่คอ. บทว่า สุวมฺมิกา ได้แก่ สวมเกราะด้วยดีด้วยข่ายอันวิจิตร. บทว่า ปุรโต ปฏิปชฺชึสุ ความว่า โยธาผู้กล้าหาญเห็นปานนี้ แม้มีโขลงช้างซับมันพากันมาก็ไม่ถอยกลับ คงดำเนินไปข้างหน้าพระราชาเวสสันดร.

พระราชาเวสสันดรล่วงมรรคา ๖๐ โยชน์มาสิ้น ๒ เดือนถึงกรุงเชตุดร เสด็จเข้าสู่พระนครอันประดับตกแต่งแล้ว เสด็จขึ้นปราสาท.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
กษัตริย์ทั้งหกพระองค์นั้นเข้าบุรีที่น่ารื่นรมย์ มีปราการสูงและหอรบ ประกอบด้วยข้าวน้ำ และการฟ้อนรำและขับร้องทั้งสอง. ในเมื่อพระเวสสันดรมหาสัตว์ผู้ยังชาวสีพีรัฐให้เจริญ เสด็จถึงแล้ว. ชาวชนบทและชาวนิคมพร้อมกันมีจิตยินดี. เมื่อพระเวสสันดรมหาสัตว์ผู้พระราชทานทรัพย์ เสด็จมาถึง การยกแผ่นผ้าก็เป็นไป รับสั่งให้ตีนันทเภรีป่าวร้องในพระนคร โฆษณาให้ปล่อยสรรพสัตว์ที่ผูกขังไว้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุปาการโตรณํ ความว่า ประกอบด้วยปราการสูงใหญ่ และเสาค่ายที่มีหอรบเป็นอันมาก. บทว่า นจฺจคีเตหิ จูภยํ ความว่า ประกอบด้วยการฟ้อนรำ และด้วยการขับร้องทั้งสอง. บทว่า จิตฺตา ได้แก่ ยินดี คือถึงความโสมนัส. บทว่า อาคเตธนทายเก ความว่า เมื่อพระมหาสัตว์ผู้พระราชทานทรัพย์แก่มหาชนเสด็จมาถึง. บทว่า นนฺทิปฺปเวสิ ความว่า ให้ตีกลองอานันทเภรีป่าวร้องในพระนครว่า เป็นราชอาณาจักรของพระเวสสันดรมหาราช. บทว่า พนฺธโมกฺโข อโฆสถ ความว่า ได้ป่าวร้องให้ปล่อยสรรพสัตว์จากที่ผูกขังไว้ คือพระเวสสันดรมหาราชโปรดให้ปล่อยสรรพสัตว์จากที่ผูกขังไว้ โดยที่สุด แมวก็ให้ปล่อย.

ในวันเสด็จเข้าพระนครนั่นเอง พระเวสสันดรทรงพระดำริ ในเวลาใกล้รุ่งว่า พรุ่งนี้ ครั้นราตรีสว่างแล้ว พวกยาจกรู้ว่าเรากลับมาแล้ว ก็จักพากันมา เราจักให้อะไรแก่ยาจกเหล่านั้น. ในขณะนั้น พิภพแห่งท้าวสักกเทวราชได้สำแดงอาการเร่าร้อน พระองค์ทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบเหตุการณ์นั้น จึงยังพื้นที่ข้างหน้าและข้างหลังแห่งพระราชนิเวศน์ ให้เต็มด้วยรัตนะสูงประมาณเอวบันดาล ให้ฝนรัตนะเจ็ดตกเป็นราวกะฝนลูกเห็บ ให้ตกในพระนครทั้งสิ้นสูงประมาณเข่า. วันรุ่งขึ้น พระมหาสัตว์โปรดให้พระราชทานทรัพย์ ที่ตกอยู่ในพื้นที่ข้างหน้าและข้างหลังแห่งตระกูลนั้นๆ ว่า จงเป็นของตระกูลเหล่านั้นแหละ แล้วให้นำทรัพย์ที่เหลือขนเข้าท้องพระคลัง กับด้วยทรัพย์ในพื้นที่แห่งพระราชนิเวศน์ของพระองค์ แล้วให้เริ่มตั้งทานมุข.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์ผู้ยังสีพีรัฐให้เจริญเข้าพระนครแล้ว วัสสวลาหกเทพบุตรได้ยังฝน อันล้วนแล้วไปด้วยทองคำให้ตกลงมา ในกาลนั้น แต่นั้น พระเวสสันดรขัตติยราชทรงบำเพ็ญทานบารมี เบื้องหน้าแต่สิ้นพระชนมชีพ พระองค์ผู้มีพระปรีชาก็เสด็จเข้าถึงสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคํ โส อุปฺปชฺชถ ความว่า จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสด็จเข้าถึงดุสิตบุรีด้วยอัตภาพที่สอง.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามหาเวสสันดรชาดก ซึ่งประดับด้วยคาถาประมาณ ๑,๐๐๐ คาถานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน มหาเมฆก็ยังฝนโบกขรพรรษให้ตก ในที่ประชุมแห่งพระประยูรญาติของเรา อย่างนี้เหมือนกัน.
ตรัสดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์ชูชกในกาลนั้น คือ ภิกษุเทวทัต.
นางอมิตตตาปนา คือ นางจิญจมาณวิกา.
พรานเจตบุตร คือ ภิกษุฉันนะ.
อัจจุตดาบส คือ ภิกษุสารีบุตร.
ท้าวสักกเทวราช คือ ภิกษุอนุรุทธะ.
พระเจ้าสญชัยนรินทรราช คือ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช.
พระนางผุสดีเทวี คือ พระนางสิริมหามายา.
พระนางมัทรีเทวี คือ ยโสธราพิมพา มารดาราหุล.
ชาลีกุมาร คือ ราหุล.
กัณหาชินา คือ ภิกษุณีอุบลวรรณา.
ราชบริษัทนอกนี้ คือ พุทธบริษัท.
ก็พระเวสสันดรราช คือ เราเองผู้สัมมาสัมพุทธเจ้า แล.
จบ นครกัณฑ์

ฟัง mp3 พระเวสสันดร ตอนที่๑
ฟัง mp3 พระเวสสันดร ตอนที่๒
ฟัง mp3 พระเวสสันดร ตอนที่๓
ชมวิดีโอ การ์ตูน พระเวสสันดร
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    109wat.com : ถามตอบ -> กระดานชมรม109วัด ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
You cannot attach files in this forum
You can download files in this forum


Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
หน้าแรก | ธรรมะน่ารู้ | วัดไทยทั่วโลก | ไหว้พระ ๙ วัด | ไหว้พระเกจิ | แนะนำวัด | ถาม - ตอบ | ประวัติ | สนับสนุนโดย |